Issuu on Google+


Network Card Modems Hub Bridge Switch Router Gateway

1 2 5 7 9 10 11


ช่อง PCI ซึ่งก็ใช้บสั ที่มี ขนาด 32 บิต อย่างไรก็ ตาม ยังมีคอมพิวเตอร์รุ่น เน็ตเวิร์คการ์ ด จะติดตั้งอยู่ กับคอมพิวเตอร์ โดย เต้าเสี ยบเข้ากับช่องบน เมนบอร์ดของ คอมพิวเตอร์ ส่ วนมาก คอมพิวเตอร์ที่ผลิตใน ปัจจุบนั จะมีเฉพาะ

เก่าที่ยงั มีช่อง แบบ ISA อยู่ ซึ่งมีบสั ขนาด 16 บิต และมีการ์ด ที่เป็ นแบบ ISA จะ ประมวลผล ข้อมูลช้ากว่า แบบ PCI


โมเด็ม เป็ นอุปกรณ์ สาหรับคอมพิวเตอร์อย่าง หนึ่งที่ช่วยให้คุณสัมผัสกับ โลกภายนอกได้อย่าง ง่ายดาย โมเด็มเป็ นเสมือน โทรศัพท์สาหรับ คอมพิวเตอร์ที่จะช่วยให้ ระบบคอมพิวเตอร์ของคุณ สามารถสื่ อสารกับ คอมพิวเตอร์อื่นๆ ได้ทวั่ โลก โมเด็มจะสามารถ ทางานของคุณให้สาเร็จได้ ก็ดว้ ยการเชื่อมต่อระหว่าง คอมพิวเตอร์ของคุณเข้า คู่สายของโทรศัพท์ ธรรมดาคู่หนึ่งซึ่งโมเด็มจะ

โมเด็มของคุณต่อเข้ากับ โมเด็มตัวอื่นความแตกต่าง ของโมเด็มแต่ละประเภท ทาการแปลงสัญญาดิจิตอล (digital signals) จากเครื่ อง คอมพิวเตอร์ให้เป็ น สัญญาณอนาล็อก (analog signals) เพื่อให้สามารถ ส่ งไปบนคู่สายโทรศัพท์ คาว่า โมเด็ม(Modems) มา จากคาว่า (modulate/demodulate) ผสมกัน หมายถึง กระบวนการแปลงข้อมูล ข่าวสารดิจิตอลให้อยูใ่ น รู ปของอนาล็อกแล้วจึง แปลงสัญญาณกลับเป็ น ดิจิตอลอีกครั้งหนึ่งเมื่อ

โมเด็มแต่ ละประเภทจะมี คุณลักษณะทีแ่ ตกต่ างกัน ดังนี้ 1. ความเร็วในการรับ - ส่ ง สัญญาณ ความเร็วในการรับ ส่ งสัญญาณ หมายถึง อัตรา (rate) ที่โมเด็มสามารถทา การแลกเปลี่ยนข้อมูลกับ โมเด็มอื่นๆมีหน่วยเป็ น บิต/วินาที (bps) หรื อ กิโลบิต/


วินาที (kbps) ในการบอก ถึงความเร็วของโมเด็ม เพื่อให้ง่ายในการพูดและ จดจา มักจะตัดเลขศูนย์ ออกแล้วใช้ตวั อักษรแทน เช่น โมเด็ม 56,000 bps จะ เรี ยกว่า โมเด็มขนาด 56 K 2. ความสามารถในการบีบ อัดข้อมูล ข้อมูลข่าวสารที่ส่งออกไป บนโมเด็มนั้นสามารถทา ให้มีขนาดกะทัดรัดด้วย วิธีการบีบอัด ข้อมูล (compression) ทา ให้สามารถส่ งข้อมูลได้ ครั้งละเป็ นจานวนมากๆ เป็ นการเพิ่มความเร็วของ โมเด็มในการรับ - ส่ ง สัญญาณ 3. ความสามารถในการใช้ เป็ นโทรสาร

