Issuu on Google+

20

หนวยที่ 2 พุทธประวัติ สาระสําคัญ พุทธประวัติเปนเรื่องของพระประวัติของพระพุทธเจาผูซึ่งเปนพระศาสดาของพุทธศาสนา ตั้งแตประสูตกิ าล การศึกษาและการอภิเษกสมรสการเสด็จออกบรรพชาและการศึกษาหลังบรรพชา การตรัสรู การแสดงปฐมเทศนาการเผยแผศาสนาและการปรินิพพานแสดงใหเห็นวาตลอดพระ ชนมชีพของพระองคไดสรางคุณูประการตางๆใวมากมายที่ชาวพุทธทั้งหลายตองศึกษาและปฏิบัติ ตามหลักธรรมคําสอนที่กาลเวลาผานมาแลวมากกวาสองพันหารอยป แตยังคงมีความทันสมัยอยู เสมอ สมรรถนะที่พึงประสงค 1. อธิบายพระประวัติของพระพุทธเจาได 2. บอกหลักธรรมสําคัญที่พระพุทธเจาตรัสรูได 3. บอกหลักธรรมที่พระพุทธเจาแสดงโปรดปญจวัคคียไ ด 4. อธิบายถึงการเผยแผพระพุทธศาสนาในชมพูทวีปได

เอกสารประกอบการสอน วิถีธรรมวิถีไทย (2000-1301) โดย นายเวชพล ออนละมัย ครูชํานาญการพิเศษ วษท.ยโสธร


21

1. การประสูติ พระพุทธเจาเสด็จอุบัติในชมพูทวีปกอนพุทธศักราช 81 ป (ประมาณ 2,500 ปลวงมาแลว) ในวรรณะกษัตริย ทรงพระนามเดิมวา เจาชายสิทธัตถะเปนพระราชโอรสของพระเจาสุทโธทนะกับ กับพระนางมายาผูครองแควนศากยะ ซึ่งตั้งอยูทางตะวันออกเฉียงเหนือของชมพูทวีป ติดเชิงเขา หิมาลัย มีเมืองหลวง คือ กบิลพัสดุ (ปจจุบนั อยูในเขตประเทศเนปาล) กอนประสูติ พระนางมายาไดทรงปรารถนาที่จะเสด็จไปเยี่ยมพระราชบิดาที่เมืองเทวทหะ ครั้นถึงสวนลุมพินีวนั ซึ่งเปนตําบลที่ตั้งอยูกึ่งกลางของนครทั้งสองพระราชมารดาก็ประชวรพระ ครรภจะประสูติ ผูที่ตามเสด็จจึงจัดที่ประสูติถวาย ณ ใตรมไมรัง (ตนสาละ) และทรงประสูติในที่ แหงนัน้ ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ํา เดือน 6 เมื่อพระเจาสุทโธทนะทราบขาว ก็ใหเชิญพระมเหสีและ พระโอรสกลับเมืองกบิลพัสดุ ขาวประสูติไดแพรไปถึงอสิตดาบส ทานเปนผูคุนเคยและนับถือของราชสกุล จึงไดมาเยีย่ ม ครั้นไดเห็นลักษณะของพระโอรส ซึ่งมีลักษณะตองตามตํารา “มหาบุรุษลักษณะ” ไดถวายคํา ทํานายวา “พระกุมารนี้มีคติเปนสอง คือ ถาอยูครองราชยสมบัติจักเปนจักรพรรดิราช ถาออก บรรพชา จักไดเปนพระศาสดาเอกในโลก” ครั้นเมื่อพระโอรสประสูติได 5 วัน พระเจาสุทโธทนะโปรดใหมีพิธีเฉลิมฉลองรับขวัญและ ขนานพระนามโดยอัญเชิญพราหมณมาบริโภคโภชนาหารจํานวน 108 คน เสร็จแลวก็ใหพราหมณ ผูเชี่ยวชาญ 8 คน เปนผูตั้งชือ่ ใหพระโอรส และใหทํานายเหตุการณในภายหนาดวย พราหมณ 7 คน ทํานายวา ถาพระโอรสอยูครองเมืองจักไดเปนจักรพรรดิราช และถาออกบวชจักไดเปนบรมครู ของโลก มีเพียงพราหมณหนุม คนหนึ่งชื่อ “โกณฑัญญะ” เทานั้นทํานายวาพระโอรสจะตองออก บวชแน ภายหลังปรากฏวาโกณฑัญญะผูน กี้ ็คือ 1 ใน 5 ปญจวัคยี ที่เปนสาวกรุนแรกของ พระพุทธเจานัน่ เอง เมื่อไดทํานายแลวพราหมณทั้ง 8 ก็ถวายพระนามพระโอรสวา “สิทธัตถะ” ซึ่งมีความหมาย วา “สําเร็จตามที่ตองการ คือ สมประสงค” ฝายพระนางมายาเมื่อประสูติพระโอรสได 7 วัน ก็ ทิวงคต นับตั้งแตนั้นมาพระนางปชาบดีซึ่งเปนนองของพระนางมายาจึงเปนผูดูแลเจาชายสิทธัตถะ และไดเปนมเหสีของพระเจาสุทโธทนะในเวลาตอมา 2. การศึกษาและการอภิเษกสมรส เมื่อเจาชายสิทธัตถะเจริญวัยขึ้น ก็ไดศกึ ษาวิชากับพราหมณวิศวามิตร พรอมกับศึกษาวิชา เกี่ยวกับการรบตามธรรมเนียมของผูที่อยูในวรรณะกษัตริย เชน การยิงธนู ขี้มา ฟนดาบ เปนตน เมื่อพระชนมได ๑๖ พรรษา พระเจาสุทโธทนะซึ่งคิดจะผูกมัดเจาชายไวในราชสมบัติ จึง สรางปราสาท 3 หลัง เพื่อเปนที่ประทับของพระราชโอรสใน 3 ฤดู และทรงขอเจาหญิงยโสธรา เอกสารประกอบการสอน วิถีธรรมวิถีไทย (2000-1301) โดย นายเวชพล ออนละมัย ครูชํานาญการพิเศษ วษท.ยโสธร


