Issuu on Google+

จุลสารเพื่อการเผยแผ่อิสลาม...หน้า 1


เมื่อเรามีความสัมพันธ์ทดี่ ีกับใคร เราก็จะได้รับการปฏิบตั ิที่ดีจากคนผู้นนั้ ถ้าเรามีความสัมพันธ์ที่ไม่ดกี บั ใคร เราก็จะได้รับการปฏิบตั ิที่ไม่ดจี ากคนผู้นั้นเช่นกัน การมีความสัมพันธ์ทดี่ ีกับมนุษย์ด้วยกัน จึงมีความสาคัญต่อการมีความสุขและความสาเร็จของเรา นักธุรกิจรู้ดีว่าปัจจัยหนึ่งที่ทาให้เขาประสบความสาเร็จคือ การมีความสัมพันธ์ทดี่ ีกับทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเขาแม้กับลูกจ้างของเขาเอง เช่นเดียวกันการมีความสัมพันธ์ที่ดกี ับพระเจ้า ก็จะทาให้เราได้รับการปฏิบตั ทิ ี่ดีจากพระองค์ การรักษาความสัมพันธ์กับพระเจ้าจึงเป็นสิ่งจาเป็น การรักษาความสัมพันธ์ทดี่ ีกบั พระเจ้า ไม่เพียงแต่ทาโดยการปฏิบตั ศิ าสนกิจ เช่น การนมาซ การถือศีลอด การทาบุญทาทาน การจ่ายซะกาต การกล่าวคาระลึกถึงพระองค์และอื่นๆ โดยหวังการตอบแทนจากพระองค์เท่านั้น แต่ยังหมายถึงการทาดีต่อสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างมาด้วย ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ สัตว์ ต้นไม้และสภาพแวดล้อม เพราะทุกสรรพสิ่งที่ถกู สร้างมาเป็นของอัลลอฮฺ ถ้าเราต้องการให้คนที่เข้ามาในบ้านของเรา และทาลายทรัพย์สิน ต้นไม้และทาร้ายสัตว์เลี้ยงของเราได้รับการลงโทษ อัลลอฮฺก็จะทรงลงโทษมนุษย์ที่ทาลายทรัพย์สินของพระองค์เช่นกัน

จุลสารเพื่อการเผยแผ่อิสลาม...หน้า 2


อาจารย์มัสลันมาหะมะสถาบันอัสสลามมหาวิทยาลัยอิสลามยะลา เรียบเรียงโดยอบูญบิ รีล

แผ่นดินปาเลสไตน์มี หลายชนชาติเข้ามาจับจองพื้นที่สร้างบ้านเมือ ง ของตนเองไม่ว่าจะเป็นชาวกันอานซึ่งเป็นชนชาติอาหรับและเป็นบรรพบุรุษของ ชาวปาเลสไตน์ ชาวกิบบิโอน และชาวฟิลิสติน ปาเลสไตน์เป็นชื่อเรียกดินแดนที่อยู่ระหว่างทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและ แม่น้าจอร์แดน ชื่อ "ปาเลสไตน์" มาจากคาว่า "Philistine" ซึ่งหมายถึงชนเผ่า ที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งทางใต้ของดินแดนนี้มีเนื้อที่ประมาณ 27,009 ตร.กม. ดินแดนแถบนี้ก็ถูกปกครองโดยกลุ่มชนหลายเผ่าพันธุ์ไม่ว่าจะเป็น บาบิโลน อัสสิเรียน เปอร์เซีย กรีก โรมัน ในช่วงที่อยู่ภายใต้การปกครองของ โรมัน ชาวยิวกลุ่มหนึ่งได้ลุกขึ้นแข็งข้อต่ออานาจของจักรพรรดิติตัสของโรมัน จัก รพรรดิ ติ ตั ส จึ ง สั่ง ท าลายกรุ ง เยรู ซ าเล็ ม ซึ่ ง อยู่ ท างตอนเหนื อ เสี ย จนราบ คาบ จนกระทั่งคริสต์ศตวรรษที่ 4ปาเลสไตน์ก็ตกเป็นของชาวคริสต์ จักรพรรดิ คอนสแตนติ น ซึ่ ง เข้ า รี ต คริ ส ต์ ไ ด้ ส ร้ า งวิ ห ารศั ก ดิ์ สิ ท ธิ์ ขึ้ น ในกรุ ง เยรู ซ าเล็ ม จุลสารเพื่อการเผยแผ่อิสลาม...หน้า 3


