Page 1

การทาโครงงานคอมพิวเตอร์ และการจัดงานแสดงโครงงานจะมีคุณค่าต่อการฝึ กฝนให้นกั เรี ยนมีความรู ้ ความชานาญ และมีความมัน่ ใจในการนาระบบคอมพิวเตอร์ ไปใช้ในการแก้ปัญหา ประดิษฐ์คิดค้นหรื อค้นคว้า หาความรู ้ต่าง ๆ ด้วยตนเองและยังมีคุณค่าอื่น ๆ อีกดังต่อไปนี้ 1. สร้างความสานึกและความรับผิดชอบในการศึกษาและพัฒนาระบบด้วยตนเอง 2. เปิ ดโอกาสให้นกั เรี ยนได้พฒั นาและแสดงความสามารถตามศักยภาพของตนเอง 3. เปิ ดโอกาสให้นกั เรี ยนได้ศึกษา ค้นคว้า และเรี ยนรู ้ในเรื่ องที่นกั เรี ยนสนใจได้ลึกซึ้ งกว่าการเรี ยนใน ห้องตามปกติ 4. ส่ งเสริ มและพัฒนากระบวนการคิด การแก้ปัญหา การตัดสิ นใจ รวมทั้งการสื่ อสารระหว่างกัน 5. กระตุน้ ให้นกั เรี ยนมีความสนใจในการเรี ยนวิชาสาขาคอมพิวเตอร์ และมีความสนใจที่จะประกอบ อาชีพทางด้านนี้ 6. ส่ งเสริ มให้นกั เรี ยนได้ใช้เวลาอย่างเป็ นประโยชน์ในทางสร้างสรรค์ 7. สร้างความสัมพันธ์ระหว่างนักเรี ยนกับครู และชุมชน รวมทั้งส่ งเสริ มให้ชุมชนสนใจคอมพิว เตอร์ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องมากขึ้น 8. เป็ นการบูรณาการเอาความรู ้จากวิชาต่าง ๆ ที่ได้รับมาจัดทาผสมผสานกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เป็ น โครงงานเพื่อนาเสนอต่อชุมชน การจัดทาโครงงานคอมพิวเตอร์ น้ นั นักเรี ยนควรมีความรู ้พ้นื ฐานเกี่ยวกับการทางานของเครื่ อง คอมพิวเตอร์ เหตุผลที่ใช้ในการแก้ปัญหา กระบวนการแก้ปัญหา หลักการเขียนโปรแกรมเบื้องต้น และการแทน ข้อมูลในคอมพิวเตอร์ ก่อนที่จะเริ่ มทาโครงงาน และใช้ความรู ้ดงั กล่าวเป็ นพื้นฐานในการสร้างความรู ้ใหม่ใน โครงงานคอมพิวเตอร์ โดยในการทาโครงงานนักเรี ยนอาจจะมีโอกาสได้ทาความรู ้จกั กับความรู ้ใหม่เพิ่มเติมอีก ด้วย เช่น ปั ญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ฐานข้อมูล (Database) และการสื บค้นข้อมูล (Information Retrieval) เป็ นต้น ซึ่ งจะขึ้นอยูก่ บั หัวข้อที่นกั เรี ยนเลือกทาโครงงาน ที่มา….http://www.lks.ac.th


ขั้นตอนการทาโครงงานคอมพิวเตอร์ โครงงานคอมพิวเตอร์ เป็ นกิจกรรมที่ตอ้ ง ทาอย่างต่อเนื่ องหลายขั้นตอน และแต่ละขั้นตอนจะมี ความสาคัญต่อโครงงานนั้น ๆ การแบ่งขั้นตอนของการทาโครงงานอาจแตกต่างกัน ทั้งนี้ข้ ึนอยูก่ บั ลักษณะของ โครงงานและการวางแผนการทาโครงงาน ในที่น้ ีจะแบ่งการทาโครงงานออกเป็ น 6 ขั้นตอนดังนี้ 1. คัดเลือกหัวข้อโครงงานที่สนใจ โดยทัว่ ไปเรื่ องที่จะนามาพัฒนาเป็ น โครงงานคอมพิวเตอร์ มักจะได้มาจาก