Issuu on Google+

สารบัญ หน้า

1. โครงการการประชุมวิชาการระดับชาติด้านอีเลิร์นนิง 2555

1

2. กาหนดการ

3

3. บทความโดยวิทยากร An Introduction to the ASEAN Cyber Univ. Project Professor Dr.Goo Soon Kwon

17

Open Education and e-Learning, its potential in future Prof. Yoshimi Fukuhara

18

การเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ผ่านวัฒนธรรมล้านนา เพื่อการบูรณาการอาเซียน Contributing to ASEAN Integration with Online Learning of English through Lanna Culture รศ.ดร.ถนอมพร เลาหจรัสแสง

20

Session

4. บทความวิชาการ การศึกษาความต้องการจาเป็นด้านความสามารถไอซีทีสาหรับบุคลากร มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา Needs Analysis of ICT Literacy for University in Yala Rajabhat University นิมารูนี หะยีวาเงาะ, ณมน จีรังสุวรรณ

B1_1

24

ประสิทธิภาพของการฝึกอบรมออนไลน์ด้านความมั่นคงปลอดภัยทาง เทคโนโลยีสารสนเทศ The Effectiveness of e-Training in Information Technology Security จิระ จิตสุภา, ปรัชญนันท์ นิลสุข, พัลลภ พิริยะสุรวงศ์

B1_2

31

Session B1_3

หน้า 37

การพัฒนาระบบไอซีทีเพื่อสนับสนุนการจัดการความรู้รายวิชาความรู้ เบื้องต้นทางวิชาชีพวิศวกรรม Development of an ICT System for Facilitating Knowledge Management Model Lesson on the Topic of an Engineering Fundamentals พงษ์ศักดิ์ ผกามาศ, ชุมพล อัครพงษ์

B1_4

45

สิ่งพิมพ์ดิจิทัลสาหรับผู้เรียนยุคอินเทอร์เน็ต Digital Publishing for Net-Generation Learners จินตวีร์ คล้ายสังข์

B1_5

53

การศึกษาสมรรถนะการใช้คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีการสื่อสารของนักศึกษา ปริญญาบัณฑิตเพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนแบบผสมผสาน The performance of computer and communications technology undergraduate students for Blended learning model ธีรวดี ถังคบุตร

B1_6

63

สู่ความเป็นเลิศในการจัดการศึกษาออนไลน์: ผลสารวจความพึงพอใจที่มีต่อ การให้บริการระบบ e-Learning (ยุคใหม่) ของบุคลากรสายวิชาการ มหาวิทยาลัยศรีปทุม Towards the e-Learning Excellence: Instructors’ satisfaction of the new e-Learning system at Sripatum University, Thailand ณิชชา ชานิยนต์, นิพาดา ไตรรัตน์, วรสรวง ดวงจินดา

B1_7

68

มุมมองของผู้สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงในโปรแกรมอีเลิร์นนิง เพื่อการ ส่งเสริมการนาการเรียนการสอนแบบอีเลิร์นนิงไปใช้ในระดับอุดมศึกษา Perspective of Change Facilitators in e-Learning Program for Promoting e-Learning Implementation in Higher Education เสมอกาญจน์ โสภณหิรัญรักษ์, ปราวีณยา สุวรรณณัฐโชติ

B1_8

73

การพัฒนาตัวบ่งชี้รวมความสาเร็จในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการ สื่อสารในการเรียนการสอนเพื่อเสริมสร้างทักษะการรู้เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารของนักเรียนมัธยมศึกษา ช่อบุญ จิรานุภาพ, ปราวีณยา สุวรรณณัฐโชติ

Session B1_9

หน้า 81

ประสบการณ์การจัดการเรียนการสอนอีเลิร์นนิง โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ สาธารณะและเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัว e-Learning Management Experience in Using Public Computer and Private Computer วรรณา ตรีวิทยรัตน์, พิชิต ตรีวิทยรัตน์

C1_1

88

การศึกษาผลสัมฤทธิ์การเรียนออกเสียงภาษาอังกฤษโดยใช้ออนไลน์ออดิโอ สตรีมมิ่ง A Study of Achievement in English Pronunciation Learning through Online Audio Streaming พูลสุข กรรณาริก, ณัฏฐ์ โอธนาทรัพย์

C1_2

93

การออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านเอ็มเลิร์นนิงตามแนวทฤษฎีการ เชื่อมต่อด้วยวิธีการปริทัศน์ความรู้จากสภาพแวดล้อมจริง Design of a Learning Activities via m-learning Based on Connectivism Approach using Knowledge Review in Physical Environment นาวิน คงรักษา, ปณิตา วรรณพิรุณ

C1_3

101

นวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนอีเลิร์นนิงแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ One Stop e-Learning Management Innovation พิชิต ตรีวิทยรัตน์, วรรณา ตรีวิทยรัตน์

C1_4

110

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้บูรณาการกับการจัดการความรู้บนฐานเทคโนโลยี ก้อนเมฆ เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ด้านการเขียนโปรแกรม คอมพิวเตอร์ The Learning Activities Integration with Knowledge Management through the Cloud Computing to Encourage Analytic Thinking in Computer Programming ดวงกมล โพธิ์นาค, ธนยศ สิริโชดก

C1_5

114

การศึกษานอกสถานที่เสมือนจริงด้วยเว็บ 3.0 เพื่อส่งเสริมความเข้าใจใน วัฒนธรรมของประเทศในกลุ่มอาเซียน Virtual Fieldtrip with Web 3.0 to Enhance the Cultural Understanding of ASEAN Member Countries ปาริฉัตร ละครเขต, พิมพ์พักตร์ จุลนวล, พิสิฐ แย้มนุ่น

Session C1_6

หน้า 123

การออกแบบเว็บไซต์และบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ที่เหมาะสมสาหรับ อีเลิร์นนิงในอาเซียน: กรอบวัฒนธรรมที่ควรคานึงถึง Proper Design of Website and Electronic Courseware for eLearning in ASEAN : Cultural framework for Consideration จินตวีร์ คล้ายสังข์

C1_7

131

การพัฒนาสื่อฝึกอบรมออนไลน์ เรื่อง เครือข่ายสังคมออนไลน์ เพื่อการเรียน การสอน สาหรับโครงการมหาวิทยาลัย ไซเบอร์ไทย (Facebook) Development of Web-based Training on Social Network for Learning and Teaching of Thailand Cyber University Project ชนากานต์ ปิ่นวิเศษ, ปณิตา วรรณพิรุณ, ณมน จีรังสุวรรณ

C1_8

140

การพัฒนารูปแบบการนิเทศทางไกลสาหรับนิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ธีรวดี ถังคบุตร

C1_9

147

การใช้กระบวนการเขียนบล็อกแบบร่วมมือกันในวิชาภาษาอังกฤษ: พัฒนา ทัศนคติ คุณภาพ และ ปริมาณงานเขียน Application of a Collaborative Blogging in EFL Classroom: Improving Attitude, Quality and Quantity in Writing ดารารัตน์ คาภูแสน

B2_1

152

รูปแบบการเรียนรู้ร่วมกันผ่านสื่อสังคมออนไลน์เพื่อสนับสนุนการเรียนด้วย โครงงานนิเทศศาสตร์สาหรับนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา Collaborative Learning Model through Social Media for Supporting Communications Project-based Learning for Postgraduate Students ปณิตา วรรณพิรุณ, วีระ สุภะ

B2_2

161

ผลการบูรณาการการเรียนรู้ด้วยเครือข่ายสังคมกับ e-Learning Effects of Integrated Learning using Social Media with e-Learning ปรัชญนันท์ นิลสุข, ปณิตา วรรณพิรุณ

B2_3

170

รูปแบบการเรียนการสอนแบบร่วมมือด้วยระบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ Model of Collaborative Learning Using Learning Activity Management System ณมน จีรังสุวรรณ, ธนยศ สิรโิ ชดก