กลายเป็นสถานที่ดึงดูดให้คริสตศาสนิกชนเข้ามาจาริกแสวงบุญกันมากขึ้นจน กลายเป็นศูนย์กลางระบบสงฆ์และนักบวชในศาสนาคริสต์จนเกิดการสร้างโบสถ์ และวิ ห ารต่ างๆตามมาอี ก มากมาย ดิ น แดนแถบนี้ จึ ง กลายเป็ น ดิ นแดนแห่ ง สงครามและความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชนต่างๆ จนกระทั่งสมัยเคาะลีฟะฮฺอุมัร บินค็อฏฏอบ ได้ส่งกองทัพภายใต้การนา ของอัมร์บินอาศ มาเปิดดินแดนแถบนี้ ในปีค.ศ. 636 (ฮศ.16) ประชากรที่เคย นับถือศาสนาคริสต์ก็เริ่มแปรเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลามมากขึ้นจนประชากร ส่วนใหญ่ กลายเป็นชาวมุสลิมไปจนเกือบทั้ งหมด ดินแดนนี้จึงมีความสันติสุข เรื่ อ ยมาตลอดระยะเวลา 13 ศตวรรษซึ่ ง ได้ ถู ก ผลั ด เปลี่ ย นหมุ น เวี ย นกั น ครอบครองจากสองชนชาติคืออาหรับมุสลิมและอาหรับคริสต์มานานกว่า 800 ปี มีอยู่ช่วงหนึ่งที่อาณาจักรอุษมานียะฮฺได้ครอบครองนานถึง 400 ปี ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ดร.คาอิมไวช์มันน์ นักเคมีชาวยิว สมาชิก กลุ่ มไซออนนิส ต์ เป็ น ผู้ เ ชี่ ย วชาญด้ า นวั ต ถุ ระเบิ ด ได้ ท าการคิด ค้น ดิ น ระเบิ ด ประสิทธิภาพสูงซึ่งสามารถผลิตเองได้โดยใช้วัตถุดิบที่หาได้ง่าย เนื่องจากก่อน หน้านั้นกองทัพอังกฤษใช้ดินระเบิดคอร์ไดท์ ซึ่งอังกฤษผลิตเองได้ แต่จาเป็นต้อง ใช้วัตถุดิบ สาคัญคือ อาซีโ ทน(Acetone)โดยอาซี โ ทนนี้จาเป็ นต้ อ งสั่งเข้ า จาก เยอรมันซึ่งเป็นคู่สงคราม เมื่อไม่มีวัตถุดิบ อังกฤษจึงประสบปัญหาใหญ่ในการ ทาสงคราม จนกระทั่งได้ดร.คาอิมมาช่วย อังกฤษจึงยังคงสามารถเข้าร่วมรบใน สงครามโลกต่อไปได้จากการช่วยเหลื อของดร.คาอิม ทาให้อังกฤษซึ่งมีอิทธิพล เหนือดินแดนตะวันออกกลางในช่วงนั้นตอบแทนโดยการมอบดินแดนปาเลสไตน์ ให้เป็นที่พักพิงถาวรของชาวยิว โดยลอร์ดอาร์เธอร์เจมส์ บัลฟอร์(Lord. Arthur James Balfour) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอังกฤษในขณะนั้น เป็นผู้ลงนามใน "สนธิสัญญาบัลฟอร์" เมื่อปี ค.ศ.1917ซึ่งถือเป็นการมอบที่ แปลกพิศดารและอัปยศที่สุดในประวัติศาสตร์เพราะผู้มอบไม่ใช่เป็นเจ้าของที่ แท้จริง จุลสารเพื่อการเผยแผ่อิสลาม...หน้า 4


ขณะเดียวกันก็เกิดสนธิสัญญาขึ้นซ้อนอีกหนึ่งฉบับลงนามโดย เซอร์ เฮนรี่ แม็กมาฮอน(Sir.Henry McMahon)ข้าหลวงใหญ่ของอังกฤษใน อียิปต์ซึ่งไปตกลงกับชาวอาหรับว่าหากชาวอาหรับช่วยอังกฤษทาสงครามกับ เยอรมันแล้วอังกฤษจะยกดินแดนบางส่วนรวมถึงปาเลสไตน์คืนให้แก่ชาวอาหรับ แต่เมื่อสิ้นสงครามอังกฤษก็ยังคงยึดครองปาเลสไตน์โดยมิได้มอบให้แก่ฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายใด เนื่องด้วยฝ่ายยิวและอาหรับต่างก็อ้างสนธิสัญญาที่ตนเองถือเป็นข้ออ้าง ในการครอบครองดินแดน ปีค.ศ.1923 องค์การสันนิบาตชาติมอบหมายให้อังกฤษเป็นผู้ดาเนินการ ส่งมอบดินแดนปาเลสไตน์ให้แก่ชาวยิวแต่อังกฤษก็ยังคงครอบครองดินแดนไว้ เพื่อใช้ต่อรองกับกลุ่มชาติอาหรับในการทาสงครามโลกครั้ง ที่2 ซึ่งแน่นอนว่า ภายหลังสงครามดินแดนเจ้าปัญหานี้ก็ยังไม่ได้ถูกส่งมอบให้แก่ฝ่ายไหนอยู่ดี อีก ทั้งปัญหาการอพยพเข้ามาของชาวยิวจานวนมากก็ยังทวีความวุ่นวายเข้าไปทุก ขณะ โดยมีกลุ่มชาติอาหรับแสดงท่าทีไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัด ปีค.ศ.1947 สมัชชาสหประชาชาติลงมติแบ่งดินแดนปาเลสไตน์ให้กับ ชาวยิวโดยแบ่งเอาดินแดนบางส่วนของซีเรียและอียิปต์ไปด้วย โดยมติดังกล่าว ไม่ได้ขอความเห็นชอบจากชาวปาเลสไตน์เลยแม้แต่น้อย ซึ่งการแบ่งดินแดนใน ครั้งนั้นทาให้ปาเลสไตน์ถูกแบ่งออกเป็น 2ส่วนๆหนึ่งเป็นที่อาศัยของชาวยิวและ อีกส่วนหนึ่งเป็นที่อาศัยของชาวมุสลิมอาหรับ

