Issuu on Google+

จุลสารเพื่อการเผยแผ่อิสลาม...หน้า

1


จากใจถึงใจ

โดย...อ.บรรจง บินกาซัน

เดือนเราะมะฎอนเป็นเดือนที่ประเสริฐที่สุดในรอบปี เพราะในเดือนนี้เป็น เดือนที่คัมภีร์กุรอานได้ถูกประทานลงมาเป็นครั้งแรกยังท่านนบีมุฮัมมัด เพื่อ นำ�มาใช้เป็นทางนำ�สำ�หรับมนุษยชาติที่ต้องการจะได้รับความสุขในชีวิต ทั้ง ในโลกนี้และโลกหน้า ถึงแม้คัมภีร์กุรอานจะถูกประทานมายังมนุษยชาติทั้งหมด แต่คนที่ จะได้รับประโยชน์จากคัมภีร์กุรอานก็คือผู้มีความยำ�เกรงพระเจ้าและเชื่อฟัง พระองค์เท่านั้น ดังนั้น การถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอนถูกกำ�หนดมาให้ มุสลิมปฏิบัติก็เพื่อที่มนุษย์จะได้เกิดความยำ�เกรงพระเจ้า เพราะชะตากรรม ของมนุษย์ในโลกนี้และโดยเฉพาะในโลกหน้านั้นขึ้นอยู่กับการทำ�ความดีและ ละเว้นความชั่วที่พระเจ้ากำ�หนดไว้ หากขาดความยำ�เกรงพระเจ้า มนุษย์ก็ สามารถทำ�ชั่วได้ทุกอย่าง บทเรียนสำ�คัญที่เราควรจะได้จากการถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน ก็คือ ถ้าสิ่งจำ�เป็นต่อชีวิตไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือน้ำ�เรายังสามารถงดเว้น ได้ เมื่อพระเจ้าบัญชาให้ละเว้นในสิ่งที่ไม่จำ�เป็นสำ�หรับชีวิต เช่น อบายมุข ความชั่วและสิ่งต้องห้ามต่างๆ ที่ไม่จำ�เป็นสำ�หรับชีวิตของเรา ทำ�ไมเราจะ งดเว้นไม่ได้ ขอวิงวอนต่ออัลลอฮฺได้โปรดประทานสุขภาพที่ดีแก่ทุกคนในการ ถือศีลอดและขอให้ทุกคนบรรลุถึงวัตถุประสงค์ที่พระองค์ทรงต้องการ นั่นคือ ความยำ�เกรงพระเจ้า จุลสารเพื่อการเผยแผ่อิสลาม...หน้า

2


โดย...อ.บรรจง บินกาซัน

หนุ่มสาวที่รักกัน ทั้งคู่ต่างใฝ่ฝันถึงวันแต่งงาน และเมื่อถึงวันแต่งงาน ทั้งสองฝ่ายก็ใฝ่ฝันที่จะเป็นสามีภรรยาที่มีความสุขและประสบความสำ�เร็จใน ชีวิตครอบครัว ต้องการที่จะให้ชีวิตแต่งงานของตนยั่งยืน หลังจากวันแต่งงานแล้ว ทั้งสองฝ่ายต่างรู้ว่าชีวิตการแต่งงานไม่ใช่ ของง่าย มันเป็นศิลปะที่ต้องใช้ความอดทนอย่างสูง และต้องอาศัยองค์ ประกอบอะไรอีกหลายๆอย่างในการนำ�พาชีวิตให้ผ่านพ้นอุปสรรคไปได้ ต่อจากนี้...เป็นเคล็ดลับเล็กๆน้อยๆ ที่คิดว่าพอจะช่วยให้สามีภรรยาใช้ ชีวิตแต่งงานอย่างมีความสุขไม่มากก็น้อย ประการแรก...แต่งงานด้วยเจตนาที่ถูกต้อง ถ้าคิดจะแต่งงานต้องเริ่มต้นด้วยเจตนาที่ถูกต้องเสียก่อน และระลึกถึง เจตนานี้เสมอ นั่นคือ อย่าแต่งงานเพื่อตอบสนองความใคร่ แต่ให้แต่งงานเพื่อ ความพึงพอพระทัยของอัลลอฮฺ ซึ่งจะทำ�ให้การแต่งงานกลายเป็นอิบาด๊ะฮฺที่จะ ทำ�ให้คู่บ่าวสาวได้รับการตอบแทนและความโปรดปรานจากอัลลอฮฺ เจตนา ตรงนี้จะมีผลทำ�ให้เกิดความรัก ความสงบ ความสุข ความสมัครสมาน และ ความมั่นคงตลอดชีวิตแต่งงาน ถึงแม้จะไม่มั่งคั่งร่ำ�รวยก็ตาม ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้สอนหนุ่มสาวคนใดที่ แต่งงาน เขาหรือเธอก็ทำ�ให้ศาสนาของอัลลอฮฺสมบูรณ์ไปแล้วครึ่งหนึ่ง ส่วน จุลสารเพื่อการเผยแผ่อิสลาม...หน้า

