Page 1

รายงาน วิช า เทคโนโลยีส ารสนเทศและการสื่อ สารสำา หรับ ครู เรื่อ ง การใช้เ ทคโนโลยีส ารสนเทศในการนำา เสนอผล งาน

คณะผู้จ ัด ทำา 1.นางสาว ธิต ิม า

เย็น ใจ

รหัส นัก ศึก ษา 564152008 2.นาวสาว สายธาร นาวิน

เปรุ

รหัส นัก ศึก ษา 564152011 3. นางสาว มณีร ัต น์

แปลนสูญ

รหัส นัก ศึก ษา 564152013 4.นางสาว ดวงกมล

คำา

แท่น

รหัส นัก ศึก ษา 564152032 5.นางสาว เพ็ญ ทิว า รหัส นัก ศึก ษา 564152035 นัก ศึก ษาชั้น ปีท ี่ 1 สาขา ชีว วิท ยา

เสนอ อาจารย์ สุจ ิต ตรา จัน ทร์ล อย

ทุม ภู


มหาวิท ยาลัย ราชภัฏ หมู่บ ้า นจอมบึง 1/2556

คำา นำา รายงานเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา เทคโนโลยี สารสนเทศสำาหรับครู ในระดับอุดมศึกษา ในหัวข้อเรื่อง การใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศในการนำาเสนอผลงาน ผูจ ้ ัดทำารายงานได้ศึกษา จากหนังสือเรียนและอินทรอเน็ต รวบรวมข้อมูลและเก็บบันทึกข้อมูล เพื่อที่จะนำามาทำาเป็นโครงงานในการนำาเสนอผลงาน คณะผู้จัดทำาต้องขอขอบพระคุณ อาจารย์ สุจิตตรา จันทร์ลอย ที่ให้คำาปรึกษาจนงานชิ้นนี้สำาเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี หากผิดพลาดประการใดต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ

คณะผู้จัดทำา นางสาวธิติมา เย็นใจและคณะ


สารบัญ เรื่อง หน้า หลักการนำาเสนอผลงาน 1 เครื่องมือที่ใช้ในการนำาเสนอผลงาน 2 รูปแบบการนำาเสนอผลงาน 3-28 สรุปสาระสำาคัญ 27 บรรณานุกรม


การใช้เ ทคโนโลยีส ารสนเทคโนโลยีใ นการนำา เสนอผล งาน หลักการนำาเสนอข้อมูลและสร้างสื่อนำาเสนอ การนำาเสนองานหรือ ผลงานนั้นสื่อนำาเสนอเปรียบเสมือนสะพานเชื่อมเนื้อหา ของผู้บรรยาย ไปยังผู้ฟังและผู้ชม ดังนั้นสื่อจึงมีบทบาทสำาคัญอย่างมาก สื่อที่ดี จะช่วย ให้การถ่ายทอดเนื้อหาสาระทำาได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น ผู้ฟังและผู้ชมจะ สามารถ จดจำาเนื้อหาสาระได้นานและเข้าใจในเนื้อหาได้ดีมากขึ้น ความหมายการนำาเสนอ การนำาเสนอข้อมูล หมายถึง การสื่อสารเพื่อ เสนอข้อมูล ความรู้ ความคิดเห็น หรือความต้องการไปสู่ผู้ชม ผู้ฟังโดย


ใช้เทคนิคหรือวิธีการต่าง ๆ อันจะทำาให้บรรลุ ผลสำาเร็จตามจุดมุ่งหมาย ของการนำาเสนอ

จุด มุง่ หมายในการนำา เสนอ 1. เพื่อให้ผู้ชม ผูฟ ้ ังรับเข้าใจสาระสำาคัญของการนำาเสนอข้อมูล 2. ให้ผู้ชม ผูฟ ้ ังเกิดความประทับใจและนำาไปสู่ความเชื่อถือในข้อมูลที่ นำาเสนอ การนำาเสนอผลงานโดยใช้สื่อโสตทัศนูปกรณ์ มีผลในทาง จิตวิทยาการเรียนรู้ ซึ่งได้มีการ ค้นพบจากการวิจัยว่าการรับรู้ข้อมูล โดยผ่านทางประสาทสัมผัสสองอย่าง คือ ตา และหูพร้อมกันนั้น ทำาให้ เกิดการรับรู้ที่ดีกว่าส่งผลในด้านความสามารถในการจดจำาได้มากกว่า การรับรู้โดยผ่านตา หรือ หูอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว จึงได้มี การพัฒนาสื่อโสตทัศนูปกรณ์รูปแบบต่าง ๆ ขึ้นมาใช้งาน โดยเฉพาะสื่อ ประสม

หลัก การพื้น ฐานของการนำา เสนอผลงาน มีจ ุด เน้น สำา คัญ ดัง นี้ 1) การดึง ดูด ความสนใจ โดยการออกแบบให้สิ่งที่ปรากฏต่อสายตานั้นชวนมอง และมีความ สบายตาสบายใจขึ้น เมื่อชมการนำาเสนอ ดังนั้นการเลือกองค์ประกอบ ต่าง ๆ เช่น สีพื้น แบบ สี และขนาดของตัวอักษร รูปประกอบ ต้องเหมาะ สม สวยงาม 2) ความชัด เจนและความกระชับ ของเนื้อ หา


ส่วนที่เป็นข้อความต้องสั้นแต่ได้ใจความชัดเจน ส่วนที่เป็นภาพ ประกอบต้องมีส่วนสัมพันธ์อย่างสร้างสรรค์กับข้อความที่ต้องการสื่อ ความหมาย การใช้ภาพประกอบ มีประโยชน์มาก ดังคำาพังเพยภาษา อังกฤษที่ว่า "A picture is worth a thousand words" หรือ "ภาพภาพหนึ่ง นั้นมีค่าเทียบเท่ากับคำาพูดหนึ่งพันคำา" แต่ประโยคนี้คงไม่เป็นจริงหาก ภาพนั้นไม่มีความสัมพันธ์ อย่างสร้างสรรค์กับความหมายที่ต้องการสื่อ ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจใช้ภาพใดประกอบ จึงควรตอบคำาถาม ให้ได้ เสียก่อนว่าต้องการใช้ภาพเพื่อสื่อความหมายอะไรและภาพที่เลือกมา นั้นสามารถทำาหน้าที่สื่อความหมายเช่นนั้นจริงหรือไม่ 3) ความเหมาะสมกับ กลุ่ม เป้า หมาย การสร้างจุดเน้นตามข้อ 1 และ 2 ข้างต้นต้องคำานึงถึงกลุ่มเป้า หมายด้วย เช่น กลุ่มเป้าหมายเป็นเด็ก การใช้สีสด ๆ และภาพการ์ตูนมี ความเหมาะสม แต่ถ้ากลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ใหญ่และเนื้อหาที่นำาเสนอเป็น เรื่องวิชาการหรือธุรกิจ การใช้สีสันมากเกินไปและการใช้รูปการ์ตูนอาจ ทำาให้ดูไม่น่าเชื่อถือเพราะขาดภาพลักษณ์ของการเอาจริงเอาจังไป

เครื่อ งมือ ที่ใ ช้ใ นการนำา เสนอผลงาน 1.โพรเจกเตอร์ (Projector) เป็นอุปกรณ์ฉายภาพที่ใช้ในการนำา เสนอ โดยสามารถรองรับสัญญาณภาพจากคอมพิวเตอร์ เครื่องเล่นวีซีดี เครื่องเล่นดีวีดี และเครื่องกำาเนิดภาพอื่น ๆ แล้วแสดงผล ขยายขนาดบน จอรับภาพช่วยให้มองเห็นได้ไกลขึ้น เหมาะสำาหรับการนำาเสนอข้อมูล ในห้องประชุม เพื่อให้ผู้เข้าร่วมประชุมสามารถมองเห็นภาพหรือ


ข้อความได้อย่างชัดเจน 2.วิชวลไลเซอร์ (Visualizer) เป็นอุปกรณ์ฉายภาพระบบดิจิทัล ประเภทหนึ่ง ซึ่งพัฒนามาจากโอเวอร์เฮดหรือเครื่องฉายข้ามศีรษะ ใช้ แสดงภาพวัตถุและเอกสารสู่จอรับภาพที่มีอยู่จริงได้เลย โดยไม่ต้อง ดัดแปลง อุปกรณ์นี้เหมาะสำาหรับใช้ในการนำาเสนองานต่าง ๆ โดย เฉพาะครู-อาจารย์ที่สอนหนังสือ และใช้ได้ดีในการนำาเสนอภาพนิ่ง มากกว่าภาพเคลื่อนไหว แต่ภาพที่แสดงออกมานั้นก็ให้ความคมชัด มีสี สดใส และมีโหมดของการแสดงภาพให้ปรับการทำางานด้วย การควบคุม การทำางานสามารถทำาได้โดยใช้รีโมต 3. กล้องถ่ายรูปดิจิทัล (Digital Camera) เป็นอุปกรณ์รับภาพที่ เปลี่ยนจากฟิล์มมาเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเมื่อถ่ายรูปที่ต้องการ แล้ว รูปจะถูกเก็บลงในหน่วยความจำา (memory) ที่อยู่ในกล้อง เมื่อ ต้องการดูรูปทำาได้โดยการถ่ายข้อมูลจากหน่วยความจำาลงบน เครื่องพิมพ์หรือเครื่องคอมพิวเตอร์ ภาพที่ได้จะมีขนาดตามที่ต้องการ สามารถย่อหรือขยาย ปรับแสงหรือเงาแล้วแต่ความพอใจหรือจะเพิ่มรูป แบบก็สามารถทำาได้ และเมื่อจะถ่ายใหม่ ก็สามารถใช้หน่วยความจำาเดิม ได้เลย โดยไม่ต้องเสียเงินซื้อฟิล์ม 4. คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะและคอมพิวเตอร์ขนาดสมุดบันทึกหรือ โน้ตบุ๊ก เป็นอุปกรณ์ที่ใช้สร้างงานนำาเสนอ เป็นสื่อกลางในการเชื่อมโยง อุปกรณ์อื่น ๆ เช่น โพรเจกเตอร์ เพื่อนำาเสนองาน และใช้นำาเสนองาน ผ่านจอภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์


