Issuu on Google+

ทักษะทางวิทยาศาสตร์สาหรับเด็กปฐมวัย

โรงเรี ยนบ้านยางงาม ตาบลกระแสบน อาเภอแกลง จังหวัดระยอง


คานา เอกสารฉบับนีจ้ ัดทาขึ้นระหว่างการอบรมการผลิตสื่อ อิเล็กทรอนิกส์ หลักสูตรการสร้าง E-Magazine โดยทดลองการ สร้างเอกสารเกี่นวกับทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์สาหรับเด็ก ปฐมวัย ครูผู้สอนสามารถนาไปประยุคต์ใช้ในการจัดประสบการณ์ ให้กับเด็กได้

จิรารัตน์ คาวงศ์ 26 สิงหาคม 2555


สารบัญ หน้า 1 2 3 4 5 6 7

ทักษะการสังเกต ทักษะการจาแนก ทักษะการวัด ทักษะการสื่อความหมาย ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล ทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปส กับสเปส และสเปสกับเวลา ทักษะการคานวน

1 6 9 10 12 13 15


1

ทักษะทางวิทยาศาสตร์สาหรับเด็กปฐมวัย เด็กปฐมวัยเป็นวัยที่มีความอยากรู้อยากเห็นต่อสิ่งแวดล้อมอยู่ตลอดเวลา เพราะเป็น วัยที่มีการพัฒนาทางสติปัญญา สูงที่สุดของชีวิต ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เป็นทักษะที่ส่งเสริมให้เด็กปฐมวัยสามารถคิดหา เหตุผล แสวงหาความรู้ สามารถ แก้ปัญหาได้ตามวัยของเด็ก ควรจัด กิจกรรมให้เด็กได้ลงมือกระทาด้วยตนเองจากสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัว ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ อันเป็นกระบวนการขั้นพืน้ ฐานหรือทักษะ เบื้องต้นที่ควรส่งเสริมให้เด็กปฐมวัย ได้รับการพัฒนา มี 7 ทักษะกระบวนการ คือ ทักษะการสังเกต ทักษะการจาแนกประเภท ทักษะการวัด ทักษะการสื่อความหมาย ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล ทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปส และสเปสกับเวลา และทักษะการคานวณ มีรายละเอียดของแต่ละทักษะดังนี้ 1. ทักษะการสังเกต การสังเกต (Observation) หมายถึง การใช้ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ หลายอย่างรวมกัน ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวกาย เข้าไปสัมผัสโดยตรงกับวัตถุหรือ เหตุการณ์ โดยมีจุดประสงค์ท่จี ะหาข้อมูลซึ่งเป็นรายละเอียดของสิ่งนัน้ ๆ โดยไม่ใส่ความ คิดเห็นของผู้สังเกตลงไป ทบวงมหาวิทยาลัย (2525:60) ได้กล่าวว่า ในการสังเกตต้อง ระวังอย่านาความคิดเห็นส่วนตัวไปปนกับความจริงที่ได้จากการ สังเกตเป็นอันขาด เพราะ การลงความคิดเห็นของเราในสิ่งที่สังเกตอาจจะผิดก็ได้ ถ้าอยากรู้วา่ ข้อมูลที่บันทึกนั้นเกิด จาการสังเกตหรือไม่ ต้องถามตัวเองว่า ข้อมูลที่ได้น้ไี ด้มาจากการใช้ประสาทสัมผัสส่วนไหน หรือเปล่า ถ้าคาตอบว่าใช่ แสดงว่าเป็นการสังเกตที่แท้จริง นิวแมน (Neuman 1978: 26) ได้เสนอหลักสาคัญไปสูก่ ารสังเกตสาหรับเด็กปฐมวัย ดังนี้ 1. ความรู้ที่ได้จากการสังเกตต้องเกี่ยวข้องกับประสาทสัมผัสทั้งห้า 2. ควรใช้ประสาทสัมผัสทัง้ ห้าในการสังเกตอย่างละเอียดละออ 3. ต้องใช้ความสามารถของร่างกาย โดยเฉพาะประสาทสัมผัสทัง้ ห้าในการสังเกตอย่าง ระมัดระวัง และจากประสบการณ์ท่ไี ด้รับจะทาให้การสังเกตของเด็กพัฒนาขึน้ การสังเกต สามารถกลายเป็นเครื่องมือในการเรียนรูท้ ่มี ีคุณค่า สุชาติ โพธิวิทย์ (ม.ป.ป.:15) ได้กล่าวถึงการสังเกตที่สาคัญที่ควรฝึกให้แก่เด็ก มี 3 ทางคือ 1. การสังเกตรูปร่างลักษณะและคุณสมบัติทั่วไป คือ ความสามารถในการใช้ประสาท