3


ที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งก็ไปทำ�ให้สมบูรณ์หลังการแต่งงาน นั่นหมายความว่าเมื่อ ทั้งสามีภรรยาตระหนักว่าตัวเองต่างมีหน้าที่ที่จะต้องช่วยกันทำ�ให้ศาสนาของ อัลลอฮฺสมบูรณ์ด้วยการใช้ชีวิตตามบทบัญญัติของพระองค์ ทั้งสองก็มีเป้า หมายร่วมกันที่จะฝ่าฟันไปให้ถึง ประการที่สอง...จำ�ไว้ว่าคู่ครองของคุณเป็นพี่ชายและน้องสาวในอิสลาม บ่อยครั้งที่มุสลิมปฏิบัติกับคนภายนอกบ้านอย่างดี แต่กลับปฏิบัติกับคู่ ครองของตนเองแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง มุสลิมจะต้องระลึกอยู่เสมอว่าคู่ครอง ของเราเป็นพี่น้องในอิสลามร่วมกับเราด้วย และคู่ครองของเราก็มีสิทธิ์ที่จะ ได้รับการปฏิบัติที่ดีเช่นเดียวกับคนอื่นเช่นกัน อย่างน้อยที่สุด เมื่อมุสลิมคน อื่นมีสิทธิ์ได้รับความปลอดภัยจากลิ้นและมือของมุสลิมด้วยกัน คู่ครองของ เราก็ต้องได้รับสิทธิ์ยิ่งกว่านั้นอีก ประการที่สาม...อย่าคาดหวังอะไรเกินความจริง ก่อนการแต่งงาน ผู้หญิงและผู้ชายมักจะคาดหวังคิดอะไรที่เกินความ จริง บางคนก็คาดหวังในตัวคู่ครองไว้สูงเกินไป เมื่อไม่ได้ตามที่คาดหวังก็ เกิดความทุกข์และเกิดปัญหาขึ้นมาโดยไม่จำ�เป็น เราจะต้องระลึกอยู่เสมอ ว่า อัลลอฮฺเท่านั้นที่ทรงสมบูรณ์ทุกอย่าง ส่วนมนุษย์นั้นเป็นสิ่งถูกสร้างที่ไม่ สมบูรณ์ มีส่วนดีส่วนเสีย มีส่วนขาดส่วนเกินเหมือนกับฟันเฟืองในเครื่องจักร กลเท่านั้น ดังนั้น อย่าได้คาดหวังอะไรไว้สูงเกินไป ถ้าไม่คาดหวังอะไรได้ก็ยิ่ง ดี บางทีการไม่คาดหวังอะไรอาจทำ�ให้เรามีความสุขก็ได้เมื่อเราพบว่าคู่ครอง ของเรามีอะไรเกินกว่าที่เราคาดหวังไว้เสียอีก ประการที่สี่...จงภูมิใจในสิ่งที่คู่ครองของเรามีอยู่ เนื่องจากไม่มีใครในโลกนี้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ แต่ทุกคนจะ มีคุณสมบัติบางอย่างที่ดีอยู่ในตัว พยายามหาคุณสมบัติที่ดีอันนั้นแล้วพยายาม ส่งเสริมสนับสนุนให้คุณสมบัตินั้นดีขึ้น เพื่อนำ�มาเป็นประโยชน์ต่อครอบครัว จุลสารเพื่อการเผยแผ่อิสลาม...หน้า