จุลสารเพื่อการเผยแผ่อิสลาม...หน้า 5


ปี ค .ศ.1948 มี ก ารจั ด ตั้ ง รั ฐ ยิ ว ขึ้ น อย่ า งเป็ น ทางการบนแผ่ น ดิ น ปาเลสไตน์โดยมีเดวิดเบนกูเรียน (David Bengurion) เป็นผู้นาคนแรกโดยตั้ง ชื่อ ว่ า รั ฐอิ ส ราเอล นับ แต่ นั้นมาอิ สราเอลก็เ ริ่ม ปรากฏในแผนที่ โ ลกในฐานะ ประเทศทั้งที่ก่อนหน้านี้พวกเขาไม่มีแผ่นดินครอบครองเลย รัฐอิสราเอลถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นยามเฝ้าน้ามันในตะวันออกกลางของ อังกฤษ ฝรั่งเศสและสหรัฐอเมริกา อิสราเอลมีหน้าที่หลักในการเป็นพันธมิตร ของตะวันตกเพื่อ สกัด กั้นและไล่กัด กระแสชาตินิยมอาหรับที่ต้ องการควบคุม น้ามันเพื่อประโยชน์ของคนในพื้นที่แทนประโยชน์ของบริษัทข้ามชาติตะวันตก รัฐ อิ ส ราเอลเป็ น รั ฐ เหยี ย ดเชื้ อ ชาติ เ พราะเป็ นรั ฐ ที่ กี ด กั นคนที่ ไ ม่ ใ ช่ ชาวยิว และที่สาคัญคือถูกสร้างขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ผ่านการขับไล่ชาว ปาเลสไตน์ออกจากบ้านเกิดด้วยความรุนแรงโหดร้ายทารุณ บ่อยครั้งมีการเข้า ไปในหมู่บ้านเพื่อฆ่าชายหญิงและเด็กโดยมีวัตถุประสงค์ที่จะทาให้ชาวปาเลสไตน์ หลบหนีออกจากพื้นที่จนกลายเป็นผู้ลี้ภัยถาวรในค่ายรอบๆอิสราเอล การสร้างรัฐอิสราเอลไม่ได้สร้างสันติภาพแต่อย่างใด เพราะอิสราเอล พยายามขยายพื้นที่และพรมแดนผ่านการทาสงครามกับชาวปาเลสไตน์รวมถึงมี การสร้างหมู่บ้านใหม่ให้ชาวยิวที่อพยพเข้ามาอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้อิสราเอล ยังพยายามคุมชาวปาเลสไตน์ ในกาซ่าและฝั่งตะวันตกของแม่น้าจอร์แดน ด้วย การสร้างภาพลวงตาว่า ให้อ านาจในการปกครองตนเองแต่ที่ จริงมี การสร้า ง ก าแพงล้ อ มรอบชุ ม ชนชาวปาเลสไตน์ จ นกลายเป็ น คุ ก ใหญ่ เ พื่ อ กั ก กั น ชาว ปาเลสไตน์ ดั ง นั้ น การก าเนิ ด รั ฐ อิ ส ราเอล ซึ่ ง ถื อ เป็ น ลู ก นอกสมรสของ สหรัฐอเมริกากับอังกฤษ พอเติบใหญ่ก็กลายเป็นเด็กเกเรเที่ยวระรานราวีสร้าง ความเดือดร้อนแก่ผู้คนโดยเฉพาะชาวปาเลสไตน์ แต่ก็มีพ่อแม่ใจทรามคอยให้ ท้ายอยูต่ ลอดเวลาสร้างความไม่พอใจให้ชนชาติอาหรับจนกลุ่มชาติอาหรับจัดตั้ง กองกาลังบุกเข้าอิสราเอล จุลสารเพื่อการเผยแผ่อิสลาม...หน้า 6