5.เครื่องเล่นเสียง หรือเครื่องเล่นเอ็มพีสาม (MP3) เป็นอุปกรณ์ซึ่ง บรรจุข้อมูลเสียงที่ใช้เล่นในคอมพิวเตอร์และสามารถถ่ายโอนข้อมูล เข้าไปในคอมพิวเตอร์ได้ โดยข้อมูลเสียงนั้นใช้เทคโนโลยีบีบอัดให้มี ขนาดเล็กลงมากกว่าข้อมูลเสียงปกติถึง 12 เท่า แม้ขนาดข้อมูลจะเล็กลง แต่คุณภาพเสียงไม่ได้เสียไป อย่างไรก็ตาม หากเรานำาข้อมูลเสียงจาก เครื่องเล่น MP3 ไปเล่นในเครื่องคอมพิวเตอร์รุ่นเก่า 6.โทรศัพท์เคลื่อนที่บางรุ่น เป็นอุปกรณ์ตัวกลางที่ผู้ใช้สามารถ นำาเสนองานที่สร้างด้วยซอฟต์แวร์ไมโครซอฟต์เพาเวอร์พอยต์ผ่าน เครื่องโพรเจกเตอร์ได้สะดวก ง่ายต่อการติดตั้ง เพียงเชื่อมต่อโพรเจก เตอร์เข้ากับโทรศัพท์เคลื่อนที่ผ่านสายเคเบิล แล้วเชื่อมต่อโทรศัพท์ เคลื่อนที่ด้วยบลูทูธนอกจากอุปกรณ์ดิจิทัลที่ช่วยในการนำาเสนอผลงาน ยังมีส่วนประกอบที่สำาคัญในการนำาเสนองานคือ คำาบรรยาย หรือ บทพากย์ ซึ่งเป็นองค์ประกอบด้านโสตหรือเสียงนั่นเอง โดยมีวิธีการและ หลักในการพิจารณาดังนี้ 1.การบรรยายสด เหมาะ สำาหรับการประชุมหรือสัมมนาที่ ต้องการให้ผู้ชมมีส่วนร่วม เพราะผู้บรรยายในกรณีนี้เป็นผู้ที่รู้เรื่องราว เกี่ยวกับเนื้อหาเป็นอย่างดี รู้ว่าควรจะเน้นตรงจุดใดและปฏิกิริยาจากผู้ ชมทำาให้ผู้บรรยายรู้ว่าผู้ชม สามารถติดตามทำาความเข้าใจได้เพียงพอ หรือไม่รู้ว่าส่วนไหนจะต้องอธิบายขยาย ความมากน้อยเพียงใด 2. การพากย์ เหมาะสำาหรับเนื้อหาที่สามารถถ่ายทอดได้โดยไม่ ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของผู้ชม ข้อดีคือสามารถเลือกใช้เสียงพากย์ที่


มีความไพเราะน่าฟัง สามารถเลือกใช้ดนตรี หรือเสียงประกอบ (Sound effect) เพื่อสร้างบรรยากาศ แต่ข้อเสียคือไม่มีความยืดหยุ่น ไม่สามารถ ปรับให้เหมาะสมกับความรู้สึกของผู้ชมในขณะนั้น

รูป แบบการนำา เสนอผลงาน รูปแบบที่นิยมใช้กันปัจจุบันมีสองรูปแบบ คือ โดยใชโปรแกรม Powerpoint 1.1 โดยใช้โ ปรแกรม Power Point เป็นโปรแกรมนำาเสนอผลผลงานในชุด Microsoft Office เป็น โปรแกรมที่ใช้ง่ายมากมีแม่แบบ (Template) ให้เลือกใช้หลายแบบ

นอกจากข้อความแล้วอาจใช้ ตาราง แผนภูมิ หรือรูปภาพ ประกอบ และอาจมีการแต่งแต้มสีสัน ทั้งสีพื้น สีของตัวอักษร และ รูปแบบฟอร์มของตัวอักษรได้ด้วย


การนำาเสนอในรูปแบบ Presentation โดยใช้โปรแกรม PowerPoint นี้ สามารถทำาให้มีลักษณะของการเชื่อมโยงคล้าย ไฮ เปอร์เทกซ์ (Hypertext) ของ Web page ได้ ทั้งนี้ โดยใช้การเชื่อม โยงหลายมิติที่มีอยู่ในชุดโปรแกรมไมโครซอฟต์ออฟฟิศ

1.2 โดยใช้โ ปรแกรม ProShow Gold โปรแกรม Proshow Gold คือ โปรแกรมสำาหรับเรียง ลำาดับภาพเพื่อนำาเสนอ


แบบมัลติมีเดีย ที่มีความสามารถสร้างผลงานได้ในระดับมืออาชีพ ด้วยเทคนิคพิเศษมากมาย ใช้งานง่าย เหมาะสมต่อการนำาเสนอสื่อ การเรียนการสอน การ แนะนำาอัตชีวประวัติ สามารถเขียนชิ้นงานออกมาในรูปแบบของวีซีดีได้อย่างรวดเร็ว

การเตรีย มข้อ มูล ของภาพและเพลงต่า งๆก่อ นที่จ ะเริ่ม ติด ตั้ง และใช้ง าน ProShow Gold เป็นซอฟต์แวร์สำาหรับสร้างแผ่น VCD จาก รูปภาพต่าง ๆ ที่ทำางานได้ รวดเร็วหลายคนคงจะมีไฟล์รูปภาพต่างๆเก็บสะสมไว้และเมื่อ ต้องการ ที่จะนำาเอาภาพเหล่านั้น มาแปลงให้อยู่ในรูปแบบของแผ่น VCD ที่สามารถนำาเอาไปใช้ เป็นกับเครื่องเล่น VCD ทั่วไปได้ ProShow Gold เป็นซอฟต์แวร์ที่สามารถนำาเอาภาพมาทำาเป็นแผ่น VCD โดยที่สามารถ ทำาการแปลงได้อย่างรวดเร็วและยังใส่เสียงเพลงประกอบได้ด้วย

การใช้ง าน โปรแกรม ProShow Gold มีข ั้น ตอนดัง นี้


1. เริ่มที่ Main Menu เป็นตัวเมนูหลักสำาหรับควบคุมและทำา งานของโปรแกรม 2. การเข้าสู่โปรแกรมเราสามารถ คลิกที่ Icon บน Desktop เพื่อเข้าใช้งานโปรแกรมได้ 3. หน้าจอจะแสดงการเข้าสู่โปรแกรม 4. เมื่อเข้าสู่โปรแกรมครั้งแรกโปรแกรมจะให้ใส่ Activate Registration จากนั้นเราก็กดที่ปุ่ม

Activate Registration

การแทรกภาพในชิ้น งาน ProShow Gold มีข ั้น ตอนดัง นี้ 1.สามารถเลือกที่อยู่ของไฟล์ต่างๆที่จะนำามาใช้ในชิ้นงานของได้ โดยไปที่ Folders List ด้านซ้ายมือเพื่อเลือกตำาแหน่งที่อยู่ของไฟล์งาน


2.เมื่อได้ตำาแหน่งที่ต้องการแล้วให้เลือกข้อมูลทีต ่ ้องการโดยลาก ไฟล์งานเข้ามาไว้ในไลด์บนหน้าจอ 3. เมื่อได้ตำาแหน่งที่ต้องการแล้ว การใส่ข้อความในสไลด์ ซึ่งจะ ได้ข้อความตามที่ต้องการ ในครั้งนี้สามารถ ใส่เ สีย ง, ใส่ Effects ใน รูปแบบที่ต้องการ

สุดท้าย ในการเปลี่ยนเวลาในสไลด์ แต่ละช่วงเวลาที่ต้องการ สามารถแก้ไขได้ รวมถึงการเขียนชิ้นงานลงแผ่นซีดี ได้เลยซึ่งสามารถ นำาเสนอในรูปแบบของ vcd ได้สมบูรณ์ในการทำางาน

โปรแกรม Flip Album โปรแกรม Flip Album 6 Pro หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ หรือ เป็นโปรแกรม ลักษณะของโปรแกรมสำาเร็จรูป โดยโปรแกรมชุด Flip Album เป็น โปรแกรมที่นิยมสร้าง e-Book ย่อมาจากคำาว่า electronic book หมายถึง หนังสือที่สร้างขึ้นด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์มีลักษณะคล้ายหนังสือจริง


สามารถเปิดอ่านได้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ และมีลักษณะพิเศษคือ สามารถสื่อสารกับผู้อ่านในลักษณะของมัลติมีเดียได้ ได้แก่ ข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และเสียง แต่ยังคงรักษารูปแบบความเป็น หนังสือไว้ไม่ว่าจะเป็นรูปร่าง หรือลักษณะการเปิดอ่าน

ซอฟแวร์ท ี่ใ ช้ก ับ หนัง สือ อิเ ล็ก ทรอนิก ส์ ในปัจ จุบ ัน มี 2 ประเภท คือ โปรแกรมที่นิยมใช้สร้าง e-Book มีอยู่หลายโปรแกรม แต่ที่นิยมใช้กัน มากในปัจจุบันได้แก่ 1. โปรแกรมชุด Flip Album 2. โปรแกรม DeskTop Author 3. โปรแกรม Flip Flash Album ชุดโปรแกรม ทั้ง 3 จะต้องติดตั้งโปรแกรมสำาหรับอ่าน (Reader) หนังสือ อิเล็กทรอนิกส์ด้วย มิฉะนั้นแล้วจะเปิดหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไม่ได้ ประกอบด้วย 1.1 โปรแกรมชุด Flip Album จะมีแฟ้มนามสกุล .opf ต้องใช้โปรแกรม Flip Viewer 1.2 โปรแกรมชุด DeskTop Author จะมีแฟ้มนามสกุล .dml ต้องใช้ โปรแกรม DNL Reader 1.3 โปรแกรมชุด Flip Flash Album จะมีแฟ้มนามสกุล .swf ต้องใช้ โปรแกรม Flash Player