4


ส่วนเรื่องข้อเสียบางอย่างที่มีอยู่ในตัวของคู่ครองก็ควรมองข้ามไป ท่านนบีมุฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม ได้กล่าวว่า “ชายผู้ ศรัทธาไม่ควรคิดร้ายต่อหญิงผู้ศรัทธา เขาอาจจะไม่ชอบลักษณะบางอย่างใน ตัวเธอ แต่ในตัวเธออาจมีอะไรอย่างอื่นที่ดีก็ได้” (บันทึกโดยมุสลิม) ประการที่ห้า...เป็นเพื่อนที่ดีของคู่ครอง พยายามคิดว่าเพื่อนที่ดีที่สุดหมายถึงอะไรและพยายามเป็นเพื่อนที่ดี ที่สุดต่อคู่ครองของคุณ ความเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดอาจหมายถึงการแบ่งปันแลก เปลี่ยนผลประโยชน์ ประสบการณ์ความฝัน ปัญหาและอุปสรรคซึ่งกันและกัน มันอาจรวมถึงการเข้าใจถึงสิ่งที่คู่ครองของเราชอบและไม่ชอบ เพื่อนที่ดีที่สุด โดยปกติแล้วคือผู้ที่เราสามารถไว้วางใจได้ ดังนั้น คู่ครองจะต้องเป็นเหมือน เพื่อนที่ดีที่เราต้องการจะรักษาไว้ตลอดชีวิต ประการที่หก...มีเวลาพิเศษให้แก่กันและกัน การเป็นสามีภรรยามิได้มีแค่เพียงการกินอาหารร่วมกัน ช่วยกันทำ� อาหารและคุยกันเท่านั้น สามีภรรยาควรหาเวลาที่จะทำ�ให้ความสัมพันธ์ ภายในครอบครัวมั่นคงด้วยเช่นกัน เพราะหลังจากแต่งงานแล้ว สามีมักใช้ เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำ�งานเพื่อก่อร่างสร้างตัวจนลืมเวลาที่จะให้กับภรรยา ของตัวเอง ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวเสื่อมลง ดังนั้น ทั้ง สองฝ่ายควรหาเวลาพิเศษให้แก่กันและกัน เช่น การออกไปเดินสวนสาธารณะ ด้วยกัน ทำ�งานอดิเรก หรืองานบางอย่างร่วมกัน การออกไปพักผ่อนค้างแรม ต่างจังหวัด เป็นต้น ประการที่เจ็ด...แสดงความรู้สึกต่อกันบ่อย ๆ การแสดงความรู้สึกต่อกันนี้ บางทีอาจจะถูกมองเป็นวัฒนธรรมของ ชาวตะวันตก ซึ่งคนฝั่งเอเชียกลับดูเป็นเรื่องขัดเขินและยากที่จะปฏิบัติ แต่ การแสดงความรู้สึกทั้งบวกและลบของตนอย่างซื่อตรงเปิดเผย ก็เป็นสิ่งสำ�คัญ จุลสารเพื่อการเผยแผ่อิสลาม...หน้า

5


อย่างหนึ่ง เมื่อรู้สึกคิดถึงหรือเป็นห่วง ก็ควรจะบอกว่าคิดถึงหรือเป็นห่วง แม้จะอยู่ห่างไกลก็สามารถใช้โทรศัพท์บอกได้ เมื่อรู้สึกรักก็บอกรัก เมื่อรู้สึก ซาบซึ้งก็ยกย่องและขอบคุณ หากไม่พอใจอะไรก็บอกให้คู่ครองได้รู้ สิ่งเหล่า นี้จะทำ�ให้เกิดความรักและการรู้ใจซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นสิ่งสำ�คัญสำ�หรับความ สัมพันธ์อันดีในครอบครัว การเก็บความรู้สึกทั้งดีและไม่ดีไว้ในใจไม่ได้ก่อให้ เกิดประโยชน์อะไรแก่ตัวเองและครอบครัว ประการที่แปด...รู้จักการยอมรับผิดและขออภัย เมื่อเราทำ�ผิดและรู้จักขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺฉันใด เราก็ควรทำ�เช่น นั้นบ้างกับคู่ครองของเรา คนที่เข้มแข็งนั้นคือคนที่สามารถยอมรับผิดในสิ่ง ที่ตนเองทำ� รู้จักขออภัยต่อคนอื่นและพยายามปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้น คน ที่ยอมรับผิดและขออภัยต่อคนอื่นจะได้รับการให้อภัยและได้รับความเคารพ ติดตามมา ประการที่เก้า...อย่ารื้อฟื้นความผิดเมื่อครั้งอดีต การรื้อฟื้นความผิดเมื่อครั้งอดีตอาจทำ�ให้คนบางคนได้รับความเจ็บ ปวด โดยทั่วไปแล้วอิสลามไม่แนะนำ�ให้รื้อฟื้นหรือผูกพันอยู่กับความหลัง เรา อาจจะจดจำ�ความผิดไว้เพื่อมิให้มันเกิดขึ้นอีก แต่ไม่ควรจมอยู่กับความหลัง จนเกินไป ในฐานะมนุษย์ เราไม่สามารถที่จะตัดสินคนอื่นได้ ถ้าหากคู่ครอง เรามีความผิด ก็ควรให้อภัยและให้คำ�แนะนำ�ด้วยดี ประการที่สิบ...สร้างเซอร์ไพรส์ให้กันและกันบ้าง การสร้างความประหลาดใจหรือเซอร์ไพรส์ให้กันในบางโอกาสเป็น เครื่องชูรสให้แก่ชีวิตแต่งงาน เช่น การกลับมาบ้านพร้อมกล่องของขวัญ การ เตรียมอาหารพิเศษ การแต่งตัวสวยงามด้วยเสื้อผ้าชุดใหม่ และวิธีอื่น ๆ อีก หลายวิธี สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ชีวิตแต่งงานมีรสชาติมากยิ่งขึ้น จุลสารเพื่อการเผยแผ่อิสลาม...หน้า

6


ประการที่สิบเอ็ด...มีอารมณ์ขันบ้าง การมีอารมณ์ขันนอกจากจะช่วยให้บรรยากาศในครอบครัวมีความสุข แล้ว บางครั้งยังอาจช่วยคลี่คลายสถานการณ์จากร้ายให้กลายเป็นดีได้ ชีวิต เป็นเหมือนกับสายธารแห่งการทดสอบและท้าทาย การมีสติและอารมณ์ขัน ช่วยให้เราฝ่าฝันอุปสรรคไปได้อย่างสนุกสนาน บางครั้งอารมณ์ขันอาจเป็น เสน่ห์ที่ทำ�ให้คู่ครองของคุณรักคุณและมั่นใจในตัวคุณมากยิ่งขึ้น