2

สัมผัสทัง้ 5 อย่าง สังเกตสิ่งต่าง ๆ แล้วรายงานให้ผู้อ่นื เข้าใจได้ถูกต้อง คือ การใช้ตาดู รูปร่าง ลักษณะ หูฟังเสียง ลิน้ ชิมรส จมูกดมกลิน่ และการสัมผัสจับต้องดูวา่ เรียบ ขรุขระ แข็ง นิ่ม ฯลฯ 2. การสังเกตควบคู่กับการวัดเพื่อทราบปริมาณ เช่น การใช้เทอร์โมมิเตอร์ ตาชั่ง ไม้บรรทัด กระบอกตวง ช้อน ลิตร ถัง ฯลฯ ใช้เครื่องมือเหล่านีว้ ัดสิ่งต่าง ๆ แล้วรายงานออกมาเป็น ปริมาณ เป็นจานวน 3. การสังเกตเพื่อรู้ถงึ การเปลี่ยนแปลง เช่น สังเกตการเจริญเติบโตของต้นพืช การเจริญ เติบโตของสัตว์ การเปลี่ยนแปลงทางเคมี การเปลี่ยนแปลงขนาดของผลึก การกลายเป็นไอ ของน้า ฯลฯ ตัวอย่างการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมทักษะการสังเกต การสังเกตโดยใช้ตา ในการสังเกตโดยใชสายตานัน้ หากเด็กได้รับการชี้แนะให้รู้จักสังเกตลักษณะของสิ่งต่าง ๆ สังเกตความเหมือน ความแตกต่าง รู้จักจาแนก และจัดประเภทก็จะช่วยให้เด็กมี นิสัยในการ มองสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวอย่างละเอียดรอบคอบ โดยขัน้ แรกให้ดูสิ่งที่เด็กพบ เห็นอยู่ทุกวัน เช่น ต้นไม้ ขณะที่พาเด็กไปเดินเล่นในบริเวณโรงเรียน ครูเก็บใบไม้ตา่ ง ๆ ที่หล่นอยู่บนพืน้ มา ให้เด็กดู (ไม่ควรเด็ดใบไม้จากต้น ถ้าเด็กอยากเด็ด ให้บอกเด็กว่า “เก็บ จากพืน้ ดีกวา ดอกไม้ใบไม้ท่อี ยู่กับต้นช่วยให้ต้นไม้ดูสวยงามและเจริญเติบโต ถ้าเราเด็ด ออกมาดูอีก เดีย๋ วเดียวก็จะเหี่ยว”) ให้เด็กสังเกตสีของใบไม้ต่าง ๆ เด็กจะเห็นว่า ใบไม้ ส่วนใหญ่มีสีเขียว แต่บางใบก็มีสแี ตกต่างไป ส่วนรูปร่างลักษณะก็มีทั้งคล้ายกันและต่าง กัน เช่น ใบมะนาวไม่มี แฉก ใบตาลึงมีแฉก เป็นต้น นอกจากใบไม้แล้ว ควรให้เด็กสังเกตุ รูปทรงต่าง ๆ ของพืช เช่น เป็นลาต้นตรงสูงขึน้ ไป เป็นเถาเลื้อยเกาะกับต้นอื่น ให้สังเกต ความแตกต่างของดอกไม้ และ ผลไม้ต่าง ๆ เช่น ดอกอัญชันมีสีม่วงเข้ม ส่วนดอกมะลิมีสี ขาว แล้วให้เด็กนาไปใช้ประโยชน่ อะไรได้ เช่น เอาดอกอัญชันไปใช้ย้อมผ้าได้ ใบเตยนา ไปใช้ในการทาขนม ทาให้มีสีสวยและกลิ่มหอม เป็นต้น นอกจากสังเกตใบไม้แล้ว ครูควรจัดหาเมล็ดพืชหลาย ๆ ชนิดมาให้เด็กเล่นเพื่อ สังเกต ลักษณะรูปร่างขนาด สี และหัดแยกประเภท และจัดหมวดหมู่ โดยนาเมล็ดที่มีลักษณะ คล้ายกันไว้ดว้ ยกัน รวมทัง้ ให้คิดว่าเป็นเมล็ดของพืชชนิดใดด้วย อุปกรณ์ที่มีประโยชน์มากสาหรับการสังเกต คือ แว่นขยาย เด็ก ๆ มักตื่นเต้นที่ได้ เห็นสิ่งต่าง


3

ๆ มีขนาดใหญ่ข้นึ และเห็นรายละเอียดอย่างชัดเจน เช่น ตัวมด ใบไม้ เส้นผม ผิวหนัง เสื้อผ้า ก้อนหิน เม็ดทราย เป็นต้น การสังเกตโดยใช้หู นอกจากความสามารถในการจาแนกเสียงจะมีประโยชน์ต่อการเตรียมความพร้อม ทาง ภาษาแล้วยังมีประโยชน์ในการศึกษาเกี่ยวกับธรรมชาติและสิ่งที่อยู่รอบตัว เด็กอีกด้วย เสียง ที่เด็กคุ้นหูคือ เสียงสัตว์ตา่ ง ๆ ครูอาจใช้วิธีอัดเสียงนกในท้องถิ่น เสียงกบร้อง เสียง จักจั่น ฯลฯ แล้วเปิดเทปให้เด็กทายว่าเป็นเสียงสัตว์อะไรที่เด็กรู้จักสังเกตความแตกต่าง ของเสียง เหล่านีจ้ ะช่วยให้ครูสามารถเชื่อมโยงไปสูก่ ารสอนเกี่ยวกับลักษณะและ ความเป็น อยู่ของ สัตว์ต่าง ๆ ได้ และช่วยให้เด็กมีความกระตือรือร้นที่จะสังเกตและศึกษาหาความรู้ เพิ่มเติม มากขึ้น สาหรับการฟังเสียงสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว อาจใช้วิธีให้เด็กปิดตา แล้วเดาว่าเสียงที่ ครูทานั้นเป็นเสียงอะไร เช่น เสียงเคาะไม้ เสียงช้อนคนแก้วน้า เสียงฉิ่ง เป็นต้น จากการ ฟัง เสียงที่แตกต่างกันของวัตถุเหล่านี้ เด็กจะเรียนรู้ถึงความแตกต่างของวัตถุซึ่งมีผลทาให้ เกิด เสียงที่ต่างกันไป นอกจากนี้ อาจนาเครื่องดนตรี หรือเครื่องให้จังหวะที่ทาด้วยวัสดุ ต่าง ๆ มาแสดงให้เด็กเห็นว่ามีเสียงต่างกัน เช่น ลูกซัดที่ใส่ถั่วเขียวไว้ขา้ งใน ลูกซัดหวาย ร้อนด้วย ฝาน้าอัดลม กรับไม้ไผ่ ฯลฯ การสังเกตโดยใช้จมูก กิจกรรมที่ใช้การดมกลิ่น ควรประกอบด้วยการให้ดมสิ่งที่มีกลิ่นต่าง ๆ กัน รวม ทั้งให้ดมสิ่ง ที่มีกลิ่นคล้าย ๆ กัน แต่มีความแตกต่างกันบ้างเล็กน้อยเพื่อให้รจู้ ักจาแนกได้ ละเอียดขึ้น ใน ขัน้ แร���ให้นาของต่าง ๆ ที่จะให้เด็กดมใส่ขวดเอากระดาษปิดขวดรอบนอก เพื่อไม่ให้เห็น สิ่งของ ให้เด็กดมแล้วบอกว่าเป็นกลิ่นอะไร ตัวอย่างสิ่งที่อาจให้ดม ได้แก่ หัวหอม กระเทียม สบู่ กาแฟ ใบสะระแหน่ เปลือกส้ม ยาดม ฯลฯ ต่อมาหลังจากที่เด็ก สามารถจาแนกกลิ่น ต่าง ๆ ได้แล้ว ควรให้ดมกลิ่นสิ่งที่มีกลิ่นคล้ายกัน แต่ก็มีความ แตกต่างกันอยู่บ้าง เช่น สบูต่ า่ งชนิดกัน ดอกไม้ต่าง ๆ ใบไม้ตา่ ง ๆ ผลไม้ เช่น ส้ม กับมะนาว แล้วให้เด็กพูดบรรยายความรู้สึก เช่น ดอกไม้ดอกนี้หอมชื่นใจ ดอกนี้หอมแรงไป หน่อย ใบไม้น้มี ีกลิ่นหอม ใบนี้กลิ่นคล้ายของเปรีย้ ว เป็นต้น การสังเกตโดยใช้ลิ้น การใช้ลนิ้ ชิมรสอาหารต่าง ๆ เป็นกิจกรรมที่เด็กสนุกสนานเพราะสอดคล้องกับ ธรรมชาติ ของเด็กที่ชอบชิม แทะ สิ่งต่าง ๆ แต่ตอ้ งสอนให้เด็กเข้าใจว่าสิ่งใดเอาเข้าปากได้ และสิ่งใดไม่ ควรแตะต้องเพราะมีพิษหรือเป็นอันตรายต่อร่างกาย เมื่อเด็กไปพบเห็นสิ่ง ต่าง ๆ ที่มีอยู่