Session B2_4

หน้า 177

A Study of Factors that Influence Students’ Intention to Enroll in an Online IELTS Course ธันย์ชนก หล่อวิริยะนันท์

B2_5

188

การพัฒนารูปแบบเครือข่ายสังคมเชิงเสมือนเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สาหรับการศึกษาพหุวัฒนธรรม Development of Virtual network Model for Knowledge Sharing in Multicultural Education ปณิตา วรรณพิรุณ, โอภาส เกาไศยาภรณ์

B2_6

196

พฤติกรรมการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ ของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต คณะ ครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยของรัฐ The Social Network Usage behavior of Undergraduate Students in Faculty of Education, Government University อรุณรัตน์ ศรีชูศิลป์, อนิรุทธ์ สติมั่น

B2_7

204

การจัดการเรียนการสอนผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ ในกิจกรรมพัฒนา ผู้เรียนด้าน ICT เรื่อง การสืบค้นผ่าน Search engine เพื่อส่งเสริมการคิด โดยใช้แผนผังมโนทัศน์ พัฒนาการเรียนรู้เตรียมสู่ประชาคมอาเซียน สาหรับ นักเรียนช่วงชั้นที่ 2 โรงเรียนวัดโบสถ์ The Development of Instructional Management through Social Online Media in ICT Activities Entitled “Using Search Engine to Enhance Thinking through Concept Map” Learning to prepare for the ASEAN Community for The Second Class Students at Watbost School อาทิตติยา ป้อมทอง, สุรพล บุญลือ, สรัญญา เชื้อทอง

B2_8

212

การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้สื่อสังคมและปัญหาเป็นฐานเพื่อส่งเสริม ความสามารถในการเรียนรู้โปรแกรม The Geometer’s Sketchpad ของนิสิตสาขาวิชาการสอนคณิตศาสตร์ Development of Activities by Using Social Media and ProblemBased Learning to Enhance The Geometer’s Sketchpad Program Learning Ability of Teaching Mathematics Students ชนิศวรา เลิศอมรพงษ์

Session C2_1

หน้า 219

แนวทางการจัดกิจกรรมอีเลิร์นนิงโดยใช้การเรียนรู้แบบเน้นงานปฏิบัติที่ ส่งเสริมทักษะการนาเสนอเป็นภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 The Guideline of e-Learning Activities using Task-Based Learning to Enhance Presentation Skills in English of Twelfth Grade Students กุลพร พูลสวัสดิ์

C2_2

226

การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นหลักในสภาพแวดล้อมการ เรียนรู้แบบ u-Learning เพื่อพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา Design of Problem-based Learning Activities in Ubiquitous Learning Environment to Develop Problem-solving Skills นพดล ผู้มีจรรยา, ปณิตา วรรณพิรุณ

C2_3

235

การพัฒนารูปแบบกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์สนับสนุน การเรียนรู้แบบร่วมกันตามแนวการจัดการเรียนรู้แบบลดภาระทางปัญญาเพื่อ พัฒนากระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ Development Learning and Teaching Using Cognitive Load Reduction Computer-Supported Collaborative Learning to Enhance Knowledge Sharing Process ทัศนีย์ รอดมั่นคง, ปณิตา วรรณพิรุณ

C2_4

243

การส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการกากับตนเองในการเรียน ของนักศึกษาระดับปริญญาบัณฑิตในการเรียนแบบผสมผสาน นุชจรี บุญเกต, ปราวีณยา สุวรรณณัฐโชติ

C2_5

251

ผลของการใช้บทเรียนบนเว็บแบบร่วมมือโดยใช้เว็บเควสท์ ส���หรับนักศึกษา ระดับบัณฑิตศึกษา Effect of Collaborative Web-based Learning by Using WebQuest for developing learning achievement for Graduate Students น้าหน่่ง ทรัพย์สิน, ปณิตา วรรณพิรุณ, พัลลภ พิริยะสุรวงศ์

Session C2_6

หน้า 260

แนวทางการติดต่อสื่อสารผ่านอีเลิร์นนิง: การตระหนักถึงความแตกต่างทาง วัฒนธรรมของประเทศในกลุ่มอาเซียน Guideline of Communication through e-Learning: Cultural Difference Awareness of ASEAN Member countries จิรวัฒน์ วัฒนาพงษ์ศิริ, ศศิธร ลิจันทร์พร, สุนัชชา ศุภธรรมวิทย์

C2_7

265

แนมโน้มการใช้โออีอาร์ : แหล่งทรัพยากรด้านการศึกษาแบบเปิดในกลุ่ม ประชาคมอาเซียน Tendency of OER Use: Open Educational Resources in ASEAN Community สุกานดา จงเสริมตระกูล, จิรภา อรรถพร

C2_8

272

การเรียนรู้แบบออนไลน์ หรือ อีเลิร์นนิ่งกับการเสริมสร้างการเรียนรู้ร่วมกัน ของประชาคมอาเซียน:นโยบายและกระบวนการ E-learning to Enhance the Collaborative Learning of an ASEAN Community: Policy and Process สมนัฎฐา ภาควิหก

C2_9

280

ผลการเรียนด้วยเกมคอมพิวเตอร์แบบเล่นตามบทบาทและการสอนแบบ สตอรีไลน์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความสามารถทางการคิดวิเคราะห์ The effects of learning by Using Role-Playing Computer Games and Storyline Teaching Method of MathayomSuksa 3 Students Towards Learning Achievement and Analytical Thinking Ability นวัช ปานสุวรรณ, อนิรุทธิ์ สติมั่น

