Page 1

การตลาด คาจากัดความ การนาเสนอขายสิ นค้า และเทคนิคการตลาดขั้นพื้นฐาน

การตลาด เกิดขึ้นเพราะมนุษย์รู้จกั การแลกเปลี่ยน การที่เราจะได้รับความพึงพอใจในการแลกเปลี่ยนใดๆ เราต้องเป็ นผูท้ ี่ สร้างความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ผทู ้ ี่เรามุ่งจะแลกเปลี่ยน โดยคาว่าสูงสุด หมายถึงเหนือกว่าคู่แข่งรายอื่นๆ ทั้งหมด เมื่อ กลุ่มเป้ าหมายประเมินว่า เราสามารถสร้างความพึงพอใจให้เขาได้สูงสุด เขาก็ยอ่ มเลือกเรา หรื อยอมจ่ายสิ่ งแลกเปลี่ยนให้เรา เหนือกว่ารายอื่น

คาจากัดของคาว่ า Marketing สมาคมการตลาดแห่งสหรัฐอเมริ กา ได้ให้คาจากัดของคาว่า Marketing ไว้ดงั นี้ การตลาด คือ การกระทากิจกรรมต่างๆ ในทางธุรกิจที่มีผลให้เกิดการนาสิ นค้า หรื อบริ การจากผูผ้ ลิตไปสู่ผบู ้ ริ โภคหรื อผูใ้ ช้บริ การนั้นๆ ให้ได้รับความพึงพอใจ ขณะเดียวกัน ก็บรรลุวตั ถุประสงค์ของกิจการ


องค์ ประกอบของการตลาด 1. มีสิ่งที่จะโอนเปลี่ยนกรรมสิ ทธิ์ คือ สิ นค้าหรื อบริ การ 2. มีตลาด คือ ผูช้ ้ือที่ตอ้ งการซื้อสิ นค้าหรื อบริ การ 3. มีผขู ้ ายสิ นค้าหรื อบริ การ 4. มีการแลกเปลี่ยน

หลักการตลาด 4P การวางแผนการตลาดโดยใช้ 4P กลยุทธ์ทางการตลาดนั้นมีอยูม่ ากมาย แต่ที่เป็ นที่รู้จกั และเป็ นพื้นฐานที่สุดก็คือการใช้ 4P (Product Price Place Promotion) ซึ่งหลักการใช้คือการวางแผนในแต่ละส่วนให้เข้ากัน และเป็ นที่ตอ้ งการของ กลุ่มเป้ าหมายที่เราเลือกเอาไว้ให้มากที่สุด ในบางธุรกิจอาจจะไม่สามารถปรับเปลี่ยนทั้ง 4P ได้ท้ งั หมดในระยะสั้นก็ไม่ เป็ นไรเพราะสามารถค่อยๆ ปรับกลยุทธ์จนได้ส่วนผสมทางการตลาดได้เหมาะสมที่สุด

Product / Service Product คือ สินค้ าหรื อบริการ ที่เราจะเสนอให้กบั ลูกค้า แนวทางการกาหนดตัว product ให้เหมาะสมก็ตอ้ งดูวา่ กลุ่มเป้ าหมายต้องการอะไร เช่น ต้องการบริ การดูแลระบบคอมพิวเตอร์ภายในองค์กร โดยไม่สนเรื่ องพนักงานประจา ไม่ สนการเข้าทางานในสานักงาน แต่ขอให้ดูแลแก้ไขปั ญหาได้ก็พอ เราก็ตอ้ งทาตามที่ลูกค้าต้องการ โดยทัว่ ไปแนวทางที่จะ ทาสิ นค้าให้ขายได้มีอยูส่ องอย่างคือ


1. สินค้ าทีม่ คี วามแตกต่ าง โดยการสร้างความแตกต่างนั้น จะต้องเป็ นสิ่ งที่ลูกค้าสามารถสัมผัสได้จริ งว่าต่างกันและ ลูกค้า ตระหนัก และชอบในแนวทางนี้ เช่นคุณสมบัติพิเศษ รู ปลักษณ์ การใช้งาน ความปลอดภัย ความคงทนโดยกลุ่มตลาดที่เรา จะจับ ก็จะเป็ นตลาดที่ไม่มีการแข่งขันมาก (niche market) 2. สินค้ าทีม่ รี าคาตา่ การยอมลดคุณภาพในบางด้านที่ไม่สาคัญลงไป เช่น สิ นค้าที่ผลิตจากจีน จะมีคุณภาพไม่ดีนกั แต่พอใช้ งานได้ แต่ถูกมากๆ หรื อ สิ นค้าที่เลียนแบบแบรนด์ดงั ๆ ในซุปเปอร์สโตรต่างๆ จริ งๆ แล้วสาหรับนักธุรกิจมือ ใหม่ควร เลือกในแนวทาง สร้างความแตกต่างมากกว่าการเป็ นสิ นค้าราคาถูก เพราะหากเป็ นด้านการผลิตแล้ว รายใหญ่ จะมีตน้ ทุน การผลิตที่ถูกกว่ารายย่อย แต่หากเป็ นด้านบริ การ เราอาจจะเริ่ มต้นที่ราคาถูกก่อน แล้วค่อยๆ หาตลาดที่รายใหญ่ไม่สนใจ