ลัก ษณะไฟล์ข อง Electronic Book 1. HTML เป็นรูปแบบที่ได้รับความนิยมสูงสุด จะมีนามสกุลของ ไฟล์หลายแบบ เช่น .htm หรือ .html เป็นต้น สาเหตุที่ได้รับความนิยม สูงสุดนั้นมาจากบราวเซอร์สำาหรับเข้าชมเว็บต่างๆ เช่น Internet Explorer หรือ Netscape Communication ที่ใช้กันทั่วโลกสามารถอ่าน ไฟล์ HTML ได้ สำาหรับ XML ก็มีลักษณะเช่นเดียวกับไฟล์ HTML นั่นเอง 2. PDF Portable หรือ Document Format ถูกพัฒนาโดย Adobe System Inc

เพื่อ จัดเอกสารให้อยู่ในรูปแบบที่เหมือนเอกสารพร้อม

พิมพ์ ไฟล์ประเภทนี้สามารถอ่านได้โดยระบบปฏิบัติการจำานวนมากและ รวมถึงอุปกรณ์ E-Book Reader ของ Adobe ด้วย 3. PML พัฒนาโดย Peanut Press เพื่อใช้สำาหรับสร้าง E-Books โดยเฉพาะอุปกรณ์พกพาต่างๆ ที่สนับสนุน ไฟล์ประเภท PML นี้จะ สนับสนุนไฟล์นามสกุล .PDF ด้วย


วิธ ีก ารที่ใ ช้ก ับ การผลิต หนัง สือ อิเ ล็ก ทรอนิก ส์ (e-Book) ด้ว ยโปรแกรมในตระกูล Flip Album 1.เตรียมความพร้อมเพื่อการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ 2.ทำาความรู้จักกับโปรแกรม Flip Album 6 Pro ผู้ใช้งานจะต้องติดตั้ง ตัวโปรแกรม (install) ลงไปในเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่ใช้งานอาจเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ส่วนบุคคล (Personal Computer) หรือเครื่องพกพาแบบโน๊ตบุ๊ค (Note Book) ก็ได้ ขณะปฏิบัติการงานสร้างนั้น คอมพิวเตอร์ไม่จำาเป็นต้องเชื่อมต่อระบบ เครือข่ายก็ได้ 3. การติดตั้งโปรแกรม Flip Album 6 Pro 4. การเข้าสู่โปรแกรม Flip Album 6 Pro การเข้าสู่โปรแกรมมีวิธี การหลัก 2 วิธี คือ 1.) เข้าโดย Dubble Click ที่รูปภาพหนังสือสีแดงบนหน้า Desktop หรือ 2.) เข้าโดย Click ที่ปุ่ม Start/Program/E-Book Sytems/FlipAlbum 6 Pro/FlipAlbum Pro 5. การสร้างสรรค์งานโปรแกรม Flip Album 6 Pro ซึ่งสามารถมีการ เพิ่มหน้าหนังสือแบบอัตโนมัติ 6. การนำาเข้าข้อมูลจากภาพกราฟิค (Digital Pictures) การนำาเข้า ข้อความมาจัดพิมพ์ใส่ในหนังสือ รวมถึงการนำาเข้าข้อความจาก


Microsoft Word และ PowerPoint มาสร้าง e-book 7. การนำาไฟล์ PDF มาสร้าง e-book การตกแต่งหนังสือ (Set Book Option) การแทรกภาพนิ่ง (Insert Clip Art) การจัดทำาไฟล์วีดิทัศน์ (Video)

รูป แบบคอมพิว เตอร์ช ่ว ยสอน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน (CAI) หมายถึง สือ ่ การเรียนการสอน ทางคอมพิวเตอร์รูปแบบหนึ่ง ซึ่งใช้ความสามารถของคอมพิวเตอร์ใน การนำาเสนอสือ ่ ประสมอันได้แก่ ข้อความ ภาพนิ่ง กราฟิก แผนภูมิ กราฟ วิดีทัศน์ ภาพเคลื่อนไหว และเสียง เพื่อถ่ายทอดเนื้อหาบทเรียน หรือ องค์ความรู้ในลักษณะที่ ใกล้เคียงกับการสอนจริงในห้องเรียนมาก


ที่สุด

โดยมีเป้า หมายที่สำาคัญก็คือ สามารถดึงดูดความสนใจของผู้

เรียน และกระตุ้นให้เกิดความต้องการที่ จะเรียนรู้ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน เป็นตัวอย่างที่ดีของสื่อการศึกษาในลักษณะตัวต่อตัว ซึ่งผู้เรียนเกิดการ เรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์ หรือการโต้ตอบพร้อมทั้งการได้รับผลป้อน กลับ (FEEDBACK) นอกจาก นี้ยังเป็นสื่อ ที่สามารถตอบสนองความ แตกต่างระหว่างผู้เรียนได้เป็นอย่างดี รวมทั้งสามารถที่จะประเมิน และ ตรวจสอบความเข้าใจของผู้เรียนได้ตลอดเวลา

การจัด ทำา CAI ที่ด ีน ั้น ต้อ งมีอ งค์ป ระกอบที่ส ำา คัญ คือ ·

นักวิชาการ (Academic Expert)

·

นักเทคโนโลยีการศึกษา (Innovator)

·

นักเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Programmer)

·

นักสร้างสรรค์ (Producer)

·

นักศิลปะ (Artist)

ฉะนั้น CAI ก็คือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ช่วยครูสอน แต่ไม่ได้ หมายความว่าจะสามารถทำาหน้าที่แทนครูได้ทั้งหมด โดยที่ครูไม่ต้องทำา อะไรเลย ครูยังจำาเป็นที่ต้องคอยแนะนำาและเตรียมเนื้อหา เพี่อให้บรรลุ วัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ในเนื้อหานั้น ๆ ในเวลาจำากัด จึงกล่าวได้ว่า “ครูผู้สอนจะเป็นผู้ที่ทำา CAI ได้ดีทส ี่ ุด”

คอมพิวเตอร์ ช่วยสอน computer assisted instruction หมายถึง CAI ย่อ มาจากคำา ว่า COMPUTER-ASSISTED หรือ AIDED INSTRUCTION คอมพิว เตอร์ช ่ว ยสอน (CAI) หมายถึง สื่อการเรียนการสอนทางคอมพิวเตอร์รูปแบบหนึ่ง ซึ่งใช้ความสามารถ


ของคอมพิวเตอร์ในการนำาเสนอสื่อประสมอันได้แก่ ข้อความ ภาพนิ่ง กราฟิก แผนภูมิ กราฟ วิดีทัศน์ ภาพเคลื่อนไหว และเสียง เพื่อถ่ายทอด เนื้อหาบทเรียน หรือองค์ความรู้ในลักษณะที่ ใกล้เคียงกับการสอนจริง ในห้องเรียนมากที่สุดโดยมีเป้าหมายที่สำาคัญก็คือ สามารถดึงดูดความ สนใจของผู้เรียน และกระตุ้นให้เกิดความต้องการที่ จะเรียนรู้ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนเป็นตัวอย่างที่ดีของสื่อการศึกษาในลักษณะตัวต่อ ตัว ซึ่งผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จากการมีปฏิสัมพันธ์ หรือการโต้ตอบพร้อม ทั้งการได้รับผลป้อนกลับ (FEEDBACK) นอกจากนี้ยังเป็นสื่อ ที่ สามารถตอบสนองความแตกต่างระหว่างผู้เรียนได้เป็นอย่างดี รวมทั้ง สามารถที่จะประเมิน และตรวจสอบความเข้าใจของผู้เรียนได้ตลอด เวลา

คุณ ลัก ษณะสำา คัญ ของคอมพิว เตอร์ช ่ว ยสอน (CAI) คุณลักษณะที่เป็นองค์ประกอบสำาคัญของคอมพิวเตอร์ช่วยสอน 4 ประการ ได้แก่ 1. สารสนเทศ (Information) หมายถึง เนื้อหาสาระที่ได้รับการเรียบ เรียง ทำาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ หรือได้รับทักษะอย่างหนึ่งอย่างใดตาม ที่ผู้สร้างได้กำาหนดวัตถุประสงค์ไว้ การนำาเสนออาจเป็นไปในลักษณะ ทางตรง หรือทางอ้อมก็ได้ ทางตรงได้แก่ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภท ติวเตอร์ เช่นการอ่าน จำา ทำาความเข้าใจ ฝึกฝน ตัวอย่าง การนำาเสนอ ในทางอ้อมได้แก่ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนประเภทเกมและการจำาลอง 2. ความแตกต่างระหว่างบุคคล (Individualization) การตอบสนอง


ความแตกต่างระหว่างบุคคล คือลักษณะสำาคัญของคอมพิวเตอร์ช่วย สอน บุคคลแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกันทางการเรียนรู้ คอมพิวเตอร์ ช่วยสอน เป็นสื่อประเภทหนึ่งจึงต้องได้รับการออกแบบให้มีลักษณะที่ ตอบสนองต่อความแตกต่างระหว่างบุคคลให้มากที่สุด 3. การโต้ตอบ (Interaction) คือการมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างผู้เรียนกับ คอมพิวเตอร์ช่วยสอนการเรียน การสอนรูปแบบที่ดีที่สุดก็คือเปิดโอกาส ให้ผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์กับผู้สอนได้มากที่สุด 4.การให้ผลป้อนกลับโดยทันที (Immediate Feedback) ผลป้อนกลับหรือ การให้คำาตอบนี้ถือเป็นการ เสริมแรงอย่างหนึ่ง การให้ผลป้อนกลับแก่ผู้ เรียนในทันทีหมายรวมไปถึงการที่คอมพิวเตอร์ช่วยสอนที่สมบูรณ์จะ ต้องมีการ ทดสอบหรือประเมินความเข้าใจของผู้เรียนในเนื้อหาหรือ ทักษะต่าง ๆ ตามวัตถุประสงค์ที่กำาหนดไว้