4

ตามธรรมชาติจะได้ไม่เอาเข้าปาก การให้เด็กได้ชิมรสต่าง ๆ นีก้ ็เพื่อให้รจู้ ัก ความแตกต่าง ของรส และรู้จักลักษณะของสิ่งที่นามาใช้เป็นอาหารดียิ่งขึน้ ในการจัดกิจกรรมนั้น ให้เอา อาหารชิน้ เล็ก ๆ หลายอย่างใส่ถาดให้เด็กปิดตาแล้วครูส่งให้ชิม ให้เด็ก ตอบว่า กาลังชิม อะไร รสเป็นอย่างไร เช่น น้าตาล เกลือ วุ้น มะยม มะนาว ฯลฯ หลังจาก นั้นให้เปรียบเทียบ อาหารที่มีรสหล้ายกันว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร เช่น มะยมกับ มะนาวแตกต่างกัน อย่างไร การสังเกตโดยใช้การสัมผัสทางผิวหนัง การสัมผัสโดยใช้มือแตะหรือเอาสิ่งของต่าง ๆ มาสัมผัสผิวหนัง ช่วยให้เด็กได้ เรียนรู้เกี่ยวกับ คุณสมบัตขิ องวัตถุตา่ ง ๆ และเป็นพื้นฐานในการเรียนรูใ้ นระดับสูงขึน้ ไป กิจกรรมอาจเริ่ม โดยเอาวัตถุหลายอย่างใส่ถุง ให้เด็กปิดตาเอมมือหยิบสิ่งของขึ้นมา แล้ว ให้บอกว่าสิ่งที่คลา มีลักษณะอย่างไร เช่น นุ่ม แข็ง หยาบ เรียบ ขรุขระ เย็น อุ่น บาง หนา ฯลฯ ของที่นามาใส่ใน ถุงควรเป็นสิ่งที่มีพืน้ ผิวแตกต่างกัน เช่น ผ้าเนือ้ ต่าง ๆ กระดาษ หยาบ ฟองน้า ไม้ ขนนก เหรียญ ฯลฯ นอกจากเด็กจะได้ฝึกใช้ภาษาที่เกี่ยวข้องกับวัตถุ เหล่านีแ้ ล้วยังได้เรียนรู้ ลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันของวัตถุแต่ละชนิดอีก ด้วย 2. ทักษะการจาแนกประเภท การจาแนกประภท (Classifying) หมายถึง ความสามารถในการแบ่งประเภทสิ่งของ โดยหาเกณฑ์ (Criteria) หรือสร้างเกณฑ์ในการแบ่งขึน้ เกณฑ์ท่ใี ช้ในการจาแนกประเภทของ สิ่งของมีอยู่ 3 อย่าง คือ ความเหมือน (Similarities) ความแตกต่าง (Differences) และ ความสัมพันธ์รว่ ม (Interrelationships) ซึ่งแล้วแต่เด็กจะเลือกใช้เกณฑ์อันไหน นอกจากนี้ ประภาพรรณ สุวรรณสุข (2527:37) ได้ให้ความหมายของการจาแนกประเภทว่า หมายถึง การใช้ประสาทสัมผัสส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายจัดสิ่งต่าง ๆ ให้เข้าอยู่ในประเภทเดียวกัน ซึ่งการจัดประเภทนี้อาจทาได้หลายวิธี เช่น แยกประเภทตามตัวอักษร ตามลักษณะ รูปร่าง แสง สี เสียง ขนาด ประโยชน์ในการใช้ เป็นต้น นิวแมน ได้อธิบายว่า เด็กปฐมวัยสามารถ จาแนกวัตถุออกเป็นกลุ่ม ๆ ได้โดยการใช้คุณสมบัตเิ ฉพาะตัวของวัตถุหรือมิตขิ องวัตถุนนั้ ๆ เป็นเกณฑ์ในการจาแนก อาทิ สี ความแข็งแรง ขนาดและรูปร่าง เป็นต้น เด็กบางคนอาจ จาแนกวัตถุต่าง ๆ ออกเป็นกลุ่มได้โดยใช้คุณสมบัติหรือมิตมิ ากกว่าหนึ่งอย่าง ในการจาแนก นี้เด็กควรจะได้รับโอกาสที่ให้สามารถคิดตัดสินใจในการจาแนกโดยใช้ วิธีการจาแนกของ เด็กเอง และไม่ใช่วธิ กี ารจาแนกของผู้อื่นกาหนดให้ สาหรับ เรส์ด และแพทเตอร์สัน (Resd