Price Price คือ ราคา, การตั้งราคา เป็ นสิ่ งที่ค่อนข้างสาคัญในการตลาด แต่ไม่ใช่วา่ คิดอะไรไม่ออกก็ลดราคาอย่างเดียว เพราะ การลดราคาสิ นค้า อาจจะไม่ได้ช่วยให้การขายดีข้ นึ ได้ หากปั ญหาอื่นๆยังไม่ได้รับการแก้ไข การตั้งราคาในทีน่ ีจ้ ะเป็ นการ ตั้งราคาให้ เหมาะสมกับ ผลิตภัณฑ์ และกลุ่มเป้าหมายของเรา เช่น หากเราขายอาหารที่ตลาดนัด ราคาจะต้องถูกหน่อย แต่ หากขายที่หา้ งสรรพสิ นค้า หากตั้งราคาถูกไป กลุ่มที่เป็ นเป้ าหมายอยากให้ซ้ืออาจจะไม่ซ้ือ แต่คนที่ซ้ืออาจจะเป็ นคนอีก กลุ่มซึ่งมีนอ้ ยกว่า และไม่คุม้ ยิง่ ไปกว่านั้นหากราคา และรู ปลักษณ์สินค้าไม่เข้ากัน ลูกค้าก็จะเกิดความข้องใจและอาจจะ กังวลที่จะซื้อ เพราะราคาคือตัวบ่ งบอกภาพลักษณ์ ของสินค้ าทีส่ าคัญทีส่ ุ ด อย่างไรก็ตาม ในด้านการทาธุรกิจขนาดย่อม ราคาที่เราต้องการ อาจไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งขนาดนั้น แต่จะมองกันในเรื่ องของตัวเลข ซึ่งจะมีวธิ ีกาหนดราคาดังนี้ 1. กาหนดราคาตามลูกค้ า คือการกาหนดราคาตามที่เราคิดว่า ลูกค้ าจะเต็มใจจ่ าย ซึ่งอาจจะได้มาจากการทาสารวจ หรื อ แบบสอบถาม 2. กาหนดราคาตามตลาด คือการกาหนดราคา ตามคู่แข่ งในตลาด ซึ่งอาจจะต่ามากจนเราจะมีกาไรน้อยดังนั้นหาก เรา คิด ที่จะ กาหนดราคาตามตลาด เราอาจจะต้องมานัง่ คิดคานวณย้อนกลับว่า ต้นทุนสิ นค้าควร เป็ นเท่าไรเพื่อจะได้กา ไร ตามที่ต้ งั เป้ า แล้วมาหาทางลดต้นทุนลง 3. กาหนดราคาตามต้ นทุน+กาไร วิธีน้ ีเป็ นการคานวณ ว่ าต้ นทุนของเราอยู่ทเี่ ท่ าใด แล้ วบวกค่ าขนส่ ง ค่ าแรงของเรา บวก กาไร จึงได้มาซึ่งราคา แต่หากราคาที่ได้มาสูงมาก เราอาจจาเป็ นต้องมีการทาประชาสัมพันธ์ หรื อปรับภาพลักษณ์ ให้เข้ากับ ราคานั้น

Place Place คือ วิธีการนาสินค้ าไปสู่ มือของลูกค้ า หากเป็ นสิ นค้าที่จะขายไปหลายๆ แห่ง วิธีการขายหรื อการกระจายสิ นค้าจะมี ความสาคัญมาก ขึ้นอยูก่ บั ว่า สิ นค้าของท่านคือ อะไร และกลุ่มเป้าหมายท่านคือใคร เช่น สิ นค้าคุณภาพสูงหรู หราราคาแพง ควรจากัดการขายไม่ให้มีมากเกินไป เพราะอาจจะทาให้เสี ยภาพลักษณ์ได้ สิ่ งที่เราควรจะคานึงอีกอย่าง คือต้นทุนการ กระจายสิ นค้า เช่นการขายสิ นค้าใน Modern Trade หรื อ ห้างสรรพสิ นค้า อาจจะ กระจายได้ทวั่ ถึง แต่อาจจะมีตน้ ทุนที่สูง กว่า แต่หากลองทาการตลาดออนไลน์กบั 1Belief เจาะจงกลุ่มเป้ าหมาย แบบนี้อาจได้ผลและใช้ตน้ ทุนน้อยกว่า หากจะ กล่าวถึงธุรกิจที่เป็ นการขายหน้าร้าน Place ในที่น้ ีกค็ ือ ทาเล ซึ่งก็ควรเลือกที่ ให้เหมาะสมกับสิ นค้าของเรา อย่างตลาดนัด วันหยุด กับห้างสรรพสิ นค้าติดแอร์ จะมีกลุ่มคนเดินที่ต่างออกไป ลักษณะสิ นค้าและราคา ก็ไม่เหมือนกัน