22

หรือพิมพา พระราชบุตรีของพระเจาสุปปพุทธะ แหงกรุงเทวทหะ มาอภิเษกเปนพระชายา โดยมี เหลาสนมคอยบํารุงบําเรอเพื่อใหเจาชายไดเสวยสุขไดเต็มที่ โดยพระเจาสุทโธทนะทรงเห็นวาจะ ทําใหเจาชายสิทธัตถะเพลิดเพลินอยูในฆราวาสวิสัยลุมหลงอยูในกามสุข จะไดไมมีเวลานึกถึงการ ออกบวช เมื่อพระชนมได 29 พรรษา หลังจากที่ทรงอภิเษกสมรสมาแลว 13 ป จึงไดพระโอรส และเสด็จออกบวช (พรรพชา) ในวันเดียวกับที่พระโอรสประสูตินั่นเอง 3. การเสด็จออกบรรพชา กอนตัดสินใจที่จะเสด็จออกบรรพชานั้น เจาชายสิทธัตถะไดเสด็จประพาสพระราชอุทยาน ในระหวางทางนั้นไดทอดพระเนตรเห็นคนแก คนเจ็บ คนตาย และนักบวช (มีการเปรียบวาเทวดา ไดเนรมิตใหเกิดเทวทูตทั้ง 4) จึงทรงพิจารณาวา ความแก ความเจ็บ ความตาย เปนความทุกขที่ ครอบงํามนุษยอยูทุกคน ไมมีใครลวงพนไปได แตคนสวนใหญรวมทั้งพระองคมักจะไมไดคํานึงจึง พากันมัวเมาอยูในชีวิตเหมือนหนึ่งตนจะไมแก ไมเจ็บ ไมตาย ไมมีใครคิดหาทางคนพบการ แกปญหาหรือทางพนทุกขกนั เลย เมื่อทรงคิดเชนนั้นแลวจึงมีพระประสงคที่จะคิดหาทางพนทุกข ดังกลาว แตทรงเห็นวาเปนการยากยิ่งถายังอยูในราชสมบัติ การบรรพชาหรือการบวชเทานั้นคือวิธที ี่ จะทําใหทรงแสวงหาทางพนทุกขได เมื่อเสด็จกลับที่ประทับทรงทราบวาพระนางพิมพาประสูติพระโอรสก็ทรงดีพระทัย แตเมื่อ ทรงคิดถึงการออกบวชก็ทรงเห็นวาพระโอรสคือหวงสําคัญที่คลองพระองคได จนทรงอุทาน ออกมาวา “ราหุลํ ชาตํ พนฺธน ชาตํ แปลวา “หวงเกิดขึ้นแลว เครื่องผูกพันเกิดขึ้นแลว” พระโอรสจึง ไดพระนามวา “ราหุล” ในคืนที่เสด็จออกบรรพชา ทรงตื่นบรรทมในยามดึกสงัด ไดทอดพระเนตรเห็นขาราช บริวารเหลาสนมทั้งหลายนอนหลับเกลื่อนกลาดดวยกิริยาอาการที่ไมนาดู เชน กัดฟน น้ําลายไหล บางรายผานุงหลุดลุยไมเปนระเบียบ เปรียบประดุจไดทรงเห็นซากศพในปาชา เปนตน ทําใหทรง เบื่อหนายตอโลกยิ่งขึ้น ในครั้งนั้น พญามารวสวัตดี ซึ่งเห็นวาเจาชายสิทธัตถะจะรอดจากบวงของตน จึงไดออกมา หามโดยกลาวทํานองวา อีกเพียง 7 วัน เทานั้นที่จะทรงไดครองราชสมบัติเปนบรมจักรพรรดิใน ทวีปทั้ง 4 ขอใหทรงเปลี่ยนความตั้งพระทัยที่จะออกบรรพชาเสีย แตเจาชายสิทธัตถะไดทรงขับไล ใหพญามารหลีกไป ตรัสวาแมราชสมบัติใด ๆ ก็ไมอาจทําใหผูนั้นหลุดพนทุกขอยางแทจริงได (พญามารวสวัตดีในทีน่ ี้เปรียบเหมือนกิเลสที่เกิดขึ้นกับพระองคในขณะนั้นนั่นเอง) ทรงมากัณฐกะ พรอมดวยนายฉันนะมหาดเล็ก เสด็จออกจากพระราชวังเวลาใกลรุงเสด็จถึงฝงแมน้ําอโนมา และ เสด็จลงจากหลังมาประทับนั่งบนกองทราย เปลื้องเครื่องทรงมอบใหนายฉันนะนํากลับพระนคร เอกสารประกอบการสอน วิถีธรรมวิถีไทย (2000-1301) โดย นายเวชพล ออนละมัย ครูชํานาญการพิเศษ วษท.ยโสธร


23

ทรงตัดพระเมาลีดวยพระขรรค แลวอธิษฐานบวชเปนบรรพชิต ทรงสั่งนายฉันนะกลับพระราชวัง ไปแจงขาว 4. การศึกษาหลังบรรพชา หลังจากทรงบรรพชาแลว ไดเสด็จจาริกเขาไปในเขตแควนมคธ ความทราบถึงพระเจาพิม พิสารราชาธิบดีแหงแควนมคธ จึงไดเสด็จมาพบ ทรงเลื่อมใสในกิรยิ าอาการของพระองค จึงไดทลู ถามถึงชาติสกุล เมื่อทรงทราบวาเปนศักยราชสกุ���มาเสด็จออกบรรพชา ก็ทรงดําริวา ชะรอยพระ มหาบุรุษ (หมายถึง เจาชายสิทธัตถะ) จะทรงพิพาทกับพระประยูรญาติดวยเรื่องราชสมบัติ (ซึ่งเปน ธรรมดาที่ตองออกจากราชสกุลดวยการออกบวช) พระเจาพิมพิสารจึงทรงเชื้อเชิญใหทรงเขารวม ครอบครองราชสมบัติ ซึ่งทรงยินดีถวายให แตพระองคทรงปฏิเสธและแสดงพระประสงคใหทราบ วา ทรงสละราชสมบัติออกผนวชเพื่อมุงหมายแสวงหาทางพนทุกขอยางแทจริง พระเจาพิมพิสาร ทรงอนุโมทนาและทูลขอปฏิญญาวา ถาพระองคไดคนพบทางนั้นแลวขอใหเสด็จกลับมาเทศนา โปรดดวย การที่พระองคเสด็จจาริกมายังแควนมคธนัน้ เพราะทรงเห็นวาแควนมคธเปนแควนใหญมี สํานักศึกษาอยูม าก ในที่สุดทรงเขาไปศึกษาในสํานักอาฬารดาบส กาลามโคตร ทรงศึกษาอยูไ มนาน ก็สําเร็จ หมดความรูของอาจารย จึงทรงยายไปศึกษาอยูในสํานักอุทกดาบส รามบุตร จนสิ้นความรู ของอาจารยอีกเชนกัน พรองคทรงเห็นวาความรูที่ทรงศึกษานั้นไมใชทางพนทุกขแมอาจารยจะ ชักชวนใหอยูช วยสั่งสอนศิษยตอไปแตกท็ รงปฏิเสธ ทรงจาริกไปถึงตําบลอุรุเวลาเสนานิคม ได ทอดพระเนตรวาเปนสถานทีร่ มรื่นแนวปาเขียวสด มีแมนา้ํ ใสสะอาดไหลผานและมีหมูบานอยูไม ไกลนักพอทีจ่ ะไปบิณฑบาตไดสะดวก จะเปนที่อาศัยทําความเพียรได จึงตกลงพระทัยประทับ บําเพ็ญเพียรอยู ณ ที่นั้น สวนโกณฑัญญะพราหมณหนุมที่เคยไดทํานายลักษณะ และขนานนามพระโอรสในครั้ง ประสูติ ก็ไดตงั้ ปณิธานวาวา หากเจาชายสิทธัตถะออกบวชเมื่อใดก็จะออกบวชตาม เมื่อทราบขาวจึง ไดออกบวชและชักชวนคนอื่น ๆ ออกบวชดวยรวมเปน 5 คน จึงไดนามวา “ปญจวัคคีย” ซึ่งไดแก โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ ทั้ง 5 คนไดเทีย่ วติดตามสืบหาเจาชายสิทธัตถะอยู เรื่อยมาจนกระทั่งเมื่อวันที่พระองคตกลงพระทัยจะบําเพ็ญเพียร ณ สถานที่นั้น พวกปญจวัคคียได เดินทางมาถึงและพบกับพระองค จึงพากันเขาไปถวายอภิวาท และอยูอุปฏฐากพระองค โดยหวังวา เมื่อทรงตรัสรูแลวจะไดแสดงธรรมโปรดพวกตนบาง หลังจากนัน้ ก็ทรงเริ่มบําเพ็ญเพียร เพื่อบรรลุธรรมพิเศษดวยวิธีการทรมานตนตาง ๆ หรือที่ เรียกวา “ทุกรกิริยา” เชน การอดอาหาร การนั่ง หรือยืนอยูกับที่เปนเวลานาน ๆ การแชตัวอยูใ นน้ํา เอกสารประกอบการสอน วิถีธรรมวิถีไทย (2000-1301) โดย นายเวชพล ออนละมัย ครูชํานาญการพิเศษ วษท.ยโสธร


