Page 1


1.กาเนิดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 2.ประวัตโิ ดยย่ อของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 3.ความหมายและความสาคัญของของเทคโนโลยีสารสนเทศ 4.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่ใช้ ในชีวติ ประจาวัน 5.กระแสโลกาภิวัฒน์ ของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

6.บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่มีต่อสังคม


1.กาเนิดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เทคโนโลยีสารสนเทศเป็ นเทคโนโลยีใหม่ที่พงึ่ มีขึ ้นในช่วงเวลาประมาณ 20 ปี ที่ผ่านมานี่เอง เป็ นเทคโนโลยีที่เกิดจากการรวมเทคโนโลยี 2 ประเภทเข้ าด้ วยกัน คือ เทคโนโลยีโทรคมนาคม กับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ คาว่า สารสนเทศ หมายถึง ตัวเนื ้อหาสาระของข้ อมูลข่าวสาร โดยใช้ คอมพิวเตอร์ ทาหน้ าที่รวบรวม จัดเก็บ ปรับเปลี่ยนรูปแบบของสารสนเทศ และใช้ เทคโนโลยี โทรคมนาคมซึง่ พัฒนามาจากเครื อข่ายโทรทัศน์และเครื อข่ายวิทยุมาสร้ างระบบเครื อข่าย คอมพิวเตอร์ ขึ ้น เป็ นการนาเอาความสามารถของคอมพิวเตอร์ (คานวณ ประมวลผล เปรี ยบเทียบ และตรวจสอบ ได้ รวดเร็ว ถูกต้ องแม่นยา) มารวมกับความสามารถของระบบ โทรคมนาคม (ติดต่อได้ รวดเร็วและกว้ างไกล)


2.ประวัตโิ ดยย่ อของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เทคโนโลยีโทรคมนาคม เทคโนโลยีโทรคมนาคม เริ่ มจากการประดิษฐ์ โทรเลข ของ แซมวล มอร์ ส (Samual Morse) ใน ปี พ.ศ. 2380 นับว่าเป็ นครัง้ แรก ที่ข่าวสารถูก แปลงเป็ นสัญญาณไฟฟ้า ส่งไปตามสายเป็ นระยะ ทางไกลๆ โทรเลขได้ ถกู นามาใช้ งานในตังแต่ ้ พ.ศ. 2387 เป็ นต้ นมา และในปี พ.ศ. 2401ได้ มีการ วางสายเคเบิล ใต้ มหาสมุทรแอตแลนติก ทาให้ เกิด การสื่อสารข้ ามทวีประหว่างทวีปอเมริ กากับทวีปยุโรป ขึ ้นเป็ นครัง้ แรก


เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์ ที่เราใช้ กนั อยู่ทกุ วันนี ้ เป็ นผล มาจากการประดิษฐ์ คิดค้ นเครื่ องมือในการ คานวณ ซึง่ มีวิวฒ ั นาการนานมาแล้ วเริ่ มจาก เครื่ องมือในการคานวณเครื่ องแรก คือ "ลูกคิด" (Abacus) ที่สร้ างขึ ้นใน ประเทศจีน เมื่อประมาณ 2,000-3,000 ปี มาแล้ ว


ในปี พ.ศ. 2376 นักคณิตศาสตร์ ชาวอังกฤษ ชื่อ ชาร์ ล แบบเบจ (Charles Babbage) ได้ ประดิษฐ์ เครื่ องวิเคราะห์ (Analytical Engine) สามารถคานวณค่าของตรี โกณมิติ ฟั งก์ชนั่ ต่างๆ ทางคณิตศาสตร์ การทางานของเครื่ องนี ้แบ่งเป็ น 3 ส่วน คือ ส่วนเก็บข้ อมูล ส่วนคานวณ และส่วนควบคุม ใช้ ระบบพลังเครื่ องยนต์ไอน ้าหมุนฟั นเฟื อง มีข้อมูลอยู่ใน บัตรเจาะรู คานวณได้ โดยอัตโนมัติ และเก็บข้ อมูลในหน่วยความจา ก่อนจะพิมพ์ออกมาทาง กระดาษ หลักการของแบบเบจได้ ถกู นามาพัฒนาสร้ างเครื่ องคอมพิวเตอร์ สมัยใหม่ เราจึงยกย่องให้ แบบ เบจเป็ นบิดาแห่งเครื่ องคอมพิวเตอร์ หลังจากนันเป็ ้ นต้ นมาได้ มีผ้ ปู ระดิษฐ์ เครื่ องคอมพิวเตอร์ ขึ ้น มากมายหลายขนาด ทาให้ เป็ นการเริ่ มยุคของคอมพิวเตอร์ อย่างแท้ จริ ง โดยสามารถจัดแบ่ง คอมพิวเตอร์ ออกได้ เป็ น 5 ยุค