Promotion Promotion คือ การนาเสนอคุณสมบัตสิ ินค้ า การบอกลูกค้าถึงลักษณะสิ นค้าของเรา การโฆษณาในสื่ อต่างๆ หรื อการทา กิจกรรม ที่ทาให้คนมาซื้อสิ นค้าของเรา เช่น การทาการลดราคาประจาปี หากจะพูดในแง่ของธุรกิจขนาดย่อม การโฆษณา อาจจะเป็ นสิ่ งที่เกินความจา เป็ นเพราะจะต้องใช้เงิน จะมากหรื อน้อยก็ ขึ้นกับ ช่องทางที่เราจะใช้ ที่ได้ผลและอาจจะฟรี คือ สื่ ออินเตอร์เนตผ่านทาง Search Engine ซึ่งมีผใู ้ ช้เพิม่ จานวนขึ้นมากในแต่ละปี หรื อหากงบน้อย อาจเลือกโฆษณาในสื่ อ อื่นๆ ที่ราคาถูก เช่น ใบปลิว โปสเตอร์ หากเป็ นสื่ อท้องถิน่ ก็จะมี รถแห่ วิทยุทอ้ งถิ่น หนังสื อพิมพ์ทอ้ งถิ่น วิธีในการเลือก สื่ อ นอกจากจะดูเรื่ องค่าใช้จ่าย แล้วควรดูเรื่ องการเข้าถึงกลุ่มเป้ าหมาย เช่นหากจะโฆษณาให้กลุ่มผูใ้ หญ่ โดยเลือก สื่ อ อินเตอร์เนต ก็อาจจะเลือก เวบไซต์ที่ผใู ้ หญ่เล่น ไม่ใช้เวบที่วยั รุ่ นเข้ามาคุยกัน เป็ นต้น


กลยุทธ์ การตลาดแบบ 4C เนื่องด้วยพฤติกรรมในการเลือกและซื้อสิ นค้าหรื อบริ การของผูบ้ ริ โภคได้เปลี่ยนไปเป็ นอย่างมาก จึงได้มีการพัฒนากลยุทธ์ ทางการตลาดขึ้นมาใหม่ เพื่อให้สามารถตอบโจทย์กลุ่มผูบ้ ริ โภคได้มากขึ้นและตรงประเด็นที่สุด จนเกิดเป็ นกลยุทธ์ การตลาด 4C ซึ่งประกอบไปด้วย 

Consumer ความต้องการของผูบ้ ริ โภค ต้องรู ้วา่ ผูบ้ ริ โภคส่วนใหญ่ตอ้ งการอะไร เพื่อจะได้ผลิตสิ นค้าหรื อบริ การออกมาได้ อย่างตรงกับความต้องการของกลุม่ ผูบ้ ริ โภคมากขึ้น

Cost ต้นทุนของผูบ้ ริ โภค มีความสัมพันธ์กบั การตั้งราคาสิ นค้า ในการตั้งราคาสิ นค้าจึงควรคานึงถึงต้นทุนและกาลังซื้ อของ ผูบ้ ริ โภคมากกว่าต้นทุนการผลิต แต่ราคาก็ตอ้ งไม่ต่ากว่าต้นทุนการผลิตจนทาให้ขาดทุน

Convenience ความสะดวกในการซื้อ คานึงว่าลูกค้ามีความสะดวกในการซื้อจากช่องทางไหนบ้าง ซึ่งอาจทาการเพิ่ม ช่องทางในการซื้อให้กบั ลูกค้ามากขึ้น

Communication การสื่ อสาร หากมีการสื่ อสารที่ดีระหว่างผูข้ ายและลูกค้า ก็จะทาให้ลูกค้ารู ้สึกประทับใจและเกิดความ เชื่อถือในสิ นค้ามากขึ้น เป็ นการเพิ่มโอกาสในการขายสิ นค้าให้มากขึ้นไปอีก โดยกลยุทธ์การตลาดแบบ 4C ได้มีการออกแบบและพัฒนาเพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในยุคไอทีมาก ที่สุด แต่ในขณะเดียวกันก็ยงั สามารถใช้ได้กบั การขายสิ นค้าโดยทัว่ ไปอีกด้วย จึงเป็ นกลยุทธ์การตลาดที่กาลังได้รับความ นิยมและแพร่ หลายมาก

การตลาดแบบ 3C เนื่องจากทุกวันนี้ผบู ้ ริ โภคสามารถได้รับข่าวสารได้จากทุกที่ ทุกเวลาและรวดเร็ วมาก ดังนั้นการทาการตลาดจึงต้องนา หลักการที่มีความทันสมัยเข้ามาใช้ดว้ ย ซึ่งก็คือหลัก 3C นัน่ เอง โดยหลักการดังกล่าวก็มีดงั นี้ 1. Customer Share เป็ นการทาการตลาดที่จะมุ่งเพิ่มส่วนแบ่งของผูบ้ ริ โภคเป็ นหลัก เพื่อให้ลูกค้าที่เคยใช้บริ การหรื อซื้อสิ นค้า ไปแล้วยังคงติดตามและกลับมาซื้อหรื อใช้บริ การอีกครั้ง ซึ่งจะใช้วธิ ีการเสนอสิ นค้าที่หลากหลายให้ลูกค้ามีตวั เลือกมากขึ้น 2. Customization เป็ นการเน้นการขายสิ นค้าและบริ การแบบสนองความต้องการของลูกค้าเฉพาะบุคคล มากกว่าการขายโดย เน้นลูกค้าแบบกว้างๆ ซึ่งจะทาให้ขายได้ดีและรวดเร็ วกว่า 3. Customer Relationship Management (CRM) เป็ นการสร้างความสัมพันธ์กบั ลูกค้าเพื่อเพิ่มโอกาสในการขยายธุรกิจและ ทากาไรให้สูงขึ้น โดยจะเน้นการสร้างสัมพันธ์กบั ลูกค้าที่มีศกั ยภาพเป็ นหลัก และมีการทากิจกรรมทางการตลาดเพื่อดึงดูด ความสนใจของลูกค้าให้มากขึ้นด้วย


การตลาดแบบ 2I 1. Integration การทาการตลาดแบบรวมเข้าด้วยกัน ซึ่งหมายถึง การที่ผขู ้ ายนาข้อมูลของลูกค้ามากระจายให้กบั ทุกแผนกใน บริ ษทั ได้ทาความเข้าใจและทราบข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้ามากขึ้น ทาให้เมื่อมีลูกค้าติดต่อเข้ามาไม่วา่ แผนกไหนก็สามารถตอบ คาถามและทาการตกลงซื้อขายกับลูกค้าได้เลย โดยระบบนี้จะสามารถตอบสนองการทาการตลาดแบบตัวต่อตัวได้ดีที่สุด 2. Interaction การทาการตลาดแบบตอบโต้ ซึ่งหมายถึง การที่ผขู ้ ายทาการสนทนาตอบโต้กบั ลูกค้าโดยตรงและมีความ รวดเร็ วโดยใช้โซเชียลและอินเทอร์เน็ตเป็ นช่องทางในการติดต่อ ทั้งยังเป็ นการทาการตลาดแบบเฉพาะบุคคลที่จะทาให้ เข้าใจถึงความต้องการของลูกค้ามากขึ้น

4F การตลาดแบบไทย 4F เป็ นอีกหนึ่งหลักการตลาด ที่นกั การตลาดจะต้องคานึงถึงเพื่อการทาการตลาดที่ประสบความสาเร็ จอย่างรวดเร็ ว โดย สรุ ปเกี่ยวกับหลักการ 4F ได้ดงั นี้ 1. Face (หน้ าตา) คือกลยุทธ์ทางการตลาด ที่จะทาให้ลูกค้ารู ้สึกภูมิใจและรู ้สึกว่าตนเป็ นคนสาคัญ ซึ่งจะทาให้ลูกค้าตัดสิ นใจ ซื้อสิ นค้าและบริ การมากขึ้น ทั้งยังหมัน่ ติดตามและกลับมาใช้บริ การบ่อยๆ อีกด้วย โดยส่วนใหญ่กจ็ ะมีการนาเรื่ องของ หน้าตาเข้ามาเกี่ยวข้องกับการตัดสิ นใจซื้อของลูกค้า เช่น คนที่มีฐานะดีก็จะได้นงั่ เครื่ องบินชั้นพิเศษ หรื อคนที่ใช้สินค้าแบ รนด์เนมก็จะได้รับอภิสิทธิ์ที่เหนือกว่า เป็ นต้น 2. Friend (เพื่อน) เป็ นกลยุทธ์ทางการตลาดในลักษณะแบบเพื่อนแนะนาเพื่อน เพราะจากพฤติกรรมของคนไทยโดยทัว่ ไป แล้ว มักจะชอบอยูร่ วมกันเป็ นกลุม่ และมีการใช้สินค้า บริ การหรื อให้ความสนใจในสิ่ งที่คล้ายคลึงกันกับคนในกลุ่มเดียวกัน ดังนั้นจึงสันนิษฐานได้วา่ เมื่อมีคนใดใช้สินค้าหรื อบริ การใด ก็จะมีการบอกต่อและสมาชิกคนอื่นๆ ก็มีแนวโน้มที่จะมาใช้ สิ นค้านั้นด้วยนัน่ เอง นี่จึงเป็ นอีกกลยุทธ์สาคัญที่นกั การตลาดจะขาดไม่ได้ 3. Family (ความรัก) เพราะคนส่วนใหญ่จะให้ความสาคัญกับการทากิจกรรมร่ วมกับครอบครัวมากกว่า ดังนั้นการทา การตลาดจึงต้องมุ่งเน้นต่อการจัดแคมเปญแบบครอบครัวเป็ นหลัก เช่น แจกตัว๋ ฟรี เที่ยวต่างประเทศทั้งครอบครัว หรื อการ จัดงานเลี้ยงที่มีการเชิญทั้งลูกค้าและครอบครัวของลูกค้าด้วย แบบนี้จะสามารถเรี ยกความสนใจของลูกค้าได้ดีกว่าและเป็ น การสร้างทัศนคติที่ดีต่อบริ ษทั และลูกค้า 4. Fortune (โชค) โชคลาง เป็ นความเชื่อที่คนไทยส่วนใหญ่ให้ความสาคัญอยูเ่ สมอ และมีการนามาใช้ปฏิบตั ิให้เห็นกันอยูใ่ น ปั จจุบนั มากมาย ไม่วา่ จะเป็ นการแต่งงาน ที่จะต้องหาฤกษ์ที่เหมาะสมก่อน การซื้อรถคันใหม่ที่จะต้องดูฤกษ์ยาม ดูสีรถที่ถูก โฉลกและต้องมีการเจิมรถเพื่อเป็ นสิ ริมงคลด้วย หรื อความเชื่อในการใส่เสื้ อสี ต่างๆ ในแต่ละวันเพือ่ เสริ มดวงและ ความสาเร็ จ เพราะฉะนั้นนักการตลาดจึงไม่ควรมองข้ามเด็ดขาด ไม่วา่ ตนเองจะเชื่อในโชคลางหรื อไม่ก็ตาม เพราะนี่ถือเป็ น อีกหนึ่งจุดขายที่จะช่วยเรี ยกความสนใจของลูกค้าและทายอดขายได้ดียงิ่ ขึ้น และหากพนักงานขายมีความรู ้เรื่ องโชคลาง หรื อการทานายอยูบ่ า้ ง ก็จะยิง่ ดึงดูดลูกค้าได้มากกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม หลักการ 4F ดังกล่าวนี้มีข้ ึนเพื่อให้ผขู ้ ายได้เน้นความสาคัญในการเจาะลึกหรื อเข้าถึงข้อมูลลูกค้าให้ได้มาก ที่สุด เพื่อจะได้ทาความเข้าใจเกี่ยวกับความต้องการของลูกค้าและสามารถทาการตลาดได้อย่างตรงเป้ าและมีโอกาสที่จะ ชนะมากขึ้น