5

and Patterson) ได้กล่าวในทานองเดียวกันว่า การจาแนกประเภทเป็นแกนกลางของการ เรียนรูท้ างวิทยาศาสตร์สาหรับเด็กปฐมวัย ที่ใช้วิธีการจัดระเบียบการสังเกตด้วยตนเอง การ จาแนกประเภทนัน้ มีส่งิ ที่เกี่ยวข้องอยู่ 2 อย่าง คือ เนื้อหาของกระบวนการวิชา คือ วิชา วิทยาศาสตร์ และวิธีการของการสืบเสาะทางวิทยาศาสตร์ ตลอดทั้งกระบวนการของการ จาแนกประเภทของเด็กในการเรียนเกี่ยวกับลักษณะพิเศษ ของวัตถุชนิดต่าง ๆ ซึ่งเด็ก ปฐมวัยนัน้ สามารถจะจาแนกคุณสมบัติของวัตถุได้โดยใช้วธิ กี ารพื้นฐาน ง่าย ๆ นอกจากนี้ ทบวงมหาวิทยาลัย (2525:68) ได้กล่าวถึงการจาแนกประเภทว่า เป็นกระบวนการที่ นักวิทยาศาสตร์ใช้จาแนกสิ่งต่าง ๆ ออกเป็นหมวดหมู่เพื่อช่วยให้เกิดความสะดวกใน การศึกษาและจดจา โดยอาศัยเกณฑ์บางอย่างในการจาแนกสิ่งเหล่านี้ เช่น จาแนกสิ่งมีชีวติ ออกเป็นพืชและสัตว์ โดยอาศัยลักษณะรูปร่าง การเคลื่อนไหว การกินอาหาร การขับถ่าย ของเสีย และการสืบพันธุเ์ ป็นเกณฑ์ในการจาแนก เมื่อพิจารณาคุณสมบัติเหล่านี้แล้วจะเห็น ได้ชัดเจนว่า พืชและสัตว์แตกต่างกันมาก บางครั้งอาจจะมีปัญหาอยู่บา้ งในการเลือกเกณฑ์ ที่จะใช้ในการจาแนกประเภท ยกตัวอย่างเช่น แป้งเปียกมีลักษณะกึ่งกลางระหว่างของแข็ง กับของเหลว จึงไม่ทราบจะจัดเข้าประเภทใด ซึ่งตัวอย่างดังกล่าวนี้แสดงให้เห็นว่า การ จาแนกโดยใช้เกณฑ์อย่างหนึ่งอย่างใดแต่เพียงอย่างเดียว จะมีข้อจากัดในการจาแนกสิ่งต่าง ๆ จึงมีข้อเสนอแนะว่าในการจาแนกนัน้ เราจะใช้วธิ ใี ด หลักใดก็ตาม วิธีที่ดี คือ วิธที ่ที าให้เรา สามารถแยกประเภทและระบุชนิดของวัตถุต่าง ๆ ได้โดยเด็ดขาด ไม่ควรก้ากึ่งกันจะทาให้ สับสน การพัฒนาทักษะในการจาแนกประเภทนั้น ผู้เรียนจะต้องเริ่มด้วยการจาแนกกลุ่ม ของวัตถุออกเป็นสองพวกตามเกณฑ์ท่ี กาหนดอย่างใดอย่างหนึ่ง จากนัน้ ก็แบ่งต่อไปตาม เกณฑ์ที่กาหนดขึน้ เป็นครั้งที่สอง และทาเช่นนีเ้ รื่อยไป จนกระทั่งผู้เรียนสามารถแบ่งระบุ วัตถุที่มีอยู่จานวนมาก ๆ ได้ ดังนัน้ การจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์ให้แก่เด็กปฐมวัย ด้วยวีธีการจาแนก ประเภท ครูจะต้องพยายามจัดหาวัสดุอุปกรณ์หลาย ๆ ชนิดมาให้เด็กได้ เล่น เพื่อให้เด็กเกิดความสนใจอยู่เสมอ กระตุ้นให้เด็กเสนอแนวคิดในการจาแนกวัตถุใน หลาย ๆ ลักษณะให้ได้มากที่สุดที่เด็กจะทาได้ และหลังจากที่เด็กจาแนกประเภทได้แล้ว ควร ให้เด็กอภิปรายเหตุผลที่เขาได้จาแนกตามประเภทเช่นนัน้ ตัวอย่างการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมทักษะการจาแนกประเภท การแยกประเภทเมล็ดพืช แนวคิด เมล็ดพืชมีความแตกต่างกันในด้านขนาดรูปร่าง สี และความหยาบละเอียดของผิวนอกเมล็ด


6

วัตถุประสงค์ หลังจากที่ได้ทากิจกรรมนีแ้ ล้วเด็กสามารถ 1. แยกประเภทของเมล็ดพืชได้อย่างน้อย 2 ลักษณะ 2. เกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับความแตกต่างกันของเมล็ดพืชในด้านขนาด รูปร่าง สี และ ความหยาบละเอียดของผิวนอกเมล็ด วัสดุอุปกรณ์ 1. เมล็ดพืชชนิดและขนาดที่แตกต่างกันในด้านขนาด รูปร่าง สี และความหมาย ละเอียด เช่น เมล็ด ถั่วเขียว ถั่วดา ถั่วแดง ข้าวเปลือก น้อยหน่า มะละกอ ชมพู่ ฝรั่ง มะขาม ฯลฯ 2. ถาด หรือฝากล่องกระดาษสาหรับแยกเซตของเมล็ดพืช 3. ภาชนะสาหรับใส่เมล็ดพืช (อาจจะใช้ถ้วยพลาสติก ชาม กระทง หรือขันก็ได้) กิจกรรม 1. จัดเมล็ดพืชทุกประเภทที่สามารถหามาได้โดยผสมกันแล้วแบ่งใส่ภาชนะเพื่อ แจกให้กับเด็กทุกคนโดยครูยังไม่ต้องให้คาแนะนาใด ๆ ทัง้ นั้น ปล่อยให้เด็กเล่นกับเมล็ดพืช ตามลาพัง 2. หลังจากนัน้ สักครูหนึ่งบอกให้เด็กแยกประเภทของเมล็ด ขณะที่เด็กทากิจกรรมอยู่ครูเดิน ดูรอบ ๆ และอภิปรายกับเด็กแต่ละคนว่าแยกประเภทของเมล็ดพืชได้อย่างไร หรือเพราะเหตุ ใดเขาจึงแยกในลักษณะนัน้ 3. ส่งเสริมให้เด็กแยกประเภทของเมล็ดพืชในลักษณะใหม่ที่ไม่ให้ซ้ากับแบบเดิมที่ เขาได้ทา ไว้ครั้งแรก โดยถูกต้อง ไม่แนะนาใด ๆ ทัง้ สิ้น 4. อภิปรายเกี่ยกวับวิธกี ารที่เด็กแต่ละคนแยกประเภท โดยอาจจะให้เด็กเดินดูของ เพื่อนคน อื่น ๆ ว่าเขาทากันอย่างไร หลังจากนั้นครูควรตัง้ คาถามเด็กว่า “ทาไมจึงใส่เมล็ดพืชเหล่านั้นรวมอยู่ในกองเดียวกัน” “ นักเรียนว่ามีวธิ กี ารอื่นอีกไหมที่จะจัดเมล็ดพืชมาอยู่กองเดียวกัน” “นักเรียนสามารถจะเอาเมล็ดพืชที่ครูแจกให้นั้นมาแยกเป็น 2 กลุ่มได้ไหม” ข้อเสนอแนะ 1. กิจกรรมนี้จะได้ผลดีควรจะต้องหาเมล็ดพืชหลายประเภทและหลายขนาด 2. เมล็ดพืชนี้ครูอาจให้เด็กช่วยกันนามาและสะสมไว้ เพราะอาจจะเก็บไว้ใช้ได้อกี ในหลาย ๆ กิจกรรม