5. คณะกรรมการพิจารณาคุณภาพและคัดเลือกบทความ

286

การประชุมวิชาการระดับชาติด้านอีเลิร์นนิง National e-Learning Conference Integrating ASEAN Online learning: Policy and Process บูรณาการการเรียนรู้ออนไลน์ประชาคมอาเชี่ยน: นโยบายและกระบวนการ ของโครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย ประจาปี 2555 ระหว่างวันที่ 14-15 สิงหาคม 2555 หลักการ และเหตุผล การจัดการเรียนการสอนอีเลิร์นนิง ถือเป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่สาคัญในปัจจุบัน การนา อีเลิ ร์น นิงมาใช้ในการจัดการศึกษาในรู ปแบบและระดับที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มคุณภาพการศึกษาได้อย่างมี ประสิทธิผลและประสิทธิภาพ ความรู้เกี่ยวกับการจัดการศึกษาอีเลิร์นนิงครอบคลุมทั้งแนวกว้างและแนวลึก ซึ่งครอบคลุม ตั้งแต่ นโยบายและยุทธศาสตร์ขององค์กรการศึกษาในการบูรณาการอีเลิร์นนิงเข้าสู่วิถีการจัดการเรียนการสอน การประกันคุณภาพการศึกษาอีเลิร์นนิง การบริหารโครงการอีเลิร์นนิง การบริหารศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา เพื่อการให้บริการ การออกแบบและผลิตอีเลิร์นนิงคอร์สแวร์ เทคนิคและวิธีการสอนและการประเมินผลใน ระบบอีเลิร์นนิง ฯลฯ ในปัจจุบันเทคโนโลยี แนวคิด และนวัตรกรรมที่ใช้ในการจัดการเรียนการสอนอีเลิร์นนิง ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและรวดเร็วในทุกด้าน มีการประชุมสัมมนาวิชาการนานาชาติด้านการจัดการเรียน การสอนอีเลิร์นนิงเกิดขึ้นทุกประเทศทั่วโลก ตามที่โครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย มีพันธกิจในการเผยแพร่ความรู้ด้านอีเลิร์นนิง จาก แหล่ งความรู้ จ ากทั้ง ภายในและต่า งประเทศเพื่อให้ เ กิดการพั ฒ นาในการใช้ เทคโนโลยี ส ารสนเ ทศ เพื่ อจั ด การศึกษาอย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพในสถาบันการศึกษาไทย การจัดสัมมนาวิชาการระดับชาติประจาปีที่ ผ่านมาได้รับความร่วมมือจากสถาบันการศึกษาและผู้ทรงคุณวุฒิเฉพาะทางอีเลิร์นนิง ทั้งในและต่างประเทศ มา เผยแพร่ แลกเปลี่ยนเรียนรู้หลักการ วิธีปฏิบัติผลสัมฤทธิ์ และแนวทางปรับปรุงและมีการพัฒนาใช้เทคโนโลยี สารสนเทศเพื่อจัดการศึกษาอย่างก้าวกระโดดมาตามลาดับ มีผู้มาร่วมประชุมวิชาการนับเป็นพันคน ตลอดมา ตลอดจนมีการขยายความร่วมมือไปถึงการวิจัยด้านวิชาการอีเลิร์นนิง ร่วมกันอย่างกว้างขวางด้วย ดังนั้น เพื่อให้ เกิดความต่อเนื่องในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และวิจัยพัฒนาด้าน e-Learning ต่อไป จึงเห็นควรขออนุมัติให้มีการ จัดประชุมวิชาการระดับชาติด้านอีเลิร์นนิง National e-Learning Conference Integrating ASEAN Online learning: Policy and Process บูรณาการการเรียนรู้ออนไลน์ประชาคมอาเชี่ยน: นโยบายและกระบวนการ ของโครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย ประจาปี 2555 วัตถุประสงค์ 1) เพื่ อ ให้ ส ถาบั น การศึ ก ษาไทยและผู้ เ กี่ ย วข้ อ งได้ รั บ ความรู้ ด้ า นอี เ ลิ ร์ น นิ ง ที่ ทั น สมั ย จาก ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งในและต่างประเทศ 2) เพื่ อ เปิ ด โอกาสให้ นั ก วิ ช าการไทยและนั ก ศึ ก ษาได้ มี เ วที เผยแพร่ แ ลกเปลี่ ย นเรี ย นรู้ ด้านอีเลิร์นนิง ที่ครอบคลุม ทั้งการเลือกใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเทคนิคการจัดการเรียนการสอน วิธีการประเมินผล ฯลฯ และงานวิจัยเพื่อพัฒนาอย่างกว้างขวาง 1

3) เพื่ อ สร้ า งให้ ส านั กงานคณะกรรมการการอุ ด มศึ ก ษาเป็น ศู น ย์ก ลางประสานความร่ว มมื อ ระหว่างมหาวิทยาลัยด้านอีเลิร์นนิง ผ่านทางโครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย การดาเนินการ โครงการมหาวิทยาลั ย ไซเบอร์ไทยร่ว มมือกับสถาบันอุดมศึกษาไทย และต่างประเทศ จัดเชิญ วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิที่เหมาะสมและจัดเชิญ ผู้เกี่ยวข้องซึ่งเป็นนักวิชาการ ผู้ปฏิบัติจากองค์กรการศึกษามาร่วม ประชุม ระยะเวลา

ในระหว่างวันที่ 14-15 สิงหาคม 2555 ณ อิมแพค เมืองทองธานี

ผู้รับผิดชอบโครงการ โครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย สานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ประโยชน์ที่จะได้รับ 1) สถาบันการศึกษาไทยและผู้เกี่ยวข้องได้รับความรู้ด้านอีเลิร์นนิง ที่ทันสมัยจากผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง ในและต่างประเทศ 2) นักวิชาการไทยและนักศึกษาได้มีเวที เผยแพร่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ด้านอีเลิร์นนิง ที่ครอบคลุม ทั้งการเลือกใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเทคนิคการจัดการเรี ยนการสอนวิธีการประเมินผล ฯลฯ และงานวิจัยเพื่อพัฒนาอย่างกว้างขวาง 3) สานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา คงความเป็นศูนย์กลางประสานความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยด้านอีเลิร์นนิง ผ่านทางโครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย ------------------------------------

2

กำหนดกำร กำรประชุมวิชำกำรระดับชำติด้ำนอีเลิร์นนิง National e-Learning Conference Integrating ASEAN Online learning: Policy and Process บูรณำกำรกำรเรียนรู้ออนไลน์ประชำคมอำเซียน: นโยบำยและกระบวนกำร ของโครงกำรมหำวิทยำลัยไซเบอร์ไทย ประจำปี 2555 วันที่ 14-15 สิงหำคม 2555 ณ อำคำร 9 อิมแพค เมืองทองธำนี 14 สิงหำคม 2555 Main Session Venue: Sapphire 101-104 8.30 - 9.30 น. 9.30 - 9.45 น. 9.45 - 10.15 น.

ลงทะเบียน พิธีเปิด กล่ำวเปิดงำนโดย รองศำสตรำจำรย์กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา บรรยำยพิเศษ เรื่อง นโยบำยและกระบวนกำรกำรเรียนรู้ออนไลน์สู่ประชำคมอำเซียน รองศาสตราจารย์กาจร ตติยกวี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา

10.15 - 10.45 น.

พักรับประทานอาหารว่าง

10.45 - 11.30 น.

11.30 - 12.15 น.

Keynote Speaker 1 An Introduction to the ASEAN Cyber Univ. Project Professor Dr.Goo Soon Kwon Director/ASEAN Cyber University, Republic of Korea Keynote Speaker 2 Open Education and e-Learning, its potential in future Prof. Yoshimi Fukuhara Directors of Japan e-Learning Consortium Meiji University, Japan

12.15 – 13.30 น.

พักรับประทานอาหารกลางวัน

3

Day 1: Breakout Sessions Session A1: Google และ MERLOT Venue: Sapphire Room 105 13.30 - 15.00 น.

Google Apps for Education สู่โลกแห่งกำรศึกษำยุคใหม่ สู่ควำมสำเร็จของอุดมศึกษำไทย และ ASEAN online Learning อย่ำงมั่นคง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เด่นพงษ์ สุดภักดี มหาวิทยาลัยขอนแก่น อาจารย์วรสรวง ดวงจินดา ผู้อานวยการสานักการจัดการศึกษาออนไลน์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม คุณจารุณี สินชัยโรจน์กุล CRM Charity Foundation

15.00 - 15.30 น.

พักรับประทานอาหารว่าง

15.30 - 17.00 น.

MERLOT แหล่งสื่อกำรเรียนกำรสอนคุณภำพในโลกออนไลน์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อนุชยั ธีระเรืองไชยศรี โครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ปราวีณยา สุวรรณณัฐโชติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

4

Session B1: Paper Presentation Venue: Sapphire Room 106 Chairperson: ดร.จารุวรรณ กฤตย์ประชา 13.30 - 13.50 น.

13.50 - 14.10 น.

14.10 - 14.30 น.

14.30 - 14.50 น.

กำรศึกษำควำมต้องกำรจำเป็นด้ำนควำมสำมำรถไอซีทีสำหรับบุคลำกร ม���ำวิทยำลัยรำชภัฏยะลำ Needs Analysis of ICT Literacy for University in Yala Rajabhat University นิมารูนี หะยีวาเงาะ ณมน จีรังสุวรรณ ประสิทธิภำพของกำรฝึกอบรมออนไลน์ด้ำนควำมมั่นคงปลอดภัยทำง เทคโนโลยีสำรสนเทศ The Effectiveness of e-Training in Information Technology Security จิระ จิตสุภา ปรัชญนันท์ นิลสุข พัลลภ พิริยะสุรวงศ์ กำรพัฒนำตัวบ่งชี้รวมควำมสำเร็จในกำรใช้เทคโนโลยีสำรสนเทศและ กำรสื่อสำรในกำรเรียนกำรสอนเพื่อเสริมสร้ำงทักษะกำรรู้เทคโนโลยี สำรสนเทศและกำรสื่อสำรของนักเรียนมัธยมศึกษำ ช่อบุญ จิรานุภาพ ปราวีณยา สุวรรณณัฐโชติ กำรพัฒนำระบบไอซีทีเพื่อสนับสนุนกำรจัดกำรควำมรู้รำยวิชำควำมรู้ เบื้องต้นทำงวิชำชีพวิศวกรรม Development of an ICT System for Facilitating Knowledge Management Model Lesson on the Topic of an Engineering Fundamentals พงษ์ศักดิ์ ผกามาศ ชุมพล อัครพงษ์

14.50 - 15.20 น.