24

ในหนาหนาว การกอไฟรอบตัวในหนารอน ทรงทรมานจนรางกายซูบผอมก็ยังไมคน พบทางที่จะ ตรัสรูได จึงไดเลิกบําเพ็ญทุกรกิริยาแลวกลับเสวยอาหารตามเดิม ฝายปญจวัคคียซึ่งพากันเฝาปรนนิบัติพระองคตั้งแตแรกเริ่มที่ทรงบําเพ็ญทุกรกิริยานั้น เมื่อ เห็นพระองคทรงเลิกกระทําทุกรกิริยาแลวหันมาเสวยพระกระยาหารตามเดิม ก็แสดงอาการไมพอใจ ที่จะอยูอุปฏฐากตอไป เพราะคิดวาพระองคทรงเลิกบําเพ็ญเพียรแลวจึงพรอมใจกันหลีกหนีไปอยูที่ ปาอิสิปตนมฤคทายวัน 5. การตรัสรู เมื่อปญจวัคคียอ อกไปแลว ก็เปนโอกาสที่พระองคจะไดบาํ เพ็ญความเพียรในรูปใหมตอ ไป จนกระทั่งวันเพ็ญเดือน 6 กอนพุทธศักราช 45 ป เมื่อพระองคตื่นบรรทมตอนเชาแลวก็เสด็จไปสู แมน้ําชําระพระวรกาย แลวประทับอยูใตตน โพธิ์ ขณะนัน้ “นางสุชาดา” ไดเคยบนบานกับตนโพธิ์ ไววา ขอใหไดสามีที่ดีและมีบุตรคนแรกเปนชาย เมื่อสมปรารถนาแลว นางก็นําขาวมธุปายาสมา ถวาย เมื่อนางมาถึงตนโพธิ์เห็นพระองคซงึ่ มีลักษณะนาเลื่อมใสประทับอยู จึงถวายขาวมธุปายาสทัง้ ถาดทอง เมื่อพระองครับไวและฉันขาวหมดแลว ก็ทรงลอยถาดทองลงในแมน้ําพรอมกับทรง อธิษฐานวา หากพระองคจะไดตรัสรูสัมมาสัมโพธิญาณ ขอใหถาดใบนี้ลอยทวนกระแสน้ําขึ้นไป และปรากฏวาถาดลอยทวนกระแสน้ําขึ้นไปจริง ๆ เมื่อเสด็จมาที่ตนโพธิ์อีกครั้งหนึง่ ระหวางนั้นได พบกับคนหาบหญาชื่อ “โสตถิยะ” ซึ่งไดเห็นพระองคก็เกิดศรัทธาเลื่อมใส จึงไดนอมถวายหญา 8 กําที่ตนหามาได พระองคทรงรับแลวนํามาลาดเปนที่ประทับใตตนโพธิแ์ ลวเสด็จขึน้ ประทับ นั่งขัดสมาธิ และอธิษฐานวา “จะไมลุกขึ้นจากที่นี้ตราบใดที่ยังไมบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณแมวา เลือดเนื้อจะเหือดแหงไปจนถึงเหลือเพียงหนังหุมกระดูกก็ตาม” เมื่อพระองคอธิษฐานดังนัน้ แลวก็เจริญภาวนา ขณะนัน้ พญวสวัตดี (พญามาร) เกรงวา พระองคจะพนจากอํานาจของตน จึงยกพลเหลาเสนามารมาผจญ แสดงฤทธิ์ตาง ๆ ขึ้น เพื่อใหทรง ตกพระทัยกลัวเสด็จหนีไป แตพระองคทรงนึกถึงบารมีที่ทรงบําเพ็ญมาแตอดีต ทรงอางนาง วสุนธรา (พระแมธรณี) มาเปนสักขีพยาน เขาชวยผจญตอสูพญามารกับเสนามารจนพายแพไปใน ที่สุด นักศึกษาควรเขาใจความหมายในตอนนีว้ าเมื่อสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจาทรงตั้งจิตอยาง แนวแนทจี่ ะบรรลุธรรมอันประเสริฐ พระองคตองตอสูกับกิเลสกามทีเ่ ปรียบเหมือนพญามาร และ กิเลสตาง ๆ ที่เปรียบเหมือนกับเสนามาร เชน ทรงนึกถึงการเสวยสุขสมบัติในอดีต การตอสูกับ กิเลสที่เกิดขึ้นในใจนั้น ทรงตองทําพระหฤทัยใหหนักแนนการที่ทรงอางพระแมธรณีมาเปนพยาน เพื่อมิใหทรงหันหลับหรือละความตั้งใจเสีย ความตั้งใจทีเ่ ด็ดขาดนี้เปรียบไดวาทรงชนะพญามารได นั่นเอง เอกสารประกอบการสอน วิถีธรรมวิถีไทย (2000-1301) โดย นายเวชพล ออนละมัย ครูชํานาญการพิเศษ วษท.ยโสธร