7

3. ทักษะการวัด การวัด (Measurement) หมายถึง การใช้เครื่องมือต่าง ๆ วัดหาปริมาณของสิ่งที่เรา ต้องการทราบได้อย่างถูกต้อง โดยมีหน่วยการวัดกากับอยู่เสมอ ทิพย์วัล สีจันทร์ (2531 :19) กล่าวถึงการใช้คาถามเพื่อฝึกฝนให้ผู้วัดหาคาตอบและกระทา ตาม คือ 1. จะวัดอะไร คาถามนีจ้ ะทาให้ผู้วัดได้รู้จักกับสิ่งของที่จะวัด รูจ้ ักธรรมชาติของสิ่งนั้น เช่น วัดความกว้าง ยาว สูง ของแท่งไม้ วัดปริมาตรของน้าหรือของเหลวอื่น ๆ วัดอุณหภูมิ วัด น้าหนัก 2. จะวัดทาไม คาถามนี้ช่วยให้เราทราบความมุ่งหมายที่จะวัดว่า ต้องการทราบอะไร เช่น ความยาว ปริมาตร น้าหนัก ความแข็ง อุณหภูมิ ฯลฯ และต้องการความละเอียดมากน้อย เพียงใด 3. จะวัดด้วยอะไร คาถามนีต้ อ้ งการทราบถึงการเลือกเครื่องมือที่นามาใช้วัด เพื่อให้ เหมาะสมกับสภาพของสิ่งของที่จะวัดและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่จะ วัดด้วย 4. จะวัดอย่างไร คาถามนีถ้ ามถึงวิธกี ารที่เราจะวัด เช่น วัดโดยการนับจานวนและนับโดยใช้ ลาดับที่ เช่น ที่หนึ่ง ที่สอง ต่อไป สุดท้าย คู่ วัดโดยการตวง วัดโดยการชั่ง วัดโดยการ เปรียบเทียบ เป็นต้น ส่วนด้านการวัดนั้น สานึก โรจนพนัส (2528 : 29) ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับการวัดของเด็ก อนุบาลว่า เป็นเพียงพื้นฐานเบือ้ งต้นของการวัด เช่น การกะปริมาณ กิจกรรมใดก็ตามที่จะ ให้เด็กชี้หรือบอกว่าสิ่งที่เขาสัมผัสอยู่นั้น หนัก เบา ใหญ่ เล็ก ฯลฯ ล้วนเป็นการเตรียมความ พร้อมทางการวัดทั้งสิ้น ในด้านปริมาณ ประภาพรรณ สุวรรณศุข (2527 : 376) ได้อธิบายถึงการให้เด็กปฐมวัยบอก ปริมาณของวัตถุตา่ ง ๆ ว่า ควรจะมุ่งในเรื่องของปริมาณที่สามารถมองเห็นได้ชัดและเป็น หน่วยใหญ่ ๆ ไม่ควรสนใจในเรื่องหน่วยย่อย เช่น การเปรียบเทียบโต๊ะ 2 ตัว ว่าตัวใดยาว กว่า ครูอาจแนะนาให้เด็กสังเกตด้วยสายตา อาจจะใช้สายวัดมาวัดดู อาจจะทาเครื่องหมาย บนสายวัดเอาไว้ เด็กก็จะสามารถมองเห็นความแตกต่างกันได้ แต่ครูไม่ควรบอกเด็กว่าโต๊ะ ตัวแรกยาว 12 นิว้ 1 เซนติเมตร โต๊ะตัวที่สองยาว 11 นิ้ว โต๊ะตัวไหนยาวกว่ากัน การบอกความยาวเป็นเช่นนี้ เด็กจะยังไม่สามารถเข้าใจเกี่ยวกับมาตราได้ดี เด็กก็จะตอบคาถามไม่ได้ ซึ่งอาจจะมีผลทา


8

ให้เด็กไม่สนใจเรียน และการให้เด็กแสดงปริมาณของวัตถุ ไม่ควรใช้การสังเกคด้วยสายตา เพียงอย่างเดียว ควรให้เด็กได้ใช้วิธีต่าง ๆ ให้มากที่สุด ตัวอย่างการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมทักษะการวัด - ตัวอย่างการวัดอย่างง่าย ได้แก่ วัดโต๊ะเรียนสูงกี่คืบ กระดานดายาวกี่ศอก น้ามี ปริมาตรกี่ปี๊บ ระยะเวลาเรียนหนังสือนานเพียงไร (อาจตอบว่าตัง้ แต่หลังเคารพธงชาติ จนถึงเวลาอาหารกลางวันหรือพระอาทิตย์ตรงศรีษะ) 4. ทักษะการสื่อความหมาย การสื่อความหมาย (Cummunication) หมายถึง การพูด การเขียน รูปภาพ และ ภาษาท่าทาง การแสดงสีหน้า ความสามารถรับข้อมูลได้อย่างถูกต้องและชัดเจน ตลอดจน การแสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึก ก็จัดว่าเป็นการสื่อความหมายด้วย ลักษณะที่จะบอกได้ว่า การสื่อความหมายได้ดีหรือไม่ จะต้องเป็นดังนี้ 1. บรรยายลักษณะคุณสมบัตขิ องวัตถุโดยให้รายละเอียดที่ผู้อ่นื สามารถวิเคราะห์ได้ 2. บันทึกการเปลี่ยนแปลงของวัตถุได้ 3. บอกความสัมพันธ์ของข้อมูลที่ได้จัดกระทาแล้ว 4. จัดกระทาข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ ให้สามารถเข้าใจได้ดียิ่งขึ้น เช่น วาดภาพ ทากราฟ เป็น ต้น การที่จะฝึกเด็กให้มีทักษะในการสื่อความหมายที่ดไี ด้นั้น เด็กจะต้องรู้คาศัพท์ หรือ ความหมายของคาเป็นอย่างดี อีกทั้งจะต้องมีประสบการณ์ในการสื่อความหมายที่ถูกวิธี ด้วย การพัฒนาทางด้านภาษา และความพร้อมในการอ่าน จะช่วยทาให้มีความสามารถใน การสื่อความหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการที่เราจะให้เด็กสามารถสื่อความหมาย กับผู้อ่นื ได้ดี จึงควรที่จะจัดประสบการณ์ด้านนี้ให้แก่เด็กตั้งแต่วัยปฐมวัย ซึ่งครูจะต้อง กระตุ้นให้เด็กเป็นผู้อธิบายสิ่งต่าง ๆ ที่เขาได้คน้ พบให้มากที่สุด ถ้ามีเด็กที่ไม่ชอบพูดครู อาจจะต้องใช้เทคนิคในการตัง้ คาถาม และหากเด็กบรรยายสถานการณ์ต่าง ๆ ที่ไม่ถูกต้อง ครูควรแก้ไขทันที ตัวอย่างการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมทักษะการสื่อความหมาย วัสดุบางอย่างสามารถลอยน้า กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่ให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับวัตถุท่ลี อยน้าได้ แนวคิด