ปั ญหา คาถาม หรื อความสนใจในเรื่ องต่างๆ จากการสังเกตสิ่ งต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่ องกับระบบคอมพิวเตอร์ หรื อสิ่ ง ต่างๆ รอบตัว ผูเ้ รี ยนสามารถจะศึกษาการได้มาของเรื่ องที่จะทาโครงงาน จากตัวอย่างต่อไปนี้ สุ ดา ช่วยงานคุณพ่อซึ่ งเป็ นคุณหมอที่คลีนิครักษาโรคทัว่ ไป สังเกตเห็นว่าเมื่อคนไข้เก่ามาจะต้องมีการ ค้นหาประวัติคนไข้ ซึ่ งเก็บไว้ในตูเ้ อกสารซึ่ งมีปริ มาณมาก ทาให้เสี ยเวลาค่อนข้างมาก กว่าจะหาพบ และตู ้ เอกสารยังใช้เนื้ อที่ในร้านค่อนข้างมาก อีกด้วย ดังนั้นสุ ดาจึงเสนอทาโครงงาน “ระบบจัดการข้อมูลของคลีนิค รักษาโรคทัว่ ไป” เพื่อพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ ในการจัดเก็บข้อมูลคนไข้ท้ งั หมดไว้ในเครื่ องคอมพิวเตอร์ เพื่อ เป็ นการประหยัดเนื้อที่ที่ใช้ในการจัดเก็บข้อมูล และประหยัดเวลาในการค้นหาข้อมูลคนไข้ สมานเป็ นผูเ้ รี ยนที่ชอบวิชาฟิ สิ กส์เป็ นอย่างมาก มักจะได้รับการขอร้องจากเพื่อนๆ ให้ทบทวนเนื้อหา ต่างๆ ให้เพื่อนๆ ฟังอยูเ่ สมอ ซึ่ งเมื่อสมานได้เรี ยนวิชาการเขียนโปรแกรมแล้ว เกิดความคิดขึ้นว่าถ้าเขาสร้าง โปรแกรม ช่วยสอนสาหรับวิชาฟิ สิ กส์ข้ ึนมา ให้เพื่อนๆ ได้ใช้ คงจะเป็ นเครื่ องมือเป็ นอย่างดีในการทาให้เพื่อนๆ เข้าใจเนื้ อหาได้ชดั เจนขึ้น ดังนั้นสมานจึงเสนอโครงงานเรื่ อง “โปรแกรมช่วยสอนเรื่ องการเคลื่อนที่แบบโปรเจ็ก ไตล์” สังเกตได้วา่ เรื่ องหรื อปั ญหาที่จะนามาพัฒนาโครงงานคอมพิวเตอร์ ได้จากแหล่งต่างๆ กันดังนี้ ก. การอ่านค้นคว้าจากหนังสื อ เอกสาร หนังสื อพิมพ์ หรื อวารสารต่างๆ ข. การไปเยีย่ มชมสถานที่ต่างๆ ค. การฟังบรรยายทางวิชาการ รายการวิทยุและโทรทัศน์ รวมทั้งการสนทนาอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ระหว่างเพื่อนผูเ้ รี ยนหรื อกับบุคคลอื่นๆ ง. กิจกรรมการเรี ยนการสอนในโรงเรี ยน จ. งานอดิเรกของผูเ้ รี ยน ฉ. การเข้าชมงานนิทรรศการหรื องานประกวดโครงงานคอมพิวเตอร์


ในการตัดสิ นใจเลือกหัวข้อที่จะนามาพัฒนาโครงงานคอมพิวเตอร์ ควรพิจารณาองค์ประกอบสาคัญๆ ดังนี้ ก. ต้องมีความรู ้และทักษะพื้นฐานอย่างเพียงพอในหัวข้อเรื่ องที่จะศึกษา ข. สามารถจัดหาเครื่ องคอมพิวเตอร์ และซอฟต์แวร์ ที่เกี่ยวข้องได้ ค. มีแหล่งความรู ้เพียงพอที่จะค้นคว้าหรื อขอคาปรึ กษา ง. มีเวลาเพียงพอ จ. มีงบประมาณเพียงพอ ฉ. มีความปลอดภัย 2. ศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและแหล่งข้อมูล ซึ่ งรวมถึงการขอคาปรึ กษาจากผูท้ รง คุณวุฒิจะช่วยให้ ผูเ้ รี ยนได้แนวคิดที่ใช้ในการกาหนดขอบเขตของเรื่ องที่จะ ศึกษาได้เฉพาะเจาะจงมากยิง่ ขึ้น รวมทั้งได้ความรู ้ เพิ่มเติมในเรื่ องที่จะศึกษาจนสามารถใช้ออกแบบและวางแผน ดาเนินการทาโครงงานนั้นได้อย่างเหมาะสม ใน การศึกษาค้นคว้าดังกล่าว ผูเ้ รี ยนจะต้องบันทึกสรุ ปสาระสาคัญไว้ดว้ ย แหล่งข้อมูลที่สาคัญอีกแหล่งหนึ่งคือ การศึกษาผลงานของโครงงานคอมพิวเตอร์จากงานแสดงนิทรรศการ หรื อจากเอกสารรายงานโครงงาน คอมพิวเตอร์ ซึ่ งอาจค้นหาได้จากเว็บไซต์ต่าง ๆ ทัว่ โลก จะช่วยเพิ่มพูนประสบการณ์ให้กบั ผูเ้ รี ยนในด้านความรู ้ เทคนิคและวิธีการพัฒนา นอกจากนี้ยงั ทาให้เกิดแนวคิดที่จะดัดแปลงผลงานดังกล่าว มาจัดทาโครงงาน คอมพิวเตอร์ ในหัวข้อที่ตนสนใจด้วย ในการศึกษาและวิเคราะห์โครงงานคอมพิวเตอร์ หรื อปั ญหาพิเศษต่างๆ มี ประเด็นที่ตอ้ งพิจารณา ดังนี้ ก. มูลเหตุจูงใจ และเป้ าหมายในการทาโครงงาน ข. การดาเนินการพัฒนา * วัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่ งรวมถึง เครื่ องคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ ที่ตอ้ งใช้ในการดาเนิ นการ และ ตัวแปลภาษา โปรแกรมที่ตอ้ งใช้ * ความต้องการของผูใ้ ช้และคุณลักษณะของผลงาน (Requirement and Specification) * กลุ่มผูท้ ดลองใช้โครงงานและวิธีการประเมินผล * วิธีการพัฒนา * ข้อสรุ ปของโครงงาน


* ความแปลกใหม่ ความคิดสร้างสรรค์ของผูท้ าโครงงาน * แนวทางในการปรับปรุ งหรื อขยายการทดลองจากงานเดิม ผลที่ได้จากการดาเนินงานขั้นตอนนี้ จะช่วยให้ได้แนวคิดในการกาหนดขอบข่าย หรื อเค้าโครงของเรื่ องที่จะ ศึกษาชัดเจนว่า * จะทาอะไร * ทาไมต้องทา * ต้องการให้เกิดอะไร * ทาอย่างไร * ใช้ทรัพยากรอะไร * ทากับใคร * เสนอผลอย่างไร ฯลฯ 3. จัดทาเค้าโครงของโครงงาน เมื่อผูเ้ รี ยนได้ศึกษาเอกสารอ้างอิงต่างๆ และเลือกเรื่ องที่จะทาโครงงาน คอมพิวเตอร์ รวมทั้งวางแผนการทาโครงงานทุกขั้นตอน โคยปรึ กษากับอาจารย์ที่ปรึ กษาหรื อผูท้ รงคุณวุฒิแล้ว จึงเขียนเค้าโครงของโครงงานเพื่อใช้เป็ นกรอบแนวคิดและแนวทาง ตลอดจนข้อตกลงต่างๆ ในการทาโครงงาน คอมพิวเตอร์ ระหว่างผูเ้ รี ยน อาจารย์ และผูเ้ กี่ยวข้อง นอกจากจะต้องใช้หลักการทางวิชาการแล้ว ยังจาเป็ นต้องมี ข้อตกลงและเงือนไขต่างๆ ด้วย เช่น การขออนุญาตใช้หอ้ งปฏิบตั ิการคอมพิวเตอร์ การจัดหาลิขสิ ทธิ์ ของ ซอฟต์แวร์ เครื่ องมือและตัวแปลภาษาโปรแกรม เป็ นต้น เพื่อช่วยให้การทาโครงงานดาเนินไปอย่างราบรื่ น 4. การลงมือทาโครงงาน