25

หลังจากนัน้ จึงทรงกําหนดอานาปานัสสติ (คือการกําหนดลมหายใจเขาออก) และไดทรง บรรลุญาณทั้ง 3 คือ ปฐมยาม บรรลุญาณที่ 1 บุพเพนิวาสานุสติญาณ (ระลึกชาติได) มัชฌิมยาม บรรลุญาณที่ 2 จุตูปปาตญาณ หรือทิพยจักษุญาณ (รูการจุติและการเกิดของสัตว ทั้งหลายวาตางกันดวยอํานาจกรรม) ปจฉิมยาม บรรลุญาณที่ 3 อาสวักขยญาณ (รูเหตุสิ้นอาสวะ จบลงดวยการตรัสรูอริยสัจ 4) การบรรลุญาณดังกลาวทําใหทรงบรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณเปนพระสัมมาสัม พุทธเจาในวันวิสาขปุรณมี ขึ้น 15 ค่ํา เดือน 6 ประกา ขณะที่ทรงมีพระชนมายุได 35 พรรษา 6. ปฐมเทศนา เมื่อพระพุทธเจาไดตรัสรูพระสัมมาสัมโพธิญาณแลว ไดทรงพิจารณาถึงธรรมที่ไดตรัสรูวา เปนธรรมอันละเอียดออน ยากที่คนธรรมดาสามัญจะเขาใจไดแตภายหลังไดทรงพิจารณาดอกบัวใน สระน้ําคือ 1. ดอกบัวที่อยูพน น้ํา จะบานเมื่อพระอาทิตยขึ้น 2. ดอกบัวที่อยูเสมอน้ํา จะบานในวันตอไป 3. ดอกบัวที่อยูใตน้ํา จะบานในวันตอๆ ไป 4. ดอกบัวที่อยูในโคลนตม ไมสามารถจะบานได มีแตจะเปนอาหารของเตาและปลา ทรงดําริถึงมนุษยวา ดอกบัวที่จะบานที่ตางชนิดกันฉันใด มนุษยก็มีตางพวกฉันนั้น เมื่อทรง พิจารณาหยั่งทราบดวยพระญาณแลว ก็ไดตั้งพระทัยทีจ่ ะแสดงธรรมสั่งสอนมหาชน จึงทรงดําริถึง อาฬารดาบสและอุทกดาบส ซึ่งมีความกาวหนาในการปฏิบัติธรรมพอสมควรแลว ถาไดสดับธรรมก็ จะรูและเชาใจไดโดยฉับพลัน แตดาบสทั้งสองก็สิ้นชีวิตแลว ทรงพิจารณาตอไปถึงปญจวัคคียที่เคย ปรนนิบัติในระหวางที่ทรงบําเพ็ญทุกรกิริยา และทรงดําริวาคงจะไปอยูใ นเมืองพาราณสี จึงเสด็จ ออกจา���เมืองคยาเดินทางไปยังเมืองพาราณสี และมุงไปยังปาอิสิปตนมฤคทายวัน เมื่อพระพุทธเจาเดินทางไปถึงสถานที่ที่ปญจวัคคียอยูอยู ในครั้งแรกพวกปญจวัคคียแสดง อาการไมเคารพพระศาสดา แตเมื่อทรงตกเตือน ปญจวัคคียตั้งใจฟงธรรม พระธรรมเทศนาครั้งแรก ที่ทรงแสดงมีชื่อวา ธัมมจักกัปปวัตนสูตร นับเปนปฐมเทศนาที่มีความสําคัญมากเพราะพระพุทธ องคทรงนอมพระทัยวาพระธรรมที่ทรงแสดงนั้นลึ้กซึ่งเกินกวาความทัว่ ไปจะหยั่งถึง ดังนั้น เมื่อ ทานโกณฑัญญะไดดวงตาเห็นธรรมสําเร็จเปนพระโสดาบันในเวลาจบเทศนาพระพุทธองคจึงเปลง อุทานวา “อฺญาสิ วต โภ โกณฺฑฺโญ” แปลวา “ทานโกณฑัญญะไดรูแลวหนอ” จากนั้นทานโกณฑัญญะไดขอบวชในพระพุทธศาสนา พระองคก็อนุญาตใหเปนภิกษุดว ย พระวาจาวา “จงมาเปนภิกษุเถิด ธรรมอันเรากลาวดีแลว ทานจงประพฤติพรหมจรรยเพื่อทําที่สุด เอกสารประกอบการสอน วิถีธรรมวิถีไทย (2000-1301) โดย นายเวชพล ออนละมัย ครูชํานาญการพิเศษ วษท.ยโสธร