9

วัตถุบางอย่างสามารถลอยน้าได้ วัตถุประสงค์ หลังจากทากิจกรรมนี้เสร็จแล้วเด็กสามารถ 1. ชีบ้ ง่ วัตถุท่สี ามารถลอยน้าได้ 2. อธิบายสาเหตุท่วี ัตถุลอยน้าได้ 3. อธิบายสาเหตุท่ที าให้วัตถุจมน้า วัสดุอุปกรณ์ กระดาษ ใบตอง กาบมะพร้าว ดินน้ามัน เปลือกไม้ ตะปู ก้อนหิน ดินน้ามัน อะลูมิเนียมฟอย (ถ้ามี) อ่างน้า น้า กิจกรรม 1. แบ่งเด็กนักเรียนออกเป็นกลุ่มย่อย กลุม่ ละประมาณ 4-5 คน 2. แจกวัสดุทงั้ หมด (ยกเว้นอ่างน้า และน้า) ที่กล่าวข้างต้นให้แก่เด็กทุกกลุม่ 3. บอกให้เด็กสร้างเรือคนละประเภทจากกระดาษ ใบตอง กาบมะพร้าว ดินน้ามัน เปลือกไม่ อะลูมิเนียมฟอย ครูควรกระตุ้นให้เด็กทาเรือที่มีรูปร่างต่าง ๆ กัน เช่น ทาเป็นเรือใบ เรือแจว เรือเปลือกไม้ ฯลฯ 4. ให้เด็กนาเอาเรือที่ได้ทาเสร็จแล้วไปลอยในอ่างน้าที่มีนาอยู ้ ่และให้เด็ก สังเกตเรือของ ตนเองว่าลอยน้าได้หรือไม่ หลังจากนั้นครูอาจแนะนาให้เด็กเอาก้อนหินหรือตะปู หรือดิน น้ามันค่อย ๆ ใส่ลงไปบนเรือทีละอันหรือทีละก้อน และสังเกตดูว่ามีอะไรเกิดขึน้ ถ้าเรือลาใด ยังไม่จมน้าครูอาจเสนอแนะให้เด็ก เครื่องล่วงใส่ลงไปอีกจนกว่าเรือจะจม 5. ครูอภิปรายกับเด็กโดยตั้งคาถามดังนี้ “เรือที่เขาทานั้นมีรูปร่างเป็นอย่างไร” “เรือของใครบ้างที่ลอยน้า เพราะอะไร” “เรือของใครบ้างที่จมน้า เพราะอะไร” “เรือรูปร่างอย่างไรที่แล่นได้เร็ว” ข้อเสนอแนะ 1. กิจกรรมนี้ควรให้เด็กเล่นนอกห้อง และควรจัดหาอ่างน้าให้เท่ากับจานวนกลุ่ม 2. ก่อนทากิจกรรมนี้ครูควรฝึกให้เด็กพับเรือให้เป็นรูปต่าง ๆ ให้ได้กอ่ นจะได้ไม่ เสียเวลา มาก และเด็กสามารถเห็นความแตกต่างของเรือประเภทต่าง ๆ


10

5. ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล การลงความเห็นจากข้อมูล (Inferring) หมายถึง การเพิ่มเติมความคิดเห็นให้กับ ข้อมูลที่มีอยู่อย่างมีเหตุผล โดยอาศัยความรู้หรือประสบการณ์เดิมมาช่วย ข้อมูลนีอ้ าจได้ จากการสังเกต การวัดหรือการทดลอง การลงความเห็นจากข้อมูลต่างกับการทานายในแง่ ที่ว่า การลงความเห็นจากข้อมูลไม่บอกเหตุการณ์ในอนาคต เป็นเพียงแต่อธิบายความหมาย จากข้อมูล โดยอาศัยความรู้และประสบการณ์เดิมมาช่วย การลงความเห็นจากข้อมูล เป็นการอธิบายข้อมูลที่ได้จากการสังเกตอย่างมีเหตุผล โดย อาศัยความรู้หรือประสบการณ์เดิมมาช่วย มีลักษณะดังนี้ 1. ลงข้อสรุปเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ แต่ละอย่าง การลงข้อสรุปเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ แต่ละอย่างที่สังเกตได้โดยมีข้อมูลไม่เพียงพอ เช่น เห็นสาร สีขาวก็บอกว่าเป็นเกลือ โดยยังไม่ได้สังเกตคุณสมบัติเฉพาะอื่น ๆ ของสิ่งนั้นให้เพียงพอ เช่น ยังไม่ได้สังเกตการละลาย รส เป็นต้น 2. ลงข้อสรุปเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ หรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ อธิบายข้อมูลที่ได้จากการสังเกต โดยอาศัยความรู้หรือประสบการณ์เดิม เช่น เห็นต้น กุหลาบเหี่ยว ใบเป็นรูพรุน ก็บอกว่าเพราะหนอนกิน ทัง้ ๆ ที่ยังไม่รสู้ าเหตุท่แี ท้จริงว่าคือ อะไร แต่อาศัยที่คนอื่นเคยบอกหรือเคยเห็นหนอนกินกุหลาบบ้านอื่น (ซึ่งถ้าต้องการจะรู้ว่า กุหลาบถูกหนอนกินจริงหรือไม่ก็ต้องสังเกตดูว่า บริเวณนัน้ มีหนอนหรือไม่ ถ้าไม่พบแต่ยัง สงสัยอยู่วา่ หนอนจะเป็นสาเหตุก็ลองตัง้ สมมติฐานว่า “หนอนเป็นสาเหตุให้กุหลาบชนิดนี้ ตายหรือไม่”) ลัดดาวัลย์ กัณหสุวรรณ (2530 : 6-8) ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับทักษะการลงความเห็นไว้ ว่า ผู้ที่ลงความเห็นจะใช้ผลของการสังเกต และใช้ประสบการณ์ท่ผี ่านมาเป็นข้อสรุปลง ความเห็น ซึ่งอาจจะดีกว่าการเดาเล็กน้อย แต่ก็ไม่มีใครทราบว่าผิดหรือถูก หลายคนมีความเห็นว่า การลงความเห็นไม่น่าจะยกขึ้นมากล่าวในเรื่องของทักษะ กระบวนการทางวิทยา ศาสตร์ แต่ทว่าการลงความเห็นนั้นเป็นสิ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ เรา มักจะทากันเสมอ ในชีวิตประจาวัน เช่น เมื่อสังเกตเห็นน้าเปียกบนถนนก็คดิ ว่าฝนคงจะตก ลงมากระมัง นอกจากนี้ยังมีการลงความเห็นในปรากฏการณ์อ่นื ๆ อยู่เสมอ ดังนัน้ นักวิทยาศาสตร์จงึ ได้หาวิธีการที่จะช่วยให้สามารถลงความเห็นได้ใกล้เคียง ความจริงที่สุด สาหรับทักษะในการลงความเห็นนั้น มิใช่วา่ ครูจะมุ่งแต่การฝึกให้นักเรียนลงความเห็นอย่าง เดียว แต่จะต้องพยายามให้เด็กเรียนวิเคราะห์ให้ได้ว่า อะไรคือผลของการสังเกต และอะไร