ประโยชน์ข องคอมพิว เตอร์ช ่ว ยสอน (CAI) 1. ช่วยให้ผู้เรียนที่เรียนอ่อน สามารถใช้เวลานอกเวลาเรียนในการ ฝึกฝนทักษะ และเพิ่มเติมความรู้ เพื่อปรับปรุงการเรียนของตน 2. ผู้เรียนสามารถนำาคอมพิวเตอร์ช่วยสอนไปใช้ในการเรียนด้วยตนเอง ในเวลา และสถานที่ที่สะดวก 3. คอมพิวเตอร์ช่วยสอนสามารถที่จะจูงใจผู้เรียนให้เกิดความ กระตือรือร้น สนุกสนานไปกับการเรียนประโยชน์ ของการใช้ คอมพิวเตอร์ ในการ

จัดการเรียนรู้


1.ใช้เพื่อจัดการในชั้นเรี ยน (Classroom Management) 2.ใช้ในการจัดการเรียนการสอน (Instruction)

การสร้า งและพัฒ นาบทเรีย นคอมพิว เตอร์ช ่ว ยสอน แฮนนิฟิลและเพค (Hannafin and Peck) อ้างถึงใน บุญ เกื้อ ควรหาเวช (2543 : 71 - 74) ได้ให้ข้อคำานึงในการสร้างบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนและลักษณะของการพัฒนาบทเรียนคอมพิวเตอร์ ช่วยสอนที่ดีไว้ 12 ประการ ดังนี้ 1.สร้างขึ้นตามจุดประสงของการสอนเพื่อที่จะให้ผู้เรียนได้เรียนได้จาก บทเรียนนั้น ได้มีความรู้และทักษะตลอดจนทัศนคติของผู้สอนได้ตั้งไว้ ให้ผู้เรียนสามารถประเมินผลด้วยตนเองว่าบรรลุจุดประสงค์ในแต่ละข้อ หรือไม 2.บทเรียนที่ดีควรเหมาะสมกับลักษณะของผู้เรียน การสร้างบทเรียนจะ ต้องคำานึงถึงผู้เรียนเป็นสำาคัญว่าผู้เรียนมีความรู้ความสามารถพื้นฐาน อยู่ในระดับใด ไม่ควรที่จะยากหรือง่ายจนเกินไป 3.บทเรียนที่ดีควรปฏิสัมพันธ์กับผู้เรียนให้มากที่สุดการเรียนจาก คอมพิวเตอร์ช่วยสอนควรมีประสิทธิภาพมากกว่าเรียนจากหนังสือเพราะ สามารถสื่อสารกับผู้เรียนได้ 2 ทาง 4.บทเรียนที่ดีควรจะมีลักษณะเป็นการสอนรายบุคคล ผู้เรียนสามารถที่ จะเลือกเรียนหัวข้อที่ตนเองมีความสนใจและต้องการที่จะเรียนและ สามารถที่จะข้ามบทเรียนที่ตนเองเข้าใจแล้วได้ แต่ถ้าบทเรียนที่ตนเอง ยังไม่เข้าใจก็สามารถเรียนซ้อมเสริมจากข้อแนะนำาของคอมพิวเตอร์


ช่วยสอนได้ 5.บทเรียนที่ดีควรคำานึงถึงความสนใจของผู้เรียน ควรมีลักษณะเร้า ความสนใจของผู้เรียนได้ตลอดเวลา เพราะจะทำาให้ผู้เรียนเกิดความ กระตือรือร้นในการเรียนอยู่เสมอ 6.บทเรียนที่ดีควรสร้างความรู้สึกในทางบวกของผู้เรียนควรทำาให้ผู้ เรียนเกิดความรู้สึกเพลิดเพลิน เกิดกำาลังใจและควรที่จะหลีกเลี่ยงการ ลงโทษ 7.ควรจัดทำาบทเรียนให้สามารถแสดงผลย้อนกลับไปยังผู้เรียนให้มากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแสดงย้อนกลับในทางบวก ซึ่งจะสามารถทำาให้ ผู้เรียนชอบและไม่เบื่อหน่าย 8.บทเรียนที่ดีควรเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมทางการเรียนการสอนบท เรียนควรปรับเปลี่ยนให้ง่ายต่อกลุ่มผู้เรียน เหมาะกับการจัดตารางเวลา เรียน สถานที่ตั้งคอมพิวเตอร์มีความเหมาะสมควรคำานึงถึงการใส่เสียง ระดับเสียงหรือดนตรีประกอบควรให้เป็นที่ดึงดูดใจผู้เรียนด้วย 9.บทเรียนที่ดีควรมีวิธีการประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้เรียนอย่าง เหมาะสม ควรหลีกเลี่ยงคำาถามที่ง่ายตรงเกินไป หรือไร้ความหมาย การเฉลยคำาตอบควรให้แจ่มแจ้งไม่คลุมเครือและไม่ควรเกิดความสับสน 10.บทเรียนควรใช้กับคอมพิวเตอร์ที่จะเป็นแหล่งทรัพยากรทางการ เรียนอย่างชาญฉลาดไม่ควรเสนอบทเรียนในรูปอักษรอย่างเดียวหรือ เรื่องราวที่พิมพ์เป็นอักษรโดยตลอดควรใช้สมรรถนะของเครื่อง คอมพิวเตอร์อย่างเต็มที่ เช่น การเสนอด้วยภาพ ภาพเคลื่อนไหว ผ


สมตัวอักษรหรือให้มีเสียงหรือแสงเน้นที่สำาคัญ หรือวลีต่างๆ เพื่อ ขยายความคิดของผู้เรียนให้กว้างไกลมากขึ้น ผู้ที่สร้างบทเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอนควรตระหนักในสมรรถนะของเครื่องคอมพิวเตอร์ ที่มีอยู่ตลอด ข้อจำากัดต่างๆ ของคอมพิวเตอร์ด้วย เพื่อที่จะหลีกเลี่ยง ความสูญเสียบางสิ่งบางอย่างของสมรรถนะของคอมพิวเตอร์ไป เช่น ภ าพเคลื่อนไหวปรากฏช้าเกินไป การแบ่งส่วนย่อยๆ ของโปรแกรมมี ขนาดใหญ่เกินไปทำาให้ไม่สะดวกต่อการใช้ 11.บทเรียนที่ดีตอ ้ งอยู่บนพื้นฐานของการออกแบบการสอนคล้ายๆกับ การผลิตสือ ่ ชนิดอื่นๆ การออกแบบทเรียนที่ดีย่อยจะสามารถเร้าความ สนใจของผู้เรียนได้มาก การออกแบบบทเรียนย่อมประกอบด้วยการตั้ง วัตถุประสงค์ของบทเรียน การจัดลำาดับขั้นต้อนของการสอนการสำารวจ ทักษะที่จำาเป็นต่อผู้เรียนเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่วางไว้

จึงควรจัด

ลำาดับขั้นตอนการสอนให้ดี มีการวัดผลและการประเมินผลย้อนกลับให้ ผู้เรียนได้ทราบ มีแบบฝึกหัดพอเพียงและให้มีการประเมินผลของขั้น สุดท้าย เป็นต้น 12.บทเรียนที่ดีควรมีการประเมินผลทุกแง่ทุกมุม เช่น การประเมิน คุณภาพของผู้เรียนประสิทธิภาพของผู้เรียน ความสวยงาม ความตรง ประเด็นและความตรงทัศนคติของผู้เรียน เป็นต้น

การใช้โ ปรแกรม Authorware Author ware เป็นโปรแกรมประยุกต์ที่นิยมนำามาสร้างบทเรียน


คอมพิวเตอร์ช่วยสอนมากที่สุด เพราะเนื่องจากว่า เข้าใจง่าย มีการ เขียนโปรแกรมที่ใช้ง่าย

ทำา ความรู้จ ัก กับ ส่ว นต่า งๆ ของโปรแกรม Authorware 4 โปรแกรม Authorware มีส่วนประกอบหลัก ๆอยู่ 5 ส่วนด้วยกันคือ 1. แถบชื่อ (Title Bar) จะอยู่บนสุดถ้าเป็นของโปรแกรมจะมีชื่อว่า Authorware แต่ถ้าเป็นโปรแกรมที่ท่านตั้งชื่อแล้ว จะปรากฏในแถบ Title Bar นี้ด้วย 2. แถบเมนู (Menu Bar) อยู่รองลงมา จะมีเมนูอยู่บนแถบนี้ 10 เมนู แต่ละตัวจะมีเมนูย่อยเป็นแบบ Pull Down Menu 3. แถบไอคอน (Icon Bar) จะเป็นรูปไอคอนต่าง ๆ โดยเอาคำาสั่งจาก เมนูย่อยของแถบเมนูคำาสั่งที่ใช้บ่อย ๆ มาทำาเป็นไอคอนเพื่อความ สะดวกในการเรียกใช้งาน