26

แหงทุกขโดยชอบเถิด” เพียงเทานี้ทานโกญฑัญญะก็ไดเปนพระภิกษุโดยสมบูรณใน พระพุทธศาสนา และเปนพระสงฆรูปแรกในพระพุทธศาสนา นับไดวาพระรัตนตรัยไดอุบัติขึ้นครบ บริบูรณนับแตบัดนั้นเปนตนมา การอุปสมบทดวยวิธีนี้ เรียกวา “เอหิภกิ ขุอุปสัมปทา” ตอจากนั้น พระพุทธองคไดแสดงธรรมเทศนาสั่งสอนปญจวัคคียที่เหลือดวยธรรมในเรื่อง อื่น ๆ จนทานทั้ง ๔ เกิดดวงตาเห็นธรรม ไดบวชเปนภิกษุในพระพุทธศาสนาทั้งหมด หลังจากนัน้ พระพุทธเจาทรงแสดงธรรมเทศนาที่มีชื่อเรียกวา “อนัตตลักขณสูตร” ครั้น จบอนัตตลักขณสูตรแลว พระภิกษุปญจวัคคียก็บรรลุเปนพระอรหันตในวันนั้น ในครั้งนั้นจึงมีพระ อรหันตเกิดขึ้นในโลก 6 ทาน คือ พระพุทธเจากับพระสาวกทั้ง 5 7. การเผยแผพระพุทธศาสนาในชมพูทวีป หลังจากประกาศพระพุทธศาสนาแลว ตลอดพระชนมชพี ของพระพุทธองคมิไดทรงหยุด พักเลยทรงตั้งพระทัยทีจ่ ะเผยแผพระศาสนาแมจนวันสุดทายของพระชนมชีพ ในที่นี้จะไดกลาวถึง การเผยแผพระพุทธศาสนาที่สําคัญดังนี้ 7.1 การโปรดพระยสะ พระพุทธเจาและพระปญจวัคคียพักอยูที่ปา อิสปตนมฤคทายวัน ใกลเมืองพาราณสี ณ ที่นั้น ไดทรงพบกับยสกุลบุตรทรงแสดงธรรมโปรดดวยอนุปพุ พิกถา 5 และอริยสัจ 4 จนไดบรรลุพระ อรหัตผล ตอมาไดทรงบวชใหดวยวิธีเอหิภกิ ขุอุปสัมมปทา สวนบิดามารดาของพระยสะไดแสดง ตนเปนอุบาสก อุบาสิกา นับไดวาเปนอุบาสก อุบาสิกา คูแรกในพระพุทธศาสนา ตอมาสหายของ พระยสะไดทราบขาวจึงมาขออุปสมบทตามทุกทาน เมื่อไดฟงธรรมก็สําเร็จเปนพระอรหันต ในขณะนั้นมีจาํ นวนพระอรหันตทั้งสิ้น 61 ทาน รวมทั้งพระพุทธเจา 7.2 การโปรดภัททวัคคีย เมื่อสิ้นฤดูฝนปนั้น พระศาสดาก็สงพระอรหันตสาวกทั้ง 60 รูป ไปประกาศพระศาสนายัง สถานที่ตาง ๆ ในชมพูทวีป ทรงประกาศมิใหไปทางเดียวกันถึงสองรูป สวนพระพุทธเจาก็เสด็จไป ยังตําบลอุรุเวลาเสนานิคมลําพังพระองคเดียว ในระหวางทางทรงแสดงธรรมโปรดชายหนุม 30 คน ที่เปนสหายกัน เรียกวา พวกภัททวัคคีย จนทั้งหมดบรรลุอรหัตผล ประทานอุสมบาท แลวทรงสงไป ประกาศพระศาสนาอีก 7.3 การโปรดชฏิลสามพีน่ อง จากนั้นเสด็จตอไปยังตําบลอุรุเวลาเสนานิคมทรงปราบทิฐิของหัวหนาชฏิล ชื่อ อุรุเวลกัสส ปะ พรอมบริวาร 500 คน และไดแสดงธรรมสั่งสอนชฏิลนองชายอีก 2 ทาน คือ นทีกสั สปะ ผูมี บริวาร 300 คน และคยากัสสปะ ผูมีบริวาร 200 คน ทรงประทานอุปสมบทแกชฏิลทั้งหมดหลังจาก นั้นทรงพาภิกษุชฏิล 1,003 รูป ไปที่ตําบลคยาสีสะ แสดงธรรมเทศนาชื่อ “อาทิตตปริยายสูตร” โปรดจนทุกรูปสําเร็จเปนพระอรหันต เอกสารประกอบการสอน วิถีธรรมวิถีไทย (2000-1301) โดย นายเวชพล ออนละมัย ครูชํานาญการพิเศษ วษท.ยโสธร


27

7.4 การโปรดพระเจาพิมพิสาร หลังจากนัน้ พระพุทธองคทรงพาพระอรหันต 1,003 รูป ไปยังเมืองราชคฤห แควนมคธ ประทับอยูในดงตาลหรือลัฏฐิวัน พระเจาพิมพิสารทราบขาวจึงเสด็จพรอมดวยขาราชบริพารไปเฝา พระพุทธเจา เนื่องจากประชาชนที่ไปเฝาสวนมากเคยนับถือลัทธิชฏิลมากอนพระพุทธองคจึงรับสั่ง ใหพระอุรุเวลกัสสะแสดงความไมมีแกนสารของลัทธิชฏิลใหที่ประชุมทราบจากนัน้ พระองคได แสดง “อนุปุพพิกถา” จนพระเจาพิมพิสารพรอมทั้งขาราชบริพาร และประชาชนจํานวนมากได บรรลุธรรมและยอมรับนับถือพระพุทธศาสนา วันรุงขึ้นพระพุทธเจาพรอมดวยพระภิกษุทั้งหมดไดเขาไปฉันในพระราชวังตามคํา อาราธนาของพระเจาพิมพิสาร ครั้นเสร็จภัตกิจแลว พระเจาพิมพิสารไดถวายพระราชอุทยานเวฬุวัน (สวนไผ) เปนที่อยูของพระสงฆ วัดเวฬุวนั จึงเปนวัดแหงแรกในพระพุทธศาสนา 7.5 การโปรดปริพาชก ขณะประทับอยูที่เวฬุวันวิหารนั้น กลุมปริพาชกมีหวั หนาชื่อ “อุปติสละ” และ “โกลิตะ” ซึ่ง เปนสหายกันไดบรรลุธรรมเพราะฟงธรรมจากพระอัสสชิจนสําเร็จเปนพระโสดาบัน ไดมาเฝา พระพุทธเจาเพื่อทูลขออุปสมบท พระพุทธองคประทานเอหิภกิ ขุอุปสัมปทา และแสดงธรรมโปรด พระบวชใหมทั้งหมดไดสําเร็จเปนพระอรหันต ยกเวนพระอุปติสสะกับพระลิตะ จนลางมาอีก 7 วัน พระโกลิตะจึงไดสําเร็จเปนพระอรหันต สวนพระอุปติสสะใชเวลา 15 วัน จึงสําเร็จเปนพระอรหันต ภายหลังพระอุปติสสะไดรับการยกยองใหเปน อัครสาวกเบื้องขวา ไดนามใหมวา “พระสารีบุตร” สวนพระโกลิตะไดรับการยกยองใหเปนอัครสาวกเบื้องซาย และไดนามใหมวา “พระโมคคัลลานะ” 8. การแสดงโอวาทปาติโมกข ในวันเพ็ญเดือนมาฆะกลาวคือวันขึ้น 15 ค่ํา เดือน 3 ขณะที่พระพุทธองคประทับอยูทวี่ ัดเวฬุ วัน ไดมีการชุมนุมใหญของพระสาวกขึน้ เรียกวา “จาตุรงคสันนิบาต” แปลวาการประชุม ประกอบดวยองค 4 คือ 1. วันนัน้ เปนวันเพ็ญเดือนสาม 2. พระสงฆ 1,250 รูป มาประชุมในวันนั้น โดยมิไดนดั หมาย 3. พระสงฆเหลานั้นลวนเปนพระอรหันตทั้งสิ้น 4. พระสงฆทั้งหมดลวนไดรับการอุปสมบทดวยวิธีเอหิภิกขุอุปสัมปทา คือ พระพุทธเจา บวชใหดวยพระองคเองในโอกาสดังกลาวพระพุทธองคไดทรงแสดงโอวาทปาติโมกข 9. การประกาศพระพุทธศาสนาในกรุงกบิลพัสดุ พระพุทธเจาไดแสดงพระธรรมเทศนาในกรุงกบิลพัสดุซึ่งเปนบานเกิดของพระพุทองคดังนี้ 9.1 การโปรดพระพุทธบิดา เอกสารประกอบการสอน วิถีธรรมวิถีไทย (2000-1301) โดย นายเวชพล ออนละมัย ครูชํานาญการพิเศษ วษท.ยโสธร