11

เป็นสิ่งที่เราพูดเอาเอง หรือสรุปลงความเห็นเอาเอง ซึ่งมิใช่ผลของการสังเกต และให้เน้นว่า เมื่อสังเกตอะไรแล้ว อย่ารีบด่วนสรุปลงความเห็น เพราะว่าไม่มีอะไรยืนยันว่า ข้อสรุปลง ความเห็นนัน้ ผิดหรือถูก ควรเน้นว่า ข้อมูลใด ๆ ที่ได้มาจากการลงความเห็นแต่เพียงอย่าง เดียวจะถือเป็นข้อยุติไม่ได้ ตัวอย่างการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล ครู - นักเรียนดูส่งิ ที่ครูถืออยู่น้แี ล้วบอกซิวา่ สังเกตอะไรได้บ้าง นักเรียน - เห็นกล่องกลม ๆ สีดา ฝาสีแดง ครู - นักเรียนลองมาจับกล่องใบนี้ เขย่าดูซิว่าเป็นอย่างไร นักเรียน - เขย่าแล้วมีเสียงดัง ครู - แล้วยังไงอีก นักเรียน - มีวัตถุรูปร่างแบน ๆ อยู่ในกล่อง กิจกรรมนี้จะเห็นได้ว่า นักเรียนสังเกตได้แต่เพียงกล่องสีดา ฝาสีแดง เขย่าแล้วมี เสียงดัง ส่วนที่บอกว่า วัตถุที่อยู่ข้างในรูปร่างแบน ๆ นั้น เขาสังเกตไม่ได้ เขาเพียงได้ยิน เสียงเท่านั้น แล้วลงความเห็นเลยว่า รูปร่างเป็นอย่างไร ซึ่งที่บอกมานั้นอาจผิดหรือถูกก็ได้ จากตัวอย่าง นี้คงจะช่วยให้เข้าใจถึงทักษะการลงความเห็นได้บา้ ง สาหรับทักษะในการลง ความเห็นนัน้ ควรจะนับเป็นก้าวหนึ่งที่ก่อให้เกิดความอยากรู้อยากเห็น แต่ครูจะต้องไม่ลืม กระตุ้นให้ นักเรียนหาข้อมูลเพิ่มเติมอีก 6. ทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปส และสเปสกับเวลา สเปส หรือมิติ (Space) ของวัตถุใด ๆ หมายถึง ที่วา่ งที่วัตถุนั้นครองที่ ซึ่งจะมีรูปร่างเหมือน วัตถุนั้น เช่น สเปสของแผ่นกระดาษรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าก็คอื เนื้อที่ซึ่งกระดาษแผ่นนี้ทับอยู่ ซึ่ง จะมีรูปร่างเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าเท่ากับแผ่นที่ทับอยู่ สเปสอาจมี 2 มิติ คือ กว้างและยาว หรือ อาจมี 3 มิติ คือ กว้าง ยาว และสูง ก็ได้ การหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปสสาหรับ เด็กปฐมวัยอาจได้แก่ การรูจ้ ักเรียนรู้ 1 มิติ 2 มิติ 3 มิติ การเขียนภาพ 2 มิตแิ ทนรูป 3 มิติ การบอกทิศทาง การบอกเงาที่เกิดจากภาพ 3 มิติ การเห็นและเข้าใจภาพที่เกิดบนกระจก เงา การหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับเวลาสาหรับเด็กปฐมวัย อาจได้แก่ การหา ความสัมพันธ์ของวัตถุกับเวลาที่ใช้ไป เช่น การข้ามถนน การกะระยะมิติของรถที่กาลังแล่น มากับมิติ หรือสเปสของตัวเองที่จะข้ามถนน การเจริญเติบโตของถั่วงอกกับเวลาที่ใช้ไป เป็น ต้น ทักษะในการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับสเปส คือ ความสามารถในการทา กิจกรรมต่อไปนีไ้ ด้


12

1. ชีบ้ ง่ ภาพ 2 มิติ และ 3 มิติ เช่น เมื่อนาภาพหรือวัตถุรูปร่างต่าง ๆ แผ่นกระดาษสี่เหลี่ยม แผ่นกลม แผ่นสามเหลี่ยม ลูกแก้ว ลูกเต๋า กล่องชอล์ก เหล่านีเ้ ป็นต้น นักเรียนสามารถชีบ้ ง่ ได้ว่า สิ่งใดมี 2 มิติ และสิ่งใดมี 3 มิติ 2. บอกความสัมพันธ์ระหว่างทิศทางของวัตถุหรือสถานที่ตา่ ง ๆ เช่น เมื่อนักเรียนดูแผนผัง ของสวนสัตว์ดุสิตแล้ว นักเรียนสามารถบอกได้ว่า ถ้าเรายืนอยู่ตรงประตูดา้ นทิศตะวันตก ของสวนสัตว์ และต้องการจะไปดูยีราฟจะต้องเดินทางไปทางซ้ายหรือทางขวาของตาแหน่งที่ ยืน อยู่ 3. บอกตาแหน่งหรือทิศทางของวัตถุหรือสถานที่ตา่ ง ๆ เช่น เมื่อนักเรียนดูแผนผังของสวน สัตว์ดุสติ ตรงทางเข้าประตูสวนสัตว์ดา้ นหนึ่ง นักเรียนสามารถบอกได้ว่า ขณะนีน้ ักเรียนยืน อยู่ตาแหน่งใดในแผนผังนั้น 4. บอกตาแหน่งซ้ายหรือขวาของภาพที่เกิดจากการวางวัตถุไว้หน้ากระจกเงา เช่น ถ้า นักเรียนผูกผ้ากับข้อมือข้างขวาไว้ แล้วไปยืนหน้ากระจกเงา นักเรียนสามารถบอกได้ว่าภาพ ของนักเรียนในกระจกเงานั้นมีผ้าผูกข้อมือข้างใด ไว้ เป็นต้น ทักษะในการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปสกับเวลา คือ ความสามารถในการบอก ความสัมพันธ์ระหว่างระยะทางกับเวลาที่วัตถุนั้นเคลื่อน ที่ และการบอกความสัมพันธ์ ระหว่างการเปลี่ยนแปลงขนาดหรือปริมาณของสารกับเวลา ตัวอย่างการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมทักษะการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปส กับสเปส และสเปสกับเวลา การสังเกตเงา วัตถุประสงค์ เพื่อให้เด็กสามารถบอกชื่อวัตถุจากการสังเกตเงา และเปรียบเทียบเงาที่ได้เห็นกับวัตถุของ จริงได้ วัสดุอุปกรณ์ 1. ฉาก (อาจจะใช้กระดาษขาว กล่องกระดาษหรือผ้า) 2. วัตถุหลาย ๆ ประเภทนี้มองเห็นได้ชัดเจน แลมีรูปร่างที่เด่นชัดเมื่อเด็กมองเห็น สามารถ จะตอบได้ว่าเป็นอะไร เช่น ขวด แก้ว ช้อน ส้อม รูปดาว ดอกไม้ เป็นต้น วัสดุนอี้ าจจะใช้ของ จริงหรือของจาลองก็ได้ 3. รูปภาพ หรือภาพร่าง ของวัตถุตา่ ง ๆ ที่นามาใช้ทุกชนิด