พักรับประทานอาหารว่าง

15.20 - 15.40 น.

สิ่งพิมพ์ดิจิทัลสำหรับผู้เรียนยุคอินเทอร์เน็ต Digital Publishing for Net-Generation Learners จินตวีร์ คล้ายสังข์ กำรศึกษำสมรรถนะกำรใช้คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีกำรสื่อสำรของนักศึกษำ ปริญญำบัณฑิตเพื่อพัฒนำรูปแบบกำรเรียนกำรสอนแบบผสมผสำน The performance of computer and communications technology undergraduate students for Blended learning model ธีรวดี ถังคบุตร

15.40 - 16.00 น.

5

B1_1

B1_2

B1_3

B1_4

B1_5 B1_6

16.00 - 16.20 น.

16.20 - 16.40 น.

16.40 - 17.00 น.

สู่ควำมเป็นเลิศในกำรจัดกำรศึกษำออนไลน์: ผลสำรวจควำมพึงพอใจที่มีต่อ กำรให้บริกำรระบบ e-Learning (ยุคใหม่) ของบุคลำกรสำยวิชำกำร มหำวิทยำลัยศรีปทุม Towards the e-Learning Excellence: Instructors’ satisfaction of the new e-Learning system at Sripatum University, Thailand ณิชชา ชานิยนต์ นิพาดา ไตรรัตน์ วรสรวง ดวงจินดา มุ มมองของผู้สนั บสนุน กำรเปลี่ยนแปลงในโปรแกรมอี เ ลิร์ น นิง เพื่อ กำรส่งเสริ ม กำรนำกำรเรี ย นกำรสอนแบบอีเ ลิร์ น นิงไปใช้ใ น ระดั บ อุด มศึก ษำ Perspective of Change Facilitators in e-Learning Program for Promoting e-Learning Implementation in Higher Education เสมอกาญจน์ โสภณหิรัญรักษ์ ปราวีณยา สุวรรณณัฐโชติ กำรศึกษำนอกสถำนที่เสมือนจริงด้วยเว็บ 3.0 เพื่อส่งเสริมควำมเข้ำใจใน วัฒนธรรมของประเทศในกลุ่มอำเซียน Virtual Fieldtrip with Web 3.0 to Enhance the Cultural Understanding of ASEAN Member Countries ปาริฉัตร ละครเขต พิมพ์พักตร์ จุลนวล พิสิฐ แย้มนุ่น

6

B1_7

B1_8

B1_9

Session C1: Paper Presentation Venue: Sapphire Room 107 Chairperson: อาจารย์ ดร.นามนต์ เรืองฤทธิ์ 13.30 - 13.50 น.

13.50 - 14.10 น.

14.10 - 14.30 น.

14.30 - 14.50 น.

ประสบกำรณ์กำรจัดกำรเรียนกำรสอนอีเลิร์นนิง โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ สำธำรณะและเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัว e-Learning Management Experience in Using Public Computer and Private Computer วรรณา ตรีวิทยรัตน์ พิชิต ตรีวิทยรัตน์ กำรศึกษำผลสัมฤทธิ์กำรเรียนออกเสียงภำษำอังกฤษโดยใช้ออนไลน์ออดิโอ สตรีมมิ่ง A Study of Achievement in English Pronunciation Learning through Online Audio Streaming พูลสุข กรรณาริก ณัฏฐ์ โอธนาทรัพย์ กำรออกแบบกำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ผ่ำนเอ็มเลิร์นนิงตำมแนวทฤษฎี กำรเชื่อมต่อด้วยวิธีกำรปริทัศน์ควำมรู้จำกสภำพแวดล้อมจริง Design of a Learning Activities via m-learning Based on Connectivism Approach using Knowledge Review in Physical Environment นาวิน คงรักษา ปณิตา วรรณพิรุณ นวัตกรรมกำรจัดกำรเรียนกำรสอนอีเลิร์นนิงแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ One Stop e-Learning Management Innovation พิชิต ตรีวิทยรัตน์ วรรณา ตรีวิทยรัตน์

14.50 - 15.20 น.

พักรับประทานอาหารว่าง

15.20 - 15.40 น.

กำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้บูรณำกำรกับกำรจัดกำรควำมรู้บนฐำนเทคโนโลยี ก้อนเมฆ เพื่อส่งเสริมทักษะกำรคิดวิเครำะห์ด้ำนกำรเขียนโปรแกรม คอมพิวเตอร์ The Learning Activities Integration with Knowledge Management through the Cloud Computing to Encourage Analytic Thinking in Computer Programming ดวงกมล โพธิ์นาค ธนยศ สิริโชดก

7

C1_1

C1_2

C1_3

C1_4

C1_5

15.40 - 16.00 น.

16.00 - 16.20 น.

16.20 - 16.40 น.

16.40 - 17.00 น.

รูปแบบกำรเรียนกำรสอนแบบร่วมมือด้วยระบบกำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรู้ Model of Collaborative Learning Using Learning Activity Management System ณมน จีรังสุวรรณ ธนยศ สิริโชดก กำรออกแบบเว็ บไซต์แ ละบทเรี ยนอิเ ล็กทรอนิ ก ส์ที่เ หมำะสมสำหรั บ อีเ ลิร์ น นิงในอำเซียน: กรอบวั ฒนธรรมที่ค วรคำนึงถึ ง Proper Design of Website and Electronic Courseware for e-Learning in ASEAN : Cultural framework for Consideration จินตวีร์ คล้ายสังข์ กำรพัฒนำสื่อฝึกอบรมออนไลน์ เรื่อง เครือข่ำยสังคมออนไลน์ เพื่อกำรเรียน กำรสอน สำหรับโครงกำรมหำวิทยำลัยไซเบอร์ไทย (Facebook) Development of Web-based Training on Social Network for Learning and Teaching of Thailand Cyber University Project ชนากานต์ ปิ่นวิเศษ ปณิตา วรรณพิรุณ ณมน จีรังสุวรรณ กำรพัฒนำรูปแบบกำรนิเทศทำงไกลสำหรับนิสิตฝึกประสบกำรณ์วิชำชีพ ธีรวดี ถังคบุตร

8

C1_6

C1_7

C1_8

C1_9

15 สิงหำคม 2555 Main Session: Sapphire 101-104 8.30 - 9.30 น. 9.30 - 10.15 น.

ลงทะเบียน Keynote Speaker 3 Integrating ASEAN Online learning: Policy and Process Wither ASEAN online learning Enabling and Leap frogging ASEAN online Learning Professor Dato' Dr Ansary Ahmed President CEO Asia e University (AeU), Malaysia

10.15 - 10.45 น.

พักรับประทานอาหารว่าง

10.45 - 11.30 น.

Keynote Speaker 4 กำรเรียนภำษำอังกฤษออนไลน์ ผ่ำนวัฒนธรรมล้ำนนำ เพื่อกำรบูรณำกำรอำเซียน Contributing to ASEAN Integration with Online Learning of English through Lanna Culture รศ.ดร.ถนอมพร เลาหจรัสแสง ผู้อานวยการสานักบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ Keynote Speaker 5 โอกำสแห่งกำรเรียนรู้แบบไร้พรมแดน CloudComputing and Online Services ผศ.ดร.เด่นพงษ์ สุดภักดี รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ และเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

11.30 - 12.15 น.