แต่ทุกครั้งที่เกิดสงครามก็ลงเอยด้วยความพ่ายแพ้ของชาติอาหรับและ ปาเลสไตน์ก็ต้องเสียดินแดนไปทุกครั้งโดยเฉพาะ"สงคราม6 วัน" ในปี ค.ศ.1967 ประธานาธิบดีนัสเซอร์ แห่งอียิปต์ส่ง กองกาลังทหารกว่า 7แสนนายจากความ ร่ ว มมื อ ของ7ชาติ อ าหรั บ เข้ า ถล่ ม อิ ส ราเอลที่ มี ก องก าลั ง เพี ย ง 2 แสนนาย เท่านั้น เหตุการณ์กลับตาลปัตรกลายเป็นว่ายิวเป็นฝ่ายมีชัยในสงคราม อีกทั้ง ยังยึดดินแดนของฝ่ายชาติอาหรับมาเป็นของตนไม่ว่าจะเป็นเขตกาซ่าตะวันออก แหลมซีนายของอียิปต์ ชายฝั่งตะวันตกบางส่วนของแม่ น้าจอร์แดนเขตเวสต์ แบงก์ ที่ราบสูงโกรันของซีเรีย นครเยรูซาเล็มฝั่งตะวันออก ซึ่งดินแดนที่ว่านี้ก็ ยังถูกอิสราเอลครอบครองมาจนถึงปัจจุบัน จากการสู้รบกันนี่เองที่ ทาให้ดินแดนของชาวปาเลสไตน์ลดลงเรื่อยๆ จนทาให้ชาวปาเลสไตน์ซึ่งจากเดิมเป็นผู้อยู่อาศัยกลับกลายต้องเป็นผู้อพยพเข้า ไปอยู่ในดินแดนของประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนชาวยิวที่เดิมทีเป็นเพียงผู้อพยพก็ กลายเป็นเจ้าของดินแดนไปโดยปริยาย จวบจนถึงขณะนี้ความขัดแย้งระหว่าง ยิวกับปาเลสไตน์ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลงถึงแม้จะมีความพยายามของนานาชาติ ที่ยื่นมือเข้ามาช่วยเจรจาไกล่เกลี่ยปัญหาให้ก็ตามที

จุลสารเพื่อการเผยแผ่อิสลาม...หน้า 7


โดย คุรฺรมั มุรอด บรรจง บินกาซัน แปล

ในคัมภีร์กุรอานมีอายะฮฺหนึ่งซึ่งมีความหมายว่า “จงระลึกถึงฉันและฉัน จะระลึกถึงสูเจ้า จงกตัญญูต่อฉันและจงอย่าเนรคุณต่อฉัน” (กุรอาน 2:152) จะมีอะไรทาให้เราอิ่มอกอิ่มใจได้มากกว่านี้อีกไหม ? เพียงแค่เราระลึก ถึงอัลลอฮฺพระผู้ทรงสร้าง ผู้ทรงอภิบาล พระองค์ก็จะทรงระลึกถึงเราเป็นการ ตอบแทนแล้ว นอกจากนี้ อัลลอฮฺยังได้ตรัสกับท่านนบีไว้ในฮะดีษกุดซีตอนหนึ่งว่า : “ฉันปฏิบัติต่อบ่าวของฉันดังที่เขาหวังให้ฉันปฏิบัติต่อเขา ฉันอยู่กับเขา เมื่อใดก็ตามที่เขาระลึกถึงฉัน ถ้าเขาระลึกถึงฉันในหัวใจ ฉันก็จะระลึกถึงเขาใน หัวใจของฉัน ถ้าหากเขาระลึกถึงฉันในที่ชุมนุม ฉันก็จะระลึกถึงเขาในที่ชุมนุมที่ ดีกว่าที่ชุมนุมนั้น ถ้าหากเขาเข้ามาใกล้ฉันฝ่ามือหนึ่ง ฉันก็จะเข้าใกล้เขาศอก หนึ่ง ถ้าหากเขาเข้าใกล้ฉันศอกหนึ่ง ฉันก็จะเข้าใกล้เขาช่วงแขนหนึ่ง และถ้า หากเขาเดินมาหาฉัน ฉันก็จะวิ่งไปหาเขา” (บันทึกโดยมุสลิม) คนที่ระลึกถึงอัลลอฮฺทั้งในยามยืน ยามนั่งและยามเอนหลังและคนที่ ตรึกตรองถึงการสร้างชั้นฟ้าและแผ่นดินเป็นที่ได้รับคาชมเชยอย่างสูงในคัมภีร์ จุลสารเพื่อการเผยแผ่อิสลาม...หน้า 8