เมื่อเค้าโครงของโครงงานได้รับความ เห็นชอบจากอาจารย์ที่ปรึ กษาแล้ว ก็ เสมือนว่าการจัดทาโครงงานได้ผา่ นพ้นไปแล้วมากกว่าครึ่ ง ขั้นตอนต่อไปจะเป็ นการลงมือพัฒนาตามขั้นตอนที่ วางแผนไว้ ดังนี้ 4.1 การเตรี ยมการ การเตรี ยมการ ต้องเตรี ยมเครื่ องคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ และวัสดุอื่นๆ ที่จะใช้ในการพัฒนาให้พร้อม ด้วย และควรเตรี ยมสมุดบันทึกหรื อบันทึกเป็ นแฟ้ มข้อความไว้ในระบบคอมพิวเตอร์ สาหรับบันทึกการทา กิจกรรมต่างๆ ระหว่างทาโครงงาน ได้แก่ ได้ปฏิบตั ิอย่างไร ได้ผลอย่างไร มีปัญหาและแก้ไขได้หรื อไม่อย่างไร รวมทั้งข้อสังเกตต่างๆ ที่พบ


4.2 การลงมือพัฒนา 1. ปฏิบตั ิตามแผนงานที่วางไว้ในเค้าโครง แต่อาจเปลี่ยนแปลงหรื อเพิ่มเติมได้ถา้ พบว่าจะช่วยทาให้ผลงานดีข้ ึน 2. จัดระบบการทางานโดยทาส่ วนที่เป็ นหลักสาคัญๆ ให้แล้วเสร็ จก่อน จึงต่อยทาส่ วนที่เป็ น ส่ วนประกอบหรื อ ส่ วนเสริ มเพื่อให้โครงงานมีความสมบูรณ์มากขึ้น และถ้ามีการแบ่งงานกันทาให้ตกลงรายละเอียดในการ ต่อเชื่ อมชิ้นงานที่ชดั เจน ด้วย 3. พัฒนาระบบงานด้วยความละเอียดรอบคอบ และบันทึกข้อมูลไว้อย่างเป็ นระบบและครบถ้วน 4.3 การทดสอบผลงานและแก้ไข การตรวจสอบความถูกต้องของผลงานเป็ นความจาเป็ นเพื่อให้แน่ใจว่าผลงานที่พฒั นา ขึ้นทางานได้ถูกต้องตรง กับความต้องการที่ระบุไว้ในเป้ าหมาย และทาด้วยประสิ ทธิ ภาพสู งด้วย 4.4 การอภิปรายและข้อเสนอแนะ เมื่อพัฒนาผลงานเรี ยบร้อยแล้ว ให้จดั ทาสรุ ปด้วยข้อความที่ส้ นั กะทัดรัดอย่างครอบคลุมเพื่อช่วยให้ผอู ้ ่าน ได้ เข้าใจถึงสิ่ งที่คน้ พบจากการทาโครงงาน และทาการอภิปรายผลด้วยเพื่อพิจารณาข้อมูลและผลที่ได้ พร้อมกับ นาไปหาความสัมพันธ์กบั หลักการ ทฤษฎี หรื อผลงานที่ผอู ้ ื่นได้ศึกษาไว้แล้ว ทั้งนี้ยงั รวมถึงการนาหลักการ ทฤษฎี หรื อผลงานของผูอ้ ื่นมาใช้ประกอบการอภิปรายผลที่ได้ดว้ ย 4.5 แนวทางการพัฒนาโครงงานในอนาคตและข้อเสนอแนะ เมื่อทาโครงงานเสร็ จสิ้ นลงแล้ว นักเรี ยนอาจพบข้อสังเกต ประเด็นที่สาคัญหรื อปั ญหา ซึ่ งสามารถเขียนเป็ น ข้อเสนอแนะและสิ่ งที่ควรจะศึกษาและหรื อใช้ประโยชน์ต่อไป ได้ 5. การเขียนรายงาน การเขียนรายงานเป็ นวิธีการสื่ อความ หมายเพื่อให้ผอู้ ื่นได้เข้าใจแนวคิด วิธีดาเนินการศึกษา ค้นคว้า ข้อมูลที่ได้ ตลอดจนข้อสรุ ปและข้อเสนอแนะต่าง ๆ เกี่ยวกับโครงงานนั้น ในการเขียนรายงาน นักเรี ยน ควรใช้ภาษาที่อ่านง่าย ชัดเจน กระชับ และตรงไปตรงมา ให้ครอบคลุมหัวข้อต่าง ๆ เหล่านี้ 5.1 ส่ วนหน้า เป็ นการให้ขอ้ มูลเกี่ยวกับโครงงานนั้นซึ่ งประกอบด้วย 1. ชื่อโครงงาน 2. ชื่อผูท้ าโครงงาน 3. ชื่ออาจารย์ที่ปรึ กษา