ความสาคัญของการตลาด การตลาดมีความสาคัญต่อการพัฒนาคุณภาพชีวติ และยกระดับความเป็ นอยูข่ องมนุษย์ ในสังคม ทาให้เกิดการพึ่งพาอาศัย กันอย่างเป็ นระบบในสังคมมนุษย์แต่ละคน สามารถประกอบ อาชีพที่ ตนเองถนัดและได้ใช้ความรู ้ความสามารถของแต่ละ บุคคลได้ อย่างเต็มกาลังความสามารถ และการตลาดมีบทบาทอย่างใหญ่หลวงต่อความเจริ ญเติบโต และพัฒนาการทาง เศรษฐกิจของ ประเทศ เนื่องจากการตลาดเป็ นตัวกระตุน้ ให้เกิดการวิจยั และพัฒนาหาสิ่ งแปลกใหม่ มาสนองความ ต้องการ ของตลาดและสังคม ทาให้ผบู ้ ริ โภคมีโอกาส เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ตอ้ งการได้หลายทางและ ผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบสนอง ความต้องการ สร้างความพึงพอใจให้แก่ผบู ้ ริ โภค จึงมีผลทาให้เกิด การจ้างงาน เกิดรายได้กบั แรงงาน และธุรกิจ ทาให้ ประชาชน มีกาลังการซื้อ และสามารถสนอง ความต้องการในการบริ โภค ซึ่งทาให้ มาตรฐาน การครองชีพของบุคคล ใน สังคมมีระดับสูงขึ้น และมีคุณภาพชีวติ ที่ดีข้ ึน 1. การตลาดเป็ นเครื่ องมือทีท่ าให้ เกิดการแลกเปลีย่ น การดาเนินการตลาดของธุรกิจจะทาให้ผผู ้ ลิตกับผูบ้ ริ โภคเข้ามาใกล้กนั และสร้างความพึงพอใจให้กบั ผูบ้ ริ โภคด้วยการเสนอผลิตภัณฑ์ ที่ตรงต่อความต้องการของผูบ้ ริ โภค จนทาให้เกิดการ แลกเปลี่ยนในระดับผูซ้ ้ือและผูข้ ายเกิดความพึงพอใจ การตลาดยังไม่ได้เป็ นเพียงเครื่ องมือทาให้เกิดการแลกเปลี่ยนเท่านั้น แต่ยงั เป็ นเครื่ องมือที่สร้างความพึงพอใจให้กบั ผูบ้ ริ โภคอย่างต่อเนื่อง ทาให้ผบู ้ ริ โภคเกิดความซื่อสัตย์ภกั ดีต่อผลิตภัณฑ์ ทา ให้ผบู ้ ริ โภคกลับมาใช้ หรื อซื่อซ้ าเมื่อมี ความต้องการ 2. การตลาดเป็ นตัวเชื่ อมโยงความสัมพันธ์ ระหว่ างเจ้ าของผลิตภัณฑ์ กบั ผู้บริโภค การดาเนินการทางการตลาดทาให้ผเู ้ ป็ น เจ้าของผลิตภัณฑ์ สามารถตอบสนองและสร้างความพึงพอใจให้กบั ผูบ้ ริ โภคได้ ด้วยการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ให้ สอดคล้องกับภาวการณ์ สถานภาพ ของผูบ้ ริ โภคด้วยการจัดจาหน่ายผลิตภัณฑ์ ในปริ มาณ ในเวลา ในสถานที่ที่ผบู ้ ริ โภค ต้องการ ในราคา ที่ผบู ้ ริ โภคมีกาลังการซื้อ และโอนความเป็ นเจ้าของได้ การเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่าง ผูเ้ ป็ นเจ้าของ ผลิตภัณฑ์กบั ผูบ้ ริ โภค นอกจากจะดาเนินการทางการตลาด ให้เกิดการเชื่อมโยงสัมพันธ์กนั ในเรื่ องดังกล่าว สิ่ งที่สาคัญ จะต้องกระทาอีกประการหนึ่งก็คือ การสร้างการรับรู ้ให้กบั ผูบ้ ริ โภค 3. การตลาดเป็ นตัวผลักดันให้ มกี ารพัฒนาปรับปรุงผลิตภัณฑ์ แนวคิด ของการตลาด ในการมุ่งสนองความต้องการและสร้าง ความพึงพอใจให้กบั ผูบ้ ริ โภค และรับผิดชอบต่อสังคม ผลักดันให้ผผู ้ ลิตต้องพัฒนาปรับปรุ งผลิตภัณฑ์ ให้ตรงต่อความ ต้องการ และสร้างความพึงพอใจให้กบั ผูบ้ ริ โภค ตลอดจนจูงใจผูบ้ ริ โภคด้วยการเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ อยูเ่ สมอ ในระบบ การตลาดเสรี มีการแข่งขันกันมากมาย การสร้างความพึงพอใจและจูงใจผูบ้ ริ โภค จึงเป็ นแรงผลักดันให้มีการพัฒนา ปรับปรุ ง ผลิตภัณฑ์เพื่อการแข่งขัน 4. การตลาดเป็ นกลไกในการเสริมสร้ างระบบเศรษฐกิจ การก่อให้เกิดการบริ โภคและการพึ่งพากันอย่างเป็ นระบบมีความ เชื่อมโยงสัมพันธ์กบั ระบบเศรษฐกิจทั้งระบบ การสร้างความต้องการและการสนองความต้องการในการบริ โภค ผลิตภัณฑ์ ทาให้เกิดการไหลเวียนในระบบเศรษฐกิจ เกิดการจ้างงาน เกิดรายได้ เกิดการบริ โภค และเกิดการใช้แรงงาน ซึ่งจะมีการ พึ่งพากันและเชื่อมโยงไหลเวียนตามลาดับอย่างเป็ นระบบ จะทาให้การดารงชีวติ ของมนุษยชาติในสังคมอยูใ่ นระดับที่มี การกินดีอยูด่ ี มีความเป็ นอยู่ อย่างเป็ นสุขโดยทัว่ กัน