4. ไอคอนพาเลตต์ (Icon Palette) เป็นแถบไอคอนเครื่องมือ (Tools) เรียงตามแนวตั้งอยู่ทางด้านซ้ายของจอ 5. หน้าต่างออกแบบ (Design Window) เป็นหน้าจอว่าง ๆ มีเส้น FLOW LINE 1 เส้นเพื่อเตรียมให้ท่านออกแบบงาน ใช้เมาส์ลากขอบหน้าต่างนี้ เข้าออก เป็นการย่อและขยายหน้าต่าง บนแถบหัวของหน้าต่าง ออกแบบ จะมีชื่อเป็น Untitle-1 ให้ก่อน จนกว่าจะบันทึก (Save) งาน แล้วตั้งชื่อใหม่บนแถบหัวนี้จะเป็นชื่อที่ตั้งไว้

การใช้ร ะบบจัด การเรีย นการสอนในระบบออนไลน์ Moodle Moodle ย่อ มาจาก Modular Object-Oriented Dynamic Learning Environment คือ ระบบจัดการเรียนการสอนในระบบออนไลน์ให้มีบรรยากาศเหมือน เรียนในห้องเรียน หรือเรียกว่า LMS (Learning Management S ystem) หรือระบบจัดคอร์สการเรียนการสอน CMS(Course Management System ผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต อินทราเน็ต สำาหรับสถาบันการ ศึกษา หรือครู ใช้เพื่อเตรียมแหล่งข้อมูล กิจกรรม และเผยแพร่แบบ ออนไลน์ผ่านอินเทอร์เน็ต หรืออินทราเน็ต Moodle สามารถ นำาไป ใช้ได้ ทั้งองค์กรระดับ มหาวิทยาลัย โรงเรียน สถาบัน หรือครูสอนพิเศษ โปรแกรมชุดนี้เป็น Open Source ภายใต้ข้อตกลงของ gnu.org (General Public License) สามารถ download ได้ฟรีจาก http://moodle.org ผู้ พัฒนาโปรแกรมคือ Martin Dougiamas สถาบัน การศึกษาใดต้องการ นำาไปใช้ จัดระบบการเรียนการสอน จะต้องอาศัยผู้ดูแลระบบ( Admin)


ที่ความสามารถในการติดตั้ง โดยที่ต้องมี Web Server ที่บริการภาษา php และ mysql

ความสามารถ ของ moodle 1. เป็นโปรแกรม จัดการเรียนการ สอนผ่านระบบ เครือข่าย คอมพิวเตอร์ ประเภทฟรีแวร์ ที่ได้รับการยอมรับกันทั่วโลก 2. สามารถเป็นได้ทั้ง CMS (Course Management System) และ LMS (Learning Management System) ช่วยรวบรวมวิชาเป็นหมวด หมู่ เผยแพร่เนื้อหา ของผู้สอน พร้อมบริการให้นักเรียนเข้ามา ศึกษา และบันทึกกิจกรรมของนักเรียน 3. สามารถสร้างแหล่งข้อมูลใหม่ หรือเผยแพร่เอกสารที่ทำาไว้ เช่น Microsoft Office, Web Page, PDF หรือ Image เป็นต้น ใจกว้าง ไม่หวง วิชา มีเอกสารที่เคยรวบรวมไว้ ก็ส่งเข้าไปเผยแพร่ได้โดยง่าย 4. มีระบบติดต่อสื่อสาร ระหว่างนักเรียน เพื่อนร่วมชั้น และผู้สอน เช่น chat หรือ webboard เป็นต้น นักเรียนฝากคำาถาม ครูทิ้งคำาถามไว้ ครูนัด สนทนาแบบออนไลน์ ครูนัดสอนเสริม หรือแจกเอกสารให้อ่านก่อน เข้า


เรียน ก็ได้ 5. มีระบบแบบทดสอบ รับการบ้าน และกิจกรรม ที่รองรับระบบ ให้ คะแนนที่หลากหลาย ให้ส่งงาน ให้ทำาแบบฝึกหัด ตรวจให้คะแนนแล้ว export ไป excel 6. สำารองข้อมูลเป็น . zip แฟ้มเดียว ในอนาคตสามารถนำาไปกู้คืน ลงไป ในเครื่องใดก็ได้ ข้อมูลประกอบการตัดสินใจเลือกใช้ Moodle

องค์ป ระกอบของ moodle ที่ม หาวิท ยาลัย ควรมี 1. มี Web Browser เช่น Internet explorer ในการติดต่อกับ moodle ทั้ง โดยครูผู้สอนและนักเรียน 2. มี Web Server ที่ให้บริการ php และ mysql 3. มี ผู้ต ิด ตั้ง ผู้ด ูแ ล และบำา รุง รัก ษา ควรทำาโดยนักคอมพิวเตอร์ ที่ ที่มีประสบการณ์ เกี่ยวกับการติดตั้ง การบำารุงรักษา และการเขียนเว็บ 4. มี ครู นัก เรีย น และผู้บ ริห าร ที่ยอมรับในเทคโนโลยีสมัยใหม่ ดัง นั้น moodle ไม่เหมาะกับเด็กอนุบาล หรือครูที่ไม่มีไฟ 5. มี การเชื่อ มต่อ เป็น ระบบเครือ ข่า ย เช่น อินเทอร์เน็ต อินทราเน็ต ( LAN) ผู้ท ี่เ กี่ย วข้อ งกับ Moodle 1. ผู้ดูแลระบบ (Admin) : ติดตั้งระบบ บำารุงรักษา กำาหนดค่าเริ่มต้น และ กำาหนด สิทธ์การเป็นครูผู้สอน 2. ผู้สอน ( Teacher) : เพิ่มแหล่งข้อมูล เพิ่มกิจกรรม ให้คะแนน ตรวจ


สอบกิจกรรมผู้เรียน ตอบคำาถาม และติดต่อสือ ่ สาร 3. ผู้เรียน ( Student) : เข้าศึกษาแหล่งข้อมูล และทำากิจกรรม ตาม แผนการสอน 4. ผู้เยี่ยมชม ( Guest) : เข้าเรียนได้เฉพาะวิชาที่อนุญาต และจำากัดสิทธ์ ในการทำากิจกรรม

รูป แบบ Social Network Social ในที่นี้หมายถึง สังคมออนไลน์ Media ในที่นี้หมายถึง เนื้อหา เรื่องราวและบทความ Social Network หมายถึง สังคมออนไลน์ที่จะช่วยให้คุณหาเพื่อนบน โลกอินเทอร์เน็ตได้ง่ายๆ เราสามารถที่จะสร้างพื้นที่ส่วนตัวขึ้นมา และ ได้ทำาความรู้จักกับเพื่อนหรือคนอื่นๆ และยังสามารถแนะนำาตัวเองได้ เช่น Hi5, Friendster, MySpace, FaceBook, Orkut, Bebo, Tagged เป็นต้น


เว็บ SNS (Social Network Site) เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นเว็บที่สร้าง ขึ้นมาเพื่อการตอบสนองความต้องการในการติดต่อธุรกิจหรือหาเพื่อน บนโลกไซเบอร์ทั้งสิ้น

การใช้ Social Network เพื่อ การเรีย นการสอน การใช้เ ว็บ บล็อ ก (Weblog) เพื่อ การเรีย นการสอน Blog มาจากคำาว่า World Wide Web ซึ่งหมายถึงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่ เชื่อมโยงกันไปทั่วโลกกับคำาว่า log แปลว่า บันทึก รวมกันเป็น Weblog นิยมเรียกสั้น ๆ ว่า Blog ซึ่งเป็นเว็บไซต์พันธุ์ใหม่รูปแบบใหม่ที่กำาลังได้รับความนิยมอย่างแพร่ หลายทั่วโลก สามารนำามาประยุกต์ใช้เกิดประโยชน์ได้กับแทบทุกวงการ การ สร้างสรรค์ Weblog ทำาได้อย่างรวดเร็ว ไม่จำาเป็นต้องใช้ทักษะทางคอมพิวเตอร์มาก นักก็สามารถทำาได้อย่างสวยงามน่าทึ่ง ดังที่ท่านจะได้ลงมือปฏิบัติในครั้งนี้

Weblog มีป ระโยชน์ จุดเด่นที่สุดของ Blog ก็คือ มันสามารถเป็นเครื่องมือสือ ่ สารชนิดหนึ่ง ที่ สามารถสื่อถึงความเป็นกันเองระหว่างผู้เขียนบล็อก และผู้อ่านบล็อกที่ เป็นกลุ่มเป้าหมาย ที่ชัดเจนของบล็อกนั้น ๆ ผ่านทางระบบ comment ของบล็อกนั่นเอง

วัต ถุป ระสงค์ก ารใช้เ ว็บ บล็อ ก (Weblog) เพื่อ การเรีย น การสอน การใช้เว็บบล็อกเพื่อการเรียนการสอนมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1.เพี่อกระตุ้นความสนใจของผู้เรียน 2.เพื่อเป็นแหล่งรวมรวบเนื้อหา


3.เพื่อเป็นสื่อในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับบุคคลอื่น 4.เพื่อการติดตามการปฏิบัติงานของผู้เรียน 5.เพื่อเป็นสื่อในการเผยแพร่ผลงานของผู้เรียน 6.เพื่อเป็นสื่อเชื่อมโยงในการศึกษาค้นคว้ากับเว็บไซต์อื่นๆ 7.เพื่อความสนุกเพลิดเพลินของผู้เรียน 8.เพื่อฝึกทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ในการแสวงหาแหล่งเรียนรู้ต่างๆ

