Page 1

93

หนวยที่ 9 ประเพณีไทย สาระสําคัญ ประเพณีคือสิ่งที่ปฏิบัติสืบตอกันมาเปนเวลาอันยาวนานไทยนับเปนมรดกทางสังคม ที่แสดงถึงวิถีการดําเนินชีวิตของคนในสังคมการปฏิบัติตามประเพณีที่สืบทอดกันมานั้นเปน นับเปนการอบรมขัดเกลาทางสังคมและพัฒนาการที่สําคัญ ประเพณีที่มีลักษณะเดนสามารถ บงบอกถึงความเปนสังคมนั้นไดอยางชัดเจน ไทยเรามีประเพณีที่สําคัญมากมาย ซึ่งลวนบงบอกถึง ความมีคุณคา เปนความภาคภูมิใจในความเปนไทย เราจึงควรรวมกันอนุรักษประเพณีของไทย ใหคงอยูคกู ับสังคมไทยตลอดไป สมรรถนะที่พึงประสงค 1. สรุปความหมายของประเพณีไทยได 2. บอกลักษณะและประเภทของประเพณีไทยได 3. บอกถึงการอนุรักษประเพณีไทยได 4. ปฏิบัติตนตามแบบอยางประเพณีของสังคมไทยไดอยางถูกตองและเหมาะสม

เอกสารประกอบการสอน วิถีธรรมวิถีไทย (2000-1301) โดย นายเวชพล ออนละมัย ครูชํานาญการพิเศษ วษท.ยโสธร


94

ความหมายของประเพณี พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 ไดใหความหมายของประเพณีวา ประเพณีหมายถึง สิ่งที่นิยมถือปฏิบัติสืบๆ กันมาจนเปนแบบแผน ขนบธรรมเนียม หรือจารีต ประเพณี ประเภทของประเพณี 1. จารีตประเพณี หมายถึงสิ่งที่ปฏิบัติสืบกันมาถาฝาฝนถือวาเปนผิดเปนชั่ว 2. ขนบประเพณี หมายถึงระเบียบแบบแผนที่สังคมกําหนดไวมี 2 ลักษณะ 2.1 กําหนดไวโดยตรง มีระเบียบแบบแผนในการปฏิบัตชิ ัดเจนวาจะตองปฏิบัติอยางไร เชน พิธีไหวครู บวชนาค เปนตน 2.2 กําหนดไวโดยออม ไมไดวางระเบียบแบบแผนไวแนนอนแตปฏิบตั ิเพราะมีการปฏิบัติ ตามๆ กันมา เชน ประเพณีบญ ุ บั้งไฟ ประเพณีไหลเรือไฟ เปนตน 3. ธรรมเนียมประเพณี หมายถึงประเพณีทเี่ กีย่ วกับเรื่องธรรมดาทั่วไปไมมีความถูกความผิด เหมือนจารีต และไมมีแบบผนกําหนดไวอยางขนบประเพณีเปนเพียงบรรทัดฐานที่ปฏิบัติกันมา จนเคยชิน ที่เรียกวาวิถีประชา เชน การตอนรับแขก เปนตน ประเพณีที่สําคัญของสังคมไทย 1. ประเพณีเกี่ยวกับครอบครัว เชน 1.1 ประเพณีการเกิด เกีย่ วกับการตั้งครรภ การคลอด การทําขวัญ การตัง้ ชื่อ เปนตน 1.2 ประเพณีการโกนจุก เด็กชายเมื่ออายุครบ 13 ป เด็กหญิง เมื่ออายุ 11 ป 1.3 ประเพณีการบวช ถาบวชเปนสามเณรเรียกวาการบรรพชา โดยจะตองมีอายุ ไมต่ํากวา 7 ป ถาบวชเปนพระเรียกการอุปสมบท โดยจะตองมีอายุ ไมตํา่ กวา 20 ป 1.4 ประเพณีการแตงงาน จะแตกตางกันไปตามทองถิ่นในรายละเอียด แตจะมีขั้นตอน หลักที่เหมือนกันคือมีการสูขอ การหมั้น การแตงงาน 1.5 ประเพณีการตาย ในแตละทองถิ่นจะมีลักษณะที่คลายคลึงกัน เชน 1.5.1 มีพิธีเบิกโลง 1.5.2 มีการตราสัง 1.5.3 มีการบรรจุศพ 1.5.4 มีการแปรธาตุ 2. ประเพณีเกี่ยวกับชุมชน คือประเพณีทปี่ ระชาชนในแตละสังคมนิยมปฏิบัติรวมกันซึ่งสวนใหญจะเกีย่ วของ เอกสารประกอบการสอน วิถีธรรมวิถีไทย (2000-1301) โดย นายเวชพล ออนละมัย ครูชํานาญการพิเศษ วษท.ยโสธร


95

กับศาสนา และการดําเนินชีวิตโดยเฉพาะเกี่ยวกับอาชีพ มักเปนไปตามเทศกาล ประเพณีที่สําคัญ และมีชื่อเสียงของไทย เชน ประเพณีสงกรานต ความสําคัญและความหมาย คําวา “สงกรานต” ตามความหมายของพจนานุกรมฉบับบัณฑิตสถาน ฉบับ พ.ศ.2525 ใหความหมายวา เทศกาลเนือ่ งในวันขึ้นปใหมอยางเกาซึง่ กําหนดตามสุริยคติตกวันที่ 13 – 14 – 15 เมษายน หากแปลตามรากศัพท บาลี สันสกฤตหมายถึงผาน หรือเคลื่อนยายเขาไป ซึ่งในที่นี้ หมายถึงพระอาทิตยผาน หรือเคลื่อนบายเขาไปในจักรราศีหนึ่ง ก็เรียกวา สงกรานต ปหนึ่ง 12 ราศี ราศีละเดือน แตวันและเวลาที่พระอาทิตยยกขึ้นสูราศีเมษ คือในเดือนเมษายนเราเรียกเปนพิเศษวา “มหาสงกรานต” เพราะถือวา เปนวันและเวลาขึ้นปใหมตามคติโบราณ แตโดยทั่วไปเรียวกวา วันสงกรานตเทานั้น ก็เปนที่เขาใจกันบุญสงกรานตหรือ ตรุษสงกรานต ของภาคอีสานกําหนดทํา กันในเดือนหาปกติมี 3 วัน โดยเริ่มแตวันที่ 13 เมษายน ถึง วันที่ 15 เมษายน เหมือนกับภาคกลาง วันที่ 13 เปนวันตน คือวันมหาสงกรานต วันที่ 14 เมษายนคือวันเนา และวันที่ 15 เมษายน เปนวัน สุดทาย เปนวันเถลิงศก ชาวอีสานถือเปนวันขึ้นปใหม พิธีสงกรานตในทองถิ่นหนึ่ง ๆ อาจมีพิธีทํา แตกตางกันไปในขอปลีกยอย แตที่ทําเหมือนกันคือการสรงน้ําพระพุทธรูปที่สําหรับทรงน้ํา พระพุทธรูปมักเปนที่ใดที่หนึ่งที่เห็นวาเหมาะสมซึ่งตามปกติมักใชศาลาการเปรียญ แตบางวัดที่ จัดสรางหอสรงขึ้นแลวอัญเชิญพระพุทธรูปไปประดิษฐานไว เพื่อทําการสรงในวันสงกรานต และ ในวันถัดจากวันสงกรานตอกี ดวย มูลเหตุที่มีการทําบุญสงกรานต มีเรื่องเลาวา เศรษฐีผูหนึ่ง อยูกินกับภรรยามานานแตไมมีบุตร เศรษฐีผูนั้นบานอยูใ กล กับบานนักเลงสุรา นักเลงสุรามีบุตรสองคนผิดเนื้อเหมือนทอง วันหนึง่ นักเลงสุราไปกลาวคํา หยาบชาตอเศรษฐี เศรษฐีจงึ ถามวาเหตุใดจึงมาหมิ่นประมาทตนผูมีสมบัติมาก นักเลงสุราจึงตอบวา ถึงทานมีสมบัติมากก็ไมมีบตุ รตายแลวสมบัติจะสูญเปลาเรามีบุตรเห็นวาประเสริฐกวาทาน เศรษฐีไดยินดังนั้น มีความละอาย จึงทําการบวงสรวง ตัง้ อธิษฐานขอบุตรตอพระอาทิตย และพระจันทรถึงสามปแตไมเปนผล จึงไปขอบุตรตอตนไทร เทวดาซึ่งสิงสถิตอยูที่ตนไทรสงสาร ไดไปออนวอนขอบุตรตอพระอินทรใหเศรษฐี พระอินทรจึงโปรดให ธรรมบาลเทวบุตรลงมา ปฏิสนธิในครรภภรรยาเศรษฐี เมื่อประสูตแลวเศรษฐีใหชื่อวาธรรมบาล ตามนามของเทวบุตร และปลูกปราสาทเจ็ดชั้นใหอยูทใี่ ตตนไทรนัน้ ธรรมบาลเปนเด็ก ฉลาดมาก โตขึ้นอายุเพียง 7 ขวบ ก็สามารถเรียนจบไตรเพท รูภาษานกและมีความ เฉลียวฉลาดมาก ตอมากบิลพรหมจากพรหมโลกไดลงมาถามปญหาสามขอกับธรรมบาล เอกสารประกอบการสอน วิถีธรรมวิถีไทย (2000-1301) โดย นายเวชพล ออนละมัย ครูชํานาญการพิเศษ วษท.ยโสธร