12.15 - 13.30 น.

พักรับประทานอาหารกลางวัน

9

Day 2: Breakout Sessions Session A2: Moodle Venue: Sapphire Room 105 13.30 - 15.00 น.

Highlight Moodle2 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อนุชยั ธีระเรืองไชยศรี รองผู้อานวยการโครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย อาจารย์วรสรวง ดวงจินดา ผู้อานวยการสานักการจัดการศึกษาออนไลน์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม

15.00 - 15.30 น.

พักรับประทานอาหารว่าง

15.30 - 17.00 น.

Highlight Moodle2 (ต่อ) อาจารย์วรสรวง ดวงจินดา ผู้อานวยการสานักการจัดการศึกษาออนไลน์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อนุชยั ธีระเรืองไชยศรี รองผู้อานวยการโครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย

10

Session B2: Paper Presentation Venue: Sapphire Room 106 Chairperson: อาจารย์ ดร.พรสุข ตันตระรุ่งโรจน์ 13.30 - 13.50 น.

13.50 - 14.10 น.

14.10 - 14.30 น.

14.30 - 14.50 น.

กำรใช้กระบวนกำรเขียนบล็อกแบบร่วมมือกันในวิชำภำษำอังกฤษ: พัฒนำ ทัศนคติ คุณภำพ และ ปริมำณงำนเขียน Application of a Collaborative Blogging in EFL Classroom: Improving Attitude, Quality and Quantity in Writing ดารารัตน์ คาภูแสน รูปแบบกำรเรียนรู้ร่วมกันผ่ำนสื่อสังคมออนไลน์เพื่อสนับสนุนกำรเรียนด้วย โครงงำนนิเทศศำสตร์สำหรับนักศึกษำระดับบัณฑิตศึกษำ Collaborative Learning Model through Social Media for Supporting Communications Project-based Learning for Postgraduate Students ปณิตา วรรณพิรุณ วีระ สุภะ ผลกำรบูรณำกำรกำรเรียนรู้ด้วยเครือข่ำยสังคมกับ e-Learning Effects of Integrated Learning using Social Media with e-Learning ปรัชญนันท์ นิลสุข ปณิตา วรรณพิรุณ กำรพัฒนำกิจกรรมกำรเรียนรู้โดยใช้สื่อสังคมและปัญหำเป็นฐำนเพื่อส่งเสริม ควำมสำมำรถในกำรเรียนรู้โปรแกรม The Geometer’s Sketchpad ของนิสิตสำขำวิชำกำรสอนคณิตศำสตร์ Development of Activities by Using Social Media and ProblemBased Learning to Enhance The Geometer’s Sketchpad Program Learning Ability of Teaching Mathematics Students ชนิศวรา เลิศอมรพงษ์

14.50 - 15.20 น.

พักรับประทานอาหารว่าง

15.20 - 15.40 น.

A Study of Factors that Influence Students’ Intention to Enroll in an Online IELTS Course ธันย์ชนก หล่อวิริยะนันท์ กำรพัฒนำรูปแบบเครือข่ำยสังคมเชิงเสมือนเพื่อกำรแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สำหรับกำรศึกษำพหุวัฒนธรรม Development of Virtual network Model for Knowledge Sharing in Multicultural Education ปณิตา วรรณพิรุณ โอภาส เกาไศยาภรณ์

15.40 - 16.00 น.

11

B2_1

B2_2

B2_3

B2_4

B2_5 B2_6

16.00 - 16.20 น.

16.20 - 16.40 น.

พฤติกรรมกำรใช้เครือข่ำยสังคมออนไลน์ ของนักศึกษำปริญญำบัณฑิต คณะครุศำสตร์ ศึกษำศำสตร์ ในมหำวิทยำลัยของรัฐ The Social Network Usage behavior of Undergraduate Students in Faculty of Education, Government University อรุณรัตน์ ศรีชูศิลป์ อนิรุทธ์ สติมั่น กำรจัดกำรเรียนกำรสอนผ่ำนเครือข่ำยสังคมออนไลน์ ในกิจกรรมพัฒนำ ผู้เรียนด้ำน ICT เรื่อง กำรสืบค้นผ่ำน Search engine เพื่อส่งเสริมกำรคิด โดยใช้แผนผังมโนทัศน์ พัฒนำกำรเรียนรู้เตรียมสู่ประชำคมอำเซียน สำหรับ นักเรียนช่วงชั้นที่ 2 โรงเรียนวัดโบสถ์ The Development of Instructional Management through Social Online Media in ICT Activities Entitled “Using Search Engine to Enhance Thinking through Concept Map” Learning to prepare for the ASEAN Community for The Second Class Students at Watbost School อาทิตติยา ป้อมทอง สุรพล บุญลือ สรั���ญา เชื้อทอง

12

B2_7

B2_8

Session C2: Paper Presentation Venue: Sapphire Room 107 Chairperson: อาจารย์ ดร.ธีรวดี ถังคบุตร 13.30 - 13.50 น.

13.50 - 14.10 น.

14.10 - 14.30 น.

14.30 - 14.50 น.

ผลของกำรใช้บทเรียนบนเว็บแบบร่วมมือโดยใช้เว็บเควสท์ สำหรับนักศึกษำระดับบัณฑิตศึกษำ Effect of Collaborative Web-based Learning by Using WebQuest for developing learning achievement for Graduate Students น้าหนึ่ง ทรัพย์สิน ปณิตา วรรณพิรุณ พัลลภ พิริยะสุรวงศ์ แนวทำงกำรจัดกิจกรรมอีเลิร์นนิงโดยใช้กำรเรียนรู้แบบเน้นงำนปฏิบัติที่ ส่งเสริมทักษะกำรนำเสนอเป็นภำษำอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 6 The Guideline of e-Learning Activities using Task-Based Learning to Enhance Presentation Skills in English of Twelfth Grade Students กุลพร พูลสวัสดิ์ กำรออกแบบกิจกรรมกำรเรียนรู้โดยใช้ปัญหำเป็นหลักในสภำพแวดล้อม กำรเรียนรู้แบบ u-Learning เพื่อพัฒนำทักษะกำรแก้ปัญหำ Design of Problem-based Learning Activities in Ubiquitous Learning Environment to Develop Problem-solving Skills นพดล ผู้มีจรรยา ปณิตา วรรณพิรุณ กำรพัฒนำรูปแบบกิจกรรมกำรเรียนกำรสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์สนับสนุน กำรเรียนรู้แบบร่วมกันตำมแนวกำรจัดกำรเรียนรู้แบบลดภำระทำงปัญญำ เพื่อพัฒนำกระบวนกำรแลกเปลี่ยนเรียนรู้ Development Learning and Teaching Using Cognitive Load Reduction Computer-Supported Collaborative Learning to Enhance Knowledge Sharing Process ทัศนีย์ รอดมั่นคง ปณิตา วรรณพิรุณ

14.50 - 15.20 น.

พักรับประทานอาหารว่าง

15.20 - 15.40 น.

กำรส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียนและทักษะกำรกำกับตนเองในกำรเรียน ของนักศึกษำระดับปริญญำบัณฑิตในกำรเรียนแบบผสมผสำน นุชจรี บุญเกต ปราวีณยา สุวรรณณัฐโชติ 13

C2_1

C2_2

C2_3

C2_4

C2_5

15.40 - 16.00 น.

16.00 - 16.20 น.

16.20 - 16.40 น.

16.40 - 17.00 น.