ยุคที่ 1 พ.ศ. 2489 – 2501 เป็ นการประดิษฐ์ เครื่ องคอมพิวเตอร์ ที่มิใช่เครื่ อง คานวณ โดยเมาช์ลีและเอ็กเคอร์ ต (Mauchly and Eckert) ได้ นาแนวความคิดนันมาประดิ ้ ษฐ์ เป็ นเครื่ องคอมพิวเตอร์ ที่มีประสิทธิภาพมากเครื่ อง หนึง่ เรี ยกว่า ENIAC (Electronic Numerical Integrator and Calculator) ซึง่ ต่อมาได้ ทาการปรับปรุงการ ทางานของเครื่ องคอมพิวเตอร์ ให้ มีประสิทธิภาพดี ยิ่งขึ ้น และได้ ประดิษฐ์ เครื่ อง UNIVAC (Universal Automatic Computer) ขึ ้นเพื่อใช้ ในการสารวจสามะโนประชากรประจาปี


ยุคที่ 2 พ.ศ. 2502 – 2506 มีการนาทรานซิสเตอร์ มาใช้ ในเครื่ องคอมพิวเตอร์ จึงทาให้ เครื่ องมีขนาดเล็กลง และ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทางานให้ มีความรวดเร็วและแม่นยามากยิ่งขึ ้น นอกจากนี ้ ในยุคนี ้ยังได้ มีการคิดภาษาเพื่อใช้ กบั เครื่ องคอมพิวเตอร์ เช่น ภาษาฟอร์ แทน (FORTRAN) จึงทาให้ ง่ายต่อการเขียนโปรแกรมสาหรับใช้ กบั เครื่ องคอมพิวเตอร์


ยุคที่ 3 พ.ศ. 2507 – 2512 คอมพิวเตอร์ ในยุคนี ้เริ่ มต้ นภายหลังจากการใช้ ทรานซิสเตอร์ ได้ เพียง 5 ปี เนื่องจากได้ มีการ ประดิษฐ์ คิดค้ นเกี่ยวกับวงจรรวม (Integrated-Circuit) หรื อเรี ยกกันย่อๆ ว่า "ไอซี" (IC) ซึง่ ไอซีนี ้ทาให้ สว่ นประกอบและวงจรต่างๆ สามารถวางลงได้ บนแผ่นชิป (chip) เล็กๆ เพียงแผ่นเดียว จึงมีการนาเอาแผ่นชิปมาใช้ แทนทรานซิสเตอร์ ทาให้ ประหยัดเนื ้อที่ได้ มาก


ยุคที่ 4 พ.ศ. 2513 – 2532 เ ป็ นยุคที่นาสารกึ่งตัว นามาสร้ างเป็ นวงจรรวมความจุสงู มาก (Very Large Scale Integrated : VLSI) ซึง่ สามารถย่อส่วนไอซีธรรมดาหลายๆ วงจรเข้ ามาในวงจร เดียวกัน และมีการประดิษฐ์ ไมโครโพรเซสเซอร์ (Microprocessor) ขึ ้น ทาให้ เครื่ องมีขนาดเล็ก ราคาถูกลง และมีความสามารถในการทางานสูงและรวดเร็ วมาก จึง ทาให้ มีคอมพิวเตอร์ สว่ นบุคคล (Personal Computer) ถือกาเนิดขึ ้นมาในยุคนี ้


ยุคที่ 5 พ.ศ. 2533 – ปั จจุบัน ในยุคนี ้มุ่งเน้ นการพัฒนาความสามารถในการทางานของระบบคอมพิวเตอร์ และความ สะดวกสบายในการใช้ งานอย่างชัดเจน มีการพัฒนาสร้ างเครื่ องคอมพิวเตอร์ แบบพกพา ขนาดเล็ก (Portable Computer) ขึ ้นใช้ งานในยุคนี ้ โครงการพัฒนาอุปกรณ์ VLSI(Very Large Scale Integration) ให้ ใช้ งาน ง่ายและมีความสามารถสูงขึ ้น รวมทังโครงการวิ ้ จยั และพัฒนาเกี่ยวกับปั ญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) เป็ นหัวใจของการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ ในยุค นี ้ โดยหวังให้ ระบบคอมพิวเตอร์ สามารถวิเคราะห์ปัญหาอย่างเป็ นเหตุเป็ นผล ตาม ลักษณะของโปรแกรม


3.ความหมายและความสาคัญของของเทคโนโลยีสารสนเทศ ความหมายของเทคโนโลยีสารสนเทศ Information Technology หรื อ IT คือ การประยุกต์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ มาใช้ ในระบบสารสนเทศ ตังแต่ ้ กระบวนการจัดเก็บ ประมวลผล และการเผยแพร่ สารสนเทศ เพื่อช่วยให้ ได้ สารสนเทศที่มีประสิทธิภาพและรวดเร็วทันต่อเหตุการณ์ โดย เทคโนโลยีสารสนเทศ อาจประกอบด้ วย 1. เครื่ องมือและอุปกรณ์ต่างๆ 2. กระบวนการในการนาอุปกรณ์เครื่ องมือต่างๆ ข้ างต้ นมาใช้ งาน


ความสาคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ

ประการที่หนึ่ง ทาให้ สงั คมเปลี่ยนจากสังคมอุตสาหกรรมมาเป็ นสังคมสารสนเทศ ประการที่สอง ทาให้ ระบบเศรษฐกิจเปลี่ยนจากระบบแห่งชาติไปเป็ นเศรษฐกิจโลก ประการที่สาม ทาให้ องค์กรมีลกั ษณะผูกพัน มีการบังคับบัญชาแบบแนวราบมากขึ ้น หน่วยธุรกิจมีขนาดเล็กลง และเชื่อมโยงกันกับหน่วยธุรกิจอื่นเป็ นเครื อข่าย ประการที่ส่ ี เป็ นเทคโนโลยีแบสุนทรี ยสัมผัส และสามารถตอบสนองตามความ ต้ องการการใช้ เทคโนโลยีในรูปแบบใหม่ที่เลือกได้ เอง ประการที่ห้า ทาให้ เกิดสภาพทางการทางานแบบทุกสถานที่และทุกเวลา ประการที่หก ก่อให้ เกิดการวางแผนการดาเนินการระยะยาวขึ ้น อีกทังยั ้ งทาให้ วิถี การตัดสินใจ หรื อเลือกทางเลือกได้ ละเอียดขึ ้น


4.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่ใช้ ในชีวติ ประจาวัน ใน สังคมปั จจุบนั ไม่วา่ ใครจะอยู่ที่ใด แม้ ในเมืองหรื อชนบทก็ตาม ย่อมมีการติดต่อสื่อสาร กับบุคคลหรื อสังคมอื่นอยู่เสมอไม่ทางใดก็ทางหนึง่ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็น หรื อการรับรู้ข้อมูลข่าวสารในชีวิตประจา วันด้ วยสื่อต่าง ๆ เช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ โทรศัพท์ โทรสาร ล้ วนเป็ นการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศ ทังสิ ้ ้น


5.กระแสโลกาภิวัฒน์ ของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กระแสโลกาภิวฒ ั น์ ของเทคโนโลยีสารสนเทศและการ สื่อสาร ในปั จจุบนั ช่วยให้ ความเป็ นอยู่ ใน ชีวิตประจาวันของเราสะดวกสบายมากขึ ้น เมื่อ เปรี ยบเทียบกับยุคก่อน การเดินทางและติดต่อสื่อสาร ระหว่างกันสามารถทาได้ ง่ายขึ ้น มีการนาเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ เข้ ามาใช้ งาน ในทุกสาขาอาชีพ


6.บทบาทของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่มีต่อสังคม -ช่วยให้ ประชาชนมีคณ ุ ภาพชีวิตที่ดีขึ ้นจากการสื่อสารที่รวดเร็ วและกว้ างไกล -ช่วยให้ วิทยาการต่างๆ เจริ ญก้ าวหน้ าและทันสมัยอย่างรวดเร็ว -การรับรู้และแลกเปลี่ยนข้ อมูลข่าวสารของโลกเป็ นไปอย่างสะดวกรวดเร็ ว -สามารถเข้ าถึงคลังข้ อมูลข่าวสารจานวนมาก ซึง่ สามารถนามาประยุกต์ในการพัฒนาอาชีพ และคุณภาพชีวิต -สนับสนุนการทางานและกระบวนการผลิต เช่น การใช้ คอมพิวเตอร์ ในการวางแผนการ ออกแบบและการควบคุมระบบการทางาน


-ส่งเสริ มระบบบริ หารจัดการในรูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริ หารจัดการ หน่วยงานหรื อองค์กร -กระจายโอกาสด้ านการศึกษา ให้ ผ้ เู รี ยนที่อยูห่างไกล สามารถเรี ยนรู้ผ่านระบบการสอน ทางไกลหือผ่านดาวเทียมได้

-สามารถเผยแพร่สารสนเทศและภูมิปัญญาท้ องถิ่นสูส่ งั คมโลกได้ อย่างง่าย เช่น การ เผยแพร่งานในอินเตอร์ เน็ตตาบล เป็ นต้ น -ช่วยให้ เกิดนวัตกรราใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง


1.น.ส.เนตรนภา 2.น.ส.แสงระวี 3.น.ส.สุรัญญา 4.น.ส.นิศารัตน์

แก่นไร่ พวกพันธุ์ จะดันพงษ์ บุตรดารง

รหัส รหัส รหัส รหัส

544148126 544148138 544148158 544148166

หมูเ่ รี ยนที่ 3 สาขา วิทยาศาสตร์ ทวั่ ไป เป็ นส่วนหนึง่ ของวิชา เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยราชภัฏหมูบ่ ้ านจอมบึง

เทคโนโลยีสารสนเทศ  

ประวัติเทคโนโลยีสารสนเทศ

Read more
Read more
Similar to
Popular now
Just for you