โมเด็มรุ่ นใหม่ๆ สามารถ ส่ งและรับโทรสาร (Fax capabilities) ได้ดี เช่นเดียวกับการรับ - ส่ ง ข้อมูล หากคุณมี ซอฟท์แวร์ที่เหมาะสมแล้ว คุณสามารถใช้แฟคซ์ โมเด็มเป็ นเครื่ องพิมพ์ (printer)ได้เมื่อคุณพิมพ์ เข้าไปที่แฟคซ์โมเด็มมัน จะส่ งเอกสารของคุณไปยัง เครื่ องโทรสารที่ปลายทาง ได้ 4. ความสามารถในการ ควบคุมความผิดพลาด โมเด็มจะใช้วธิ ีการควบคุม ความผิดพลาด (error control) ต่างๆ มากมาย หลายวิธีในการตรวจสอบ เพื่อการยืนยันว่าจะไม่มี ข้อมูลใดๆสู ญหายไป ระหว่างการส่ งถ่ายข้อมูล จากคอมพิวเตอร์เครื่ อง หนึ่งไปยังอีกเครื่ องหนึ่ง

5. ออกแบบให้ใช้ได้ท้ งั ภายในและภายนอก โมเด็มที่จาหน่ายใน ท้องตลาดทัว่ ๆ ไปจะมี 2 รู ปแบบ คือ โมเด็มแบบ ติดตั้งภายนอก (external modems) และ แบบติดตั้ง ภายใน (internal modems) 6. ใช้เป็ นโทรศัพท์ได้ โมเด็มบางรุ่ นมีการใส่ วงจรโทรศัพท์ธรรมดาเข้า ไปพร้อมกับความสามารถ ในการรับ - ส่ งข้อมูลและ โทรสารด้วย


การใช้ โมเด็ม เราสามารถใช้โมเด็ม ทาอะไรต่างๆ ได้หลาย อย่าง เช่น 1. พบปะพูดคุย 2. ใช้บริ การต่างๆ จากที่ บ้าน 3. ท่องไปบนอินเทอร์เน็ต 4. เข้าถึงบริ การออนไลน์ ได้ 5. ดาวน์โหลดข้อมูล, รู ปภาพและโปรแกรมแชร์ แวร์ได้ 6. ส่ ง - รับโทรสาร

เช่น 1. เข้ากันได้กบั ระบบ คอมพิวเตอร์ของคุณ 2. เข้ากันได้กบั ระบบ ทางาน OS ของ คอมพิวเตอร์ของคุณ 3. ความเร็วในการรับ - ส่ ง สัญญาณ 4. เป็ นโมเด็มภายนอกหรื อ ภายใน 5. การบีบอัดข้อมูล 6. ความสามารถในการ ควบคุมความผิดพลาด 7. รับ - ส่ งโทรสารได้ 8. ซอฟท์แวร์สื่อสาร

7. ตอบรับโทรศัพท์

การเลือกซื้อโมเด็ม สิ่ งที่ควรพิจารณาในการ เลือกซื้อโมเด็มมาใช้งาน

สิ่ งทีต่ ้ องใช้ ร่วมกับโมเด็ม การที่สามารถใช้ โมเด็มให้เกิดประโยชน์ จากแหล่งข้อมูลนั้นจะต้อง ตรวจสอบว่ามีสิ่งเหล่านี้

พร้อมหรื อไม่ 1. ซอฟท์แวร์สื่อสาร 2. พอร์ทอนุกรม (serial port) 3. fast UART เป็ นซิฟตัว หนึ่งที่ติดตั้งบน พอร์ทอนุกรมของ คอมพิวเตอร์ เพื่อควบคุม การไหลของข้อมูลเข้าและ ออกจากพอร์ทอนุกรม 4. serial cable เป็ นสาย cable ที่นามาต่อโมเด็มกับ พอร์ทอนุกรมของ คอมพิวเตอร์ (ต้องตรวจสอบดูวา่ เป็ น connector แบบ 9 ขา หรื อ 25 ขา) 5. expansion slot ถ้า โมเด็มเป็ นแบบติดตั้ง ภายในจะต้องมี expansion slot ใช้งาน โดยจะต้องถอดฝาครอบ ตัวเครื่ องคอมพิวเตอร์ออก และติดตั้งโมเด็มลงไปบน expansion slot


ฮับ เป็ นอุปกรณ์ที่ใช้สาหรับ เชื่อมโยงสัญญาณของอุปกรณ์ เครื อข่ายเข้าด้วยกัน การจะทา ให้คอมพิวเตอร์ แต่ละเครื่ อง คอมพิวเตอร์ รู้จกั กัน หรื อส่ ง ข้อมูลถึงกันได้จะต้องผ่าน