ผลกำรเรียนด้วยเกมคอมพิวเตอร์แบบเล่นตำมบทบำทและกำรสอนแบบ สตอรีไลน์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษำปีที่ 3 ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียน และควำมสำมำรถทำงกำรคิดวิเครำะห์ The effects of learning by Using Role-Playing Computer Games and Storyline Teaching Method of MathayomSuksa 3 Students Towards Learning Achievement and Analytical Thinking Ability นวัช ปานสุวรรณ อนิรุทธิ์ สติมั่น แนวทำงกำรติดต่อสื่อสำรผ่ำนอีเลิร์นนิง : กำรตระหนักถึงควำมแตกต่ำง ทำงวัฒนธรรมของประเทศในกลุ่มอำเซียน Guideline of Communication through e-Learning: Cultural Difference Awareness of ASEAN Member countries จิรวัฒน์ วัฒนาพงษ์ศิริ ศศิธร ลิจันทร์พร สุนัชชา ศุภธรรมวิทย์ แนมโน้มกำรใช้โ ออี อำร์ : แหล่ง ทรั พ ยำกรด้ำ นกำรศึ กษำแบบเปิดใน กลุ่ม ประชำคมอำเซียน Tendency of OER Use: Open Educational Resources in ASEAN Community สุกานดา จงเสริมตระกูล จิรภา อรรถพร กำรเรียนรู้แบบออนไลน์ หรือ อีเลิร์นนิ่งกับกำรเสริมสร้ำงกำรเรียนรู้ร่วมกัน ของประชำคมอำเซียน:นโยบำยและกระบวนกำร E-learning to Enhance the Collaborative Learning of an ASEAN Community: Policy and Process สมนัฎฐา ภาควิหก

14

C2_6

C2_7

C2_8

C2_9

บทความโดยวิทยากร

An Implication of ASEAN Cyber University Project: An Innovative and Participatory Initiative of Academic Exchange through E-Learning

Goo Soon KWON, Ph. D. Secretary of the ACU Project Steering Committee (Assistant Professor at Seoul Cyber University) Email: jeremy-kwon@iscu.ac.kr /jeremy-kwon@hotmail.com

Abstract The ASEAN Cyber University (ACU) Project aims at promoting an inclusive environment of higher education and exploring an efficient platform which facilitates academic exchange among tertiary education institutes through e-learning in the ASEAN region. Proposed by Dr. Surin Pitsuwan, former Secretary General of the ASEAN in 2009, the ACU Project became substantiated in a series of consultation of various stakeholders from education authorities and academia in the region, and comprehensive need assessment in 2011. Taking differentiated ICT environment and the extent of institutionalization of e-learning among Member States of the ASEAN into consideration, the ACU Project is adapted a linear developmental strategy: Preparation, Build up, Implementation, Expansion, and Establishment. Furthermore, the Project is mainly divided into three core sectors – credit transfer system among participating institutions, common curriculum and relevant e-learning content development, and international cooperation. So far, Korea Telecom, implementing partner – Korea Telecom has completed the field assessment and building up of e-learning facilities in Cambodia, Laos, Myanmar and Vietnam which indicates in a moderate progress. Year 2012 falls under ‘Implementation Phase’ that concentrates on developing an initial credit transfer system and content development, implemented by Seoul Cyber University. Viewed by the above initiative, the first and foremost implication of the ACU project demonstrates a new and innovative approach of academic integration by e-learning in that it will play a complementary role in expanding a scale of credit exchange scheme – such as ASEAN Credit Transfer System (ACTS) and conventional research information service system (RISS) in a more efficient manner. The second is to achieve sustainable education for everyone on the ground that the Project may contribute to widen a window of educational opportunities to the hopefuls of higher education who have been neglected in the region. The third is to represent a model of ICT for Development (ICT4D) in an education sector. Finally, the Project shows a participatory framework of both bilateral and multilateral cooperation of higher education between R.O.K. and member states of the ASEAN.

17

Open Education and e-Learning, its potential in future Yoshimi Fukuhara Secretary General, JOCW Professor, Meiji University

Historically

most

influenced

project

concerning

open

education

must

be

OpenCourseWare. OpenCourseWare was proposed by MIT in 2001 and launched its web site with five hundred courses in 2003. MIT have paid much effort not only for moving forward their own OCW activity but also for fostering OCW to many institutions all over the world since 2004. Global OCW have grown rapidly under the OpenCourseWare Consortium who has been launched as internal organization of MIT OCW at first and then established as a non-profit independent organization since 2008 and nowadays more than two hundred and eighty organizations joined the consortium from all over the world and approximately twenty-two thousand courses have been published totally. In 2002 UNESCO held the meeting named “2002 Forum on the Impact of OpenCourseWare for Higher Education in Developing Countries “ in Paris greatly inspired by MIT OCW. Since that time UNESCO has strongly promoted OER activity to foster mainly education in developing countries under support from William & Flora Hewlett Foundation. Consequently dozens of OER projects have been launched in various countries not only in higher education fields but also in K-12 education. Currently some new challenges have been started in various countries to advance OCW and OER. One of them is regarding creating learners community to share opinions and QA among users who are learning same course. At first OCW provided only course materials with no support from anyone and so far most of self-learners it was hard to keep their learning motivations. In case of MIT they proclaims that MIT OCW does not provide access to MIT faculty. That message has two aspects; one means condition for users and the other means no additional task for faculty members in order to gain their approval and support. MIT has not changed their policy not to provide access to the faculty but recently one venture company named Open Study who launched from Georgia Institute of Technology, provides learning community feature through the internet and embedded those features into each course page of MIT OCW web site. Due to these services learners can communicate with other learners who are learning same course on the internet. The other challenge is to give certificates to learners who completed the course to admire their

18

learning achievement in order to encourage learners. There are some projects aiming similar effect like P2P University and OER University. Recently innovative online learning projects have been launched from MIT and Stanford University. Those new projects are called MOOCs (Massive Online Open Courses). In 2012 MIT announced MITx, which provides online learning including assignments and exams. In MITx learners who complete whole courses and pass exams can get certificates from MITx. MIT announced that they allows other major universities to use their platform freely and they extended MITx to edX firstly making joint press release with Harvard University and secondly UC Berkeley announced to join edX. One of the emerging regions on Open Education is undoubtedly Asia. Among OCW community we have had an international conference named AROOC, Asia Regional OpenCourseWare and Open Education Conference. The first conference, AROOC2009 was held in Seoul, Korea hosted by Korea University and KOCWC. The second AROOC 2010 was in Taipei, hosted by National Chao Tung University, and then we hosted AROOC2011 in Tokyo. AROOC2012 will be held in Bangkok on coming January. In near future Open Education might be the global educational infrastructure for life-long education. And actually anyone can learn high quality university level subject of any discipline from anywhere and can get certificate. That means real knowledge society.

19

การเรียนภาษาอังกฤษออนไลน์ ผ่านวัฒนธรรมล้านนา เพื่อการบูรณาการอาเซียน Contributing to ASEAN Integration with Online Learning of English through Lanna Culture

รศ.ดร.ถนอมพร เลาหจรัสแสง Assoc.Prof. Thanomporn Laohajaratsang, Ph.D.