แปลโดย : แวซาบรี แวยะโก๊ะ Islamhouse

บางคนรู้สึกมีความสุขและปลื้มปิติกับการใช้เวลาในแต่ละวันให้ผ่านพ้น ไปอย่างไร้ค่า โดยลืมไปว่าทุกเสี้ยวนาทีที่ชีวิตผ่านพ้นไป จะทำ�ให้พวกเขาเข้า ใกล้หลุมฝังศพและวันอาคิเราะฮฺมากยิ่งขึ้น เนื่องจากเวลาคือชีวิต ซึ่งเป็นอายุที่แท้จริงของชีวิตมนุษย์ และการ รักษาเวลาเป็นแหล่งบังเกิดของทุกความดีงาม ส่วนการสูญเสียเวลาโดยเปล่า ประโยชน์เป็นบ่อเกิดของความชั่วร้ายทั้งปวง มีปัจจัยใดบ้างที่จะช่วยให้เรา สามารถรักษาเวลา และมุสลิมจะใช้เวลาในทางใดบ้างเพื่อให้เกิดประโยชน์มากที่สุด จุลสารเพื่อการเผยแผ่อิสลาม...หน้า

7


ขอวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺให้ทรงบันดาลให้เราเป็นผู้หนึ่งในบรรดาผู้ที่ มีอายุยืนยาวพร้อมกับการปฏิบัติตนที่อยู่ในครรลองคลองธรรม และขอทรง โปรดประทานปัจจัยที่ทำ�ให้เราได้ใช้ประโยชน์จากเวลาของเราให้คุ้มค่า แน่นอนว่าอัลกุรอานและอัซซุนนะฮฺได้เอาใจใส่กับเวลาในด้านต่างๆ และในรูปแบบที่หลากหลาย แท้จริง อัลลอฮฺได้ทรงสาบานด้วยเวลาในการเริ่ม ต้นของซูเราะฮฺต่างๆ พระองค์ได้สาบานด้วยบางส่วนของเวลา เช่นในซูเราะฮฺ อัล-ลัยลฺ (กลางคืน) อัน-นะฮารฺ (กลางวัน) อัล-ฟัจรฺ (ยามรุ่งอรุณ) อัฎ-ฎุฮา (ยามสาย) และ อัล-อัศฺริ (ยามเย็น) ดังปรากฏในคำ�ดำ�รัสของพระองค์ว่า “ขอสาบานด้วยเวลากลางคืนเมื่อมันปกคลุม และเวลากลางวันเมื่อมันประกาย แสง” (ซูเราะฮฺ อัล-ลัยลฺ : 1-2) “ขอสาบานด้วยยามรุ่งอรุณ และด้วยค่ำ�คืนทั้งสิบ” (ซูเราะฮฺ อัลฟัจรฺ : 1-2) “ขอสาบานด้วยกาลเวลา แท้จริงมนุษย์นั้นอยู่ในการขาดทุน” (ซูเราะฮฺ อัลอัศรฺ : 1-2) เป็นที่ทราบกันว่า เมื่ออัลลอฮฺทรงสาบานด้วยสิ่งหนึ่งสิ่งใดจากสิ่งที่ พระองค์ทรงสร้างแล้ว ย่อมเป็นการบ่งชี้ถึงความสำ�คัญและความยิ่งใหญ่ของ สิ่งนั้น และเพื่อดึงความสนใจให้ตระหนักถึงความสำ�คัญและประโยชน์ของสิ่งที่ พระองค์ได้ทรงสาบานไว้ เช่นเดียวกับอัซซุนนะฮฺซึ่งยืนยันถึงความสำ�คัญในคุณค่าของเวลา และ ได้ประกาศว่ามนุษย์ทุกคนจะต้องถูกสอบสวนเกี่ยวกับการใช้เวลาของเขาใน วันกิยามะฮฺ ท่านนบีมุฮัมมัดได้กล่าวว่า “ในวันกิยามะฮฺ สองเท้าของบ่าวแต่ละคนจะไม่เคลื่อน จนกว่าเขาจะ ถูกสอบสวนเกี่ยวกับ 4 ประการ 1. เกี่ยวกับอายุของเขาว่าเขาใช้หมดไปในทางใด? 2. เกี่ยวกับร่างกายของเขาว่าเขาใช้งานทางใด? จุลสารเพื่อการเผยแผ่อิสลาม...หน้า