การขายสิ นค้ าด้ วยการใช้ พนักงานขาย การขายสิ นค้าในรู ปแบบนี้ จะเป็ นการขายทางตรงด้วยการให้พนักงานขายนาเสนอสิ นค้าแก่ลูกค้าแบบตัวต่อตัว ซึ่งนอกจาก สิ นค้าจะต้องมีความน่าสนใจและมีคุณภาพแล้ว พนักงานขายเองก็จะต้องมีความสามารถเฉพาะตัวที่จะทาให้ลูกค้าเกิดความ สนใจและตัดสิ นใจซื้อสิ นค้าและบริ การในทันที การขายโดยใช้พนักงานขายนั้น จะช่วยสร้างความสัมพันธ์อนั ดีต่อลูกค้าได้ ซึ่งจะทาให้ลูกค้ารู ้สึกอยากกลับมาใช้บริ การอีก แต่พนักงานขายก็จะต้องมีความสามารถแบบรอบด้านและสามารถแก้ไข ปั ญหาต่างๆ ให้กบั ลูกค้าได้อย่างชาญฉลาด

การตลาดทางตรง (Direct Marketing) การติดต่อสื่ อสารเพื่อทาการขายสิ นค้ากับเป้ าหมายโดยตรง โดยอาจติดต่อผ่านทางโทรศัพท์มือถือ การส่งจดหมายหรื อ ช่องทางใดก็ได้ ซึ่งการติดต่อสื่ อสารดังกล่าว ก็จะต้องทาให้นกั การตลาดสามารถวัดผลการตอบสนองจากผูบ้ ริ โภคได้ดี

รู ปแบบของสื่ อที่ใช้ ในการตลาดทางตรง รู ปแบบของสื่ อที่มกั จะถูกนามาใช้ในการตลาดทางตรง สามารถแบ่งออกได้เป็ น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ 1. การใช้ สื่อโดยตรง ก็คือการใช้สื่อในการติดต่อโดยตรงไปยังกลุ่มเป้ าหมายที่เลือกไว้แล้ว โดยคาดว่ากลุ่มเป้ าหมายนี้น่าจะมี ความต้องการในสิ นค้าและบริ การมากที่สุด และคาดว่าน่าจะได้รับการตอบกลับสูง ซึ่งนิยมติดต่อผ่านทาง โทรศัพท์ ไปรษณี ยแ์ ละคอมพิวเตอร์ 2. การใช้ สื่อมวลชน เป็ นการสื่ อสารไปยังกลุ่มเป้ าหมายในวงกว้าง เพื่อให้กลุ่มเป้ าหมายเหล่านี้ได้รู้จกั กับสิ นค้าและบริ การ ก่อนจะตัดสิ นใจซื้อ โดยนิยมติดต่อผ่านทางวิทยุกระจายเสี ยง โทรทัศน์และสื่ อสิ่ งพิมพ์ต่างๆ