96

ปญหามีวา คนเราในวันหนึง่ ๆ เวลาเชาศรีอยูที่ไหน เวลาเที่ยงศรีอยูท ี่ไหน และเวลาเย็น ศรีอยูที่ไหน โดยสัญญาวา ถาธรรมบาลแกไดกบิลพรหมจะตัดศีรษะของตนบูชา แตถาธรรมบาล แกไมได จะตองตัดศีรษะธรรมบาลเสีย โดยผัดใหเจ็ดวัน คราวแรกธรรมบาลนึกตอบปญหานี้ ไมได พอถึงวันถวนหก ธรรมบาลไมสบายใจเปนอยางยิง่ จึงเดินเขาไปในปา พอดีไปแอบไดยิน นกอินทรีสองผัวเมียพูดกันที่ตนตาล โดยนกอินทรีตวั เมียปรารภกับนกอินทรีตวั ผูซึ่งเปนผัววา พรุงนี้ไมทราบวาจะไดอาหารอะไรสูลูกกิน นกอินทรีตวั ผูจึงตอบวา อาหารมีอยูแลว คือ จะได เนื้อธรรมบาลแลวนกอินทรีตัวผูก็เลาเรื่องราว ที่กบิลพรหมมาถามปญหาธรรมบาลใหเมียฟง และคิดวาธรรมบาลคงตอบปญหาไมได กบิลพรหมก็จะตัดศีรษะธรรมบาลตามที่ผูกสัญญาไว ในณะพูดกันนัน้ นกอินทรีตวั ผูไดพูดคําตอบใหนกอินทรีผูเปนเมียฟงดวย ธรรมบาลไดยินนกพูด เชนนั้น จึงสามารถแกปญหาได คําตอบคือ เวลาเชาศรีอยูที่หนา คนจึงเอาน้ําลางหนาในตอนเชา เวลากลางวันศรีอยูที่อก คนจึงเอาเครื่องหอมประพรมที่หนาอกในเวลากลางวันและเวลาเย็นศรี อยูที่เทา คนจึงเอาน้ําลางเทาในเวลาเย็น เมื่อถึงวันถวนเจ็ด ทาวกบิลพรหมไดมาทวงถามปญหา ธรรมบาล เมื่อธรรมบาลตอบได (ตามที่ไดยินนกพูดกัน) กบิลพรหมจึงตัดศีรษะของตนบูชา ธรรมบาลตามสัญญา แตเนื่องจากศีรษะของกบิลพรหมศักดิ์สิทธิ์ถาตกลงบนแผนดินจะเกิดไฟไหม ถาทิ้งไปในอากาศจะทําใหเกิดฝนแลง และถาทิ้งลงในมหาสมุทรน้ําจะแหง ดังนัน้ เมื่อกบิลพรหม จะตัดศีรษะของตนเอง จึงใหธิดาทั้งเจ็ดเอาพานมารองรับศีรษะของตนไว โดยตัดศีรษะสงให นางทุงษ ผูธิดาคนใหญ แลวธิดาทั้งเจ็ดจึงแหประทักษิณรอบเขาพระสุเมรุเปนเวลา 60 นาที จึงนํา ศีรษะไปประดิษฐานไวที่มณฑปในถ้ําคันธุลีเขาไกรลาส บูชาดวยเครื่องทิพย พระเวสสุกรรม ก็เนรมิตโรงแแกวดวยแกวเจ็ดประการ ใหเปนที่ประชุมเทวดา พอครบหนึ่งปธิดาทั้งเจ็ดจะ ผลัดเปลี่ยนกันมาอัญเชิญ เอาศรีของกบิลพรหมแหประทักษิณรอบเขาพระสุเมรุ ธิดาทั้งเจ็ดของ กบิลพรหมมีชอื่ ดังนี้คือ ทุงษ โคราค รากษส มัณฑา กิริณี กิมิทา และมโหทร พิธีแหเศียร ของกบิลพรหมนี้ ทําใหเกิดพิธีตรุษสงกรานตขึ้นทุก ๆ ป และถือเปนประเพณีขนึ้ ปใหม ของชาวไทยโบราณตอ ๆ กันมาดวย ขั้นตอนการดําเนินการ การประกอบพิธีประเพณีสงกรานตมีขั้นตอนการดําเนินการดังนี้ ในวันที่ 12 เมษายน ซึ่งถือเปนกอนเริ่มวันงานหรือวันเตรียมงานในชวงตอนบายทางวัด จะจัดเตรียมทําความสะอาดพระพุทธรูป ปดกวาดศาลาการเปรียญใหเรียบรอย จัดตัง้ โตะหรือที่จะ ทําพิธีสรงพระพุทธรูปบางแหงอาจมีหอสรงไวแลวก็ไมตองจัดเตรียมเกาอี้ มานั่งหรืออาจเปนแคร ไมไผก็ไดไวใหพระสงฆตลอดจนคนเฒาคนแกนั่ง ในวันที่ 13 เมษายน ซึ่งเปนวันงาน ชวงเขาจะมีการทําบุญตักบาตร คนหนุมสาวลูกหลาน ที่เดินทางมาจากตางถิ่นจะไปทําบุญตักบาตรที่วัด เปนการเริ่มปใหมชวี ิตใหมตามวิถขี องไทยอีสาน ครั้นถึงเวลาบายประมาณสองโมง (14 นาฬิกา) ทางวัดจะตีกลองเพื่อนัดชาวบานใหจดั หาน้ําอบ เอกสารประกอบการสอน วิถีธรรมวิถีไทย (2000-1301) โดย นายเวชพล ออนละมัย ครูชํานาญการพิเศษ วษท.ยโสธร


97

น้ําหอมและดอกไมธูปเทียนไปรวมกันทีว่ ดั บางทองถิ่นหนุมสาวจะชวนกันไปหาดอกไมในปาเพือ่ นํามาบูชาพระ เมื่อพรอมแลวมีการกลาวคําบูชาดอกไมและอธิษฐานของสรงน้ําชาวบานก็จะสรงน้ํา พระพุทธรูปที่จัดเตรียมไว โดยใชชอดอกไมจุมน้ําอบน้ําหอมแลวสลัดใสองคพระพุทธรูป จากนัน้ ชาวบานก็จะนําน้ําที่ไดจากการสรางพระพุทธรูป ไปประพรมบนศีรษะของตนลูกหลานและสัตว เลี้ยง เชน วัว ควาย ฯลฯ เพือ่ ใหอยูเย็นเปนสุข เกิดสิริมลคลแกตนเอง ครอบครัวและสัตวเลี้ยง หากมีหอสรงมักจะอัญเชิญพระพุทธรูป 4 องคไปไวที่หอสรงสําหรับทรงน้ําในวันถัดไป จากวันตรุษสงกรานตอีกดวย ที่หอสรงบางแหงจะใชไมแกนเจาะเปนราง สลักลวดลายอยาง สวยงามและรางอาจทําเปนรูปสัตว เชน รูปพญานาคเปนตน หรือรางไมไผที่ทําเปนรองยาวพาด ออกมาขางนอกเพื่อใหน้ําไหลรดองคพระพุทธรูปตรงรู หากไมมีรางก็ใชภาชนะเล็ก ๆ เชน ขัน เปน ตน ทําการรดในวันตอ ๆ มาภายหลังวันตรุษสงกรานต เมื่อมีคนไปสงน้ําพระพุทธรูป เด็ก ๆ มักชอบไปอยูขางใตหอสรงเพื่อจะอาบน้ําที่สรง พระพุทธรูปเปนที่สนุกสนาน ทั้งเชื่อกันวาจะทําใหหายจากโรคภัยไขเจ็บและอยูเย็นเปนสุข ดวยการสรงน้าํ พระพุทธรูปที่หอสรงนี้จะทําทุกวัน จนกวาจะแหดอกไมเสร็จ ซึ่งอยางชาไมเกิน วันขึ้นสิบหาค่าํ เดือนหก จึงอัญเชิญพระพุทธรูปไปประดิษฐานไวตามเดิมในวันตรุษสงกรานต เมื่อสรงน้ําพระพุทธรูปเสร็จแลว บางแหงเวลากลางคืนประมาณหนึ่งทุม ชาวบานจะไป รวมกันทีว่ ัดทําการละเลนสนุกสนาน มีการรองรําทําเพลง บางแหงจะมีเกมเลนตาง ๆ บางแหง จะพากันจับกุลมเลนหัวหันตามละแวกหมูบาน หรือในบริเวณวัดแลวนํากิจกรรมละเลนพื้นบาน มาเลนกันเชนเลนสะบา ดึงซักเยอ เปนตน การเลนสงกรานต(สาดน้ํา) จะไมมีการถือชัน้ วรรณะ อายุ เพศ วัย ทุกคนสามารถเลน สาดน้ํากันไดทั้งนั้น เพราะเชื่อกันวาหากเลนสาดน้ํากันมากเทาใดก็จะเปนการดลบันดาลใหฝนตก มามากเทานั้น บางแหงพวกผูหญิงจะรวมกันจับผูชายไปมัดไวแลวรดน้ําไปเรื่อย ๆ จนหนาวสั่น จะหยุดรดก็ตอ เมื่อผูถูกจับยอมเสียคาไถ เชน เครื่องดื่ม(เหลา , น้ําอัดลม) ขนม เปนตน นอกจากสรงน้ําพระพุทธรูปแลวในวันตรุษสงกรานตยงั มีการสรงน้ําพระสงฆ บางแหง จะสรงน้ํา ดําหัวคนเฒาคนแกดว ย เปนการแสดงความเคารพและขอพรใหอยูเ ย็นเปนสุข วันที่ 14 เมษายน ชาวอีสานถือวาเปนวันเนาอันเปนที่ถดั จากวันมหาสงกรานตวันนี้ถือเปน วันหยุด ใครมีการงานอะไรจะตองหยุดพักไวกอนใหมาเลนสงกรานตกันอยางสนุกสนานจนลวงถึง รุงสางราวตี 4 ตี 5 จะมีการยิงปนและจุดประทัดเพื่อขับไลภูตผีปศาจและเสนียดจัญไรตาง ๆ ดวย บางแหงชาวบานจะทําธุง (ธง) ดวยดายสีตาง ๆ ยาวประมาณ 2-3 วา นําไปแขวนที่วดั โดยใชลําไมไผลําเล็ก ๆ เปนเสาธง ชวงนําตุงไปแขวนจะมีพิธีแหดวยทําใหเกิดความสนุกสนานดี การนําตุงไปแขวนตามวัดนัน้ มีความเชื่อวา เปนการบูชาพระรัตนตรัย และเปนเครือ่ งหมาย เอกสารประกอบการสอน วิถีธรรมวิถีไทย (2000-1301) โดย นายเวชพล ออนละมัย ครูชํานาญการพิเศษ วษท.ยโสธร


98

แหงชัยชนะของชีวิต กลาวคือการมีชีวิตอยูยืนยาวจนถึงรอบปถือวาเปนชัยชนะอันยิง่ ใหญของชีวติ จึงไดปกธงชัยใหเทวดาไดรับรู วันที่ 15 เมษายน ซึ่งเปนวันสุดทายขอประเพณีนี้ บางแหงมีการทําบุญตักบาตรในตอนเชา บางแหงมีการขนทรายมากอเจดียทรายที่วดั หรือทําที่หาดทรายใกลแมน้ําของหมูบาน การกอเจดียทรายจัดทําโดยเอกทรายผสมน้ําพอชุมแลวนํามากอเปนทรายกองใหญ ทําเปนรูปทรง เรียวสูงคลายพีระมิด ตกแตงใหสวยงามดีแลวใชไมแขงที่ทําลวดลายทาสีใหสวยงามจตามปลาย หอยดวยดอกไมและเทียนมาเสียบตรงยอดเจดียเปนการปกธงชัยแหงชีวติ ในรอบป บางแหงจะเอาขันขนาดเล็กใสทรายสมน้ําพอหมาด ๆ ใหเต็มพอดีแลวดีคว่ําลงกับพืน้ ดิน รอบเจดียทรายองคใหญ คนหนึ่งทําใหเกินจํานวนอายุของตนไว 1 ขัน ซึ่งมีความหมายวาของใหมี อายุยืนยาวตอไปอีก กองทรายที่ทําดวยขันรอบเจดียทรายองคใหญจํานวนมากมายนี้ความหมาย อีกนัยหนึ่งคือ หมายถึงจํานวนพระธรรมคําสอนของพระพุทธองค “แปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ” ดังนั้นหลายแหงจึงเรียกเจดียทรายกองใหญวา “กองพระทรายแปดหมื่น” สวนกองทรายที่ทําดวยขัน มากมายเทียบกับ “สี่พันพระธรรมขันธ” นอกจากนี้ชาวบานบางคนจะกําทรายไปใสตามตนไมในบริเวณวัดมีตน โพธิ์เปนตนโดยนับ จํานวนกําใหเกินอายุของตนไว 1 กํา ซึ่งทําเกินไวนนั้ นัยวาตองการใหมีอายุยืนตอไปเหมือนดังที่ กลาวแลว การกอเจดียทรายหากไมทําในวันดังกลาวอาจเวนทําในวันขึ้น 15 ค่ําเดือน 6 ก็ได ซึ่งหลาย แหงนิยมทําในชวงนี้มาก เพราะเปนชวงที่วางจากการเลนสงกรานตพอดี และจะไดอัญเชิญ พระพุทธรูปที่นํามาสรงน้ําที่หอสรงไปประดิษฐานไว ณ ที่เดิม การกอเจดียทรายเมื่อทําเสร็จแลว ก็จะมีการทําพิธีบวช โดยนิมนตพระสงฆอยางนอย 5 รูป มาทําพิธสี วดพระพุทธมนต และทําพิธีบวชองคพระเจดียทราย มีการประน้ําพระพุทธมนต เจดียทรายดวย พิธีนิยมทําในตอนบาย พอถึงตอนเย็นหรือค่ํามีการเจริญพระพุทธมนต ฟงเทศน ฉลองพระเจดียทราย และอาจมีมหรสพสมโภชก็ได การกอเจดียทรายนอกจากจะไดบุญตามความเชื่อกันแลว สิ่งที่ไดทางออม คือการไดนําดิน เขาวัด เปนการชวยทําใหดนิ ตรงนั้นไมลุมต่ํา เมื่อฝนตกลงมาก็จะชวยชะดินใหเรียบเสมอ ไมมีน้ํา ขังและหญาไมขึ้นดวย ทําใหลานวัดสะอาดสวยงามไปในตัว วิพากษพิธีกรรม- ความเชื่อ บุญสงกรานตหรือประเพณีสงกรานตหลายแหงเชื่อถือกันวาเปนประเพณี พิธีกรรมของ ชาวพุทธ อันที่จริงแลวมิใชพิธีกรรมของชาวพุทธเลย แตเปนพิธีกรรมของชาวพราหมณปฏิบัติกนั มาชานานแลวไมวาจะเปนตํานาน ลักษณะพิธีกรรม ความเชื่อ การละเลนตาง ๆ ลวนเปนแบบ ประเพณีของพราหมณทั้งนัน้ เหตุทพี่ ระเขาไปเกี่ยวของเพราะพระสวนหนึ่งขึ้นอยูกบั ญาติโยมเปน สําคัญ หากโยมพาทําอะไรทีเ่ ห็นวาไมเปนการเสียหายตอรูปแบบหรือการของพุทธเกินไปก็ทํา เอกสารประกอบการสอน วิถีธรรมวิถีไทย (2000-1301) โดย นายเวชพล ออนละมัย ครูชํานาญการพิเศษ วษท.ยโสธร