8


3. เกี่ยวกับทรัพย์สินของเขาว่าเขาได้มาอย่างไรและใช้จ่ายในทางใด? 4. เกี่ยวกับความรู้ของเขาว่าเขานำ�มันไปปฏิบัติอย่างไร? ท่านนบีมุฮัมมัดได้แจ้งอีกว่า เวลานั้นคือความโปรดปราน (นิอฺมะฮฺ) ของอัลลอฮฺประเภทหนึ่งที่มีต่อทุกสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างมา ดังนั้น ผู้ เป็นบ่าวต้องขอบคุณ (ชุกูรฺ) ในความโปรดปรานดังกล่าว หากมิเช่นนั้นแล้ว ความโปรดปรานที่มีก็จะถูกเพิกถอนและสูญหายไปในที่สุด ท่านนบีมุฮัมมัดได้กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “ความโปรดปราน (นิอฺมะฮฺ) สอง ประการที่มนุษย์ส่วนมากมักจะปล่อยให้สูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์นั่นคือ การมีสุขภาพที่ดีและการมีเวลาว่าง” (บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์) ฉะนั้นการมีสุขภาพที่แข็งแรงนั้นถือว่าเป็นความดีงามอันประเสริฐ ซึ่งเราทุกคนที่เป็นมุสลิมจะต้องน้อม (ชุกูรฺ) ขอบคุณต่ออัลลอฮฺ แต่เป็นที่น่า เสียใจและน่าสลดใจอย่างยิ่ง ที่วัยหนุ่มสาวมุสลิมส่วนมากได้ใช้ชีวิตในช่วงเวลา นี้ให้หมดไปกับการสนุกสนานเสเพลไปวันๆ โดยที่ไม่ได้คิดถึงภารกิจและความ รับผิดชอบของตนต่อความเป็นประชาชาติอิสลาม ภารกิจดังกล่าวนั้นก็คือการ ดะอฺวะฮฺและเปลี่ยนแปลงสังคมไปสู่ความพึงพอพระทัยของพระองค์ ท่านอิบนูมัสอู๊ดกล่าวว่า “ฉันไม่เคยรู้สึกเสียใจต่อสิ่งใดมากเท่ากับที่ฉัน เสียใจต่อวันหนึ่งที่ดวงอาทิตย์ได้ลับขอบฟ้าไป แล้วอายุไขของฉันก็ยิ่งลดน้อย ลง แต่การงานที่ดีของฉันมิได้เพิ่มพูนขึ้นเลย” นี่คือคำ�กล่าวของเยาวชนคนหนุ่มในยุคของท่านนบีมุฮัมมัด ที่เต็ม เปี่ยมไปด้วยอุดมการณ์และจิตสำ�นึก แต่ถ้าหากว่า ณ วันนี้ เยาวชนมุสลิมของเรายังไม่รู้ถึงคุณค่าของการ มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงและการนำ�เอาเวลาว่างมาใช้ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ ทั้งต่อตัวเองและสังคม แน่นอนการใช้ชีวิตของเขาจะต้องตกอยู่ในสภาพที่ขาดทุนทั้งในโลกนี้และโลกหน้าอย่างแน่นอน จุลสารเพื่อการเผยแผ่อิสลาม...หน้า

9


โดย...อุมมุ มุบีน

พระเจ้าของเจ้าทรงดลใจแก่ผึ้งว่า จงทำ�รังตามภูเขาและตามต้นไม้ และตามที่พวกเขาทำ�ร้านขึ้น แล้วเจ้า (ผึ้ง) จงกินจากผลไม้ทั้งหลาย (จาก เกสรและผลไม้) แล้วจงดำ�เนินตามทางของพระเจ้าของเจ้าโดยสะดวกสบาย มีเครื่องดื่ม (น้ำ�ผึ้ง) ที่มีสีสันต่างๆ ออกมาจากท้องของมัน ในนั้นมีสิ่ง บำ�บัดโรคแก่ปวงมนุษย์ (อัลลอฮฺทรงให้น้ำ�ผึ้งมีคุณสมบัติในการบำ�บัดโรคได้) แท้จริงในการนั้น แน่นอนย่อมเป็นสัญญาณแก่กลุ่มชนผู้ตรึกตรอง (ซูเราะฮฺอันนะหฺลุ : 68-69) ประโยชน์ด้านอื่นๆ ของน้ำ�ผึ้งที่พอจะกล่าวได้ มีดังต่อไปนี้ 1. เป็นสารอาหารที่ย่อยง่าย เนื่องจากโมเลกุลของน้ำ�ตาล���นน้ำ�ผึ้งสามารถเปลี่ยนเป็นน้ำ�ตาลชนิด อื่นได้ เช่น จากฟรุกโตสเป็นกลูโคส น้ำ�ผึ้งจะย่อยง่ายในคนที่มีกระเพาะไม่ดี แม้ว่าจะมีกรดสูงก็ตาม และยังช่วยให้ตับและลำ�ไส้ทำ�หน้าที่ได้ดีขึ้น 2. กระจายรวดเร็วในกระแสเลือด เป็นแหล่งพลังงานที่ให้พลังงานได้รวดเร็ว โดยเมื่อผสมกับน้ำ�เพียง เล็กน้อย น้ำ�ผึ้งก็จะกระจายเข้าสู่กระแสเลือดภายใน 7 นาที และจากการที่น้ำ� ผึ้งปลอดจากโมเลกุลของน้ำ�ตาล จึงช่วยให้สมองทำ�หน้าที่ได้ดีขึ้น เนื่องจาก สมองเป็นส่วนที่ต้องใช้น้ำ�ตาลมากที่สุด จุลสารเพื่อการเผยแผ่อิสลาม...หน้า