13

กิจกรรม 1. จัดตั้งฉาก อาจจะเอาออกไปจัดทากลางแจ้งเพื่อให้แสงแดดส่องวัตถุทาให้เกิดเงาบนฉาก หรืออาจจะทาในห้องโดยใช้แสงไฟ ฉายไปที่วัตถุก็ได้ 2. ถือวัตถุไว้หลังฉากโดยทาเป็นมุมปกติ และถือวัตถุตามแนวตัง้ ให้เด็กที่นั่งข้าง หน้าฉาก ตอบว่าเป็นวัตถุอะไร และทาไมเขาคิดว่าเป็นวัตถุประเภทนั้น 3. ให้เด็กจับคูร่ ูปภาพของวัตถุให้สอดคล้องกับเงาที่เขาได้สังเกตไว้ ครูควรจะปิดรูปภาพไว้ ก่อน หลังจากดูเงาที่ฉากแล้วจึงเปิดรูปภาพให้เด็กดูและให้เขาเลือกจับคู่ มิฉะนั้นแล้วเด็กจะ สนใจกับรูปภาพโดยไม่ได้ตงั้ ใจดูเงาที่ฉาก 4. ถามเด็กว่าเขาใช้ประสาทส่วนใดในการสังเกต ข้อเสนอแนะ 1. ควรให้เด็กได้เล่นกับเงาที่ฉาก และให้เด็กแต่ละคนได้เป็นผู้ทากิจกรรมนี้โดยผลัดกัน ออกมาถือวัตถุไว้หลังฉาก 2. วัสดุที่นามาให้เด็กเล่นควรมีความหลากหลายเด็กจะได้ไม่เบื่อ 3. เมื่อเด็กคุ้นเคยกับกิจกรรมที่ใช้วัตถุแล้ว อาจให้เด็กใช้มือแสดงเป็นรูปสัตว์ต่าง ๆ และให้ เพื่อนทายว่าเป็นสัตว์ประเภทใด ซึ่งกิจกรรมนีค้ รูจะต้องฝึกเด็กดูก่อน 7. ทักษะการคานวณ การคานวณ หมายความถึงความสามารถในการนับจานวนของวัตถุ การบวก ลบ คูณ หาร การหาค่าเฉลี่ยต่าง ๆ และการคานวณที่ซับซ้อนเช่น การคานวณหาปริมาณต่าง ๆ และรวมไปถึงการคานวณโดยใช้สูตรตัง้ แต่ง่าย ๆ ไปจนถึงขั้นซับซ้อนขึ้นตามลาดับ ทักษะการคานวณที่ควรส่งเสริมให้แก่เด็กปฐมวัย ได้แก่ การนับจานวนของวัตถุ การนา จานวนตัวเลขมากาหนด หรือบอกลักษณะต่าง ๆ เช่น ความกว้าง ความยาว ความสูง พืน้ ที่ ปริมาตร น้าหนัก คณิตศาสตร์เป็นเครื่องมือที่จาเป็นยิ่งสาหรับวิทยาศาสตร์ เพราะในการ ทดลองหรือค้นคว้าหาความรู้ต่าง ๆ นั้น ต้องใช้ตัวเลขในการคานวณค่าต่าง ๆ ซึ่งเป็นผลมา จากการทดลอง ดังนั้น กิจกรรมวิทยาศาสตร์สาหรับเด็กปฐมวัย จะต้องใช้กระบวนการทาง คณิตศาสตร์ในเรื่องของตัวเลข จานวนบวก จานวนลบ เลขเต็มหน่วย เซตทางคณิตศาสตร์ ตัวอย่างการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมทักษะการคานวณ - ครูจัดหาวัตถุสิ่งของมาให้เด็กได้นับจานวน เช่น มีก้อนหิน 10 ก้อน เป็นต้น - ครูให้เด็กศึกษาการเจริญเติบโตของต้นไม้ โดยให้เด็กปลูกและดูแลต้นไม้เอง ตั้งแต่การ


14

เพาะเมล็ด และให้เด็กทาการวัดแต่ละสัปดาห์ต้นไม้สูงขึน้ เท่าไร แล้วบันทึกความสูงไว้เป็น จานวนตัวเลข (ก่อนทากิจกรรมนีค้ รูควรแน่ใจใจว่า เด็กมีความรู้พนื้ ฐานเรื่องการวัด) บทสรุป จากที่กล่าวมาแล้วสรุปได้ว่า การกระตุ้นให้เด็กปฐมวัยได้พัฒนาทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์นั้น ควรจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ให้เด็กได้ลงมือกระทาด้วยตนเอง ทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นกระบวนการขั้นพื้นฐาน หรือทักษะเบื้องต้นที่ควรส่งเสริม ให้เด็กปฐมวัยได้รับการพัฒนา มี 7 กระบวนการ ดังนี้ คือ ทักษะการสังเกต ทักษะการ จาแนกประเภท ทักษะการวัด ทักษะการสื่อความหมาย ทักษะการลงความเห็น ทักษะการ หาความสัมพันธ์ระหว่างมิตกิ ับเวลา และทักษะการคานวณ


อ้างอิง http://kroo.ipst.ac.th


รวบรวม/เรียบเรียง จิรารัตน์ คาวงศ์ ครู โรงเรียนบ้านยางงาม ตาบลกระแสบน อาเภอแกลง จังหวัดระยอง


ทักษะวิทยาศาสตร์