99

สวนหนึ่งกระทําไปดวยไมรจู ริง ๆ วา นั่นคือประเพณีของพราหมณ มีความเชื่อตามคนเฒาคนแก สวนใหญนํามาปฏิบัติจนกลายเปนของพุทธไปแลว พระจึงไมเพียงแตทําตามเทานั้นหากแตชกั ชวน นําพาบอกกลาว สรรเสริญในบุญประเพณีดวยซ้ํา พระรูในหลักพุทธศาสนาทานจะไมเอา ไมทํา ไมนําพาในพิธีกรรมนี้เลย เพราะเปน แคความเชื่อชัว่ ครั้งชั่วคราว ไมใชแกนแกนของศาสนาอะไร โดยเฉพาะพระสายปฏิบัติ และสายปญญาทานเขาใจอยางแทจริงทานจะไมสนับสนุนใหทํา และยังสอนใหคนเลิกเขาใจผิดๆ ดวยซึ่งคําสอนของพระเหลานั้นสอดคลองกับหลักพระพุทธศาสนามุงสอนใหเกิดสัมมาทิฐิดังนี้ 1. ความเชื่อในเรือ่ งราศีหรือศรี ตามตํานานที่เลาไววาตอนเชาราศีอยูที่หนา ตอนกลางวันอยูที่หนาอก ตอนค่ําอยูที่เทานั้น ความจริงแลวเรื่องนี้เปนกุศโลบายเทานั้น คือมุงจะสอนใหคนเราประพฤติปฏิบัติใหเกิดสิ่งที่ดีแก ตนเองนั่นเอง แตไมบอกรายละเอียดจริง ๆ วา คืออะไร เพียงซอนแฝงความจริงไวแลวแนะใหเชื่อ วา หากนําน้ําลาง สวนที่กําหนดดังกลาวจะทําใหราศีคือมงคลแกตนเองได คนสวนใหญมีความเชื่อ งายอยูแ ลวจึงเชื่อโดยไมไดศกึ ษาถึงสวนลึกรายละเอียดและกุศโลบายทีแ่ ท ตอนเชาราศีอยูที่หนานั้น ความจริงคือทานมุงสอนใหคนเรามีสุข นิสัยที่ดีคือเมื่อตื่นเชา ขึ้นมาตองลางหนา ทําความสะอาดใบหนาใหผองใส เพราะหนา คือสวนแรกที่คนมองกัน ดังนั้น อยางนอยที่สุดหากไมอาบน้ําก็ควรลางหนาไวกอน และทีเ่ ปนสวนรายละเอียดลึกกวานั้นคือ ทานมุงสอนใหเราทําหนาใหยิ้มแยมแจมใส เบิกบานสดใส ยิ้มงาย ไมทําใบหนา ใหอมทุกข หนานิ้วคิว้ ขมวด หากทั้งลางหนา (หนานอก) และยิ้มยองผองใส(หนาใน) แลว ยอมทําใหคนนั้นเปนคนมีเสนห มีราศีในตัวเอง มิไดเกิดจากสิ่งใดมาดลบัลดาลใหเลย หากแตเกิด จากกรรมคือการกระทําของตนเองนั่นเอง ที่เชื่อวาตอนเที่ยงราศรีอยูทอี่ กนั้น ความจริงตองการใหเราชําระลางรางกายใหสะอาด หรืออาบน้ํานัน่ เอง หากอาบน้ําชําระรางกายใหดยี อมสงผลถึงจิตใจจะทําใหคนเราใจดีไปดวย เพราะกายและจิตยอมพึงพาอาศัยซึ่งกันและกัน หากกายสะอาดกายดีก็จะสงผลถึงจิตใจ และหาก จิตใจดีก็สงผลถึงกายเชนเดียวกัน ทั้งกายและจิตถึงเอื้อตอกัน จุดมุงที่แทจริงทานตองใหเราทํา จิตใจใหสงบเย็น เพราะตรงอกก็คือหัวใจ คนเราจะดีชวั่ ก็อยูที่จิตใจของคนนั่นเอง การสอน วาใหเอาน้ํา ลูบอกหรือลางอกก็คือสอนใหเราใจเย็น ใจดี ใหอภัยไมโลภ โกรธ หลง หรือมีอวิชชา ครอบงํานั่นเอง ที่บอกวาตอนค่ําราศรีอยูที่เทา ขอนี้เจตนาตองการสอนใหเราทําความสะอาดเทากอน เขานอน ซึ่งเปนกุศโลบายทีด่ ีมาก หากเราเขานอนโดยไมลางเทาหรืออาบน้ําก็จะทําใหเกิด ความสกปรกได เมื่อคนเชื่อและปฏิบัติตามราศีและมงคลยอมเกิดแกตนเองแนนอน

เอกสารประกอบการสอน วิถีธรรมวิถีไทย (2000-1301) โดย นายเวชพล ออนละมัย ครูชํานาญการพิเศษ วษท.ยโสธร


100

2. ความเชื่อเกี่ยวกับการสรงน้ํา ความเชื่อเกีย่ วกับน้ําไมวาจะเปนการรดน้ํามนตและสรงน้ํายอมมีความเชื่อคลาย ๆ กันคือ ความเชื่อวาหากรดน้ํามนตและสรงน้ําแลวจะทําใหอยูเย็นเปนสุข เปนมงคลแกตนเอง ครอบครัว ตลอดจนทรัพยสมบัติตาง ๆ อันที่จริงก็ไดความสุขทางจิตใจระดับหนึง่ แตไมใชแกนแทของการ ทําตนใหมีความสุข ไมใชความสุขที่แทจริงหรือสุขนิรันดรอะไรเปนสุขทางใจชั่วขณะเทานั้น และประเพณี 2 อยางนี้กเ็ ปนของพราหมณอยางชัดเจน แตคนสวนใหญเขาใจวาเปนพิธีพุทธเพราะ เห็นมีพิธีทางศาสนาเขามาเกีย่ วของดวย ซึง่ หากศึกษาอยางระดับเล็กแลว จะเห็นวาเปนการประสม ประสานเขาหากันเทานัน้ เพราะพระไมตอ งการใหเกิดความแตกแยกระหวางแนวคิดพิธีปฏิบัติจึง ปรับตัวเองใหเขากับประเพณีที่มีมาแตโบราณ (พิธีพราหมณ) แตพระผูยดึ หลักทางพุทธอยางแทจริงทานจะกาวลวงประเพณีเหลานีไ้ ป แมแตการรด น้ํามนตก็ไมเอาไมทําเพราะพุทธจริง ๆ ไมเคยสอนวาน้ํามนตจะดลบันดาลใหคนไดดีได คนยากจน รดน้ํามนตแลวก็ใชจะรวย คนชั่วทําผิดศีลธรรมรดน้ํามนตใชวาจะทําใหดีขึ้นได เพราะหลักศาสนา สอนวากรรมชัว่ กรรมดีอยูทกี่ ารกระทําของตนเองตางหาก หากทําชั่วยอมไดรับชั่วตอนสนอง แมจะไมตอบสนองทันที่ทันใดแตก็ตองไดรับกรรมไมเวลาใดก็เวลาหนึ่ง น้ํามนตจะมาชําระลาง บาปกรรมที่ทําชั่วไปไมได(เปนอันขาด) นีค่ ือหลักของพุทธศาสนา ที่พระตองระน้ํามนตตลอดจน การสรงน้ําในวันสงกรานตเปนแคเปลือก กระพี้ที่ทําพอใหคนมี่มภี ูมิปญ  ญาระดับตน ๆ สบายใจ เทานั้น ทีเ่ ชื่อกันวาจะทําใหสัตว พืชพันธุ ธัญญาหารอุดมสมบูรณ อยูเย็นเปนสุข 3. ความเชื่อเกี่ยวกับองเจดียทราย เจดียทรายกองใหญเชื่อวาเปนสัญลักษณแทนพระธรรมคําสอนแปดหมื่น สวนเจดียท ราย กองเล็กที่มีขันเปนแมแบบและมีการทํามากมายรอบ ๆ เจดียทรายกองใหญแทนสี่พันพระธรรมขันธ นี้เปนความเชือ่ ดานสัญลักษณแทนสิ่งมีคาคงไมตองวิพากษอะไรแตที่เชื่อกันวาหากกอเจดียก องเล็ก มากเทาไหรกจ็ ะทําใหอายุมากเทานั้นนั้นนี่ซิเปนเรื่องควรวิพากษเปนอยางยิ่ง ชาวอิสานสวนหนึ่งจะเชื่อในเรื่องนี้มากจึงพากันกอเจดียทรายกันใหญหากมาศึกษาดูคํา สอนของศาสนาพุทธในฐานะเปนชาวพุทธแลวปรากฏวา ไมมีคําสอนใดที่กลาวถึงวาการกอเจดีย ทรายแลวจะชวยใหอายุยืนไดเลยแตการมีอายุยืนไดนนั้ ทานสอนใหทาํ ความดี คือไมทําปาณาติบาต ทานสอนวาคนที่ฆาสัตวตัดชีวิตเปนเหตุใหอายุสั้น ดังนัน้ ชาวพุทธควรเชื่ออยาลืมสาระหลักของ ศาสนาก็แลวกัน 4. การจุดประทัดเพื่อไลภูตผีปศ าจ ความเชื่อนี้มีมาแตโบราณอาจมาจากความเชื่อวาประทัดมีเสียงดังภูตผีปศาจคงจะกลัวเสียง ดัง ความเชื่อนี้คงขยายตัวมาจากชาวจีน เพราะชาวจีนนิยมจุดประทัดในเทศกาลสําคัญและงานที่ เกี่ยวกับจิตวิญญาณ และชาวจีนเปนตนตํารับของการผลิตประทัดประกอบกับชาวพราหมณอีสาน เอกสารประกอบการสอน วิถีธรรมวิถีไทย (2000-1301) โดย นายเวชพล ออนละมัย ครูชํานาญการพิเศษ วษท.ยโสธร