โดยทัว่ ไปจะมีลกั ษณเหมือน กล่องสี เหลี่ยมแต่แบน มีความ สู งประมาณ 1-3 นิ้ว แล้วแต่ รุ่ น มีช่องเล็กๆ เอาไว้เสี ยบ สายแลนแต่ละเส้นที่ลากโยง มาจากคอมพิวเตอร์ มีหลาย รุ่ น เช่น Hub 4 Ports, 8 Ports, 16 Ports, 24 Ports หรื อ 48 Ports เป็ นต้น หน้าตารู ปร่ าง ของฮับจะเหมือนกัน Switch ดังนั้นการเลือกซื อต้องระวัง ให้ดี

อุปกรณ์ตวั นี้ ปั จจุบนั ฮับถูก เปรี ยบเทียบกับ Switch ซึ่งมี ความสามารถสู งกว่า และถือ ได้วา่ เป็ นอุปกรณ์มาตราฐานที่ ใช้สาหรับเชื่อมโยงสัญญาณ ในระบบเครื อข่าย

ฮับ ทางานอย่างไร เมื่อใดที่มีคอมพิวเตอร์ภายใน เครื อข่ายต้องการส่ งข้อมูล ฮับ ทาจะหน้าที่ในการทาสาเนา ข้อมูลและส่ งไปยังอุปกรณ์

ต่างๆ ภายในเครื อข่าย ไม่ใช่ แค่คอมพิวเตอร์ แต่รวมถึง อุปกรณ์อื่นๆ ด้วยเช่น เครื่ องพิมพ์ เป็ นต้น เรี ยกว่าส่ ง ข้อมูลไปทั้งหมด และถ้า ข้อมูลนี้เป็ นของอุปกรณ์ใด อุปกรณ์น้ นั ก็จะรับเอง อัตโนมัติ และจุดด้อยของฮับ ที่ควรทราบคือ เวลามีอุปกรณ์ ใดส่ งข้อมูลในเครื อข่ายผ่าน ฮับ อุปกรณ์อื่นๆ จะต้องรอให้ การส่ งสมบูรณ์ก่อน เปรี ยบเทียบได้กบั ถนน OneWay ห้ามส่ งข้อมูลสวนทาง กัน


ซึ่ งเป็ นคนละอย่างกับการ ขยายสัญญาณนะครับ พอทา แล้วก็จะส่ งออกไปยัง เครื อข่ายที่เชื่อมต่ออยู่

ความเร็วในการรับส่ งข้ อมูล ของฮับ • ความเร็ วต่าสุ ดคือ 10 MBPS • ความเร็ วสู งสุ ดคือ 100 MBPS • บางรุ่ นรองรับทั้ง 10 และ 100 เรี ยกว่า 10/100 MBPS MBPS ย่อมาจาก MegaBit Per Second (เมกกะบิตต่อวินาที)

Hub นั้นทางานในระดับ layer 1 ซึ่งเป็ น layer เกี่ยวข้อง กับ เรื่ องของการส่ งสัญญาณ ออกไปสู่ media หรื อ สื่ อกลางที่ใช้ในการสื่ อสาร รวมไปถึงเรื่ องของการ เข้ารหัสสัญญาณ เพื่อที่จะส่ งออกไปเป็ นค่า ต่างๆในทางไฟฟ้ า และ เป็ น layer ที่กาหนดถึง การ เชื่อมต่อต่างๆ ที่เป็ นไปในทาง physical hub นั้น จะทางานในลักษณะของ การทวนสัญญาณ หมายถึงว่า จะทาการทาซ้ าสัญญาณนั้น อีกครั้ง


บริดจ์ จึงเป็ นเสมือนสะพาน เชื่อมระหว่างสองเครื อข่าย การติดต่อภายในเครื อข่าย บริดจ์ เป็ นอุปกรณ์เชื่อมโยง เครื อข่ายของเครื อข่ายที่แยก จากกัน แต่เดิมบริ ดจ์ได้รับ การออกแบบมาให้ใช้ กับเครื อข่ายประเภทเดียวกัน เช่น ใช้เชื่อมโยงระหว่าง อีเทอร์ เน็ตกับ อีเทอร์ เน็ต (Ethernet) บริ ดจ์มีใช้มานาน แล้ว ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1980