4. คาขอบคุณ เป็ นคากล่าวขอบคุณบุคคลหรื อหน่วยงาน ที่มีส่วนช่วยทาให้โครงงานนี้ประสบความสาเร็ จ 5. บทคัดย่อ อธิ บายถึงที่มา ความสาคัญ วัตถุประสงค์ วิธีดาเนินการ และผลที่ได้ โดยย่อ (ประมาณ 150-250 คา) 5.2 บทนา เป็ นส่ วนรายละเอียดของเนื้ อหาของโครงงานซึ่ งประกอบด้วย 1. ที่มาและความสาคัญของโครงงาน 2. เป้ าหมายของการศึกษาค้นคว้า 3. ขอบเขตของโครงงาน 5.3 หลักการและทฤษฎี เป็ นส่ วนสรุ ปข้อมูลที่ได้จากการศึกษาหาข้อมูลหรื อหลักการ ทฤษฎี หรื อวิธีการที่จะนามาใช้ในการพัฒนา โครงงาน ซึ่ งรวมถึงการระบุผลงานของผูอ้ ื่นที่นกั เรี ยนนามาเปรี ยบเทียบหรื อพัฒนาเพิ่ม เติมด้วย 5.4 วิธีดาเนินการ อธิ บายขั้นตอนการดาเนินงานโดยละเอียด พร้อมทั้งระบุปัญหาหรื ออุปสรรคที่พบพร้อมทั้งวิธีการที่ใช้แก้ไข พร้อมทั้งระบุวสั ดุอุปกรณ์ที่ตอ้ งใช้ในการทางาน 5.5 ผลการศึกษา นาเสนอข้อมูลหรื อระบบที่พฒั นาได้ โดยอาจแสดงเป็ นตาราง หรื อ กราฟ หรื อ ข้อความ ทั้งนี้ให้คานึงถึงความ เข้าใจของผูอ้ ่านเป็ นหลัก 5.6 สรุ ปผลและข้อเสนอแนะ อธิ บายผลสรุ ปที่ได้จากการทางาน ถ้ามีการตั้งสมมติฐานควรระบุดว้ ยว่าข้อมูลที่ได้สนับสนุนหรื อคัดค้าน สมมติฐานที่ต้ งั ไว้หรื อยังสรุ ปไม่ได้ นอกจากนั้นยังควรกล่าวถึงการนาผลการทดลองหรื อพัฒนาไปใช้ประโยชน์ อุปสรรคของการทาโครงงาน หรื อข้อสังเกตที่สาคัญหรื อข้อผิดพลาดบางประการที่เกิดขึ้นจากการทาโครงงาน นี้ รวมทั้งข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุ งแก้ไขหากจะมีผศู ้ ึกษาค้นคว้าในเรื่ อง ทานองนี้ ต่อไปในอนาคตด้วย 5.7 ประโยชน์ที่ได้รับจากโครงงาน ระบุประโยชน์ที่นกั เรี ยนได้รับจากการพัฒนาโครงงานนั้น และประโยชน์ที่ผใู ้ ช้จะได้รับจากการนาผลงานของ โครงงานได้ใช้ดว้ ย


5.8 บรรณานุกรม รวบรวมรายชื่ อหนังสื อ วารสาร เอกสาร หรื อเว็บไซด์ต่างๆ ที่ผทู ้ าโครงงานใช้คน้ คว้า หรื ออ่านเพื่อศึกษาข้อมูล และรายละเอียดต่างๆ ที่นามาใช้ประโยชน์ในการทาโครงงานนี้ การเขียนเอกสารบรรณานุกรมต้องให้ถูกต้อง ตามหลักการเขียนด้วย 5.9 การจัดทาคู่มือการใช้งาน หากโครงงานที่นกั เรี ยนจัดทาเป็ นการพัฒนาระบบใหม่ข้ ึนมา ให้นกั เรี ยนจัดทาคู่มืออธิ บายวิธีการใช้ผลงานนั้น โดยละเอียด ซึ่งประกอบด้วย 1. ชื่อผลงาน 2. ความต้องการของระบบคอมพิวเตอร์ ระบุรายละเอียดของคอมพิวเตอร์ที่ตอ้ งมีเพื่อจะใช้ผลงานนั้นได้ 