อัลกุรอาน เพราะคนเหล่านี้เป็นคนฉลาดที่เติมเต็มหัวใจของเขาด้วยการระลึก ถึงอัลลอฮฺในทุกขณะ ทุกสถานการณ์และทุกย่างก้าวในชีวิต การแนะนาให้ระลึกถึงอัลลอฮฺตลอดเวลาคือการตรึกตรองถึงความรัก อันล้นพ้นที่อัลลอฮฺทรงมีต่อเราในทุกๆเรื่อง ประตูไปสู่อัลลอฮฺนั้นเปิดกว้างเสมอ สาหรับเรา เราเพียงแต่หาทางที่จะไปยังประตูนั้นให้ได้เท่านั้น ความสาคัญของการระลึกถึงอัลลอฮฺ การระลึกถึงอัลลอฮฺมีความสาคัญเพียงใดนั้น อัลลอฮฺได้ทรงกล่าวไว้ใน คัมภีร์กุรอานซึ่งมีความหมายดังนี้ : “จงระลึกถึงอัลลอฮฺ เพราะพระองค์ได้ทรงนาทางเจ้า” (กุรอาน 2:198) “โอ้บรรดาผู้ศรัทธา จงระลึกถึงอัลลอฮฺให้มาก และจงสดุดีพระองค์ทั้ง ยามเช้าและยามเย็น” (กุรอาน 33:41-42) “ชายและหญิงที่ระลึกถึงอัลลอฮฺอย่างมากนั้น อัลลอฮฺได้ทรงเตรียมการ อภัยโทษและรางวัลอันใหญ่หลวงไว้สาหรับเขาแล้ว” (กุรอาน 33:35) ในฮะดีษก็มีเรื่องราวที่เต็มไปด้วยการระลึกอัลลอฮฺอยู่มากมาย เช่น “บ่าวไม่สามารถทาการงานใดๆที่จะช่วยเขาให้พ้นจากการลงโทษได้ดีไป กว่าการระลึกถึงอัลลอฮฺ” (บันทึกโดยมาลิก) “ใครก็ต ามที่ ป รารถนาอาหารอั นโอชะในสวนสวรรค์ ก็ ใ ห้ เ ขาระลึ ก ถึงอัลลอฮฺอยู่เสมอๆ” (บันทึกโดยติรฺมีซี) ในเรื่ อ งของการระลึ ก ถึ ง อั ล ลอฮฺ นั้ น คั ม ภี ร์ กุ ร อานได้ ส รุ ป ไว้ โ ดยมี ความหมายว่า “และการระลึกถึงอัลลอฮฺนั้นยิ่งใหญ่มาก” (กุรอาน 29:45)

จุลสารเพื่อการเผยแผ่อิสลาม...หน้า 9


ความสาคัญของการระลึกถึงอัลลอฮฺอยู่ตรงที่มันเป็นวิธีการที่อัลลอฮฺ ทรงเลือกและทรงแนะนาด้วยพระองค์เองเพื่อให้ผู้ศรัทธาได้แสดงความขอบคุณ ต่อพระองค์ที่ประทานหนทางที่เที่ยงตรงแก่เขา นอกจากนี้แล้ว มันยังเป็นวิธีการ ที่แน่ใจได้มากที่สุดในการได้รับการอภัยโทษจากพระองค์และได้รับสวรรค์เป็นสิ่ง ตอบแทนในที่สุด ดังนั้นไม่ใช่เรื่องยากที่จะเข้าใจถึงความสาคัญของการระลึกถึงอัลลอฮฺ ที่จะคอยขัดเกลาหัวใจของเราให้สะอาดและเป็นหัวใจที่ดี เราจะได้รับความรอด พ้นและความสาเร็จก็โดยการมีหัวใจที่บริสุทธิ์และดีเท่านั้น หัวใจที่อ้างถึงในที่นี้มิใช่ก้อนเนื้อในหัวใจที่สูบฉีดโลหิตส่งไปเลี้ยงส่วน ต่างๆของร่างกาย แต่มันหมายถึงศูนย์กลางแห่งความเป็นตัวตนของมนุษย์ที่ส่ง ความปรารถนาและแรงจูงใจของมนุษย์ออกไปและทาให้มนุษย์ต้องทาตามมัน หัวใจที่อยู่ตรงศูนย์กลางของเราและบงการการกระทาของเรานี้เองคือ กุญแจไปสู่ความสาเร็จสูงสุดของเรา ดังนั้น เมื่อเอ่ยถึงวันพิพากษา คัมภีร์ อัลกุรอานจึงประกาศว่า “มันเป็นวันที่ทรัพย์สมบัติและลูกหลานจะไม่อานวย ประโยชน์ได้เลย เว้นแต่ผู้มาหาอัลลอฮฺด้วยหัวที่บริสุทธิ์ผ่องใสเท่านั้น” (กุรอาน 26:88-89) เรื่องนี้ได้มีการอธิบายรายละเอียดคาพูดของท่านนบีมุฮัมมัดซึ่งกล่าวว่า :“จงฟังฉันให้ดี ในร่างกายมนุษย์มีก้อนเนื้ออยู่ก้อนหนึ่ง ถ้าหากมันดี ร่างกาย ทั้งหมดก็จะดี แต่ถ้าหากมันเป็นโรค ร่างกายทั้งหมดก็พลอยเป็นโรคไปด้วย จาไว้ ให้ดี ก้อนเนื้อนั้นคือหัวใจ” (บันทึกโดยบุคอรี) ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะโดยส่วนตัว แล้วมนุษย์มีโรคอยู่ในหัวใจ (กุรอาน 2:10) ในฐานะที่หัวใจเป็นตัวตัดสินชะตากรรมสุดท้ายของเรา ดังนั้น หัวใจจึง ต้องเป็นจุดเริ่มต้นของการได้รับการขัดเกลา(ตัซกียะฮฺ )เพื่อให้เกิดความสะอาด ผ่องแผ้วและหลังจากนั้นจึงค่อยเรียกมันออกมารับใช้มนุษยชาติ จุลสารเพื่อการเผยแผ่อิสลาม...หน้า 10