เดียวกันมีลกั ษณะการส่ ง ข้อมูลแบบกระจาย (Broadcasting) ดังนั้น จึง กระจายได้เฉพาะเครื อข่าย เดียวกันเท่านั้น การรับส่ ง ภายในเครื อข่ายมีขอ้ กาหนด ให้แพ็กเก็ตที่ส่งกระจายไปยัง ตัวรับได้ทุกตัว แต่ถา้ มีการส่ ง มาที่แอดเดรสต่างเครื อข่าย บริ ดจ์จะนาข้อมูลเฉพาะแพ็ก เก็ตนั้นส่ งให้ บริ ดจ์จึงเป็ น เสมือนตั���แบ่งแยกข้อมูล ระหว่างเครื อข่ายให้มีการ สื่ อสารภายในเครื อข่าย ของ ตน ไม่ปะปนไปยังอีก เครื อข่ายหนึ่ง เพื่อลดปัญหา ปริ มาณข้อมูลกระจายในสาย สื่ อสารมากเกินไป ในระยะ หลังมีผพู้ ฒั นาบริ ดจ์ให้ เชื่อมโยงเครื อข่ายต่างชนิ ดกัน

ได้ เช่น อีเทอร์ เน็ตกับโทเก็น ริ ง เป็ นต้น หากมีการเชื่ อมต่อ เครื อข่ายมากกว่าสอง เครื อข่ายเข้าด้วยกัน และ เครื อข่ายที่เชื่อมมีลกั ษณะ หลากหลาย ซึ่ งเป็ นทั้ง เครื อข่ายแบบ LAN และ WAN อุปกรณ์ที่นิยมใช้ใน การเชื่อมโยงคือ เราเตอร์ (Router)


บริดจ์ เป็ นอุปกรณ์ที่มกั จะใช้ ในการเชื่อมต่อวงแลน (LAN Segments) เข้าด้วยกัน ทาให้ สามารถขยายขอบเขตของ LAN ออกไปได้เรื่ อยๆ

โดยที่ประสิ ทธิภาพรวมของ ระบบ ไม่ลดลงมากนัก เนื่องจากการติดต่อของเครื่ อง ที่อยูใ่ นเซกเมนต์เดียวกันจะ ไม่ถูกส่ งผ่าน ไปรบกวน การจราจรของเซกเมนต์อื่น

เนื่องจากบริ ดจ์เป็ นอุปกรณ์ที่ ทางานอยูใ่ นระดับ Data Link Layer จึงทาให้สามารถใช้ ในการเชื่อมต่อเครื อข่ายที่ แตกต่างกันในระดับ Physical และ Data Link ได้ เช่น ระหว่าง Eternet กับ Token Ring เป็ นต้น


ความสามารถในการรับส่ ง ข้อมูลที่สูงกว่าฮับอีกด้วย

บริ หารจัดการสวิตซ์ให้สูงขึ้น อีกด้วย ดังนั้น ราคารจะ เพิ่มขึ้นเป็ นเงาตามตัว? สวิตซ์ บางรุ่ นราคาเป็ นแสนเลย ทีเดียว

สวิตซ์ นี้ไม่ได้หมายถึงสวิตซ์

การรับส่ งข้อมูลผ่านสวิตซ์จะ

เปิ ด-ปิ ดไฟ แต่หมายถึงอุกรณ์

สามารถทางานได้พร้อมๆ กัน

ในการเชื่อมโยงข้อมูลใน

กับหลายๆ อุปกรณ์เรี ยกว่า

ระบบเครื อข่าย เช่น

แทบไม่ตอ้ งรอให้มีการรับส่ ง

เดียวกับฮับ ซึ่งสวิตซ์ถูก

ข้อมูลเสร็ จก่อนเลย และ

พัฒนามาแทนที่ฮบั เนื่องจาก

แน่นอนการทางานของสวิตซ์

ปั ญหาของฮับการรับส่ งข้อมูล

จะทางานได้เร็ วกว่าฮับมาก

ที่ชา้ และต้องรอการรับส่ ง

ข้อย้า! ส่ วนการเลือกซื้ อ

ข้อมูลอยูต่ ลอดเวลา มีหลาย

Switch นี้จะต้องศึกษาอีก

3.รุ่นใหม่ๆ รองรับได้ 1000

รุ่ น เช่น Switch 4 Ports, 8

หลายๆ อย่าง ไม่วา่ จะเป็ น

MBPS

Ports, 16 Ports, 24 Ports หรื อ

ยีห่ อ้ รุ่ น จานวนช่องในการ

48 Ports และจุดเด่นที่สาคัญ

เชื่อมต่อ และที่สาคัญ Switch

คือ สวิตซ์มี

ยังมีการแบ่งเป็ นรุ่ นที่ Manage และ Un-Manage ซึ่งเป็ นการ เพิ่มขีดความสามารถในการ