101

มีความเชื่อในไสยศาสตรมากอยูแลวจึงพากันเชื่อเอางาย ๆ วาประทัดจะไลภูตผีปศาจไดจริง จึงมี การจุดประทัดในงานดังกลาว หากศึกษาดูตามหลักคําสอนของศาสนาพุทธในฐานะเปนชาวพุทธไมเห็นมีคําสอนใดเลย วาการกระทําดังกลาวจะทําใหไลผีรายหนีไ้ ปได แตทานสอนวาผีรายคือความชั่วทั้งหลายที่อยูใ น จิตใจเรานั้นจะหนีไ้ ปไดก็ตอ เมื่อเราทําความดี สรางบุญกุศลใหเกิดขึ้นในใจเทานั้น ดังนั้นแมเรา จะจุดประทัดดังปานใดมากเพียงไหนก็คงชวยไลความชัว่ รายจากจิตใจเราไมไดแน จากการวิพากษไดยึดหลักของคําสอนศาสนาพุทธเปนหลัก เพราะเปนคําสอนที่มีเหตุผล สามารถพิสูจนได ไมใชสอนใหเชื่อตาม ๆ กันมาเฉย ๆ แตสอนใหใชวิจารณญาณโยนิโสมนสิการ คือการพิจารณาไตรตรองใหแยบคาย รอบคอบแนนอน มั่นใจแลวจึงเชื่อ และใหยึดหลัก กาลามสูตรที่พระพุทธองคทรงสอนกาลามชนโดยไมใหเชื่ออะไรงาย ๆ ขอชาวพุทธพึงสังวร ในเรื่องนี้ใหดี อยางไรก็ตามประเพณีดังกลาวชาวอีสานก็ควรไดสืบสานปฏิบัติกิจกรรมตามฮีตกันตอไป และควรแยกแยะออกใหชดั เจนระหวางหลักของพุทธ ขออยาไดถือวาทั้งหมดนัน้ คือหลักของพุทธ ก็แลวกันจะเปนมิจฉาทิฐิเปลา ๆ เหตุที่ควรปฏิบัติ ประเพณีหรือฮีตตอไปไมขาดสายก็เพราะ บรรพบุรุษไดสอนไววา (สําเนียงภาษาอีสาน) “ฮีตหนึ่งนัน่ พอถึงเดือนหาใหพวกไพรชาวเมือง พากันทําเครื่องสรงองคพระสัพพัญูเจา ทุกวัดใหทําไปอยาไลหาง ใหพากันสืบสรางบุญไวอยาไล ทุกทั่วทีปแผนหลาใหทาํ แทสูคน จั่งสิสุขยิ่งลนทําถึกคําสอน คือฮีตครองควรถือแตปางปฐมพุน” ประเพณีบุญบั้งไฟ ความสําคัญและความหมาย คําวา “บั้งไฟ” ตามความหมายในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ.2525 ใหความหมายวา บั้งไฟ หรือบองไฟ หมายถึงดอกไมไฟชนิดหนึ่งทีม่ ีหางยาวอยางกรวดดอกไมไฟ แตมีขนาดใหญมาก บั้งไฟที่นําไปจุดในบุญเดือนหกมีสองชนิดคือ บั้งไฟหาง คือบั้งไฟที่มีหางยาวซึ่งเปนที่นิยม กันมากและมีการพนันขันตอเขาไปเกี่ยวของดวยและบั้งไฟกองขาว บางแหงเรียกวา บังไฟจรวด ซึ่งมีลักษณะรูปรางเหมือนกองขาวเหนียว แตไมใชกองขาวเหนียวที่มีลักษณะหัวทายตัด หากแต เปนลักษณะหัวแหลม ลําตัวยาว มีขาตั้งสามขา ชาวอีสานกลาวอยางภูมิใจวาบั้งไฟกองขาวของชาว อีสานนั่นเอง ความจริงจะเปนอยางไรไมขอวิจารณขอใหเปนความภูมิใจลึก ๆ และนาน ๆ ตอไป ของชาวอีสานดีกวา เอกสารประกอบการสอน วิถีธรรมวิถีไทย (2000-1301) โดย นายเวชพล ออนละมัย ครูชํานาญการพิเศษ วษท.ยโสธร


102

บุญบั้งไฟมีความสําคัญตอชาวอีสานมาก เพราะชาวอีสานสวนใหญเชือ่ วาประเพณีนี้ จะนํามาซึ่งความอุดมสมบูรณของฟาฝนขาวปลา อาหาร พืชพรรณเจริญเติบโตงอกงามดี และนํามา ซึ่งความสนุกสนานรื่นเริง ทําใหเกิดความหวังในชีวติ เหมือนชีวิตมีที่พึ่ง อยูใกลสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพราะบุญนี้มคี วามเชื่อเปนพื้นฐานมาจากเรื่องของพญาแถน(เทวดาชาวอีสาน) ที่ดลบันดาลความ อุดมสมบูรณใหชีวิตความเปนอยูของชาวนา บางหมูบานจะเครงครัด มากจะมีการทําบั้งไฟจุดไป บูชาพญาแถน และบูชาเหศักดิ์หลักเมืองทุกป เพราะหากไมทําเชื่อกันวาจะทําใหเหตุเภทภัยตาง ๆ ตามมา มีฝนฟาไมตกถูกตองตามฤดูกาล เกิดโรงระบาดแกหมูสัตวเปนตน มูลเหตุและความเปนมา ดังไดกลาวไวบางสวนวาชาวอีสานทําบุญบั้งไฟตามความเชื่อที่วาบนฟามีสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือ ที่ชาวอีสานเรียกวา “พญาแถน” ซึ่งก็คือเทวดานัน้ เองคอยประทานฟาฝน ความอุดมสมบูรณแหง ฤดูกาล ขาวปลาอาหารธัญญาหารให บั้งไฟคือเครื่องบูชาหรืออุปกรณที่จะไปบอกกลาวให พญาแถนทราบวาชาวโลกยังใหความเคารพนับถือบูชาไมเคยขาดของจงดลบันดาลหรือประทานฝน ใหตามตองการดวย ความเปนมาของบุญบั้งไฟนั้นผูเฒาผูแ กไดเลานิทานประกอบใหลูกหลานฟงวา “กาลครั้งหนึ่งนานมาแลว บานเมืองเกิดเดือนรอน เกิดยุคเข็ญขาวยากหมากแพง เพราะ ฝนฟาไมตกตามฤดูกาล บรรดาคน สัตว พืช ตางไดรับความเดือนรอนไปตาม ๆ กัน ผืนดินแหง แลวแตกระแหง น้ําจะดื่มใชบริโภคก็ไมมี ยังมีพญาคันคาก (คางคก) ที่มีอิทธิฤทธิ์เปนสัตววิเศษ ปกครองอยูพนื้ ดิน ออกไปตรวจตราหาสาเหตุวาทําไมฝนฟาจึงไมตกลงมาก็ไดรูความจริงวาเปน เพราะพญาแถน (เทวดาบนสวรรคผูมีหนาที่ทําฝน) ไมสงฝนลงมาใหมนุษย พญาคันคากรูอยางนัน้ จึงอาสาทาตอสู ทําสงครามกับพญาแถนโดยเอาฝนฟาเปนเดิมพัน หากพญาคันคากชนะพญาแถน จะตองทําฝนสงลงมาใหคน สัตวบนโลก พญาคันคากและพญาแถนไดสูรบกัน ผลปรากฎวาสู พญาคันคากไมได พญาแถนจึงตองทําฝนตามสัญญา แตมีขอแมวาชาวโลกจะตองทําบั้งไฟจุดขึ้น ไปบอกดวยวาตองการฝนเมือ่ ใด เวลาใด ชวงไหน ดังนั้นเมื่อถึงฤดูกาลทํานาชาวนาตองการฝนก็ จะทําบุญบั้งไฟ จุดบั้งไฟขึ้นไปบอกพญาแถนเพื่อใหพญาแถนทําฝนลงมาให ดวยความเชื่อตาม นิทานดังกลาวชาวอีสานจึงไดทําบุญบั้งไฟจนปจจุบนั ” ขั้นตอนการดําเนินการ เมื่อถึงชวงเดือนหกชาวบาน (บาน วัด โรงเรียน) จะมีการประชุมกันเพือ่ ตกลงปรึกษาหารือ กันวาจะจัดทําบุญระดับใด คือจะจัดใหญ หรือเล็ก บอกกลาวใหหมูบานอื่นทราบและมีการจุดบั้ง ไฟแขงกัน (ทําบั้งไฟเล็ก ๆ จุดเพื่อเสีย่ งทายและบูชาพญาแถนเทานั้น) หากจัดใหญกจ็ ะไดเตรียมทํา ฎีกาหรือใบบอกเพื่อนําไปบอกแกหมูบานอื่น ๆ ใหนําบัง้ ไฟมารวมจุด อาจมีการประชาสัมพันธ ผานวิทยุกระจายเสียงใกลบานก็ได เพื่อประชาสัมพันธใหนักเลงบั้งไฟไดทราบทั่ว ๆ กัน

เอกสารประกอบการสอน วิถีธรรมวิถีไทย (2000-1301) โดย นายเวชพล ออนละมัย ครูชํานาญการพิเศษ วษท.ยโสธร


103

งานบุญบั้งไฟใหญจะมีคนไปรวมกันมาก เพราะสวนใหญจะไปจุดเพื่อรางวัลและเดิมพัน กันเอง เจาภาพเปนเพียงเวทีกลางใหเทานัน้ สวนบุญบั้งไฟเล็กจะจัดกันเองภายในหมูบาน ไมได บอกกลาวใหบานอื่นทราบ ไมวาจะเปนบุญบั้งไฟใหญหรือเล็กเมื่อตกลงกันจะตองเตรียมอุปกรณ เครื่องใชในงานซึ่งมีดังนี้ 1. เลาบั้งไฟ เลาบั้งไฟก็คือลําตัวบั้งไฟนั้นเอง สมัยกอนจะใชลําหรือบองไมไผ ตอมา ระยะหนึ่งมีการนําทอแปบน้าํ ทอเหล็กตาง ๆ มาทําเลาบั้งไฟ ปรากฏวาเปนที่นิยมมากเพราะบั้งไฟ ขึ้นสูงจนลับหายสายตา แตเวลาบั้งไฟแตกจะอันตรายมาก แตละปจะมีคนตายจากการแตก ของบั้งไฟปละไมนอย ถึงแมไมแตกหากตกลงผิดที่คือแทนที่จะตกลงทุงโลงกลับหันมาตกลง หมูบานก็ทําใหอันตรายเสียหายใหบานเรือนไมนอย ความนิยมจึงลดลงจึงหันมานําทอพลาสติก หรือทอ พี.วี.ซี. (PVC) มาทําเลาบั้งไฟ ปรากฏวาทั้งขึ้นสูงและไมเปนอันตรายจึงเปนทีน่ ิยมจน ปจจุบัน 2. หมื่อ บางแหงเรียกขี้หมื่อ (ดินปน) ชาวบานจะจัดหาขี้เกีย (ดินประสิว) มาตามที่ ประชุมตกลง คือถาเปนบังไฟใหญกจ็ ะเตรียมขี้เกีย (ดินประสิว)มากซึ่งขี้เกีย (ดินประสิว) จะหาไม ยากเพียงแตมีเงินหรือเก็บ (เรี่ยไร) เงินกันมาแลวก็ไปซือ้ ไดทันทีมากนอยตามตองการ เมื่อไดขี้เกีย (ดินประสิว) แลวก็จะจัดหาไมมาทําถาน ไมที่นํามาเผาทําถานจะเปนไมเนื้อไม แข็งและออนเกินไป เปนไมที่หาไดไมงายนักสวนใหญจะใชไมปอหู เปนไมตระกูลเดียวกับฉามฉา (จามจุร)ี เปนไมเนื้อหนา นํามาตัดผาแลวตากไวระยะหนึง่ พอหมาด ๆ แลวนํามาเผาทําถาน กะให พอประมาณของขี้เกีย (ดินประสิว) ที่ซื้อมา ซึ่งผูเปนชางจะรูปริมาณอัตราสวนของขี้เกีย (ดินประ สิว) และถานไดดี หากไดทั้งขี้เกีย (ดินประสิว) และถานแลวชางก็จะนําอุปกรณสองอยางมาตําผสมกันให ละเอียด ขณะที่ตํานั้นก็จะเติมน้ําลงไปดวยเพื่อไมใหสวนผสมแหงเกินไปอาจเปนอันตราย คือเกิด ระเบิดขึ้นมาได น้ําที่เติมลงไปสวนใหญจะใชน้ําจากกาบกลวย โดยตัดตนกลวยมาแลวแกะเอากาบ กลวยมาบิดใหน้ําไหลลงในครกใหแหงแลวลองจุดดู หากชางเห็นวาไดที่คือดีตามสูตรแลวก็หยุดตํา แลวนําไปตากแหงทั้งหมดตอไป แลวนําไปหอไวอยางดี และมักจะหอเก็บไวในภาชนะที่มีความ เย็นเชนกระติกน้ําเปนตน 3. หางบั้งไฟ-ขาบั้งไฟ หากทําบั้งไฟหางก็จะตองเตรียมหาหางบั้งไฟไว สมัยกอนจะใช หางยาวมาก แตปจจุบนั จะใชหางสั้นเพราะจะทําใหขนึ้ สูง ลงถึงพื้นดินชาซึ่งจะเปนผลดีตอการเดิม พันที่มีการจับเวลาขึ้นลงเปนสําคัญ หากทําบุญบั้งไฟกองขาวก็จะตองเตรียมหาไมมาทําขาบั้งไฟ สวนใหญจะเปนไมเนื้อออน เพราะมีความเบาบั้งไฟสามารถนําขึ้นสูงไดงาย 4. อุปกรณตําบั้งไฟ สมัยกอนจะใชไมเนื้อแข็งมาเปนสากยาว ๆ แลวใชแรงคนตํา ตําไป เรื่อย ๆ จนขี้หมื่อ (ดินปน) ในเลาบั้งไฟอัดแนนจึงหยุด แตปจจุบนั เทคโนโลยีกาวหนาขึ้นจึงหันมา ใชวิธีอัดขี้หมือ่ ดวยเครื่องอัดไฮโดริก ทําใหอัดไดแนนมาก บั้งไฟจะขึ้นสูงอยูที่การอัดเปนสําคัญ เอกสารประกอบการสอน วิถีธรรมวิถีไทย (2000-1301) โดย นายเวชพล ออนละมัย ครูชํานาญการพิเศษ วษท.ยโสธร