อิบนุก็อยยิม นักวิชาการอิสลามคนสาคัญกล่าวไว้ในหนังสื��� “ตาราแห่ง การระลึกถึงอัลลอฮฺ” ว่า “หัวใจที่ไม่มีการระลึกถึงอัลลอฮฺคือหัวใจที่ตายแล้ว มัน ตายมานานก่อนที่ร่างที่มีหัวใจบรรจุอยู่จะไปถึงหลุมฝังศพเสียด้วยซ้า ความจริง แล้ว ร่างกายที่มีชีวิตก็เป็นเพียงหลุมฝังศพของหัวใจที่ตายแล้วเท่านั้น” อิ บ นุ ก็ อ ยยิ ม ยั ง ได้ ห ยิ บ ยกฮะดี ษ ตอนหนึ่ ง มากล่ า วอี ก ว่ า “ความ แตกต่างระหว่างคนที่ร ะลึกถึงพระเจ้าของเขากับคนที่ไม่ ระลึกถึงพระองค์นั้นก็ เหมือนกับความแตกต่างระหว่างคนเป็นกับคนตายนั่นเอง” (บันทึกโดยบุคอรี) คัมภีร์กุรอานตอนหนึ่งก็มีข้อ ความว่า : “และสูเจ้าจงอย่าได้เป็นเช่ น บรรดาผู้หลงลืมอัลลอฮฺ มิฉะนั้น อัลลอฮฺจะทรงทาให้พวกเขาลืมตัวของพวกเขา เอง คนเหล่านี้เองคือผู้ฝ่าฝืน” (กุรอาน 59:19) วัตถุประสงค์ของการขัดเกลาจิตใจ(ตัซกียะฮฺ)ก็เพื่อให้แน่ใจว่าหัวใจจะ ไม่ตกอยู่ในสภาพที่น่าเศร้ าใจและมันจะมีชีวิตอยู่ด้วยการระลึกถึงอัลลอฮฺเสมอ ในเรื่องนี้ คัมภีร์กุรอานได้กล่าวไว้ดังนี้ “คนที่ประสบความสาเร็จก็คือคนที่ขัด เกลาตนเองและระลึกถึงพระนามของพระผู้อภิบาลของเขาและยกย่องสรรเสริญ พระองค์” (กุรอาน 87:14-15) ท่านนบีมุฮัมมัดได้เน้นย้าถึงความสาคัญของการราลึกถึงอัลลอฮฺเมื่อ ท่านได้พูดกับสาวกของท่านคนหนึ่งว่า :“จะให้ฉันบอกท่านไหมว่าการงานอะไรที่ ดีที่สุด และอะไรที่สะอาดที่สุดในสายตาของพระผู้อภิบาลซึ่ งจะทาให้ท่านอยู่ใน ตาแหน่งสูงสุดและเป็นสิ่งที่ดีสาหรับท่านยิ่งกว่าการใช้ทองและเงิน ดียิ่งกว่าการ พบศัตรูของท่านเพื่อที่ท่านจะได้ฟาดฟันคอของพวกศัตรูและพวกเขาฟันคอของ ท่าน ?” พวกเขาตอบว่า “เอาสิครับ” ดังนั้น ท่านนบีจึงได้กล่าวว่า “การราลึก ถึงอัลลอฮฺไง” (บันทึกโดยติรฺมีซี) ดังนั้นจงพยายามทาให้ ทุกนาทีของชีวิต ทุกความคิดและการกระท า ของท่านเต็มไปด้วยการระลึกถึงอัลลอฮฺอยู่เสมอ จุลสารเพื่อการเผยแผ่อิสลาม...หน้า 11