ความเร็วในการรับส่งข้ อมูล ของสวิตซ์ 1.เริ่มต้ นความเร็วที่ 10 MBPS 2.บางรุ่นรองรับได้ 100 MBPS


เราท์เตอร์ สามารถส่ งข้อมูล ไปยังเครื อข่ายที่ใช้ โปรโตคอลต่างกันได้ โปรโตคอลที่ทาหน้าที่ในเล เยอร์ที่ 3 เช่น IP (Internet เราท์เตอร์ จะอ่านที่อยู่ (Address) ของสถานี ปลายทางที่ส่วนหัว (Header) ของแพ็กเก็ตข้อมูล เพื่อใช้ใน การกาหนด หรื อเลือกเส้นทาง ที่จะส่ งแพ็กเก็ตนั้นต่อไป ใน Router จะมีขอ้ มูลเกี่ยวกับการ จัดเส้นทางให้แพ็กเก็ต เรี ยกว่า Routing Table (เราติง้ เทเบิล้ ) หรื อ ตารางการจัดเส้นทาง ข้อมูลในตารางนี้จะเป็ นข้อมูล ที่ Router ใช้ในการเลือก เส้นทางที่ดีที่สุดไปยัง ปลายทาง ถ้าเส้นทางหลักเกิด ขัดข้อง Router ก็สามารถ เลือกเส้นทางใหม่ได้

Protocol), IPX (Internet Package Exchange) และ Apple Talk เป็ นต้น นอกจากนี้ Router ยังสามารถ เชื่อมต่อเครื อข่ายระยะไกล (Wan) ได้ และยังสามารถ เชื่อมต่อเครื อข่ายเข้ากับ เครื อข่ายอื่น ๆ ที่ใหญ่กว่า เช่น เครื อข่ายอินเทอร์ เน็ต เป็ นต้น

เราท์เตอร์ เป็ นอุปกรณ์ที่ทา หน้าที่เชื่ อมต่อระบบเครื อข่าย หลายระบบเข้าด้วยกัน คล้าย กับบริ ดจ์ แต่มีส่วนการ ทางานที่ซบั ซ้อนมากกว่า บริ ดจ์มาก โดยเราท์เตอร์จะมี เส้นทางการเชื่ อมโยงระหว่าง แต่ละเครื อข่ายเก็บไว้เป็ น ตารางเส้นทาง เรี ยกว่า Routing Table ทาให้เราท์ เตอร์สามารถทาหน้าที่จดั หา เส้นทางและเลือกเส้นทางที่ เหมาะสมที่สุดในการเดินทาง เพื่อการติดต่อระหว่าง เครื อข่ายได้อย่างมี ประสิ ทธิภาพ


เวย์มีไมโครโพรเซสเซอร์และ หน่วยความจาของตนเอง

Gateway เป็ นอุปกรณ์ ฮาร์ ดแวร์ ที่เชื่อมต่อเครื อข่าย ต่างประเภทเข้าด้วยกัน เช่น การใช้เกตเวย์ในการเชื่ อมต่อ เครื อข่าย ที่เป็ นคอมพิวเตอร์ ประเภทพีซี (PC) เข้ากับ คอมพิวเตอร์ประเภทแมคอิน ทอช (MAC) เป็ นต้น

บริ การหรื อข่ายงานที่ต่าง ประเภทกันได้ ทั้งนี้โดยการ ใช้อุปกรณ์ที่เรี ยกว่า "บริ ดจ์" (bridges) โดยโปรแกรม คอมพิวเตอร์จะทาให้การแปล ข้อมูลที่จาเป็ นให้ นอกจากใน ด้านของข่ายงาน เกตเวย์ยงั เป็ นอุปกรณ์ในการเชื่อมต่อ ข่ายงานบริ เวณเฉพาะที่

Gateway ประตูสื่อสาร ช่องทางสาหรับเชื่ อมต่อ ข่ายงานคอมพิวเตอร์ ที่ต่าง ชนิดกันให้สามารถ ติดต่อสื่ อสารกันได้ โดยทาให้ ผูใ้ ช้บริ การของคอมพิวเตอร์ หนึ่งหรื อในข่ายงานหนึ่ง สามารถติดต่อเข้าสู่ เครื่ อง

(LAN) สองข่ายงานที่มี ลักษณะ ไม่เหมือนกันให้ สามารถเชื่อมต่อกันได้ หรื อ จะเป็ นการเชื่อมต่อข่ายงาน บริ เวณเฉพาะที่เข้ากับข่ายงาน บริ เวณกว้าง (WAN) หรื อต่อ เข้ากับมินิคอมพิวเตอร์ หรื อต่อ เข้ากับเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ ก็ ได้เช่นกัน ทั้งนี้ เนื่ องจากเกต