10


3. มีสารต้านอนุมูลอิสระ โดยสารดังกล่าวนี้ จะเป็นตัวชะลอปฏิกิริยาทางเคมีที่เป็นอันตรายและ เป็นสาเหตุของการเกิดอาหารเน่าเสียและโรคเรื้อรังต่างๆ น้ำ�ผึ้งถูกนำ�ไปใช้ใน การฆ่าเชื้อโรคมาตั้งแต่สมัยโบราณ ชาวอียิปต์ใช้น้ำ�ผึ้งเป็นส่วนหนึ่งในการแช่ ศพกันเน่าเปื่อย 4. มีปฏิกิริยาต้านการอักเสบ ใช้ในการรักษาบาดแผล โดยจะลดอาการบวมบริเวณรอบๆ บาดแผลได้ ลักษณะดังกล่าวนี้เอง ช่วยให้การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น กระบวนการรักษาเห็นผลเร็วยิ่งขึ้นรวมถึง ช่วยลดความเจ็บปวด เพราะจะไม่ติดเนื้อเยื่อของบาดแผลสำ�คัญ ในการนำ� น้ำ�ผึ้งมาใช้ในการรักษาบาดแผลนั้น น้ำ�ผึ้งจะกระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์ บุผิวหนัง ซึ่งสร้างผิวใหม่ขึ้นมาปกคลุมบริเวณบาดแผลที่ได้รับการรักษา จากข้อมูลนี้เอง เห็นได้ชัดว่า “น้ำ�ผึ้งนั้นมีคุณภาพมหาศาลในด้านการ รักษา” และไม่ต้องสงสัยเลยว่าสิ่งนี้เป็นหนึ่งในบรรดาความมหัศจรรย์ทั้งหลาย ในอัลกุรอานของพระองค์อัลลอฮฺ ผู้ทรงพลานุภาพได้ทรงบอกเอาไว้...

จุลสารเพื่อการเผยแผ่อิสลาม...หน้า

11


เรียบเรียงโดย...อบูวะฮียฺ

มารยาทของผู้ให้ -การทำ�เศาะดะเกาะฮฺ (ทาน) หรือฮะดียะฮฺ (ของขวัญ) ควรจะกระทำ� อย่างลับๆ เพื่อให้ปราศจากความรู้สึกโอ้อวด ประหนึ่งว่าคนผู้หนึ่งบริจาคด้วย มือขวาแต่มือซ้ายของเขาไม่รู้ -การให้ที่ดีที่สุด คือการให้ที่กระทำ�ในช่วงที่ตนเองมีสุขภาพที่ดี มี ความตระหนี่ กลัวยากจน และอยู่ในภาวะที่มีความต้องการสิ่งนั้นอย่างมาก -การบริจาคควรกระทำ�กับคนที่เป็นเพื่อนบ้านใกล้ชิดก่อน เช่น คนที่ ประตูบ้านติดกัน เพราะคนเหล่านี้จะเป็นคนที่คอยช่วยเหลือเราเมื่อยามที่เรา เดือดร้อน -การบริจาคควรกระทำ�เท่าที่จะสามารถ ไม่ควรทำ�จนตนเองเดือด ร้อน หากไม่มีความสามารถก็ขอให้ทำ�ความดีมากๆ เพราะท่านนบีมุฮัมมัดได้ กล่าวไว้หลายๆ ความดีที่เป็นทาน เช่น การช่วยเหลือคนชรา การแนะนำ�ที่ดี คำ�สอนศาสนา แม้กระทั่งการยิ้มก็เป็นทาน -อย่าเอ่ยถึงสิ่งที่เราบริจาคต่อหน้าคนอื่น และอย่าเอ่ยชื่อผู้ที่เรามอบ ให้ต่อหน้าผู้อื่น ทั้งนี้ เพื่อให้เกียรติแก่ผู้ที่รับบริจาคจากเรา -ห้ามให้ของผู้หนึ่งผูัใดโดยหวังผลตอบแทนในทางดุนยาจากบุคคล นั้นๆ เช่น หวังให้เขาช่วยในการเลื่อนตำ�แหน่งในปลายปี เป็นต้น จุลสารเพื่อการเผยแผ่อิสลาม...หน้า