สำนักบริกำรเทคโนโลยีสำรสนเทศ มหำวิทยำลัยเชียงใหม่ thanompo.l@cmu.ac.th

Abstract At present, Thailand is in preparation for the ASEAN Economic Community (AEC) in 2015. One of the important approaches to ensure its smooth transition into such integration is to improve English competency especially for expressing eloquently one’s thoughts as well as to learn about one’s own history and culture as well as one’s neighbors'. As the first provincial university located in the northern Thailand, Chiang Mai University (CMU) recognizes the importance of English self-improvement for Thai people especially those residing in the upper northern area. Therefore, online learning of English system through Lanna culture was developed in order to support ASEAN integration and, at the same time, to provide learners with knowledge of local history, society, tradition and culture of Lanna and its neighbors. This presentation will demonstrate an integration of technology to support selfdevelopment of English competency with online learning of English system through Lanna culture. This is to indicate an importance of using technology to self-improve English skills to better prepare an effective process of transition into ASEAN Economic Community integration. Keywords: ASEAN Integration, Online English Learning System, Lanna Culture

20

บทคัดย่อ ในขณะนี้

ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงกำรเตรียมควำมพร้อมเพื่อก้ำวเข้ำสู่กำรเป็นประชำคม

เศรษฐกิจ ASEAN ในปีพ.ศ. 2558 หนึ่งในวิธีกำรเตรียมควำมพร้อมที่สำคัญมำกประกำรหนึ่ง ได้แก่ กำร พัฒนำศักยภำพของตนเองด้ำนภำษำอังกฤษ ให้สำมำรถสื่อสำรได้เป็นอย่ำงดี รวมทั้งกำรเรียนรู้เกี่ยวกับ ประวัติศำสตร์และวัฒนธรรมของตนเองและประเทศสมำชิก มหำวิทยำลัยเชียงใหม่ ในฐำนะสถำบันกำรศึกษำท้องถิ่นแห่งแรกของประเทศไทย เห็นควำมสำคัญ ในกำรส่งเสริมกำรพัฒนำทักษะด้ำนภำษำอังกฤษด้วยตนเองของประชำชน โดยเฉพำะอย่ำงยิ่งที่อำศัยอยู่ใน ภำคเหนือตอนบน จึงได้พัฒนำระบบกำรเรียนรู้ภำษำอังกฤษด้วยตนเองออนไลน์ ผ่ำนวัฒนธรรมล้ำนนำ ทั้งนี้ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกำรสนับสนุนกำรบูรณำกำรอำเซี่ยน พร้อมไปกับกำรเรียนรู้ประวัติศำสตร์ สังคม ประเพณี และวัฒนธรรมในท้องถิ่นของตนเอง รวมทั้งของประเทศเพื่อนบ้ำน ซึ่งเป็นสมำชิกของอำเซี่ยน ด้วย ในกำรนำเสนอครั้งนี้

จะสำธิตให้เห็นถึงกำรบูรณำกำรเทคโนโลยีมำใช้ในกำรส่งเสร���มกำรพัฒนำ

ศักยภำพด้ำนภำษำอังกฤษ ในลักษณะของ กำรเรียนด้วยระบบกำรเรียนรู้ภำษำอังกฤษออนไลน์ ผ่ำน วัฒนธรรมล้ำนนำ ซึ่งกำรนำเสนอนี้จะชี้ให้เห็นถึง ควำมสำคัญของกำรนำเทคโนโลยีมำใช้เพื่อพัฒนำทักษะ ภำษำอังกฤษด้วยตนเอง ทั้งนี้เพื่อสร้ำงควำมพร้อมในกำรก้ำวสู่ประชำคมอำเซียนอย่ำงมีประสิทธิภำพ คาสาคัญ: กำรบูรณำกำรอำเซี่ยน กำรเรียนภำษำอังกฤษออนไลน์ วัฒนธรรมล้ำนนำ

21

บทความวิชาการ

การศึกษาความต้องการจาเป็นด้านความสามารถไอซีที สาหรับบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา Needs Analysis of ICT Literacy for University in Yala Rajabhat University นิมารูนี หะยีวาเงาะ1, ณมน จีรังสุวรรณ2 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา (Nikma.bizcomp@gmail.com) 2

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (Namon9@hotmail.com)

ABSTRACT This research aims to investigate needs analysis of ICT literacy for university supporting staffs in Yala Rajabhat University. The sample in this study consisted of 66 academic supporting staff divided into 5 groups: 6 government officials, 21 university employees, 6 government employees, 10 full time employees, and 23 contracted employees to complete the dual response format questionnaires. The research statistics included mean, SD, and modified priority needs index. It was found that the needs of the supporting staffs in Yala Rajabhat University included 3 areas: knowledge, skill, and attributes. In overall, they reported the highest needs on skills (mean = 1.36), followed by attributes (mean = 1.14), and knowledge on ICT (mean = 1.15). The results revealed that the ICT literacy of the academic supporting staffs needed to be developed urgently according to Rut's principle (Rut Thanadirek, 2550). This can be done by encouraging them to read journals related to ICT to develop their knowledge and working skills (mean = 1.59). Other needed skills included the network application and calculation software (mean = 1.52) and the ICT proficiency on effective processing (mean = 1.45).

โดยกลุ่ ม ตั ว อย่ า งในการวิ จั ย ครั้ ง นี้ เ ป็ น บุ ค ลากรสาย สนับสนุนของมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา จานวน 66 คน ซึ่ง แบ่งเป็นข้าราชการ 6 คน พนักงานมหาวิทยาลัย 21 คน พนักงานราชการ 6 คน ลูกจ้างประจา 10 คน และ พนักงานสัญญาจ้าง 23 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็น แบบสอบถามแบบตอบสนองคู่ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ข้อมูล คือค่าเฉลี่ย ของค่าดัชนีจัดเรียงลาดับความต้องการ จาเป็นแบบปรับปรุง (สุวิมล,2550) ผลการวิจัยพบว่าความ ต้องการจาเป็นของบุคลากรฝ่ายสนับสนุนมหาวิทยาลัยราช ภัฏยะลามีความต้องการจาเป็น 3 ด้าน คือ ความรู้ ทักษะ และคุณสมบัติ โดยในภาพรวมบุคลากรฝ่ายสนับสนุนของ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลามีความต้องการจาเป็นด้านทักษะ มากที่สุด ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 1.36 รองลงมาคือความ ต้องการจาเป็นด้านคุ ณสมบัติ ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 1.42 และความต้องการจาเป็นด้านความรู้ ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 1.15 และผลการวิจัยพบว่าสถานะความสามารถด้านไอซีที ของบุคลากรฝ่ายสนับสนุนมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลาอยู่ใน สถานะ เร่ ง รี่ แ ก้ไ ข ตามแนวคิ ด ของรั ฐ (รั ฐ ธนาดิ เ รก, 2550) ท าให้ ท ราบว่ า บุ ค ลากรฝ่ า ยสนั บ สนุ น ขอ ง มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลาควรเร่งส่งเสริมความสามารถด้าน ทักษะมากที่ สุด โดยการส่ง เริ ม ให้ บุ คลากรอ่ านหนัง สื อ วารสารที่เกี่ยวข้องกับไอซีทีเพื่อพัฒนาความรู้และทักษะ สาหรับการปฏิบัติงาน ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 1.59 และพัฒนา ทักษะในการประยุกต์ใช้แอปพลิเคชั่นบนเครือข่ายและยะ ประยุ กต์ใช้ งานโปรแกรมด้ านงานคานวณ ค่ าเฉลี่ ย ( )

Keywords: Needs Analysis, Capability , Development, ICT Literacy, Gap analysist

บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการจาเป็น ความสามารถไอซีทีสาหรับบุคลากรในมหาวิทยาลัยราช ภัฏยะลา 1

อาจารย์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ 2

24

เท่ากับ 1.52 และพัฒนาทักษะการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้านการ ประมวลผลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 1.45