Gateway จะเป็ นอุปกรณ์ที่มี ความสามารถมากที่สุดคือ สามารถเครื อข่ายต่างชนิดกัน เข้าด้วยกันโดยสามารถ เชื่อมต่อ LAN ที่มีหลายๆ โปรโตคอลเข้าด้วยกันได้ และ ยังสามารถใช้สายส่ งที่ต่าง ชนิดกัน ตัวgateway จะ สามารถสร้างตาราง ซึ่งสารา รถบอกได้วา่ เครื่ องเซิ ร์ฟเวอร์ ไหนอยูภ่ ายใต้ gatewayตัวใด และจะสามารถปรับปรุ ง ข้อมูลตามเวลาที่ต้ งั เอาไว้


proxy และเครื่ องแม่ข่ายแบบ Gateway เป็ นจุดต่อเชื่ อมของ เครื อข่ายทาหน้าที่เป็ นทางเข้า

firewall นอกจากนี้ gateway ยังรวมถึง router และ switch

สู่ ระบบเครื อข่ายต่าง ๆ บน อินเตอร์เน็ต ในความหมาย ของ router ระบบเครื อข่าย ประกอบด้วย node ของ gateway และ node ของ host เครื่ องคอมพิวเตอร์ของผูใ้ ช้ ในเครื อข่าย และคอมพิวเตอร์ ที่เครื่ องแม่ข่ายมีฐานะเป็ น node แบบ host ส่ วนเครื่ อง คอมพิวเตอร์ที่ควบคุม การจราจรภายในเครื อข่าย หรื อผูใ้ ห้บริ การอินเตอร์เน็ต คือ node แบบ gateway ใน ระบบเครื อข่ายของหน่วย ธุ รกิจ เครื่ องแม่ข่ายที่เป็ น node แบบ gateway มักจะทา หน้าที่เป็ นเครื่ องแม่ข่ายแบบ

Gateway เป็ นอุปกรณ์ อิเล็คทรอนิกส์ที่ช่วยในการ สื่ อสารข้อมูล หน้าที่หลักของ เกตเวย์คือช่วยทาให้เครื อข่าย คอมพิวเตอร์ 2 เครื อข่ายหรื อ มากกว่าที่มีลกั ษณะไม่ เหมือนกัน คือลักษณะของ การเชื่อมต่อ( Connectivity ) ของเครื อข่ายที่แตกต่างกัน และมีโปรโตคอลสาหรับการ ส่ ง - รับ ข้อมูลต่างกัน เช่น LAN เครื อหนึ่งเป็ นแบบ Ethernet และใช้โปรโตคอล

แบบอะซิ งโครนัสส่ วน LAN อีกเครื อข่ายหนึ่งเป็ นแบบ Token Ring และใช้ โปรโตคอลแบบซิงโครนัส เพื่อให้สามารถติดต่อกันได้ เสมือนเป็ นเครื อข่ายเดียวกัน เพื่อจากัดวงให้แคบลงมา เกต เวย์โดยทัว่ ไปจะใช้เป็ น เครื่ องมือส่ ง - รับข้อมูลกัน ระหว่างLAN 2เครื อข่ายหรื อ LANกับเครื่ องคอมพิวเตอร์ เมนเฟรม หรื อระหว่าง LAN กับ WANโดยผ่านเครื อข่าย โทรศัพท์สาธารณะเช่น X.25 แพ็คเกจสวิตซ์ เครื อข่าย ISDN เทเล็กซ์ หรื อเครื อข่าย ทางไกลอื่น ๆ


รายชื่อสมาชิก นางสาว สุ ชาดา สุ ข จันทร์เทาะ ม.6/6เลขที่ 24 นางสาว นงนุ ช แป้น เหมือน เลขที่24 นางสาว เบญทิพย์ เหลืองทองศรี เลขที่15 นางสาว สุ รึยพ์ ร ทองหลาง เลขที่16 นางสาว ชญาพิชชา ทอง ใบ เลขที่18


นางสาว สุ พรรษา ขันสัมฤิทธิ์ เลขที่20 นางสาว อภิญญา เอม ปรากฎ เลขที่29 นางสาว ประภาพร ภูมิ ขุนทด เลขที่42


- 8 # L # 0 @ # 7 - H 2 "