แนวทางการตลาดสาหรับคนยุคใหม่ 1. การสื่ อสารกับลูกค้ า การสื่ อสารกับลูกค้าเป็ นสิ่ งสาคัญ ที่จะช่วยเพิ่มการตัดสิ นใจซื้อของลูกค้า และสร้างความประทับใจให้กบั กลุ่มลูกค้าได้ดี โดยสิ่ งสาคัญที่สุดในการสื่ อสารก็คือ การประชาสัมพันธ์ และการโฆษณา แต่จะประชาสัมพันธ์และโฆษณาอย่างไรให้ลูกค้า ไม่รู้สึกว่าเป็ นอะไรที่น่าเบื่อ ก็เป็ นหน้าที่ของนักการตลาด ที่จะคิดค้นรู ปแบบการนาเสนอที่มีความเหมาะสม และต้อง ประเมินผลของการสื่ อสารทุกครั้ง เพื่อจะได้นามาพัฒนาและปรับปรุ งให้เข้าถึงความต้องการของลูกค้ามากขึ้น บริการของเรา: https://www.1belief.com/online-marketing/

2. การเจาะตลาดลูกค้ าออนไลน์ เป็ นการขายสิ นค้าและบริ การผ่านทางระบบออนไลน์ ซึ่งวิธีน้ ีจะทาให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ทวั่ โลกและสามารถขายได้ตลอด 24 ชัว่ โมง โดยไม่ตอ้ งจ้างพนักงานจานวนมากและไม่ตอ้ งใช้ตน้ ทุนสูง แต่เนื่องจากการขายของออนไลน์มีคู่แข่งสูง สิ่ ง สาคัญที่นกั การตลาดต้องทาเป็ นอันดับแรก ก็คือการทาให้เว็บไซต์ของตนเป็ นที่รู้จกั อย่างกว้างขวางและมีลูกค้าเข้าชม เว็บไซต์มากที่สุด

3. กิจกรรมส่ งเสริมการขาย เป็ นการจัดกิจกรรมส่งเสริ มการขาย เพื่อกระตุน้ ให้สินค้าเป็ นที่รู้จกั อย่างรวดเร็ วและมียอดขายมากขึ้นภายในระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งก็จะต้องมีการลงทุนเล็กน้อย เพื่อแลกกับผลกาไรและผลลัพธ์ที่ดีในระยะยาว ดังตัวอย่างเช่น เครื่ องดื่มอิชิตนั ที่มี กิจกรรมการเปิ ดฝา ส่ง sms ลุน้ โชค โดยจะกระตุน้ ให้กลุ่มลูกค้าซื้อเครื่ องดื่มอิชิตนั ไปดื่มกันมากขึ้น เพื่อเปิ ดฝาลุน้ โชคกัน นัน่ เอง โดยสาหรับใครที่โชคดีกจ็ ะได้รับของรางวัลไป ซึ่งก็ถือเป็ นการลงทุนที่ได้ผลตอบรับดีมาก และช่วยส่งเสริ มการขาย ได้ดีอีกด้วย

4. กลยุทธ์ ในการสร้ างความพึงพอใจ การสร้างความพึงพอใจให้กบั ลูกค้าจะทาให้มีชยั ไปกว่าครึ่ ง เพราะกลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่จะนิยมซื้อสิ นค้าหรื อบริ การของผูท้ ี่ สามารถทาให้ตนรู ้สึกพึงพอใจได้ ดังนั้นจึงควรเน้นการบริ การที่ดีเยีย่ ม ทั้งการบริ การในการขายและหลังการขาย เพื่อสร้าง ภาพลักษณ์ที่ดีให้กบั องค์กร แบรนด์สินค้า


5W 1H คาถามที่ต้องตอบให้ ได้ ก่ อนทาการตลาด ก่อนจะเริ่ มต้นทาการตลาดออนไลน์เพื่อให้บรรลุความสาเร็ จมากที่สุด จะต้องเริ่ มจากการวางแผนให้ดี ซึ่งสามารถทาได้ดว้ ย การตอบคาถามทั้ง 6 ข้อดังต่อไปนี้ก่อน เพราะคาถามเหล่านี้จะช่วยให้มีความเข้าใจลูกค้ามากขึ้น และสามารถวางแผน การตลาดได้อย่างมีประสิ ทธิภาพที่สุดด้วยนัน่ เอง

1. Who ใครคือลูกค้ าของคุณ? อันดับแรกจะต้องทาความเข้าใจก่อนว่าใครคือลูกค้าที่ตอ้ งการขายสิ นค้าด้วย หรื อกล่าวง่ายๆ ก็คือ สิ นค้าที่ตอ้ งการจะขายนี้ มีจุดประสงค์เพื่อขายให้ใคร กลุ่มลูกค้าเป็ นผูช้ ายหรื อผูห้ ญิง อายุเท่าไหร่ เพศอะไร รวมถึงข้อมูลอื่นๆที่จะช่วยให้สามารถ เจาะกลุ่มลูกค้าได้ง่ายขึ้น โดยเมื่อรู ้กลุ่มลูกค้าเป้ าหมายที่ชดั เจนแล้ว การวางแผนการตลาดก็จะไม่ยากเกินไปและไม่ตอ้ ง กังวลว่าจะเป็ นการเสี ยเปล่าเพราะทาการตลาดไม่ตรงกลุ่มอีกด้วย