12


-ห้ามบริจาคสิ่งของที่เป็นสิ่งต้องห้าม (ฮะรอม) ให้กับพี่น้อง แม้เป็น คนต่างศาสนิก เพราะถ้าต้องห้ามสำ�หรับเราก็ต้องห้ามสำ�หรับเขาเช่นกัน -ห้ามเรียกของที่นำ�มาฝากหรือบริจาคแก่พี่น้องไปแล้วกลับคืนมา -อย่าเฝ้าคำ�นวณนับในสิ่งที่ตนบริจาคออกไป เพราะอัลลอฮฺทรงเป็นผู้ คิดคำ�นวณที่ดียิ่ง และเป็นผู้ที่พิจารณาว่าความดีนี้ควรถูกตอบรับหรือไม่ มารยาทของผู้รับ -แสดงความชูกุรฺ (ขอบคุณ) ต่ออัลลอฮฺ และรู้สึกเพียงพอกับสิ่งที่ได้ รับ ไม่ละโมบโลภมากไปกว่านั้น -กล่าวคำ�ขอบคุณผู้ที่ให้สิ่งของแก่เราด้วยการกล่าวว่า “ญะซากัลลอฮุค็อยรอน” (ขออัลลอฮฺตอบแทนความดีแก่ท่าน) เพราะผู้ใดที่ไม่ขอบคุณมนุษย์ ก็เท่ากับเขาไม่ขอบคุณอัลลอฮฺเช่นกัน -สิ่งของที่ปฏิเสธไม่ได้ คือ นม น้ำ�หอม หมอน เงิน การชี้แนะทาง และการปลดปล่อยทาส -อย่ารับของที่มีสินบนแอบแฝง เพราะจะสร้างความลำ�บากใจในภาย ภาคหน้า เมื่อผู้ให้ร้องขอความช่วยเหลือจากเรา -หากเราชอบสิ่งที่ได้รับมาก็จงนำ�ไปใช้หรือบริโภค แต่หากไม่ชอบก็ ให้ท่านบริจาคแก่ผู้อื่นต่อไปโดยที่ไม่ให้เจ้าของรู้ -ระลึกถึงความดีและขอพรต่ออัลลอฮฺให้แก่ผู้ที่ทำ�ดีกับเราอยู่เสมอ มารยาททั้งหมดที่นำ�มาเสนอนี้เป็นเพียงบางส่วนจากซุนนะฮฺของท่าน นบีมุฮัมมัด ผู้มีมารยาทดีที่สุดในประชาชาตินี้ ดังคำ�ตรัสจากอัลลอฮฺที่ว่า “โดยแน่นอน ในรอซูลของอัลลอฮฺมีแบบฉบับอันดีงามสำ�หรับพวก เจ้าแล้ว สำ�หรับผู้ที่หวัง (จะพบ) อัลลอฮฺและวันปรโลก และระลึกถึงอัลลอฮฺ อย่างมาก” (ซูเราะฮฺ อัล-อะฮฺซาบ : 21) จุลสารเพื่อการเผยแผ่อิสลาม...หน้า

13


โดย...เชคมุฮัมมัด บิน ศอลิหฺอัลหุศัยมีน

คำ�ถาม...ฉันเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่มีทั้งลูกผู้ชายและลูกผู้หญิง ฉันได้เลี้ยงดูลูก ผู้หญิงของฉันอย่างดี เนื่องจากเธออยู่กับฉันตลอดเวลา แต่ฉันไม่สามารถ เลี้ยงดูลูกผู้ชายที่เขากำ�ลังเติบโต ส่วนพ่อของเขาก็ใช้เวลาส่วนใหญ่กับการ ทำ�งานในแต่ละวัน เมื่อฉันขอร้องให้เขามีส่วนร่วมในการเลี้ยงดู เขาก็มักจะไม่ ค่อยฟังฉัน ฉันผิดรึป่าวในเรื่องนี้ ? และฉันขอให้ท่านเชคช่วยตักเตือนแก่ผู้ ปกครองทั้งหลายให้พวกเขาให้ความสำ�คัญกับลูกๆ ของพวกเขา ไม่ใช่ใช้เวลา ให้หมดไปกับการทำ�งานในแต่ละวันเท่านั้น คำ�ตอบ...ฉันขอขอบคุณสำ�หรับคุณแม่ที่ได้เลี้ยงดูบรรดาลูกผู้หญิงของพวกเธอ พร้อมกับเลี้ยงดูบรรดาลูกผู้ชายของพวกเธอ และฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าพ่อ ของพวกเขาก็จะให้ความสำ�คัญและพยายามช่วยในการเลี้ยงดูลูกๆ เพื่อความ ดีงามของลูกๆ และตักเตือนลูกๆ เพื่อให้พวกเขาเป็นลูกที่ดี (ศอลิหฺ-ศอลิฮะฮฺ) เพราะถ้าหากเป็นเช่นนั้น ย่อมจะทำ�ให้ชีวิตครอบครัวของท่านมีความสุขทั้ง โลกนี้และโลกหน้า อัลลอฮฺตรัสความว่า “โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงคุ้มครองตัวของพวกเจ้าและครอบครัว ของพวกเจ้าให้รอดพ้นจากไฟนรก เพราะเชื้อเพลิงของมันคือมนุษย์ และก้อน หิน” (ซูเราะฮฺ อัต-ตะหฺรีม : 6) จุลสารเพื่อการเผยแผ่อิสลาม...หน้า