ประโยชน์ข อง Weblog 1. เป็นสื่อที่ใช้ในการแสดงความคิดเห็น ความรู้สึกของผู้เขียนเกี่ยวกับ เรื่องต่างๆ เพื่อเสนอให้ผู้คน สาธารณะได้รับรู้ 2. เป็นเครื่องมือช่วยในด้านธุรกิจ เช่น การโฆษณา ประชาสัมพันธ์ การ เสนอข่าวสารความเคลื่อนไหวขององค์กร การเสนอตัวอย่างสินค้า การ ขายสินค้า และการทำาการตลาดออนไลน์ เป็นต้น 3. เป็นแหล่งความรู้ใหม่ๆ ที่ถูกต้องและชัดเจน จากผู้มีความรู้เฉพาะ ด้านๆ นั้น เนื่องจากผู้เขียน Blog มักจะเขียนถึงเรื่องที่ตัวเองถนัด ชอบ และมีความรู้ลึกในเรื่องนั้นๆ การค้นหาข้อมูลเฉพาะด้านใน Blog ต่างๆ จึงทำาให้เราค้นพบความรู้ และผู้มีความรู้ความชำานาญในด้านต่าง ๆ ได้ รวดเร็วขึ้น 4. ทำาให้ทันต่อเหตุการณ์ในโลกปัจจุบัน เพราะข่าวสารความรู้ มาจาก ผู้คนมากมาย(ทั่วโลก) และมักจะเปลี่ยนแปลงได้ทันกับเหตุการณ์ ปัจจุบันเสมอ 5. ไม่ต้องใช้ความรู้ทางคอมพิวเตอร์ชั้นสูงก็สามารถทำาได้


6. ไม่ต้องของพื้นที่บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตเหมือนเว็บไซต์ทั่วไป 7. สามารถบรรจุภาพนิ่ง เสียง และภาพเคลื่อนไหวเหมือนเว็บไซต์ทั่วไป ได้ 8. สามารถใช้งานหรือปรับแต่งให้สวยงามได้ด้วยตนเอง นำามาประยุกต์ ใช้กับการเรียนการสอนได้ดี 9. สำาหรับ Weblog ของ Blogger สามารถบรรจุบทความได้มากถึง 999 บทความ 10.สามารถสร้างสรรค์องค์ประกอบต่างๆ ที่เป็นประโยชน์กับการทำางาน ได้หลายอย่าง เช่น ตัวเลขนับผู้ชม (counter) กระดานข่าว (web board) สไลด์(slides) คลิบวีดิทัศน์ (video clip) เป็นต้น 11.สามารถเชื่อมโยงกับเว็บไซต์อื่น ๆ ได้ตามต้องการ ด้วยคุณสมบัติที่ดีดังกล่าว ทำาให้ weblog ได้รับความนิยมไปทั่วโลก อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในวงการศึกษามีการนำามาประยุกต์ใช้กับการ เรียนการสอนแบบผสมผสานได้เป็นอย่างดี weblog จะทำาหน้าที่เชื่อม โยงระหว่างผู้สอนกับผู้เรียนหรือผู้เรียนกับผู้เรียนได้ตลอดเวลา ทุก สถานที่ที่มีอินเตอร์เน็ตใช้ ผู้เรียนสามารถค้นคว้าความรู้ต่างๆ ที่ เกี่ยวข้องกับเนื้อหาบทเรียนได้จากเว็บไซต์อื่นได้มากมายมหาศาล ทำาให้ผู้เรียนเข้าถึงสาระของเนื้อหาที่สอนได้อย่างกว้างขวางมากขึ้น ดัง นั้น weblog จึงเป็นสื่อการสอนอีกชนิดหนึ่งที่จะช่วยให้ครูอาจารย์ จัดการเรียนการสอนได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น


ขั้น ตอนการสร้า งบล็อ ก 1.ให้ทำาการสมัครบัญชีของ Gmail ของ google แต่ถ้าใครมีบัญชี Gmail อยู่แล้วก็ทำาการล็อกอินเพื่อสร้างบล็อก ของ http://www.blogger.com/ ได้เลย ซึ่งโดยปกติแล้ว เมื่อเราเข้าไปที่ เว็บ www.blogger.com หน้าเพจแรกจะถามบัญชีถึงบัญชี Gmail ของผู้ ที่จะทำาการสร้างบล็อกสำาหรับนักศึกษาที่มีบัญชี Gmail อยู่แล้ว ก็กรอก ชื่อบัญชี Gmail และ รหัสผ่านของตน

2.เมื่อเราเข้าไปที่ www.blogger.com ที่ได้ทำาการล็อกอินบัญชีของ Gmail แล้ว หน้าแรกของ blogger จะมีหน้าตาดังภาพ ใคลิกไปที่เมนู “บล็อ กใหม่” เพื่อทำาการสร้าง บล็อก


3.เมื่อเราคลิกไปที่เมนูเพื่อสร้างบล็อกใหม่แล้ว ให้ทำาการกรอกราย ละเอียดดังนี้ คือ ตรงหัวข้อ ให้พิมพ์ชื่อบล็อก ตรงที่อยู่ ให้ตั้งชื่อ URL ซึ่งควรใช้ชื่อเป็นภาษาอังกฤษและตัวเลข และต้องดูตรงสถานะของ บล็อกด้วยว่าชื่อ URL ที่ตั้งไปนั้นมีผู้ใช้แล้วหรือยังไม่มีผู้ใช้ มันจะแจ้ง ว่า “ที่อยู่บล็อกนี้สามารถใช้ได้” เสร็จแล้วให้ทำาการเลือกรูปแบบ จาก แม่แบบว่าจะให้บล็อกมีหน้าตาในการแสดงผลเช่นไร เมื่อเลือกแล้วก็ คลิกเมนู “สร้างบล็อก”


4. เมื่อทำาการสร้างบล็อกแล้ว เราจะกลับมาที่หน้าจัดการบล็อกเพื่อ ทำาการตกแต่งบล็อกให้ดูสวยงามโดยการใส่รูปภาพหรือ โค๊ดต่างๆ ให้ นักศึกษาทำาการคลิกลูกศรสีดำา เพื่อเลือกเมนู รูป แบบ ดังภาพ

5. เมื่อคลิกเมนูรูปแบบ แล้วจะมีหน้าตาดังภาพให้คลิกที่ เมนู เครื่องมือ ออกแบบเทมเพลต เพื่อปรับแต่งหน้าเทมเพลตตามที่เราต้องการ


6. เมื่อทำาการเลือกรูปแบบของเทมเพลตแล้วให้กลับมาที่ “รูป แบบ” อีก ครั้ง เพื่อทำาการใส่หัวบล็อกและตกแต่งบล็อกโดยคลิกเลือก เมนู แก้ไข ตรงส่วนของ ชื่อบล็อก

7. เมื่อทำาการใส่หัวบล็อกเสร็จแล้ว ให้คลิกที่เมนู “เพิ่ม Gadget” เพื่อใส่ โค๊ด ปฏิทิน นาฬิกา สถิติผู้เยี่ยมชม แล้วแต่ความต้องการของเรา แล้ว คลิกเมนู “บันทึกการจัดเรียง”

8. เมื่อทำาการใส่โค๊ดตกแต่งตามต้องการแล้ว ให้เลือกเมนู “หน้าเว็บ” เพื่อทำาการสร้างหน้าเว็บเพจต่างๆ ตามต้องการ คลิกที่เมนู “แสดงหน้า


เว็บเป็น” เลือกลูกศรสีดำา แล้วคลิกเลือกรูปแบบ “แท็บด้านบนสุด” แล้วกด “บันทึกการจัดเรียง” ดังภาพ

9. เมื่อทำาการสร้างเมนูเว็บเพจ แล้ว ท่านสามารถที่จะทำาลิงค์ไปเว็บไซต์ หรือบล็อกต่างๆ โดยคลิกที่เมนู เพิ่ม “Gadget” แล้วเลือก ฟังก์ชัน “ราย ชื่อลิงค์” แล้วคลิกเครื่องหมาย + เพื่อสร้างลิงค์ ดังภาพ

10. ในการสร้างบทความ ให้คลิกไปที่เมนู “บทความใหม่” ดังภาพ


11. เมื่อคลิกเมนูสร้างบทความใหม่แล้ว ให้นักศึกษา ทำาการแทรกภาพ โดยการคลิกที่ ไอคอน แทรกรูปภาพ คลิกที่เมนู เลือกไฟล์ และทำาการเลือกรูปภาพ แล้ว กด open ดังรูป

ส่ว นประกอบของบล็อ ก ส่วนประกอบของ Blog

บล็อกประกอบไปด้วยส่วนประกอบ 3 ส่วน

สำาคัญ คือ 1. หัวข้อ (Title) หรือ ชือ ่ บทความ ( Entry Title) คือ ชือ ่ เรื่องของ บทความที่เขียนในบล็อก


2. เนื้อหา (Post หรือ Content) อาจเป็นตัวหนังสือ หรืออาจเป็นรูปภาพ วีดีโอ หรือ อนิเมชั่น เป็นต้น โดยส่วนประกอบเหล่านี้จะรวมเป็นส่วน เนื้อหาของบทความ 3. วันเวลาที่เขียน (Date/Time) เป็นวันที่และบางทีอาจมีเวลากำากับอยู่ ด้วย ตัววันที่และเวลานี้ จะเป็นตัวบอกว่าบทความในบล็อกนั้นเขียนขึ้น มาเมื่อไหร่ แก้ไขครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ บางครั้งอาจมีวันเวลาระบุอยู่ใน ส่วนของ comment ด้วย ซึ่งจะเป็นการบ่งบอกว่า comment นั้นเขียนเข้า มาเมื่อไหร่เช่นกัน นอกจากนี้อาจจะยังมีส่วนประกอบย่อยๆอีก ซึ่งแล้วแต่ซอฟต์แวร์ ที่พัฒนาขึ้นมา เช่น - ชื่อผู้เขียน (Blog Author) บางบล็อก อาจมีการระบุชื่อผู้เขียนไว้ใน บล็อกด้วย โดยตำาแหน่งที่จะใส่ชื่อผู้เขียนนั้น สามารถไว้ที่ตำาแหน่งใด ก็ได้ เช่นด้านข้างของหน้าบล็อก (sidebar) หรืออยู่ในตัวบทความ - ความคิดเห็น (Comment) เป็นลิงค์ที่ให้ผู้อ่านคลิกไปเพื่อกรอกความ คิดเห็นให้กับบล็อกนั้น ๆ หรืออ่านความเห็นที่มีคนเขียนเข้ามา - ปฎิทิน (Calendar) บล็อกบางแห่งอาจมีปฎิทินอยู่ด้วย โดยในปฎิทินนั้น สามารถคลิกตามวันที่ เพื่ออ่านบทความของวันที่นั้น ๆ ได้ - บทความย้อนหลัง (Archives) บทความเก่า หรือบทความย้อนหลัง อาจ มีการจัดเตรียมไว้โดยเจ้าของบล็อก โดยบล็อกแต่ละแห่งอาจจัดเรียง บทความย้อนหลังไม่เหมือนกัน เช่นจัดเรียงรายเดือน รายสัปดาห์ ราย วัน