2. What ลูกค้ าของคุณต้ องการอะไร? เพราะคนแต่ละคนมีความต้องการที่แตกต่างกันไป ดังนั้นจึงต้องทาความเข้าใจก่อนว่ากลุ่มลูกค้าที่ตอ้ งการจะเข้าถึงนั้นมี ความชอบหรื อความต้องการแบบไหน เพื่อจะได้เลือกสิ นค้าที่จะนามาขายได้อย่างตรงจุดมากขึ้น รวมถึงการออกแบบสิ นค้า และการให้บริ การก็สามารถปรับเปลี่ยนให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าได้เช่นกัน ดังนั้นการรู ้ความต้องการของลูกค้าจึง ถือเป็ นข้อได้เปรี ยบอย่างหนึ่งของผูข้ ายเลยทีเดียว

3. When ลูกค้ ามักจะต้ องการสิ นค้ าและบริการของคุณเมื่อไหร่ ? หากทราบว่าลูกค้าเป้ าหมายมีความต้องการสิ นค้าและบริ การที่ขายในช่วงเวลาไหนมากที่สุด จะทาให้วางแผนการขายได้ง่าย ขึ้น เช่น ปื นฉี ดน้ า ลูกค้าจะมีความต้องการมากที่สุดในช่วงเทศกาลสงกรานต์ จึงเหมาะที่จะนามาขายในช่วงก่อนวัน สงกรานต์มากที่สุด นอกจากนี้ก็ยงั มีปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องอีกด้วย ซึ่งจะต้องทาความเข้าใจดู เท่านี้กส็ ามารถวางแผนการทา การตลาดและการขายสิ นค้าได้ในจังหวะที่เหมาะสมมากขึ้น


4. Why ทาไมลูกค้ าจึงต้ องซื้ อสิ นค้ าของคุณ? เป็ นคาถามที่จะช่วยให้มองหาจุดเด่นของสิ นค้าที่ทาให้ลูกค้าส่วนใหญ่เกิดความสนใจได้มากขึ้น ซึ่งก็มีความสาคัญไม่นอ้ ย เลยทีเดียว นัน่ ก็เพราะในสังคมที่มีการแข่งขันทางการตลาดสูง จาเป็ นต้องมองหาจุดเด่นหรื อจุดขายให้กบั สิ นค้าของตัวเอง ซึ่งอาจเป็ นความแปลกใหม่ ดีไซน์ที่โดดเด่นหรื อคุณภาพที่ดีกว่าสิ นค้าของคู่แข่ง โดยเมื่อได้คาตอบว่าทาไมลูกค้าจึงต้องซื้อ สิ นค้าของคุณแล้ว ก็สามารถนาคาตอบนั้นมาเน้นจุดขายเพื่อเรี ยกลูกค้าได้นนั่ เอง

5. Where กลุ่มลูกค้ าของอยู่ที่ไหน? การทาการตลาดที่ดี จะต้องหากลุม่ ลูกค้าให้พบก่อน การระบุกลุ่มลูกค้า โดยเฉพาะตาแหน่งนั้น จะต้องระบุได้อย่างชัดเจน เช่น ประเทศ จังหวัด ภูมิภาค แม้กระทัง่ สังคมและวัฒนธรรม เพื่อให้สามารถทาการโฆษณา ได้ตรงกลุ่มเป้ าหมาย ลด งบประมาณที่ตอ้ งใช้อย่างไร้ประโยชน์

6. How จะเข้ าถึงลูกค้ าได้ อย่ างไร? เพราะการทาการตลาดจะเน้นความสาคัญด้วยการโปรโมทหรื อประชาสัมพันธ์สินค้าให้กบั ลูกค้าเป็ นหลัก ดังนั้นจึงต้อง ทราบก่อนว่าจะสามารถเข้าถึงกลุม่ ลูกค้าเป้ าหมายได้อย่างไร เพื่อจะได้เลือกแผนการตลาดที่สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้ อย่างรวดเร็ วและง่ายดายยิง่ ขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การขายสิ นค้าที่เน้นกลุ่มเป้ าหมายเป็ นคนวัยทางาน แบบนี้จะต้องเลือกวิธีการ โฆษณาหรื อประชาสัมพันธ์ให้มีเนื้อหาที่เป็ นสาระ เกี่ยวกับช่วงวัยของกลุ่มเป้ าหมายมากที่สุด และพยายามหลีกเลี่ยงเนื้อหา ที่เกี่ยวกับเด็กหรื อช่วงวัยรุ่ น เพราะกลุ่มเป้ าหมายที่เป็ นวัยผูใ้ หญ่หรื อวัยทางานจะไม่ค่อยสนใจเนื้อหาเหล่านี้นนั่ เอง อย่างไรก็ตามอีกหนึ่งสิ่ งสาคัญก็คือ คุณภาพของสิ นค้า เพราะลูกค้าส่วนใหญ่จะเน้นที่คุณภาพของสิ นค้าเป็ นหลัก แม้วา่ การ บริ การจะดีมากแค่ไหนก็ตาม

thunchanok  
thunchanok  
Advertisement