3. ความต้องการของซอฟต์แวร์ ระบุรายชื่อซอฟต์แวร์ ที่ตอ้ งมีอยูใ่ นเครื่ องคอมพิวเตอร์ เพื่อจะให้ผลงานนั้น ทางานได้อย่างสมบูรณ์ 4. คุณลักษณะของผลงาน อธิ บายว่าผลงานนั้นทาหน้าที่อะไรบ้าง รับอะไรเป็ นข้อมูลขาเข้า และส่ วนอะไร ออกมาเป็ นข้อมูลขาออก 5. วิธีการใช้งานของแต่ละฟังก์ชนั อธิ บายว่าจะต้องกดคาสั่งใด หรื อกดปุ่ มใด เพื่อให้ผลงานทางานในฟังก์ชนั หนึ่งๆ 6. การนาเสนอและแสดงโครงงาน ป็ นขั้นตอนที่สาคัญอีกขั้นตอนหนึ่ง ของการทาโครงงาน เพื่อแสดงออกถึง ผลิตผลความคิด ความพยายามในการทางานที่ผทู ้ าโครงงานได้ทุ่มเท และเป็ นวิธีทาให้ผอู้ ื่นได้รับรู้และเข้าใจถึง ผลงานนั้น การเสนอผลงานอาจทาได้ในหลายรู ปแบบต่างๆ กัน เช่น การแสดงผลงานโดยไม่มีการอธิ บาย ประกอบ การรายงานด้วยคาพูดในที่ประชุม การจัดนิทรรศการโดยโปสเตอร์ และอธิบายด้วยคาพูด เป็ นต้น โดย ผลงานที่นามาเสนอหรื อจัดแสดงควรประกอบด้วยสิ่ งต่อไปนี้ 1. ชื่อโครงงาน 2. ชื่อผูจ้ ดั ทาโครงงาน 3. ชื่ออาจารย์ที่ปรึ กษา


4. คาอธิบายถึงที่มาและความสาคัญของโครงงาน 5. วิธีการดาเนินการที่สาคัญ 6. การสาธิตผลงาน 7. ผลการสังเกตและข้อสรุ ปสาคัญที่ได้จากการทาโครงงาน ถ้าเป็ นการรายงานด้วยคาพูดต่อที่ประชุม ควรมีการ เตรี ยมการในประเด็นต่อไปนี้ 1. จัดลาดับความคิดในการนาเสนออย่างเป็ นระบบ และนาเสนออย่างตรงไปตรงมาด้วยภาษาที่ชดั เจนและเข้าใจ ง่าย 2. ทาความเข้าใจกับเรื่ องที่จะอธิ บายให้ดี รวมถึงเตรี ยมข้อมูลที่อาจต้องใช้ในการตอบคาถาม3. หลีกเลี่ยงการ อ่านรายงาน 4. ควรมองไปยังผูฟ้ ังขณะรายงาน 5. ตอบคาถามอย่างตรงไปตรงมา 6. รายงานให้เสร็ จภายในระยะเวลาที่กาหนด 7. ควรใช้สื่อ เช่น สไลด์ แผ่นใส ประกอบการรายงานด้วย 8. ความเหมาะสมของเนื้อหาต่อผูฟ้ ัง 9. ถ้าเป็ นโครงงานพัฒนาผลงาน ผลงานนั้นควรจะอยูใ่ นสภาพที่ทางานได้เป็ นอย่างดีการทาโครงงาน คอมพิวเตอร์ นอกจากจะเป็ นกิจกรรมที่ส่งเสริ มให้ผเู ้ รี ยนได้นาความรู ้ทางคอมพิวเตอร์ มาใช้ แก้ปัญหา พัฒนา คิดค้นผลิตภัณฑ์ต่างๆ แล้ว ยังเป็ นกิจกรรมที่ส่งเสริ มให้ผเู ้ รี ยนมีความสนใจที่จะทางานวิจยั และประกอบอาชีพ ทางคอมพิวเตอร์ มากยิง่ ขึ้นด้วย ซึ่ งในปั จจุบนั นี้หลายๆ ประเทศ ทัว่ โลกขาดแคลนบุคลากร ทางด้านเทคโนโลยี สารสนเทศเป็ นอย่างมาก ดังนั้นจึงน่าที่จะจัดให้การทาโครงงานคอมพิวเตอร์ เป็ นกิจกรรมในทุกระดับชั้น เพื่อ นาไปสู่ การพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต

เป้าหมายในการทำโครงงาน  
Advertisement