28

พระเจาสุทโธทนะ พระพุทธบิดาไดสงคนไปเฝาพระพุทธเจาเวฬุวนั ดวยตองการ อาราธนาใหพระพุทธองคเสด็จมายังกรุงกบิลพัสดุ แตคนของพระเจาสุทโธทนะที่สงไปนั้นเมื่อได ไปเฝาพระพุทธเจา และไดฟง พระธรรมจากพระพุทธเจา และไดฟงพระธรรมจากพระพุทธองคก็ ลวนแตบรรลุพระอรหัตผลและทูลขออุปสมบทเปนพระภิกษุโดยไมมีโอกาสทูลอาราธนาตามที่ พระเจาสุทโธทนะรับสั่งมา จนถึงครั้งที่ 10 พระเจาสุทโธทนะไดสั่งกาฬุทายีอํามาตย ซึ่งเปน อํามาตยผูใหญไปจึงสําเร็จ พระพุทธเจาพรอมพระสาวกไดเสด็จมาโปรดพระเจาสุทโธทนะที่กรุงกบิลสพัสดุ ในวัน แรกที่ทรงเสด็จมาถึง ทรงแสดงพระธรรมเทศนา เรื���อง “มหาเวสสันดรชาดก” แกพระประยูรญาติ ครั้นเมื่อพระธรรมเทศนาจบลงเหลาพระประยูรญาติก็ทูลลากลับ โดยมิไดมีใครทูลอาราธนาถึงวัน พรุงนี้วาพระพุทธเจาและพระสาวกจะเสวย ณ ที่ใด เชาวันรุงขึ้น พระพุทธเจาพรอมพระสาวกไดทรงออกบิณฑบาตดําเนินภิกษาจารตามทอง ถนน เปนที่โจษจันกันวาพระพุทธองคทรงทําเหมือนประหนึ่งไรญาติขาดมิตร ความทราบถึงพระ เจาสุทโธทนะจึงไดเสด็จมาตรัสพอตอวาพระพุทธองควาทรงทําใหพระองคผูเปนถึงกษัตริยไื ดรับ ความอัปยศเสือ่ มเสีย พระพุทธเจาจึงตรัสวา โดยทัว่ ไปแลวทุกคนตองมีหนาที่ ชาวนาก็มหี นาที่ทํานาปลูกขาว กษัตริยก ็มีหนาที่ปกครองบานเมืองสวนพระพุทธองคเมื่อไดเสด็จออกบวชแลวก็ถือวาความเปน กษัตริยไ ดสิ้นสุดลงและจะตองปฏิบัติตามหนาที่หนึ่งของพระภิกษุก็คอื การบิณฑบาต เมื่อตรัสเชนนัน้ แลว พระพุทธองคจึงทรงแสดงธรรมโปรดพระพุทธบิดา “เรื่องความไม ประมาท” ทรงชี้ใหเห็นวาทุกคนจะตองไมประมาทโดยเฉพาะภิกษุตองไมประมาทในหนาที่ของตน คือการบิณฑบาตเพื่อโปรดสัตวโลก หลังจากที่พระพุทธองคทรงแสดงธรรมแลวทําใหพระพุทธบิดาบรรลุพระโสดาปตติผล ตอมาในวันรุงขึ้น พระพุทธองคไดโปรดแสดงธรรมเรื่อง “ความประพฤติสุจริต” ทําใหพระพุทธ บิดาไดบรรลุพระอริยบุคคลขั้นที่ 2 เปนพระสกทาคามี และในวันที่สามทรงเทศนา “มหาธรรมปาล ชาดก” ทําใหพระพุทธบิดาบรรลุเปนพระอริยบุคคลขั้นที่ 3 คือ พระอนาคามิผล ตอมาพระพุทธองค ไดเสด็จกลับไปโปรดพระพุทธบิดา ภายหลังเมื่อทรงทราบขาววาพระพุทธบิดาทรงประชวรหนักได ทรงแสดงพระธรรมเทศนา เรื่อง “ไตรลักษณ” และ “อริยสัจ 4” เปนผลทําใหพระพุทธบิดาไดบรรลุ พระอรหัตผลและนิพพานในที่สุด 9.2 การโปรดพระนามพิมพา เนื่องจากพระพุทธองคทรงเห็นวา พระนางพิมพามีอุปการคุณแกพระองคมานาน จึงเสด็จ ไปพบพระนางถึงที่ประทับ พรอมกับรับสั่งใหพระโคคัลลานะและพระสารีบุตรอัครสาวกซึ่ง ติดตามพระองควาอยาไดหามปรามพระนางพิมพา หากพระนางจะแสดงอาการเศราโศกเสียพระเสีย เอกสารประกอบการสอน วิถีธรรมวิถีไทย (2000-1301) โดย นายเวชพล ออนละมัย ครูชํานาญการพิเศษ วษท.ยโสธร