104

ดวยหากอัดดี แนนก็จะขึน้ ไดสูงและนาน แตก็สวนอื่นประกอบดวยที่เปนปจจัยใหบงั้ ไฟขึ้นสูง เชนการทํารูสัดสวนของหางหารผสมขี้หมื่อที่ถูกอัตราสวนที่ดีเปนตน 5. คางบั้งไฟ บางแหงเรียกวา “หางบั้งไฟ” ไมวาจะเรียกวา “คาง” หรือ “หาง” ก็คือราน เวทีหรือที่จดุ บัง้ ไฟนั้นเอง ชาวบานจะตองไปจัดเตรียมทีจ่ ุดใหพอเหมาะกับขนาดของบั้งไฟหาก เปนบั้งไฟใหญจะตองทําสูงหากเปนบั้งไฟเล็กก็จะทําต่ํา ๆ ก็พอ สวนสถานที่จะเปนที่ที่ไปมา สะดวกและใกลที่โลงวาง มีสวนหนึ่งทีห่ างไกลบานคนเพื่อที่จะไดหนั หัวบั้งไฟไปทางนั้น จะไดไมเปนอันตรายแกผูคน 6. ขนาดบั้งไฟ ดังไดกลาวแลววาบั้งไฟจะมีบั้งไฟใหญและเล็กขนาดใหญจะมี 2 ขนาด คือบั้งไฟหมื่น และบั้งไฟแสน บั้งไฟหมืน่ จะวัดกันที่น้ําหนักขีห้ มื่อ (ดินปน) หนัก 12 กิโลกรัม เทากับหนึ่งหมื่น สวนบั้งไฟแสนก็เปน 120 กิโลกรัม ปใดบานใดที่ใดมีการจุดบั้งไฟแสน จะถือวาเปนบุญที่ใหญมาก ผูคนจะไปเทีย่ วชมกันมากมาย สวนบั้งไฟที่เปนที่นิยมกันมากในงานบุญบั้งไฟทั่วไปคือบั้งไฟหมื่นเพราะความเหมาะสม กับเวทีทจี่ ุด อุปกรณหาไดงายไมสิ้นเปลืองคาใชจายและทําไดงายกวา สวนบั้งไฟที่เล็กกวาบั้งไฟ หมื่นประมาณ 6-10 กิโลกรัม ก็นิยมจุด แตเปนการทําแขงกันภายในหมูบ านตนเอง และทําเปน บั้งไฟเสี่ยงทายหรือไวบูชาพญาแถนมากกวา เมื่อไดอุปกรณทุกอยางพรอมแลวชางก็จะเริ่มลงมือทําบั้งไฟตามวิธีของชาง คือนําดินปน ลงในเลาบั้งไฟตําอัดใหแนน และเจาะรู ภาษาชางบั้งไฟเรียกวา “เอารู” ชวงนี้สําคัญมากนายชาง ตองมีความชํานาญพอควรและตองระวังอันตรายอันอาจเกิดขึ้นไดดว ย หากเจาะรูถูกตองก็จะทําให บั้งไฟขึ้นไดสงู และตรงตามตองการ เมื่อทํารูเสร็จแลวก็ทําสายชนวนสําหรับจุด ซึ่งดินปนที่นาํ มาทําสายชนวนจะเปนดินปน สองชนิด คือ ชนิดออนจะเอาไวในชวงแรกตรงจุดใหม และชนิดแรงจะเอาไวในชวงสุดทายที่ไฟ จะเขาตัวบั้งไฟ ชวงนี้ตองใชดินปนแรงเพื่อจะไดเปนแรงจุดระเบิดทําใหบั้งไฟติดงาย ไมมีปญหา การจุดไมตดิ เพราะบางแหง (สวนมาก) จะมีกติกาหากจุดไมติด 3 ชนวนจะปรับใหแพ คําวา 3 ชนวนหมายถึง 3 ครั้ง วันทําบุญ วันทําบุญซึ่งชาวอีสานมักเรียกวา “วันเอาบุญ” บุญบั้งไฟสวนใหญจะมี 2 วัน คือ “วันโฮม” (วันรวม) วันนีจ้ ะเปนวันที่ขาวบานตาง ๆ ที่ทางเจาภาพกมีฎีกาหรือใบบอกใหนํา บั้งไฟมารวมกันหรือโฮมกันบั้งไฟแตละบานที่นํามาจะมีการประดับประดาตกแตงใหสวยงาม มีการสลักลวดรายลงกระดาษสีตาง ๆ แลวนําไปติดตัวบัง้ ไฟใหสวยงาม ลําตัวและหัวบั้งไฟจะทํา เปนรูปสัตว เชน ทําเปนรูปพญานาค มังกร เปนตน ดังนั้นในวันนี้จึงมีการประกวดความสวยงาม ของบั้งไฟไปดวย ซึ่งจะมีทงั้ ขบวนแหและตัวบั้งไฟ และมีรางวัลมากมาย (ในบางที)่ มีการจายผญา คําเซิ้ง ละเลนกันสนุกสนาน เอกสารประกอบการสอน วิถีธรรมวิถีไทย (2000-1301) โดย นายเวชพล ออนละมัย ครูชํานาญการพิเศษ วษท.ยโสธร


105

การละเลนของชาวอีสานในงานนี้จะสนุกสนานมาก มีการทําเลียนแบบรูปสัตว ทํารูป อวัยวะเพศ เลนสองแงสองงาม ทํารูปการสมสูกันของหุนคน ชาวภาคอื่นมาเห็นอาจเห็นวาเปน เรื่องสกปรก ลามก อนาจาร แตชาวอีสานถือวาเปนเรือ่ งธรรมดาเพราะสวนหนึ่งเชื่อกันวายิ่งเลน สกปรก ลามก ยิ่งจําทําใหฝนอุดมสมบูรณ และถือกันวาบุญนี้คือบุญพญามาร บุญที่มีการเดิมพันกัน เปนสําคัญ ผูไปรวมงานจึงละเลนตาง ๆ อยางสุดขีด โดยไมอายกันและจะไมถือสากันในงานนี้ วันที่ 2 เรียนวา “วันจุด” วันจุดคือวันทีน่ ําบั้งไฟไปจุดแขงกันตามกติกา แตกอนวันจุด บั้งไฟตามกําหนดจะตองมีการจุดบั้งไฟเพื่อทําการเสี่ยงทายหรือบูชาพญานาค เทพาอารักษกอน ซึ่งผูนําพิธีสวนใหญจะเปนพอกะจ้าํ คือผูนําทางพิธีพราหมณ – ผีจะพาทํา เมื่อจุดบัง้ ไฟเสี่ยงทาย ฟาฝนและบูชาพญาแถนแลวจึงจุดบั้งไฟใหญตอไป ในงานบุญบั้งไฟบางแหงจะมีการบวชนาคดวย กอนบวชจะมีการฟงพระสวดมนตและ ถวายภัตตาหารเพลแตพระสงฆ ตอนบายจะตีกลองบอกรวมชาวบานใหมาทําพิธีสูขวัญนาคและ บวชนาคสูขวัญนาคตามประเพณี นอกจากบวชนาคบางแหงอาจมีพิธีฮดสรง หรือ เถราภิเษก ดวยซึ่งพิธีนจี้ ะทําใหพระภิกษุ ที่บวชเรียนมานานพอที่จะเลือ่ นสมณศักดิ์ตามประเพณีโบราณได ซึ่งไมเกี่ยวกับสมณศักดิ์ ของมหาเถรสมาคม พิธนี ี้หากไมจัดในงานบุญบั้งไฟอาจจัดขึ้นในโอกาสอื่นที่เห็นสมควร การเซิ้ง การเซิ้งในงานบุญบั้งไฟ จะเปนลักษณะกาพยกลอนอีสานเหมือนผญา คือมีคําสัมผัส คลองจองเปนเรื่องบอกกลาว สื่อความหมายใหผูคนรับรูค วามนัยตามทีผ่ ูเซิ้งตองการลักษณะการ เซิ้งจะมีผูนําการเซิ้งไป และก็จะมีลูกคูก ลาวรับเปนทอด ๆ สอดรับกันฟงแลวไพเราะสนุกสนาน และมีพลังสามัคคีแฝง ทําใหเห็นความเปนอันหนึ่งอันเดียวกันของเจาของบั้งไฟ คําเซิ้งโดย ทั่วไปมีมากมายแตจะขอยกตัวอยางดังตอไปนี้ ตัวอยางคําเซิ้ง เชน (สําเนียงภาษาอีสาน) โอ เฮาโอ พวกเซิ้งเฮา โอ บั้งไฟหมื่นของพญาแถน ขึ้นไปเมืองแมนเถิงที่ชั้นฟา สุดแหลงหลาเหลียวบมเี ห็น ขามตาเวนอุดรเปนเขต ขามประเทศเมืองใหญหนองหาน ขามภูพานไปแลวคุณพอ ขึ้นกอดอสามมื้อบอลง ตําขาวถงไปนําเอาโลด ชางแมนขึ้นเอาโพดเอาเหลือ จนหมี เสือหมูหมาชางยาน จนวาฮานซิโปดซิเพ คักแทเดบั้งไฟบักหลา ขึ้นจนวาฟาแตกเปนฝอย แหงนตาลอยจนวาตาคาง พออยากจางไผสองนําเห็น บั้งไฟขึ้นแลวซิหาทางเซิ้งตอ มาพอบอนนี่เฮาอยางไดหญัง ใจเฮาหวังเหลาเด็ดหรือวาเหลาโท อยากขอเหลาเด็ดนําเจาจักโอ ขอเหลาโทนําเจาจักถวย หวายจวยจวยตวยปากหลายชาย เอกสารประกอบการสอน วิถีธรรมวิถีไทย (2000-1301) โดย นายเวชพล ออนละมัย ครูชํานาญการพิเศษ วษท.ยโสธร