14


ท่านรอซูลุลลอฮฺ กล่าวว่า “เมื่อมนุษย์ตายไปแล้ว การงานทั้งหมดจะถูกตัดขาด ยกเว้นด้วยสาม ประการ คือ เศาะดะเกาะฮฺญาริยะฮฺ (การบริจาคที่คงประโยชน์) หรือความรู้ ที่เป็นประโยชน์ หรือลูกที่ดี ที่ขอดุอาอฺให้ ” (หะดีษซอฮิฮฺ บันทึกโดยมุสลิม) หากพ่อคนหนึ่งใช้เวลาส่วนใหญ่และจริงจังในการเลี้ยงดูอบรมลูกๆ มันก็สอดคล้องกับคำ�สั่งของอัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค์ และเขากำ�ลัง ดำ�เนินอยู่บนแนวทางที่ถูกต้องอันยิ่งใหญ่ และลูกๆ ก็จะขอดุอาอฺให้เขา ทั้งใน ขณะที่เขายังมีชีวิตอยู่และเสียชีวิตไปแล้ว แต่ตรงกันข้าม หากเขาไม่สนใจต่อ หน้าที่ในการเลี้ยงดู อบรมลูกๆ แล้ว เขาย่อมได้รับความผิด และลูกๆก็จะนำ� มาซึ่งความเสียหายแก่ตัวเขาเองทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ฉันหวังเป็นอย่างยิ่งว่าบรรดาคุณพ่อทั้งหลาย จะให้ความสำ�คัญกับ การเลี้ยงดูลูกๆ เหมือนอย่างที่เขาให้ความสำ�คัญกับหน้าที่การงานและความ ร่ำ�รวย แต่สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องให้ความสำ�คัญกับลูกๆมากกว่าความร่ำ�รวย เพราะความร่ำ�รวยนั้นสักวั���ต้องหายไป แต่ลูกๆ นั้นเป็นมนุษย์ที่จะไม่หายไป เพราะพวกเขาจะให้ประโยชน์แก่พ่อแม่ ทั้งในยามมีชีวิตอยู่ และในยามที่ตาย ไปแล้ว

จุลสารเพื่อการเผยแผ่อิสลาม...หน้า

15


เดือนเราะมะฎอน ใกล้มาถึงแล้ว หลายๆ คนมีความกระตือรือร้น รู้สึกอยาก

ให้วันนั้นมาถึงเร็วๆ และหลายๆ คนก็ได้เริ่มถือศีลอดซุนนะฮฺในเดือนชะอฺบานกันบ้าง แล้ว ซึ่งเปนส่ิงดีงามท่ีทานนบีมุฮัมมัดได้ปฏิบัติและสนับสนุน โดยมีรายงานจากทานหญิงอาอิชะฮฺกลาวไววา “ทานนบีมักจะถือศีลอดจน กระท่ังเรานึกวาทานจะไมเวน และทานอาจจะงดการถือศีลอดจนกระท่ังเรานึกวาทาน จะไมถือศีลอด และฉันไมเคยเห็นทานนบีถือศีลอดครบเดือนหน่ึงเดือนใดเวนแตเดือน เราะมะฎอน และไมเคยเห็นทานถือศีลอดมากมายเหมือนกับท่ีทานถือศีลอดในเดือน ชะอฺบาน” (บันทึกโดยบุคอรีย์และมุสลิม) แต่ยังมีพี่น้องเราอีกหลายคนที่ยังไม่พร้อมที่จะถือศีลอดในปีนี้ เพราะเขายัง คงติดค้างการถือศีลอดในปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นความจำ�เป็นที่พี่น้องของเราจะต้องรีบเร่ง ทำ�การชดใช้การถือศีลอดให้ครบ ไม่ควรละเลยปล่อยทิ้งไว้ เพราะเราไม่รู้ว่าเราจะกลับ คืนสู่พระองค์เมื่อใด หากวันนั้นมาถึงแล้วเรายังคงติดค้างการงานที่จำ�เป็นต้องปฏิบัติ ต่อพระองค์ เราก็จะต้องไปรับความผิดในฐานะที่ละทิ้งหน้าที่นั้นๆ โครงการอบรมผู้สนใจอิสลาม มูลนิธิสันติชน ขอเป็นกำ�ลังใจให้ทุกท่านที่ยังคง ติดค้างการถือศีลอด ให้ทำ�การถืือศีลอดชดใช้จนสำ�เร็จครบถ้วน พร้อมที่จะถือศีลอดใน ปีนี้โดยพร้อมเพรียงกัน...อินชาอัลลอฮฺ

จุลสารเพื่อการเผยแผ่อิสลาม...หน้า

16


จุลสารฉบับที่77