29

โดยการถูกตองพระวรกายของพระพุทธองค เมื่อพระนางพิมพาไดพบพระพุทธองค ก็ทรงรองไห คร่ําครวญตรัสพอตอวาพระพุทธองคเปนอยางมาก แตอยางไรก็ตาม เมื่อไดฟงพระพุทธองคทรง แสดงธรรมเรื่อง “จันทกินนรีชาดก” ก็ทรงบรรลุโสดาปตติผล 9.3 การโปรดนันทกุมาร นันทกุมารเปนพระอนุชารวมพระพุทธบิดาที่เกิดกับพระนางมหาปชาบดี ในคราวทีพ่ ระ พุทธองคทรงเสด็จมาในงานอาวาหมงคลอภิเษกสมรสของนันทกุมารกับนางชนบทกัลยาณี เมื่อ เสร็จงานทรงประทานบาตรใหนนั ทกุมารถือและมิไดทรงรับบาตรกลับคืน ทําใหนนั ทกุมารตองถือ บาตรตามพระพุทธองคไปจนถึงนิโครธารามมหาวิหาร และดวยความเกรงพระทัยในพระพุทธองค เมื่อถูกตรัสถามถึงเรื่องบวชจึงจําตองรับปาก แตดว ยความคิดถึงคูอภิเษกทําใหไมสามารถประพฤติ พรหมจรรยได ดวยพระปญญาของพระพุทธองคทรงพานันทกุมารออกจาริกไปในทีต่ าง ๆ พบสตรี มากมายที่สวยงาม และขี้เหร พระพุทธองคทรงรับประกันวาจะหาสตรีที่สวยงามประทานแกนันท กุมารหากประพฤติพรหมจรรยไดสําเร็จ นันทกุมารจึงเรงประพฤติปฏิบัติแมวาจนในเวลาตอมาได ถูกติฉินนินทาวาเปนพระที่ตอ งติดสินบน ทานไดรับความอับอายจึงหนีไปซอนตัวตามลําพัง จนใน ที่สุดก็เกิดดวงตาเห็นธรรมวา “ที่ใดมีรัก ที่นั่นยอมมีทกุ ข” และบรรลุพระอรหัตผลเปนพระ อริยบุคคล 9.4 การโปรดพระราหุล เหตุเกิดจากการที่พระราหุลไดมาเขาเฝาพระพุทธองคตามพระราชเสาวนียของพระมารดา ใหทูลขอราชสมบัติจากพระพุทธองคซึ่งพระพุทธองคทรงเห็นวาอริยทรัพยอันประเสริฐที่ทรงมีคือ พระพุทธศาสนาเทานั้นทีจ่ ะเปนทรัพยอันมั่นคงสําหรับราหุลกุมารได จึงทรงทําการบรรพชา (บวช เณร) ใหกับพระราหุล เมื่อพระเจาสุทโธทนะทรงทราบขาวทรงเสียพระทัยอยางมากเพราะทรงตั้ง พระทัยไวครั้งแรกวา จะยกราชสมบัติใหกบั นันทกุมาร ครั้นพระพุทธองคพานันทกุมารออกบวชจึง ตั้งพระทัยมอบราชสมบัติใหพระราหุล แตพระพุทธองคกลับพาพระราหุบออกบวชอีก พระเจาสุท โธทะจึงเสด็จไปเฝาพระพุทธเจาที่นิโครธารามมหาวิหารแลวทูลขอประทานพระพุทธานุญาตวา “ในภายภาคหนา กุลบุตรผูใดที่ประสงคจะบวช หากบิดามารดายังไมพรอมอนุญาตใหบวชก็ขอให งดเวนไว” จึงเปนที่มาของการบวชวาตองไดรับอนุญาตจากบิดามารดาเสียกอนในเวลาตอมา สวน พระรากุลนั้นไดอุสมบทเปนพระภิกษุเมือ่ พระชนมายุครบ ๒๐ พรรษา และไดบรรลุอรหัตผลเปน พระอริยบุคคลในเวลาตอมา 9.5 เสด็จหามพระญาติฝายศากยะและฝายโกลิยะ เกิดจากการทีพ่ ระญาติทั้ง 2 ฝายวิวาทกัน ดวยเรื่องการแยงน้ําในการทํานาในแมน้ําโรหิณี จนถึงกับถืออาวุธเพื่อรบฆากัน พระพุทธองคไดเสด็จมาหามพระญาติทั้ง 2 ฝาย ตรัสพุทธโอวาทเพือ่ เอกสารประกอบการสอน วิถีธรรมวิถีไทย (2000-1301) โดย นายเวชพล ออนละมัย ครูชํานาญการพิเศษ วษท.ยโสธร


30

เตือนสติวา “ราคาของน้ําที่ทะเลาะกันนั้นมีคานอยกวาราคาของราชวงศ จึงไมสมควรที่จะยอมเสีย ราชวงศเพื่อแลกกับน้ํา” ทําใหพระญาติทงั้ 2 ฝายไดสติและเลิกวิวาทกันไปในที่สุด 9.6 เสด็จไปชวยพระญาติฝา ยศากยะ เกิดจากกรณีของเจาชายวิฑฑ ู ภะ ซึ่งเปนพระราชโอรสของพระเจาปเสนทิโกศล ที่เกิดจาก เจาหญิงวาสุภขัตติยา เจาหญิงวาสุภขัตติยานั้นแมจะมีศักดิ์เปนพระราชธิดาของพระเจามหานามะ แตก็มีพระมารดาซึ่งเปนเพียงนางทาสีเทานัน้ (พระเจามหานามะเปนอนุชาของพระเจาสุทโธทนะ พระบิดาของพระพุทธเจา) ซึ่งนับทางสายโลหิตแลว เจาชายวิฑฑ ู ภะก็คือเชื้อสายทางศากยวงศผู หนึ่ง แตเนื่องจากวาพวกศากยะถือตนวาเปนเผาพันธุบริสุทธิ์ จึงไมยอมรับเจาชายวิฑูฑภะกับพระ มารดา ความนัยนี้พระเจาปเสนทิโกศลไมทราบมากอน ครั้นเมื่อทรงทราบความจริงวาพวกศากยะ หลอกลวงพระองคจึงโปรดใหริบทรัพยทไี่ ดประทานแดเจาชายวิฑฑ ู ภะกับพระมารดาคืนหมด ภายหลังพระพุทธองคทรงประทานขอคิดวา “เลือดขางพอสําคัญกวาเลือดขางแม” ทําให พระเจาปเสนทิโกศลไดคิด จึงประทานพระราชทรัพยคนื ดังเดิม แตเจาชายวิฑฑ ู ภะผูกใจเจ็บแคน เรื่องนี้มาก จนเมื่อไดเปนกษัตริยจึงไดยกทัพหวังไปปราบพวกศากยะใหราบคาบ พระพุทธองคทรง เสด็จมาประทับอยูบริเวณทางผานทัพของพระเจาวิฑูฑภะถึง 3 ครั้ง ทําใหพระเจาวิฑฑ ู ภะไมกลา เดินทัพตอจนครั้งสุดทายพระพุทธองคทรงทราบดวยพระปรีชาญาณวา ถึงคราวที่กรรมตามทันแลว ทรงไมอาจฝนกรรมได จึงไมเสด็จไปชวย ทําใหพระเจาวิฑูฑภะยกทัพเขาเมืองไดสําเร็จ 10. การประกาศพระพุทธศาสนาในกรุงสาวัตถี ในขณะที่พระพุทธเจาประทับอยูที่วัดเวฬุวนั นั้น เศรษฐีชาวกรุงสาวัตถี แควนโกศล มีชื่อ วา”อนาถปณฑิกะ” ไดเดินทางมาคาขายที่กรุงราชคฤหและไดรับฟงพระฑรรมเทศนาจนได���วงตา เห็นธรรมคือบรรลุเปนโสดาบัน และกราบทูลอาราธนาพระพุทธเจาใหเสด็จไปประทับที่กรุงสาวัตถี ตนเองกลับไปสราง “พระเขตวันมหาวิหาร” ถวายเปนที่ประทับของพระพุทธเจาและพระภิกษุสงฆ พระพุทธองคมักจะประทับจําพรรษาอยูทพี่ ระเชตวันมหาวิหารนั้นนานที่สุด รวมถึง ๑๙พรรษา ระหวางทีพ่ ระพุทธองคประทับอยูที่พระเชตวันมหาวิหารไดเทศนาโปรดพระเจาปเสนทิ โกศลซึ่งยังไมเคยเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาใหบังเกิดความเลื่อมใสและประกาศพระองคนับถือ พระพุทธศาสนาตั้งแตบัดนัน้ 11. ลักษณะสําคัญของการเผยแผพระพุทธศาสนาในชมพูทวีป จะเห็นวาวิธีประกาศพระศาสนาของพระพุทธเจานั้น ในขั้นแรกทรงมุงตอบแทนคุณและ ทดสอบวามีผูใดเขาใจธรรมของพระพุทธองคหรือไม จึงทรงเลือกพระปญจวัคคีย ตอมาทรงมุง ประกาศศาสนาโดยเอชนะเจาลัทธิอยางฏิลสามพี่นอง เนือ่ งจากเห็นวาเปนผูมีอิทธิพลมากใน ขณะนัน้ หลังจากนั้นจึงแสดงธรรมโปรดพระเจาพิมพิสาร กษัตริยแ หงแควนมคธ ในเวลาตอมาได โปรดพระเจาปเสนทิโกศล กษัตริยแ หงแควนโกศล ศรัทธาที่ทรงไดรับจากประมุขของแควน เอกสารประกอบการสอน วิถีธรรมวิถีไทย (2000-1301) โดย นายเวชพล ออนละมัย ครูชํานาญการพิเศษ วษท.ยโสธร