106

ตักมายายหลายชายใหมันคู คันบคูโตขอยบหนี ตายเปนผีซินํามาหลอก ออกจากบานซิหวานดินนํา ตายเปนปลวกมากัดเครือพลู ตายเปนหนูมากัดเครือหูก ตายเปนลูกนอยมาใหจองกินนม เอาเถาะฟาวเอาเหลามาเถาะ คันบใหหัวขั้นไดซิลงทง ลุงทานแลวหลานแกวซิใหพร ลุงทานแลวใหแขวเจาดํา ลุงทานแลวใหถุงคําตง ใหทองลุงพงคือดั่งไหไพ ลุงเฮ็ดไฮใหไดขาวฮวงหนา ลุงเฮ็ดนาใหไดขาวฮวงใหญ ใหลูกใภหลานนอยไดชื่นชม เลี้ยงควายดอนใหเปนโตเขาคํา เลี้ยงควายดําใหเปนโตเขาแกว เลี้ยงแผแลวไวคราดไฮไถนา มาเฮามาพวกเซิ้งเฮามา การเส็งกลอง สิ่งหนึ่งที่มักทําในงานบุญบัง้ ไฟที่มีมาแตโบราณคือ การเส็งกลอง (ตีกลองแขงกัน) กลองที่นํามาตีแขงขันกันเรียกวา “กลองเส็ง” คําวา “เส็ง” เปนภาษาไทยอีสานหมายถึง “แขง” ดังนั้นกลองเส็งก็คือกลองที่นํามาตีแขงขันกันนั้นเอง บางแหงจะเรียกวา “กลองกิ่ง” กลองเส็งหรือกลองกิ่งจะมีลกั ษณะเรียวยาว หนังหนากลองจะขูดใหบางและขันใหตงึ แนน มาก หนากลองจะไมตดิ ขาวเหมือนกลองยาว เวลาตีจะใชไมตีเสียงจึงดังแหลมสูงการตัดสิน ของคณะกรรมการจะดูที่ลีลาจังหวะ การตี และเสียงดังเปนสําคัญ การแขงมักจะแขง ในวันโฮม (วันรวม) หลังจากแหบั้งไฟเสร็จแลว พิธีทางศาสนา งานบุญบั้งไฟหากไมมีพิธีฮดสรง บวชนาค สวนใหญจะไมมีพิธีทางศาสนา เพราะถือวา เปนบุญพญามาร แตก็มีบางแหงที่มีการเจริญพระพุทธมนตในยามกลางคืนดวย ซึ่งเปนการ ประยุกตศาสนาเขาดวยกันก็ไมเสียหายอะไร แตสวนใหญแลวจะไมมีพิธีทางศาสนาคงปลอย ใหญาติโยมจัดการกันเอง สวนพระสงฆ อาจมีการจัดขาวปลาอาหารมาถวายพิเศษเทานั้น สิ่งที่ไดจากพิธกี รรม การทําบุญบั้งไฟมีหลายอยางที่เกิดขึ้นขอแยกแยะอธิบายดังนี้ 1. ความสามัคคีปรองดอง ชาวบานที่จะทําบุญบั้งไฟจะตองมีความสามัคคีปรองดองกัน จึงจะสามารถทําได เพราะถือวาเปนบุญทีใ่ ชเวลาเตรียมอุปกรณตาง ๆ นาน มีกิจกรรมมากมาย ชาวบานมีความสามัคคีบุญบั้งไฟจึงเกิดมีได 2. การละเลนชาวบานตองชอบละเลนมีนิสัยสนุกสนานโอบออมอารีเพราะงานนี้ จะละเลนตลก ขบขัน ลามก สกปรกตาง ๆ หากใครไมชอบเลนจะทําใหเกิดความรําคาญ วุนวายได ดังนั้นผูคนในหมูบานจะตองเปนคนชอบเลนสนุก ๆ ดวยงานบุญนี้จึงจะจัดได และสวนใหญ จะชอบสนุกสนานเหมือนกันบุญบั้งไฟจึงเกิดมีหาไมแลวก็มีเพียงจุดบัง้ ไฟเล็กเพื่อเสีย่ งทาย หรือบูชาพญาแถนเทานั้น เอกสารประกอบการสอน วิถีธรรมวิถีไทย (2000-1301) โดย นายเวชพล ออนละมัย ครูชํานาญการพิเศษ วษท.ยโสธร


107

3. การพนัน สิ่งหนึ่งที่เกิดมีขนึ้ ในงานนี้ มีอยูทุกหนแหงของบุญนี้ และนับวันจะมีมาก ขึ้นเรื่อย ๆ คือการเลนพนันยอมมีปญหาตาง ๆ ตามมาแนนอน เชนสูญเสียเงินเดิมพันสงผลถึง ครอบครัว การทะเลาะเบาะแวงเพราะความเห็นตางกันถึงกับชกตอยกันก็มี หลายทองที่มีการพนัน มากจนละะทิ้งประเพณีเดิมไปหมดคือมุงทีจ่ ะนําบั้งไฟมาจุดแขงขันกันอยางเดียวไมมกี ารทําพิธีบูชา พญาแถนหรือเสี่ยงทายอะไรเลย แตทําเพื่อเอาเงินเดิมพันอยางเดียวซึ่งขณะนี้มีมากมายในแถบ อีสานตอนกลางและบน เมือ่ จะแขงกันทีบ่ รรดาเซียนบัง้ ไฟ ทั้งหลายก็บอกตอ ๆ กันไป อยู ตางจังหวัดก็มาแขงขันกันได งานนี้นักพนันจึงชุกชุมมาก บางแหงมีเสียพนันกันไปเปนแสนก็มี เหมือนพนันมวยทีแ่ อบแฝงมาจากศิลปะ กีฬา เพราะแอบแฝงมาตามบุญประเพณี 4. การชกตอย ดวยเหตุวาบุญนีช้ าวอีสานถือวาเปนบุญพญามารซึ่งมีมาแตโบราณคือ การชกตอย ทะเลาะ วิวาท จะมีเปนประจํางานสมัยโบราณจะมีเฒาแกที่เรียนมาทางคาถาอาคมชอบ การตอสู ทานจะรํามวยโบราณเขาหากันเวลาแหบั้งไฟรอบ ๆ วัด เมื่อมวยเขาใกลกับครูมวยก็จะขึ้น ที่ชาวอีสานเรียกวา “ของขึ้น” คําวาของขึ้น คือของดีที่มีในตัวหรือคาถาอาคมที่เรียนมาเกิดอาการ อยากชกตอยจึงกระโดดเขาใสกันเหมือนสัตวเพราะบางคนจะมีลายสักเปนเสือเผนก็จะออกลีลา เหมือนเสือ บางคนมีลายสักเปนหนุมานก็จะออกลวดลายเหมือนลิงแลวกระโดดชกตอยกัน ผูคน ก็จะหามปรามกันตามเหตุการณ 5. การเสี่ยงทาย – บูชาพญาแถน สิ่งที่ไดจากงานนีแ้ ละดูเหมือนเปนเจตนาเดิมเลยคือการ เสี่ยงทายฟาฝนและบูชาพญาแถนการเสี่ยงทายฟาฝนนัน้ จะมีบั้งไฟขนาดเล็กที่ทําขึ้นมาเปนพิเศษ เพื่อเสี่ยงทายเปนการจําเพาะ แตกไ็ มแนเสมอไปเพราะบางแหงจะถือเอาบั้งไฟที่ใหญที่สุดในงาน เปนบั้งเสี่ยงทายจะใหพอกะจ้ําเปนผูบอกเสี่ยงทาย เชนบอกวา “ขอใหจดุ ติดแคชนสยเดียวแลวฝนฟา จะดีขอใหสูงตรงสวยงามแลวฝนฟาจะดี” หรือ “ขอใหมคี วันโคงลงมาขางปลาจะอุดมสมบูรณ” นอกจากเสี่ยงทายแลวยังถือวาเปนการบูชาพญาแถนดวยตามนิทานทีไ่ ดกลาวถึงแลว ผูทําหนาที่บอกกลาวคําบูชากอนจุดบั้งไฟ คือพอกะจ้ําเชนเดิม สวนบั้งไฟที่จุดบูชานัน้ บางแหง จะใชบั้งเดียวกันกับจุดเสี่ยงทาย บางแหงจะใชบั้งหนึ่งอีกตางหากแลวแตจะตกลงกันไมมีขอจํากัด ตายตัว การบูชาพญาแถนนัน้ พอกะจ้ําก็จะออนวอนบอกกลาวใหพญาแถนทราบวาบัดนี้ไดเวลาแลว ถึงฤดูกาลแลวพวกขามวลมนุษยตองการฝน จึงไดจุดบั้งไฟขึ้นมาบูชาขอจงประทานฝนมาให ปวงขาดวยเทอญ แลวสั่งใหจุดบั้งไฟขึ้นไปบูชาตอไป 6. การเซิ้งขอเงิน สิ่งหนึ่งที่เกิดมากับบุญบั้งไฟ คือการเซิ้งขอเงินเมื่อมีงานบุญนี้เกิดขึน้ ผูเซิ้งจะตองออกจากบาน เซิ้งไปตามหมูบานตาง ๆ เพื่อขอเงินหรือเรี่ยไรเงิน มีการนําบาตรเพื่อ ใสเงินไปดวยนับวาเซิ้งเพื่อนําเงินเขาวัด แตจริง ๆ แลวคณะเซิ้งหลายกลุมทําไปเพื่อหาเงินเขา กระเปาตัวเอง อาจมีเขาวัดบางก็เล็กนอย ลักษณะนี้มีใหเห็นดาษดื่น ในภาคอีสาน ที่รายก็คือ บางกลุม มีการอุมพระพุทธรูปนําหนาคณะเซิ้งไปดวยเรียกวา อาศัยพระหากิน ทําใหประเพณี วิบัติไปจากเดิมมาก เอกสารประกอบการสอน วิถีธรรมวิถีไทย (2000-1301) โดย นายเวชพล ออนละมัย ครูชํานาญการพิเศษ วษท.ยโสธร


108

วิพากษพิธีกรรม – ความเชือ่ ประเพณีบุญบัง้ ไฟนี้เปนประเพณีของชาวพราหมณ เปนบุญที่ไมควรเรียกวาบุญดวยซ้ํา เพราะในงานมีแตเรื่องสกปรก การพนัน ชกตอย ทําราย รางกายกัน อาจเรียกวาเปนบุญนอก ศาสนาก็วาได เพราะไมมีสวนใดที่เปนของพุทธเลย ถาจะมีบางก็เรื่องความสามัคคีแตก็ไมได สรางสรรคอะไรเปนความสามัคคีที่นําไปสูการละเลน หากมอง ในแงของนักเศรษฐศาสตร ไมใช นักสังคม – มานุษยวิทยา ก็จะเห็นความสูญเปลาอยางชัดเจน เพราะมีการลงทุนไปมาก เสียเวลามากแตสุดทายไมไดอะไรเลย บางคนเสียเงิน เจ็บตัว สกปรก ขึ้นโรงขึ้นศาล จึงไมแปลก ที่บางคนหนีบญ ุ บั้งไฟ เรื่องของการเสี่ยทายนั้นเห็นวาไมมีเหตุผลใดเลยที่ฟาฝนจะมาขึ้นอยูกับ ดินปน บั้งไฟ จะขึ้นหรือไมอยูที่ชางทําดีไหม สวนผสมดินปนดีไหม คงไมเกี่ยวกับภูตผีปศาจฟา ฝนอะไร พระพุทธองคทรงเปนยอดสัพพัญู มีญาณ-ญาณหยั่งรูไดทั้งไตรโลก แมแตจิตวิญญาณ การจุติ ของมนุษยเหตุใดพระองคไมกลาวถึงเรื่องนี้ หากแตกลาวถึงธรรมชาติความอุดมสมบูรณ ของ ธรรมชาติ ความดีมีศีลธรรมของผูคนเปนสําคัญ สวนการบูชาพญาแถนก็เปนความเชื่อที่ไมใชของชาวพุทธแนนอนเพราะเทวดาของชาว พุทธจะไมชอบการบูชาดวยไฟแน แตจะชอบบูชาดวยความดีมากกวา สวนตํานานที่เลามานั้นเปน ตํานานปรําปราที่แตงขึ้นมาของนักปราชญอีสาน อยางไรก็ตามมิใชวาประเพณีงานบุญบั้งไฟจะไมมี อะไรดีจนตองยกเลิกก็หาไม หากแตอยากใหรูจักแยกแยะระหวาง ประเพณีพุทธ พราหมณ ตลอดจนความเชื่อเรื่องผีออกจากกันใหชดั เจนเทานั้น ประเพณีลอยกระทง เดือนสิบสองลองลอยกระทงหลวง ดอกไมไฟโชติชวงเปนดวงแดง เสียงนกพิราบพรวดกรวดอายตื้อ ลวนผูคนลมหลามตามสะพาน