ซามูเอล (สะเมาว์อัลฺ) อิบนุ ยะฮฺยา อิบนิ อับบาสอัลมัฆฺริบีย์ เกิดใน มอรอคโค(มัฆฺริบ) และเสียชีวิตที่เมืองมารอเฆาะฮฺ ในปี ฮ.ศ.570 (ค.ศ.1175) ซา มูเอล เกิดในครอบครัวนักวิชาการ บิดาของเขาเป็นนักคณิตศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของ กลุ่มประชาคมชาวยิวในมอรอคโค และเป็ นผู้ สนันสนุนให้ซ ามู เอลศึกษาวิชา คณิตศาสตร์ ครอบครัวของซามูเอลได้อพยพจากนครฟาสในมอรอคโคสู่ดินแดนซีก ตะวันออกของโลกอิสลาม และลงพานักในมหานครแบกแดดซึ่งเป็นศูนย์กลาง ของอารยธรรมอิสลาม แต่ทว่าในภายหลังครอบครัวของซามูเอลได้กลับสู่นคร ฟาสและซามูเอลได้ใช้ชีวิตในปั้นปลายของตนในเมืองมารอเฆาะฮฺ ซึ่งเป็นเมือง แห่งวิทยาการทีเ่ ป็นคู่แข่งกับมหานครแบกแดด เมื่อซามูเอลได้ตั้งถิ่นฐานเป็นที่มั่นคงแล้ว ณ เมืองมารอเฆาะฮฺเขาก็เริ่ม ผลิตงานทางวิชาการและศึกษาหลักนิติศาสตร์อิสลามอย่างลึกซึ้ง จนพบว่าคา สอนของอิสลามสอดคล้องกับวิถีชีวิตที่เที่ยงตรงซึ่งผู้มีปัญญาอันหนักแน่นต่างก็ แสวงหา และเขาพบว่าอัลกุรอานคือธรรมนูญที่ทรงความยุติธรรมอันเป็นคัมภีร์ ที่ถูกประทานลงมาจากพระผู้เป็นเจ้า จุลสารเพื่อการเผยแผ่อิสลาม...หน้า 12


ในปี ฮ.ศ.558 (ค.ศ.1163) ซามูเอลได้รับอิสลาม ณ เมืองมารอเฆาะฮฺ จนกลายเป็นนักปราชญ์ผู้ปกป้องอิสลามและตีแผ่ข้อบกพร่องของศาสนายูดาย โดยอาศัยหลักการเปรียบเทียบอย่างมีเหตุผลเชิงตรรกะ ระหว่างศาสนาอิสลาม และศาสนายูดาย ซามูเอลอาศัยความพยายามส่วนตัวในการศึกษาตารามูลบทของ อิ ก ลิ ดุ ส และศึ ก ษาพี ช คณิ ต ของอบี ก ามิ ล อั ล มิ ซ รี ย์ ตลอดจนต าราพี ช คณิ ต ของอัลกัรฺคีย์ จนกระทั่งเขาเริ่มแสดงความคิดเฉพาะตัวเกี่ยวกับคณิตศาสตร์เมื่อ มีอายุได้เพียง 18 ปีเท่านั้น และแต่งตาราอันเลื่องชื่อ “อัลบาฮิรฺฟีลญับรี” ขณะ มีอายุได้ 19 ปี ตารา “อั ล บาฮิ รฺฟี ล ญั บ รี ” ของซามู เ อลมี ทั้ งหมด4 ภาค ภาคแรก นาเสนอปฏิบัติการทางคณิตศาสตร์ซึ่งมุ่งกาหนดตัวเลขที่ไม่อาจรู้ค่า และการ เปรียบเทียบค่าของตัวเลขทางคณิ ตศาสตร์ภาคที่ 2 รวบรวมสมการที่มีกาลัง สองและผลของเลขหลายจานวนที่มากขึ้นหรือน้อยลง โดยการบวกหรือลบ เช่น 3,5,7เรียกในภาษาอาหรับว่า “มุ ต ะวาลียะฮฺฮิ ซาบี ยะฮฺ ”ภาคที่ 3 จะกล่าวถึง จานวนหรือปริมาณที่ไม่อาจเปรียบเทียบค่าหรือหาสถิติได้ ส่วนภาคที่ 4 ซามูเอลจะรวบรวมผลของการใช้สูตรพีชคณิตในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ รูปต่าง ๆ ซามู เ อล อั ล มั ฆฺ ริ บี ย์ ยั ง เป็ น นั ก การแพทย์ ผู้ เ ชี่ ย วชาญเขาศึ ก ษา การแพทย์กับ อบุลบะรอกาตฺ ฮิบ ะตุลลอฮฺ อิบ นุ มั ลกา อั ลบั ฆฺ ดาดี ย์ และเขา กลายเป็นนักการแพทย์ผู้โด่งดังของประชาคมอิสลามในเวลานั้น ซึ่งมิใช่เพียงแค่ ในด้ า นการแต่ ง ต าราการแพทย์ แ ละเภสั ช ศาสตร์ เ ท่ า นั้ น แต่ เ ขายั ง เป็ น ผู้ชานาญการในสาขาทั้ ง2 อีกด้วยซามูเอลได้แต่งตาราและข้อเขียนไว้มากกว่า 85 เล่ม อาทิเช่นตารา “อิอฺญาซฺอัลมุฮันดิซีน”ในวิชาเรขาคณิต, ตารา บทสรุป ในวิชาการคานวณ, ตาราอุทกศาสตร์, ตารา “อัลมุฟีดอัล-เอาชัฏ” ในวิชาการ แพทย์ศาสตร์, ตารา “ ฆฺอยาตุลมักซูด” ตอบโต้คริสเตียนและยิว ฯลฯ จุลสารเพื่อการเผยแผ่อิสลาม...หน้า 13