- ลิงค์ไปยังเว็บอื่น (Links) เป็นจุดเด่นและความสนุกของบล็อกอีกอย่าง หนึ่ง โดยบล็อกแต่ละแห่ง อาจมีลิงค์ไปยังเว็บอื่นหลากหลายเว็บ บาง ครั้งเราสามารถเรียก link พวกนี้ว่า blogroll - RSS หรือ XML ตัว RSS นี้อาจมีเตรียมไว้ให้เราโดยอัตโนมัติขึ้นอยู่ กับ Blogware หรือ Blog Host ที่เราเลือกใช้ เช่น WordPress หรือ MovableType นั้นจะมี RSS ลิงค์ไว้ให้เราโดยอัตโนมัติ โดยเจ้า RSS Feed นี้จะช่วยให้ผู้อ่านเข้าถึงบทความของเราได้ง่ายขึ้น โดยการใช้ โปรแกรมช่วยอ่าน Feed ได้ด้วย บางครั้งนักเขียน Blog คนอื่น ก็อาจใช้ RSS Feed นี้เพื่อประโยชน์ในการดึงข้อมูลไปแสดงในเว็บ หรือบล็อก ของตนได้

การนำา เสนอแบบ Web page เป็นรูปแบบที่การนำาเสนอแบบ เดียวกับที่ใช้บนอินเทอร์เนต ปัจจุบันนิยมใช้ในรูปแบบนี้มากขึ้นใน การนำาเสนอต่อที่ประชุม เว็บเบราเซอร์ (Web browser) เป็นโปรแกรม ที่ใช้แสดงผล ส่วนโปรแกรมที่ใช้สร้างเว็บเพจหรือแต่ละหน้านั้นมีวิธี ทำาได้หลายวิธีตั้งแต่วิธด ี ั้งเดิมที่สุดคือการเขียนด้วยภาษา HTML (Hypertext Markup Language) การนำาเสนอแบบ Web Page นี้ใช้ เวลาการจัดทำามากกว่า แต่ด้วยความสามารถมากกว่าและสามารถนำา ขึ้นเว็บไซต์ได้ทันที่ จึงทำาให้การนำาเสนอแบบนี้ได้รับความนิยมมากขึ้น เรื่อยๆ


ข้อ แนะนำา ในการสร้า งเว็บ เพจ ในการสร้างเว็บเพจมีองค์ประกอบหลายประการที่จะทำาให้เว็บเพ จนั้น่าสนใจ ซึ่งมีข้อแนะนำาดังนี้ 1. เลือกกลุ่มเป้าหมาย ต้องระบุให้ชัดเจนว่าเป็นคนกลุ่มใด ระดับ ความรู้เท่าใด ซึ่งจะมีความสัมพันธ์กับเนื้อหาของเว็บเพจ 2. เลือกเนื้อหาและปริมาณข้อมูล ควรเลือกนำาเสนอเนื้อหาที่ดี น่า สนใจและมีการปรับปรุงข้อมูลใหม่ ๆ อยู่เสมอ การใส่ขอ ้ มูลปริมาณมาก จนเกินไป จะทำาให้เว็บเพจดูหนาแน่น ไม่ดึงดูดความสนใจ 3. ออกแบบโครงสร้างของแฟ้มข้อมูล การกำาหนดโครงสร้าง ข้อมูลไว้เป็นหมวดหมู่จะทำาให้ดูแลรักษาเว็บได้ง่าย เป็นระเบียบ สามารถตรวจสอบความผิดพลาดของเว็บเพจได้ง่าย 4. เว็บเพจจะต้องแสดงผลได้กับเว็บบราวเซอร์หลาย ชนิด เทคนิคต่าง ๆ ที่นำามาใช้ควรจะถูกรองรับโดยเว็บบราวเซอร์ รวม ทั้งการเลือกใช้รูปแบบตัวอักษรภาษาไทย เนื่องจากบางเว็บบราวเซอร์


ไม่สามารถแสดงผลภาษาไทยได้ 5. ความเร็วในการโหลดเว็บเพจ ถ้าการโหลดเว็บเพจใช้เวลา นาน จะทำาให้ผู้ชมหมดความอดทนที่จะรอชม ปัจจัยที่มีผลต่อความเร็ว ในการโหลดเว็บเพจ ได้แก่ ขนาดและจำานวนของรูปภาพที่ใช้ เทคนิค ใหม่ ๆ รวมถึงปริมาณของตัวอักษรที่อยู่ในหน้านั้น 6. ความง่ายในการค้นหาข้อมูล การย้อนกลับไปหน้าก่อนและ หลัง หรือ การกลับไปจุดเริ่มต้นควรจะมีอยู่ทุกหน้า เพื่อให้การท่องเว็บ สะดวกและคล่องตัวมากยิ่งขึ้น 7. การเลือกใช้ตัวอักษร ฉากหลัง และสี การเลือกใช้โทนสีจะ ต้องให้เข้ากับเนื้อหาสาระ ไม่ควรใช้ สีฉูดฉาดเป็นพื้นหลัง การเลือกใช้ลักษณะและขนาดของตัวอักษรก็เป็น สิ่งสำาคัญ ขนาดตัวอักษรที่ใหญ่หรือเล็กจนเกินไป จะทำาให้องค์ประกอบ โดยรวมของเว็บนั้นเสียไป 8. ขนาดและชนิดของรูปภาพ รูปภาพที่นิยมใช้ในเว็บเพจมักมี ส่วนขยายของแฟ้มเป็น gif และ jpeg เพราะมีขนาดเล็กและสามารถ โหลดได้เร็ว 9. ส่วนประกอบเพิ่มเติม ได้แก่ ข้อมูลเกี่ยวกับผู้จัดทำา อีเมล์ วัน เวลาที่ทำาการแก้ไขเว็บเพจ รวมถึง เว็บไซด์อื่น ๆ ที่น่าสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ 10. ตรวจสอบเว็บเพจก่อนนำาเสนอ ควรตรวจสอบกับเว็บ บราวเซอร์ชนิดต่าง ๆ และควรมีขอ ้ ความ


แจ้งให้ผู้ใช้ทราบว่า เว็บเพจนี้เหมาะสมกับความละเอียดของภาพเท่าใด 640 x 480 pixels หรือ 800 x 600 pixels เป็นต้น

ข้อ ควรระวัง ในการเขีย นเว็บ เพจ ผู้เชี่ยวชาญทางเว็บได้ให้ข้อควรระวังสำาหรับผู้เริ่มต้นออกแบบเว็บเพจ ไว้ที่เว็บไซต์http://www.doghause.com/top15.html ซึ่งพอจะสรุปได้ ดังนี้ 1.ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการใช้เฟรม เฟรมเป็นรูปแบบของเว็บเพจที่ แบ่งหน้าจอออกเป็นหน้าต่างย่อยๆ ซึ่งอิสระต่อกันทำาให้ใช้งานได้ง่าย แต่ในบางกรณีการใช้เฟรมสร้างความสับสนให้กับผู้ใช้ได้ เช่น เมื่อ เลือกหัวข้อย่อยข้อหนึ่งแล้วชื่อของ URL ในช่อง address ไม่มีการ เปลี่ยนแปลงค่า ทำาให้ผู้ใช้ไม่ทราบจุดอ้างอิงของตัวเองว่าตอนนี้อยู่ใน เว็บเพจใด และจะกลับไปที่จุดเริ่มต้นได้อย่างไร 2.การใช้เทคนิคมากเกินไป ไม่ควรใช้เทคนิคมากเกินความจำาเป็น เช่น แฟลช จาวา หรือการใส่เสียงเบื้องหลังตลอดเวลา แม้ว่าเทคนิค เหล่านี้จะทำาให้เว็บเพจดูสวยงาม และตื่นตาตื่นใจ แต่อาจจะทำาให้โหลด ช้า และน่าเบื่อในที่สุด 3.ป้ายที่แสดงว่าอยู่ระหว่างการดำาเนินการ ไม่ควรนำาสัญรูป (Icon)หรือป้ายที่แสดงว่าอยู่ระหว่างการดำาเนินการขึ้นมาเพราะการใช้ วิธีการแบบนี้มักจะเกิดจากความไม่มั่นใจของผูอ ้ อกแบบว่าเว็บเพจที่ สร้างพร้อมที่จะออกแสดงหรือยัง ซึ่งในกรณีที่ยังไม่พร้อมก็ไม่ต้องนำา ขึ้นแสดง