ชนทั้งปวงเลยตามอรามแสง ทั้งพลุแรงตึงตังดังสะทาน เสียงเทวดาหวือเฮฮาอยูนาฉาน อลหมานนาวาในสาคร (นิราศเดือน) เทศกาลลอยกระทง ตรงกับวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ําเดือน 12 หรือราวเดือนพฤศจิกายน เปน ประเพณีเกาแกของไทย ซึ่งมีมาตั้งแตกอนสมัยกรุงสุโขทัย เรียกวา การลอยพระประทีป หรือ ลอย โคม เปนงานนักขัตฤกษรื่นเริงของประชาชนทั่วไป ตอมานางนพมาศหรือทาวศรีจฬุ าลักษณสนม เอกของพระรวง ไดคิดประดิษฐดดั แปลงเปนรูปกระทงดอกบัวแทนการลอยโคม การลอยกระทง หรือลอยโคมในสมัยนางนพมาศ กระทําเพื่อเปนการสักการะรอยพระพุทธบาทที่แมน้ํานัมมทานที ซึ่งเปนแมน้ําสายหนึ่งอยูในแควนทักขิณาบถของประเทศอินเดีย ปจจุบนั เรียกวา แมน้ําเนรพุททา

เอกสารประกอบการสอน วิถีธรรมวิถีไทย (2000-1301) โดย นายเวชพล ออนละมัย ครูชํานาญการพิเศษ วษท.ยโสธร


109

คติที่มาเกี่ยวกับวันลอยกระทงมีอยูหลายตํานาน ดังนี้ 1. การลอยกระทง เพื่อขอขมาแกพระแมคงคา ของชนชาติที่ประกอบกสิกรรม ซึ่งตองมีน้ําเปนปจจัยสําคัญ เมื่อพืชพันธุธัญญาหารเจริญ งอกงามอุดมสมบูรณ จึงมีการลอยกระทงไปตามกระแสน้ําเพื่อขอบคุณพระแมคงคาหรือเทพเจา แหงน้ํา อีกทั้งเปนการแสดงความคารวะขออภัยที่ไดลงอาบหรือปลอยสิ่งปฏิกูลลงน้ํา ไมวาจะโดย ตั้งใจหรือไมกต็ าม และหลังจากทําพิธีลอยกระทงแลว ก็จัดใหมีการละเลนรื่นเริงสนุกสนาน เชน การละเลนพื้นเมือง การเลนเพลงเรือ รําวง อันเปนธรรมเนียมประเพณีที่ปฏิบัติสืบทอดกันมา ตั้งแตครั้งโบราณ 2. การลอยกระทงเพื่อบูชารอยพระพุทธบาท รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจา ที่ไปปรากฏอยูริมฝงแมน้ํานัมมทานที มีความเปนมา เกี่ยวของกับพุทธประวัติ คือครั้งหนึ่งพญานาคทูลอาราธนาพระสัมมาสัมพุทธเจา ใหเสด็จไปแสดง ธรรมโปรดในนาคพิภพ เมื่อพระองคจะเสด็จกลับ พญานาคทูลขออนุสาวรียไวกราบไหวบูชา พระพุทธองคจึงทรงประดิษฐานรอยพระพุทธบาทไวที่หาดทราย ริมฝงแมน้ํานัมมทานที เพื่อให บรรดานาคทั้งหลายไดสักการะบูชา 3. ตํานานการลอยกระทงเพื่อบูชาพระจุฬามณี เมื่อครั้งที่เจาชายสิทธัตถะ เสด็จออกจากพระนครกบิลพัสดุในเวลากลางคือนดวยมา กัณฐทกะพรอมนายฉันนะมหาดเล็กผูตามเสด็จ ครั้นรุนอรุณก็ถึงฝงแมน้ําอโนมานที เจาชายทรง มาชื่อกัณฐทะกระโจมขามแมน้ําไป เมื่อทรงทราบวาพนเขตกรุงกบิลพัสดุแลว เจาชายสิทธัตถะจึง เสด็จลงประทับเหนือหาดทรายขาวสะอาด ตรัสใหนายฉันทะนําเครื่องประดับและมากัณฐทะกลับ พระนคร ทรงตั้งพระทัย ปรารภจะบรรพชา โดยเปลงวาจา “สาธุ โข ปพฺพชา” แลว จึงทรงจับ พระเมาลีดวยพระหัตถซาย พระหัตถขวาทรงพระขรรคตัดพระเมาลี แลวโยมขึ้นไปบนอากาศ พระอินทรไดนําผอบทองมารองรับพระเมาลี และนําไปบรรจุยังพระจุฬามณีเจดียสถานในเทวโลก 4. ตํานานการลอยกระทง เพื่อตอนรับพระพุทธเจาเสด็จกลับจากเทวโลก เมื่อเจาชายสิทธัตถะเสด็จออกบวชไดบรรลุธรรมเปนพระสัมมาสัมพุทธเจาแลว หลังจาก เผยแพรพระธรรมคําสั่งสอนแกสาธุชนโดยทั่วไปไดระยะหนึ่ง จึงเสด็จไปจําพรรษาอยูบนสวรรค ชั้นดาวดึงส เพื่อทรงเทศนาธรรมโปรดพระพุทธมารดา ครั้นจําพรรษาครบ 3 เดือน พระองคจึง เสด็จกับลงสูโลกมนุษย เมื่อทาวสักกเทวราช ทราบพุทธประสงค จึงเนรมิตบันไดทิพยขึ้น อันมี บันไดทอง บันไดเงิน และบันไดแกว ทอดลงสูประตูเมืองสังกัสสนคร บันไดแกวนั้นเปนที่ซึ่ง พระผูมีพระภาคเจาเสด็จลง บันไดทองเปนที่สําหรับเทพยดาทั้งหลายตามสงเสด็จ บันไดเงิน สําหรับพรหมทั้งหลายสงเสด็จ

เอกสารประกอบการสอน วิถีธรรมวิถีไทย (2000-1301) โดย นายเวชพล ออนละมัย ครูชํานาญการพิเศษ วษท.ยโสธร


110

ในการเสด็จลงสูโลกมนุษยครั้งนี้ เหลาทวยเทพและประชาชนทั้งหลาย ไดพรอมใจกันทํา การสักการบูชาดวยทิพยบุปผามาลัย การลอยกระทงตามคตินี้จึงเปนการับเสด็จพระสัมมาสัมพุทธ เจาจากดาวดึงสภิภพ (เปนตํานานเดีย่ วกับประเพณีการตักบาตรเทโวรับเสด็จพระพุทธองคลงจาก ดาวดึงส ) 5. การลอยกระทงเพื่อบูชาพระนารายณบรรทมสินธุ ยังมีพิธีการลอยกระทงตามคติพราหมณอกี เรื่องหนึ่ง ซึ่งกระทําเพื่อบูชาพระผูเปนเจา คือ พระนารายณท่บี รรทมสินธุอยูในมหาสมุทร นิยมทํากันในวันขึ้น 15 ค่ํา เดือน 11 หรือวันขึ้น 15 ค่ํา เดือน 12 เปน 2 ระยะ จะทําในกําหนดใดก็ได 6. ตํานานการลอยกระทง เพื่อบูชาทาวพกาพรหม นิทานตนเหตุเกี่ยวกับวันลอยกระทงอีกเรือ่ งหนึ่งที่นาสนใจ เปนนิทานชาวบาน กลาวคือ เมื่อดึกดําบรรพ มีกาเผือกสองตัวผัวเมียทํารังอยูบนตนไมในปาหิมพานตใกลฝงแมน้ํา วันหนึ่ง กาตัวผูออกไปหากินแลวหลงทางกลับรังไมได ปลอยใหนางกาตัวเมียซึ่งกกไขอยู 5 ฟองรอดวย ความกระวนกระวายใจ จนมีพายุใหญพัดรังกระจัดกระจาย ฟองไขตกลงน้ํา แมกาถูกลมพัดไป ทางหนึ่งอยูใ นพรหมโลก ฟองไขทั้ง 5 นั้นลอยน้ําไปในสถานที่ตาง ๆ บรรดาแมไก แมนาค แมเตา แมโค และแมราชสีห มาพบเขา จึงนําไปรักษาไวตวั ละ 1 ฟอง ครั้งถึงกําหนดฟกกลับ กลายเปนมนุษยทั้งหมดไมมฟี องไหนเกิดมาเปนลูกกาตามชาติกําเนิดเลย กุมารทั้ง 5 ตางเห็นโทษภัย ในการฆราวาสและเห็นอานิสงสในการบรรพชา จึงลามารดาเลี้ยง ไปบวชเปนฤาษีทั้ง 5 ตอมาไดมี โอกาสพบกันและถามถึงนามวงศและมารดาของกันและกัน จึงทราบวาเปนพี่นองกัน ฤาษีทั้ง 5 มีนามดังนี้ คนแรก ชื่อ กกุสันโธ (วงษไก) คนที่สอง ชื่อ โกนาคมโน (วงษนาค) คนที่สาม ชื่อ กัสสโป (วงษเตา) คนที่สี่ ชื่อ โคตโม (วงษโค) คนที่หา ชื่อ เมตเตยโย (วงษราชสีห) ตางตั้งจิตอธิษฐาน วาถาตอไปจะไดเกิดเปนพระพุทธเจา ขอใหรอนไปถึงมารดา ดวยแรงอธิษฐาน ทาวพกาพรหมจึงเสด็จมาจากเทวโลก จําแลงองคเปนกาเผือก แลวเลาเรื่องราวแตหน หลังใหฟง พรอมบอกวาถาคิดถึงมารดา เมื่อถึงเพ็ญเดือน 11 เดือน 12 ใหเอาดายดิบผูกไมตีนกาปกธูปเทียน บูชาลอยกระทงในแมน้ํา ทําอยางนี้เรียกวาคิดถึงทาวพกาพรหม สวนฤาษีทั้ง 5 ตอมาไดตรัสรูเปน พระพุทธเจา ดังนี้ ฤาษีองคแรก กกุสันโธ ไดแก พระพุทธเจาทรงพระนามวา พระกกุสันโธ ฤาษีองคที่สอง โกนาคมโน ไดแก พระพุทธเจาทรงพระนามวา พระโกนาคมน ฤาษีองคที่สาม กัสสโป ไดแก พระพุทธเจาทรงพระนามวา พระกัสสปะ เอกสารประกอบการสอน วิถีธรรมวิถีไทย (2000-1301) โดย นายเวชพล ออนละมัย ครูชํานาญการพิเศษ วษท.ยโสธร