ถาม...อิ ส ลามเกิ ด ขึ้ น ในนครเมกกะ ค าสอนของอิ ส ลามมี อิ ท ธิ พ ล อย่างไรหรือไม่ต่อการกาหนดสัญลักษณ์บนธงของประเทศซาอุดิอารเบีย อยาก ทราบว่าภาษาอาหรับบนธงชาติของซาอุดิอารเบียมีความหมายว่าอะไร และรูป ดาบใต้ตัวอักษรภาษาอาหรับนั้นมิได้สื่อถือการเผยแผ่ด้วยคมดาบหรือ ?

ตอบ...ค าสอนของอิ ส ลามไม่ เ พี ย งแต่ จ ะมี อิ ท ธิ พ ลต่ อ การก าหนด สัญลักษณ์บนธงของราชอาณาจักรซาอุดิอารเบียเท่านั้น แต่ยังมีอิทธิพลต่อการ ดาเนินชีวิตของชาวอาหรับและชนชาติอื่นๆทั่วโลกที่นับถือศาสนาอิสลามด้วย จุลสารเพื่อการเผยแผ่อิสลาม...หน้า 14


ภาษาอาหรับ บนผืนธงชาติ ข องราชอาณาจักรซาอุดิ อ ารเบี ยอ่ า นว่า “ลาอิ ลาฮะ อิ ลลัลลอฮฺ มุ ฮัม มัด รอซู ลุลลอฮฺ ” แปลว่า “ไม่ มีพ ระเจ้าอื่ นใด นอกจากอัลลอฮฺ และมุฮัมมัดเป็นศาสนทูตของพระองค์ ”ซึ่งเป็นหัวใจสาคัญและ เป็นพื้นฐานของอิสลาม ถ้อยคาดังกล่าวเป็นเหมือนกับสัญญาที่มุสลิมทากับพระ เจ้าว่าจะไม่เคารพกราบไหว้บูชา วิงวอน บนบานหรืออธิษฐานต่อสิ่งอื่นใดนอกไป จากพระเจ้าองค์เดี ยวและจะปฏิบัติ ตามคาบัญ ชาของพระองค์ตามที่ นบี มุฮั ม มัดศ็อลลัลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัมนามาเผยแผ่ เนื่องจากอิสลามมิได้เป็นศาสนาที่มีแต่เรื่องความเชื่อในสิ่งเร้นลับและ การปฏิบัติพิธีกรรมในศาสนสถานเท่านั้น แต่คาสอนของอิสลามซึ่งปรากฏอยู่ใ น คัมภีร์กุรอานและแบบอย่างคาสอนของท่านนบีมุฮัมมัดยังถือเป็นทั้งธรรมนูญใน การดาเนินชีวิตและเป็นกฎหมายด้วย หากกฎหมายไม่มีอานาจในการบังคับใช้ กฎหมายนั้นก็ไ ม่มี ป ระโยชน์อ ะไรนอกจากเป็ นตั ว อั กษรบนกระดาษธรรมดา เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ ทุกประเทศที่มี กฎหมายจึงต้องมี อานาจรัฐ ในการบังคับใช้ กฎหมายของตน ใครทาผิดก็ต้องถูกลงโทษ ดาบจึงเป็นสัญลักษณ์ของอานาจใน การที่จะลงโทษคนที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะรักษากฎหมายไว้ รูปดาบที่อยู่ใต้อักษรภาษาอาหรับนั้นหมายความว่า อานาจรัฐนั้นต้อง อยู่ภายใต้อานาจแห่งธรรมที่มาจากพระผู้เป็นเจ้า ดังนั้น การมีรูปอาวุธเป็นดาบหรือปืนเป็นสัญลักษณ์จึงไม่จาเป็นต้องสื่อ ถึงการรุกรานเสมอไป สโมสรฟุตบอลอาร์เซนอลก็ใช้รูปปืนใหญ่เป็นสัญลักษณ์ ครับ

จุลสารเพื่อการเผยแผ่อิสลาม...หน้า 15


จุลสารเพื่อการเผยแผ่อิสลาม...หน้า 16


จุลสารฉบับที่75