4.การใช้ภาพกราฟิกขนาดใหญ่หรือปริมาณมากภาพกราฟิกที่มี ขนาดใหญ่จะทำาให้การโหลดช้า ผูอ ้ อกแบบจะต้องละเว้นการใช้กราฟิก ขนาดใหญ่หรือปริมาณมาก เพื่อที่จะเลี่ยงปัญหาคนออกจากเว็บไซต์ เพราะรู้สึกเบื่อหน่าย การเลือกภาพกราฟิก ควรจะเลือกเฉพาะกราฟิกที่ เพิ่มคุณค่าให้กับเนื้อเรื่อง 5. การใช้ตัวอักษรหลายรูปแบบ 6. การใช้ฉากหลังที่ซับซ้อน การใช้ฉากหลังที่ซับซ้อนทำาให้การ อ่านบทความไม่ชัด และในขณะเดียวกันผู้ออกแบบต้องระลึกไว้เสมอว่า ให้ใช้สีที่ตัดกันกับฉากหลังของบทความ หากบทความมีสีอ่อนให้ใช้ ฉากหลังสีเข้ม ตรงกันข้ามกันถ้าบทความสีเข้มให้ใช้ฉากหลังสีออ ่ น 7.การใช้ภาพเคลื่อนไหวมากเกินไป การใช้ภาพเคลื่อนไหวทำาให้ เว็บเพจมีชีวิตชีวา แต่อย่างไรก็ตามการใส่ภาพที่เคลื่อนไหวมากเกินไป จะมีผลกระทบอย่างยิ่งต่อทัศนวิสัย และดึงความสนใจของผู้ชมไปจาก องค์ประกอบอื่นๆ ที่มีความสำาคัญ 8.การเชื่อมโยงกลับไปยังหน้าหลักเว็บเพจแต่ละหน้าควรจะบ่งบอก ชัดเจนว่าเป็นของเว็บไซต์ใดเพราะผู้ใช้บางรายอาจจะเข้าไปยังหน้า รองๆ ของเว็บไซด์โดยบังเอิญ โดยที่ไม่ผ่านโฮมเพจหลักและถ้าผู้ใช้ ต้องการกลับไปที่หน้าแรกของโฮมเพจที่เข้ามาก็สามารถกลับไปดูได้ โดยมีลิงก์ไปยังโฮมเพจหลักได้ 9. ไม่มีการจัดโครงสร้างเว็บเพจ เว็บเพจแต่ละหน้าควรจัดวางให้มี รูปแบบคล้ายกันเพื่อสะดวกต่อการค้นหาเมื่อมีการเปิดเว็บหน้าถัดไป


เนื่องจากมีรูปแบบเดียวกัน ถ้าแต่ละหน้ามีการวางโครงสร้างไว้ต่างกัน มากจะทำาให้เสียเวลาในการค้นหาข้อมูล 10. เนื้อหาที่ไม่แตกต่างไปจากเว็บไซต์อื่นๆผู้เริ่มหัดเขียนโฮมเพจ ส่วนใหญ่จะเริ่มจาก “นี่คือโฮมเพจของฉัน” และพยายามใส่ข้อมูล รวม ทั้งสร้างแหล่งเชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์ต่างๆ ซึ่งมักจะไปซำ้ากับเว็บไซต์ อื่นๆ ดังนั้นก่อนจะเริ่มเขียนควรมีโครงร่างของเว็บที่เราจะนำาเสนอที่มี ความแตกต่างจากเว็บไซต์อื่นๆ ซึ่งจะเป็นจุดดึงดูดความสนใจมากกว่า 11.การแสดงความเห็นมากเกินไป ผู้เริ่มหัดเขียนเว็บเพจบางคนมี เนื้อหาที่จะเสนอมากจนเกินไป โดยใส่ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยากนำาเสนอลง ในเว็บเพจทั้งหมด จึงไม่มีอะไรเป็นจุดเด่น บางเว็บเพจใส่ขอ ้ มูลส่วนตัว ลงไปด้วย ถึงแม้ว่าดูน่าสนใจ แต่ก็ไม่ควรมาอยู่บนเว็บเพจ ยกเว้น ต้องการนำาเสนอตัวเองให้คนอื่นรู้จักการออกแบบที่ดีควรรวบรวมเรื่อง ต่างๆให้เข้าเป็นหมวดหมู่หรือสร้างหน้ารายการเลือกที่รวมแหล่งเชื่อม โยงซึ่งจะนำาผู้อ่านไปสู่หน้าที่แยกกันตามหัวข้อจะดีกว่า 12.การไม่แสดงแหล่งที่มา ถึงแม้ว่าข้อมูลที่อยู่บนอินเทอร์เน็ตจะ เป็นข้อมูลที่เผยแพร่ให้กับทุกๆคน การนำาข้อมูลของผู้อื่นมาลงใน เว็บไซต์ของเรา ไม่ว่าจะเป็นการคัดลอกโดยตรงหรือทำาการวิเคราะห์ แล้ว ก็ควรให้เกียรติกับเจ้าของข้อมูลด้วยโดยการบอกถึงแหล่งที่มาของ ข้อมูล และชื่อเจ้าของข้อมูลนั้น 13.การเชื่อมโยงข้อมูลและข้อมูลที่ไม่ทันสมัย หลายครั้งที่ข้อมูล เป็นข้อมูลเก่าไม่ทันสมัย อันเนื่องจากผู้ออกแบบเว็บไม่มีเวลาในการ


เปลี่ยนข้อมูล จึงควรจะระบุวันที่ เวลา ที่มีการแก้ไขข้อมูลทุกครั้ง เพื่อที่ จะรักษาความเป็นปัจจุบันไม่มีใครต้องการที่จะอ่านข้อมูลที่ไม่ทันสมัย หรือเห็นการเชื่อมโยงข้อมูลที่ไม่มีความต่อเนื่อง 14.การประกาศความรู้สึกที่เป็นลบ ผูอ ้ อกแบบเว็บมือใหม่บาง คนใช้คำาเริ่มต้นที่แสดงถึงความไม่มั่นใจในตัวเองหรืออาจใช้คำาที่ทำาให้ รู้สึกว่าตัวเองด้อย เพื่อที่จะแก้ความขวยเขินที่ได้นำาเว็บเพจนี้ขึ้นบน อินเทอร์เน็ตเพราะเพิ่งเริ่มหัดเขียนโฮมเพจ ตัวอย่างเช่นในเว็บเพจ ภาษาอังกฤษหน้าหนึ่งเริ่มต้นด้วย “This is my stupid page.” เมื่อเริ่มต้น อย่างนี้แล้วก็คงไม่มีใครอยากดูเพราะจะรู้สึกว่าไม่ฉลาดที่ไปดู 15.ปัญหาการเชื่อมโยง การใช้ข้อความในการเชื่อมโยงควรสื่อ ความหมายให้เข้าใจได้ชัดเจน การเชื่อมโยงของเนื้อความควรจะมีการ เรียบเรียงเนื้อหาให้ต่อเนื่องกันไปถึงบทความที่เหลือ และบทความก็ควร จะแยกเป็นเอกสารสิ่งพิมพ์ได้ ผูอ ้ อกแบบมักจะใช้ขอ ้ ความยาวๆทำา แหล่งเชื่อมโยง หรือใช้คำา “คลิก (Click) ที่นี่” ในการเชื่อมโยง ซึ่งควร แทนด้วยการทำาไฮไลต์ที่คำาสำาคัญ ซึ่งสามารถเชื่อมโยงกันภายใน บทความได้

Word Press คือ WordPress คือเป็นซอฟต์แวร์ blog ที่ได้รับความนิยมกันไปทั่วโลก ซึ่ง WordPress พัฒนาโดยใช้ภาษา PHP แล้วให้ใช้งานร่วมกับระบบฐาน ข้อมูล เช่น MySQL ซึ่งซอฟต์แวร์ WordPress ตัวนี้ เป็นซอฟต์แวร์ที่ แจกให้ใช้กันได้ฟรี ทำาให้มีผู้นิยมแพร่หลาย ในประเทศไทยด้วยเช่นกัน


WordPress พัฒนามาเพื่อใช้ในการ อัพเดท blog โดยเฉพาะ ดังนั้นตัว โปรแกรมเอง พัฒนามาให้ใช้งานง่ายดาย โดยมีความง่ายตั้งแต่การติด ตั้ง จนกระทั่งการเขียน blog หรือการเปลี่ยนรูปแบบดีไซน์ หรือธีมของ blog ก็สามารถทำาได้สะดวกง่าย

สรุป สาระสำา คัญ การนำาเสนองานมีวัตถุประสงค์คือ เพื่อให้ผู้ชมเข้าใจสาระ สำาคัญของการนำาเสนอ และให้ผู้ชมเกิดความปรำาทับใจ ซึ่งจะนำาไปสู่ ความเชื่อถือในผลงานที่นำาเสนอ การใช้สื่อ โสตทัศนศึกษาช่วยให้เกิด การรับรู้ที่ดีขึ้น รวมทั้งช่วยให้จดจำาเนื้อหาได้มากขึ้น ทั้งนี้ หลักการ ขั้นพื้นฐานของการนำาเสนอผลงานมีจุดเน้นสำาคัญคือ การดึงดูดความ สนใจ ความชัดเจนและเสียงประกอบที่เหมาะสมด้วย เครื่องมือที่ใช้ในการนำาเสนอผลงานนั้น แต่เดิมมักใช่เครื่อง ฉายสไลด์และเครื่องฉายแผ่นใสเป็นหลัก แต่ในปัจจุบันนี้นิยมใช้เครื่อง คอมพิวเตอร์และเครื่องฉายภาพแอลซีดี รูปแบบการนำาเสนอที่ยังนิยม ใช้กันมากคือ การนำาเสนอแบบ Slide Presentation โดยใช้โปรแกรม PowerPooint แต่มีแนวโน้มว่าการนำาเสนอแบบ Web Page อาจเข้ามา แทนที่


ภาคผนวก


บรรณานุก รม - หนัง สือ เรีย น เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารสำาหรับ ครู - อิน เทอร์เ น็ต -http://miw-noomiw08.blogspot.com/ -http://weblogsimple.blogspot.com/2011/08/blogpost.html -http://www.slideshare.net/Thanthiti/google-blogger11997443 -http://dekwebdesign.blogspot.com/2013/05/blogger.html - สืบ ค้น ข้อ มูล วันที่ 1 กันยายน 2556


รายงาน คอมฯ