31

เหลานั้น มีสวนทําใหพระพุทธศาสนาแพรหลายไปสูประชาชนโดยเฉพาะชาวมคธโดงาย เปน เหตุผลสําคัญวาเพราะเหตุใดพระพุทธศาสนาจึงสามารถแผขยายอยางรวดเร็วจนสามารถเอาชนะ ศาสนาพราหมณในสมัยนั้นได ตลอดพุทธกิจ 45 พรรษา พระพุทธเจาไดประกาศพระศาสนาไปทั่วแควนตาง ๆ ในสมัยนั้น ไดรวม 16 รัฐ หรือ 16 แควน ระหวางการจาริกเพื่อเผยแผพระพุทธศาสนานั้น ทรงเทศนาโปรด บุคคลตาง ๆ ซึ่งตอมาไดมีสวนเผยแผและดํารงพระพุทธศาสนาอีกเปนจํานวนมาก เชน พระเจาพิม พิสารอนาถปณฑิกเศรษฐี นางวิสาขามหาอุบาสิกา หมอชีวก โกมารภัจ เปนตน ทานเหลานี้ลวนเปน ฆราวาสที่เปนกําลังสําคัญในการเผยแผพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น 12. ปรินิพพาน พรรษาที่ 45 พระพุทธองคทรงประชวรหนักแตทรงอดกลั้นแสดงธรรมอยูตลอดเวลาจน ลวงเวลาถึงเดือน 3 ก็ไดตรัสใหพระอานนทรูวาพระองคใกลจะปรินพิ พานแลว และเมื่อมีโอกาส ประทับอยูพระองคเดียว ก็ทรงตัดสินพระทัยเด็ดขาดวาลวงไปถึง 3 เดือนนับจากนี้ พระองคจะ ปรินิพพาน การตัดสินพระทัยนี้เรียกวาเปนการปลงพระชนมายุสังขาร ตั้งแตวนั นั้นเปนตนมา พระพุทธเจาก็ทรงสั่งสอนพระสงฆโดยแสดงธรรมบรรยาย จนกระทั่งถึงวันขึ้น 14 ค่ํา เดือน 6 ไดเสด็จถึงเมืองปาวา และเขาประทับ ณ สวนมะมวงของนายจุน ทะทรงแสดงธรรมโปรดนายจุนทะพรอมดวยบุตรภรรยาจนเลื่อมใส จนวันรุงขึ้น คือวันเพ็ญเดือน 6 จึงเสด็จไปฉันอาหารที่บานนายจุนทะ นับเปนการรับบิณฑบาตเปนครั้งสุดทาย หลังจากทรงฉันภัตตาหารจากบานนายจุนทะแลวก็ทรงประชวรหนัก แตทรงอดกลัน้ ทุกขเวทนาเสด็จตอไปยังเมืองกุสินารา ทรงหยุดพักเหนือ่ ยเปนระยะ ๆ ในที่สุดเมื่อเสด็จเขาเขตเมือง กุสินาราเขาไปในปาสาลวัน ก็รับสั่งใหพระอานนทปูลาดเสนาสนะทีร่ ะหวางตนสาละคูหนึ่งแลว ประทับสําเร็จสีหไสยาสน มีพระสติมั่นตั้งพระทัยจะไมเสด็จลุกอีก ทรงแสดงธรรมและแนะนําวิธี ปฏิบัติตาง ๆ แกพระสงฆตลอดเวลา ในคืนนั้นสุภัททะปริพาชกไดขออุปสมบท พระพุทธองคทรง อนุญาตใหเปนพิเศษ สุภัททะจึงไดบวชเปนสาวกรูปสุกทายที่ทันเห็นพระศาสดา แสดงใหเห็นวา พระพุทธองคทรงบําเพ็ญพุทธกิจจนนาทีสุดทายแหงพระชนมชีพ จากนั้นพระพุทธองคประทาน ปจฉิมโอวาทวา “ดูกอนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราเตือนทานทั้งหลายใหรูวา สังขารทั้งหลายมีความเสื่อม สิ้นไปเปนธรรมดา ทานทั้งหลายจงบําเพ็ญความไมประมาทใหสมบูรณเถิด” ในที่สุดพระพุทธเจาก็ เสด็จดับขันธปรินิพพานในคืนวันเพ็ญเดือน 6 และเรียกวันสําคัญนี้วา “วันวิสาขบูชา”

เอกสารประกอบการสอน วิถีธรรมวิถีไทย (2000-1301) โดย นายเวชพล ออนละมัย ครูชํานาญการพิเศษ วษท.ยโสธร


32

แบบฝกหัดหนวยที่ 2 1. 2. 3. 4. 5.

พระเจาสุทโธทนะมีวิธกี ารที่จะผูกมัดเจาชายสิทธัตถะไวในราชสมบัติอยางไร เพราะเหตุใดพุทธเจาจึงเลิกบําเพ็ญ “ทุกรกิรยิ า” จนพวกปญจวัคคียพรอมใจกันหลีกหนีไป พระพุทธเจาทรงเปรียบคนกับดอกบัวอยางไร พระธรรมเทศนาแรกทีแ่ สดงโปรดปญจวัคคียนั้นมีชื่อวาอะไร และมีใจความสําคัญอยางไร พระพุทธเจาเสด็จดับขันธปรินิพพานที่ใดและทรงประทานปจฉิมโอวาทเกี่ยวกับเรื่องใด

เอกสารอางอิง นิภา มานะการ และคณะ . วิถีธรรมวิถีไทย (สังคมศึกษา) . กรุงเทพฯ. บริษัท สํานักพิมพเอมพันธ จํากัด . 2545. สุชาดา วราหพันธ . วิถีธรรมวิถีไทย (พระพุทธศาสนา) .กรุงเทพฯ. บริษัท สํานักพิมพเอมพันธ จํากัด . 2548.

เอกสารประกอบการสอน วิถีธรรมวิถีไทย (2000-1301) โดย นายเวชพล ออนละมัย ครูชํานาญการพิเศษ วษท.ยโสธร


พุทธประวัติ