111

ฤาษีองคที่สี่ โคตโม ไดแก พระพุทธเจาทรงพระนามวา พระสมณโคดม ฤาษีองคที่หา เมตเตยโย ไดแก พระพุทธเจาทรงพระนามวา พระศรีอริเมตไตรย พระพุทธเจา 3 พระองคแรก ไดมาบังเกิดบนโลกแลวในอดีตกาล พระพุทธเจาองคที่ 4 คือ พระสัมมาสัมพุทธเจาองคปจจุบัน พระพุทธเจาองคที่ 5 คือ พระพุทธเจาที่จะบังเกิดบนโลก ในอนาคต ไดแก พระศรีอาริยเมตไตรย 7. ตํานานการลอยกระทง เพื่อบูชาพระอุปคุตต การลอยกระทงเพื่อบูชาพระอุปคุตต เปนประเพณีของชาวเหนือและชาวพมา พระอุปคุตต เปนพระอรหันตเถระหลังสมัยพุทธกาล โดยมีตํานานความเปนมาดังนี้ เมื่อพระเจาอโศกมหาราช ทรงมีพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนา ไดโปรดใหสราง พระสถูปเจดียแ ละพุทธวิหารขึ้นทั่วชมพูทวีป มหาวิหารที่มีชื่อเสียงมากที่สุด “อโศการาม” ซึ้ง ตั้งอยูในเขตแควนนคธ หลังจากที่สรางพระสถูปเจดียถงึ 84,000 องคสําเร็จแลว พระเจาอโศกทรง มีพระราชประสงคจะนําพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจา ไปบรรจุในพระสถูปตาง ๆ และบรรจุในพระมหาสถูปองคใหญที่สรางขึ้นใหมมีความสูงประมาณครี่งโยชน และประดับ ประดาดวยแกวตาง ๆ ประดิษฐานอยูริมฝงแมน้ําคงคาใกลปาฏลีบุตร อีกทั้งตองการใหมีการเฉลิม ฉลองยิ่งใหญเปนเวลา 7 ป 7 เดือน 7 วันแตดวยเกรงวาพญามารจะมาทําลายพิธีฉลอง มีเพียง พระอุปคุตตทไี่ ปจําศีลอยูในสะดือทะเลเพียงทานเดียวเทานั้น ที่จะสามารถปราบพญามารได เมื่อพระอุปคุตตปราบพญามารจนสํานึกตัวหันมายึดเอาพระรัตนตรัยเปนที่พึ่งแลว พระอุปคุตตจึง ลงไปจําศีลอยูในสะดือทะเลตามเดิม พระอุปคุตตนไี้ ทยเรียกวา พระบัวเข็ม ชาวไทยเหนือหรือชาวอีสานและชาวพมานับถือ พระอุปคุตตมาก ชาวพมาไมวาจะมีงานอะไร เปนตองนิมนตมาเขาพิธีดวยเสมอ ไทยเราใชบูชา ในพิธีขอฝนหรือพิธีมงคล การลอยกระทงของชาวเหนือ นิยมทํากันในเดือนยี่เปง (คือเดือนยีห่ รือเดือนสอง เพราะนับวันเร็วกวาของเรา 2 เดือน) เพื่อบูชาพระอุปคุตตซึ่งเชื่อกันวาทานบําเพ็ญบริกรรมคาถาอยูในทองทะเลลึก หรือสะดือทะเล ตรงกับคติของชาวพมา การลอยกระทงของชาวอีสาน (ไหลเรือไฟ) การลอยกระทงในภาคอีสาน เรียกวาเทศกาลไหลเรือไฟจัดเปนประเพณียิ่งใหญในจังหวัด นครพนม โดยการนําหยวกกลวยหรือวัสดุตาง ๆ มาตกแตงเปนรูปพญานาคและรูปอื่น ๆ ตอน กลางคืนจุดไฟปลอยใหไหลไปตามลําน้ําโขงดูสวยงามตระการตา นอกจากนี้ยังมีประเพณีลอยกระทงในประเทศตาง ๆ เชน เขมร จีน อินเดีย โดยมีคติความ เชื่อและประวัติความเปนมาตรงกันบางแตกตางกันไปบางการลอยกระทงในปจจุบนั เอกสารประกอบการสอน วิถีธรรมวิถีไทย (2000-1301) โดย นายเวชพล ออนละมัย ครูชํานาญการพิเศษ วษท.ยโสธร


112

ในหนังสือตํารับทาวศรีจุฬาลักษณ ไดกลาวถึงพิธีจองเปรียงไวดังนี้ พอถึงการพระราชพิธีจองเปรียงในวันเพ็ญเดือน 12 เปนนักขัตฤกษชกั โคมลอยบรรดา ประชาชนชายหญิงตางตกแตงโคมชักโคมแขวนโคมลอยทุกตระกูลทั่วทั้งพระนคร แลวก็ชวนกัน เลนมหรสพสิ้นสามราตรีเปนเยีย่ งอยาง แตบรรดาขาเฝาฝายราชบุรุษนัน้ ตางทําโคมประเทียบ บริวารวิจิตรดวยลวดลายวาดเขียนรูปสัญฐานตาง ๆ ประกวดกันมาชักมาแขวนเปนระเบียบเรียบ ราบตามแนวโคมชัยเสาระหงตรงหนาพระที่นั่งชลพิมาน ถวายสมเด็จพระเจาอยูห ัวให ทรงพระราชอุทิศสักการพระมหาเกศธาตุจุฬามณีในชัน้ ดาวดึงส ฝายพระสนมกํานัลก็ทําโคมลอยรอยดวยบุปผาชาติเปนรูปตาง ๆ ประกวดกันถวายใหทรง อุทิศบูชาพระพุทธบาทซึ่งประดิษฐานยังนัมมทานทีแลขานอย (นางนพมาศ) ก็กระทําโคมลอยคิด ตกแตใหงามประหลาดกวาโคมพระสนมกํานัลทั้งปวง ครั้นเพลาพลบค่ํา สมเด็จพระรวงเสด็จลง พระที่นั่งชลพิมานพรอมดวยอัครชายาพระบรมวงศและพระสนมกํานัลนางทาวชาวชะแมทั้งปวง พราหมณก็ถวายเสียงสังขอันเปนมงคล ชาวพนักงานก็ชกั สายโคมชัยโคมประเทียบบริวารขึ้น พรอมกัน เพื่อจะใหทรงพระราชอุทิศสักการบูชาพระจุฬามณี ฝายนางทาวชาวชะแมกล็ อยโคม พระราชเทพี พระวงศานุวงศโคมพระสนมกํานัล เปนลําดับกันลงมา ถวายใหทอดพระเนตร และทรงพระราชอุทิศ ครั้งถึงโคมรูปดอกกระมุทของขานอย สมเด็จพระเจาอยูห ัวทรงทอดพระเนตร ทรงตรัสชม วาโคมลอยอยางนี้งามประหลาดยังหาเคยมีไม เปนโคมของผูใดคิดกระทํา ทาวศรีราชศักดิโสภา ก็กราบบังคมทูลวาโคมของนางนพมาศธิดาพระศรีมโหสถ ครั้นสมเด็จพระรวงเจาพระสดับ ก็ดํารัสวาขานอยนี้มีปญญาฉลาดสมกับที่เกิดในตระกูลนักปราชญ จึงมีพระราชดํารัสวา แตนี้ไป เบื้องหนาโดยลําดับใหกระทําโคมลอยเปนรูปดอกกระมุทอุทิศสักการบูชาพระพุทธบาทนัมมทานที ตราบเทากัลปาวสาน อันวาโคมลอยรูปดอกกระมุข (ดอกบัว) ก็ปรากฏมาจนเทาทุกวันนี.้ สรุปเหตุผลในการลอยกระทง 1. เพื่อขอขมาแกพระแมคงคาเพื่อบูชารอยพระพุทธบาทและบูชาเทพเจาตามคติความเชื่อ 2. เพื่อรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีของไทยไว มิใหสูญหายไปตามกาลเวลาเพื่อรูถึง คุณคาของน้ําหรือแมน้ําลําคลอง อันเปนสิ่งจําเปนสําหรับการดํารงชีพ การอนุรักษประเพณีไทย การอนุรักประเพณีนนั้ ทุกคนทําไดดว ยการปฏิบัติตนตามแบบแผนขนบธรรมเนียม ประเพณีที่สืบทอดกันมา เชน ประเพณีเกีย่ วกับเทศกาลตางๆ ที่จะตองรวมกันอนุรกั ษสืบสานตอไป อีกทั้งยังตองรูจ ักเลือกรับวัฒนธรรมใหมๆ ที่กําลังแพรเขายังสังคมไทย ทั้งนี้ก็เพื่อรักษาประเพณี ของไทยเราใหคงอยูตลอดไปเพื่อความภาคภูมิใจในความเปนไทยการอนุรักษประเพณีของไทย ควร ดําเนินการดังนี้ เอกสารประกอบการสอน วิถีธรรมวิถีไทย (2000-1301) โดย นายเวชพล ออนละมัย ครูชํานาญการพิเศษ วษท.ยโสธร


113

1. ระดับชาติ ควรดําเนินการในเรื่องตอไปนี้ 1.1 กําหนดเปนนโยบายของชาติที่จะตองใหการสนับสนุน 1.2 สงเสริมใหหนวยงานตาง ๆทั้งภาครัฐและเอกชนใหมีสวนรวมอยางเต็มที่ 1.3 ใชสื่อมวลชนทุกรูปแบบเพือ่ ประชาสัมพันธ 1.4 จัดตั้งหนวยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการอนุรักษเผยแพรประเณีโดยตรง 2. ระดับทองถิ่น ควรปฏิบตั ิดงั นี้ 2.1 สนับสนุนดานงบประมาณใหประชาชนในทองถิ่นไดแสดงออกถึงเอกลักษณของ ทองถิ่นและของชาติอยางสม่ําเสมอ 2.2 มีการแตงตั้งคณะกรรมการของทองถิ่นรับชอบ ในการสงเสริมอนุรักษประเพณี 3. ระดับบุคคล ควรปฏิบตั ิดงั นี้ 3.1 สนับสนุนสงเสริมความเปนเอกลักษณของชาติตามโอกาส 3.2 ประพฤติตนใหเปนแบบอยางที่ดีแกบุคคลทั่วไปในการรักษาประเพณีของตน การจะอนุรกั ษประเพณีและเอกลักษณของชาติใหคงอยูตอ ไปนั้นเปนหนาที่ของคนไทยทุก คน องคกรทุกแหงทั้งของภาครัฐและภาคเอกชน ถือเปนหนาที่ตามบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญ แหงราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 “ มาตรา 69 กําหนดใหบุคคลมีหนาที่ปองกันประเทศ รับราชการทหาร เสียภาษีอากร ชวยเหลือราชการ รับการศึกษาอบรม พิทักษปกปองและสืบสาน ศิลปะวัฒนธรรม ของชาติภูมิปญญาทองถิ่น อนุรักษทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม”

แบบฝกหัดหนวยที่ 9 1. 2. 3. 5. 4. 6. 7. 8.

จงอธิบายถึงความหมายของประเพณี ประเพณีมีความสําคัญอยางไร ปจจัยใดบางทีม่ ีอิทธิพลตอประเพณีไทย ใหความหมายของคําวาสงกรานต ประเพณีแบงออกเปนกี่ประเภทอะไรบาง จงอธิบายถึงประเพณีลอยกระทงมาพอสังเขป หนวยงานใดบางที่ควรมีบทบาทในการอนุรักษประเพณีและเอกลักษณไทย จงยกตัวอยางประเพณีเกีย่ วกับชุมชนที่นกั ศึกษาเห็นวาควรแกการอนุรักษและสืบสานมากที่สุด

เอกสารประกอบการสอน วิถีธรรมวิถีไทย (2000-1301) โดย นายเวชพล ออนละมัย ครูชํานาญการพิเศษ วษท.ยโสธร


114

เอกสารอางอิง นิภา มานะการ. ชีวิตและวัฒนธรรมไทย. กรุงเทพฯ . บริษัท สํานักพิมพเอมพันธ จํากัด . 2546. ยิ่งเยาวลักษณ กะรัสนันทน. วิถีธรรมวิถีไทย.กรุงเทพฯ. บริษัท พัฒนาวิชาการ (2535)จํากัด. 2545. สําลี รักสุทธี . สืบสานตํานานงานบุญอีสาน. กรุงเทพฯ. สํานักพิมพพฒ ั นาศึกษา . 2544. สําลี รักสุทธี . ฮีตสิบสอง คลองสิบสี.่ กรุงเทพฯ. สํานักพิมพพัฒนาศึกษา . 2544.

เอกสารประกอบการสอน วิถีธรรมวิถีไทย (2000-1301) โดย นายเวชพล ออนละมัย ครูชํานาญการพิเศษ วษท.ยโสธร


ประเพณีไทย  

ประเพณีไทย

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you