ความรู้เกี่ยวกับโอกาสและทางเลือกของเทคโนโลยีที่มีอยู่ หลากหลายด้ว และปัญหาขาดแคลนผู้มีความสามารถ ทางด้านไอซีทีโดยเฉพาะ ทั้งนี้เนื่องจากบุคลากรด้านไอที ในภาครัฐมักจะมีผลตอบแทนต่าเมื่อเทียบกับการทางานใน ภาคเอกชน ไม่มีระดับการพัฒนาทางสายงาน ซึ่งภาครัฐ แก้ปัญหาด้วยการอบรมพัฒนาบุคลากรที่มีอยู่ให้ไปทางาน ด้ า นไอซี ที ซึ่ ง พบว่ า ปั ญ หานี้ ยั ง ไม่ มี ห น่ ว ยงานในการ จัดการด้านหลักสูต รการเรียนการสอนสาหรับข้าราชการ เหล่านี้และยังไม่มีมาตรการจูงใจที่เหมาะสม ซึ่งปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้เป็นอุปสรรคที่สาคัญทาให้การพัฒนาเทคโนโลยี สารสนเทศในภาครัฐไม่ก้าวหน้าไปเท่าที่ควร (สานักงาน เลขานุการคณะกรมการเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งชาติ , 2545) จากนโยบายที่ ก ล่ า วมาข้ า งต้ น จะเห็ น ว่ า เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารมีความสาคัญในการดาเนิงานข องสถาบันอุดมศึกษา และมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลาได้ให้ ความส าคั ญ กั บ การพั ฒ นาทั ก ษะทางด้ า นเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่ อ สารแก่ บุ ค ลากร ในแต่ ล ะปี มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลาต้องสูญเสียงบประมาณและเวลา ในการพัฒนาบุคลากรเป็นจานวนมากแต่ก็พบว่าทักษะทาง เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารที่ได้พัฒ นาให้แ ก่ บุคลากรนั้นไม่สามารถนาไปปรับปรุงกระบวนการทางาน ให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อมหาวิทยาลัยยราช ภั ฏ ยะลาได้ ถึ ง แม้ ว่ า มหาวิ ท ยาลั ย ราชภั ฏ ยะลาจะ ดาเนินการพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการ สื่อสารด้วยการฝึกอบรมบุคลากรอย่างต่อเนื่องแล้วก็ตาม ดังนั้นผู้วิจัยจึงเห็นว่าการดาเนินการพัฒนาความสามารถ ด้านไอซีทีแก่บุคลากรในมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลานั้นต้อง มีกระบวนการศึกษาความต้องการจาเป็นเพื่อให้ทราบความ ต้องการและความจาเป็นของความสามารถไอซีที่ที่แท้จริง ซึ่ ง เป็ นการ ตอ บ สน อง ต่ อ การแ ข่ งขั นแ ละ พั ฒ น า ประสิ ทธิภาพในการทางานเพื่ อให้ เกิด ผลลัพ ทธ์ที่ คุ้มค่ า ที่ สุด แก่ ม หาวิ ท ยาลั ย ราชภั ฏ ยะลา โดยการศึ กษาความ ต้องการจาเป็นความสามารถด้านไอซีทีซึ่งได้มีนักวิชาการ หลายท่านได้กล่าวถึงวิธีการศึกษาความต้องการจาเป็ นว่า ความต้องการจาเป็นเป็นความขัดแย้งระหว่างสิ่งที่เป็นอยู่ ในปัจจุบันและสิ่งที่ปรารถนาจะให้เกิดขึ้นหรือต้องการให้ เกิดขึ้น (Kaufman & English,1979) และความต้องการ

คำสำคัญ: ความต้องการจาเป็น, การพัฒนาความสามารถ, ความสามารถไอซีที, การวิเคราะห์ช่องว่าง

1) บทนำ บุคลากรถือว่าเป็นปัจจัยสาคัญในการกาหนดความสาเร็จ และความมีประสิทธิภาพขององค์การในยุคปัจจุบัน ส่งผล ให้บุคลากรต้องมีศักยภาพและสมรรถนะในการทางานสูง และมีความตื่นตัวต่อการปรับสภาพการทางานให้ก้าวหน้า ตามเทคนิคและการบริหารสมัยใหม่ (ปรัชญนันท์ นิลสุข และวรัท พฤกษากุลนัน ท์ , 2551) ดังนั้นจึ งเห็นได้ว่า ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศและบุคลากรถือเป็นปัจจัย สาคัญในการกาหนดความสาเร็จและความมีประสิทธิภาพ ขององค์ ก าร เนื่ อ งจากเทคโนโลยี ส ารสนเทศถื อ เป็ น เครื่องมือสาคัญในการถ่ายโอนและส่งผ่านข้อมูลข่าวสาร โดยมี บุ ค ลากรเป็ น เสมื อ นฟั น เฟื อ งที่ ค อยขั บ เคลื่ อ นให้ เครื่ อ งมื อ นั้ น ด าเนิ น การได้ อ ย่ า งมี ป ระสิ ท ธิ ภ าพและ ก่ อ ให้ เ กิ ด ประสิ ท ธิ ผ ลแก่ อ งค์ ก าร ซึ่ ง สอดคล้ อ งกั บ แผนพั ฒ นาเทคโนโลยี ส ารสนเทศและการสื่ อ สาร กระทรวงเทคโนโลยี ส ารสนเทศและการสื่ อ สาร ใน ยุทธศาสตร์ที่ 2 คือ พัฒนาทุนมนุษย์ที่มีความสามารถใน การสร้างสรรค์และใช้สารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ มี วิจารณญาณและรู้เท่าทัน รวมถึงพัฒนาบุคลากร ICT ที่มี ความรู้ความสามารถและเชี่ยวชาญระดับมาตรฐานสากล (กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร, 2554) มี กาลังคนที่มีคุณภาพ มีความสามารถในการพัฒนาและใช้ ICT อย่างมีประสิทธิภาพในปริมาณ���พียงพอที่จะรองรับ การพั ฒ นาประเทศในยุ ค เศรษฐกิ จ ฐานบริ ก ารและฐาน ความคิดสร้างสรรค์ ทั้งบุคลากร ICT และบุคลากรในทุก สาขาอาชี พ มาตรการการพั ฒนาความรู้ด้ าน ICT แก่ แรงงานและบุคคลทั่วไป ให้มีการอบรมทักษะในการใช้ ICT รวมถึงการพัฒนาและประยุกต์ใช้สื่อ ICT เพื่อการ เรียนรู้ให้กับบุคลากรทางการศึกษาอย่างต่อเนื่อง โดยให้ 25

จาเป็นเป็นความแตกต่างหรือช่องว่าง (gap) ระหว่างสิ่งที่ เป็นอยู่ หรือสภาพที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและสิ่งที่ควรจะเป็น (Witkin and Altschuld, 1995) และนักวิชาการไทยได้ กล่าวว่า ความต้องการจาเป็นเป็นความแตกต่างระหว่างสิ่ง ที่มุ่งหวังหรือสิ่งที่ต้องการกับสิ่งที่เป็นจริงในปัจจุบัน โดย ความแตกต่ า งที่ เ กิ ด ขึ้ น จะบอกถึ ง สภาพปั ญ หาที่ มี อ ยู่ (สุวิมล ว่องวานิช, 2538) ทั้งนี้ผู้วิจัยได้ดาเนินการศึกษา ความต้องการจาเป็นโดยมุ่งหาช่องว่างของสภาพที่เป็นจริง กับสภาพที่คาดหวังด้านความสามารถไอซีทีของบุคลากร มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลาภายใต้มิติดังต่อไปนี้ มิติที่ 1 มิติ ทางด้านความรู้ ซึ่งเป็นความเข้าใจและรับรู้ในประโยชน์ ของเทคโนโลยี ส ารสนเทศและการสื่ อ สารในการ ปฏิบัติงาน มิติที่ 2 มิติทางด้านทักษะ และมิติที่ 3 ด้าน คุณสมบัติซึ่งเป็นมิติที่เป็นตัวกาหนดพฤติกรรมของการ แสดงออกในการใช้ไอซีที

จากกรอบแนวคิดดั งกล่าวประกอบด้ วย 3 องค์ประกอบ หลั ก คื อ ปั จ จั ย ส่ ว นบุ ค คล ความสามารถไอซี ที ข อง บุคลากร และความต้องการจาเป็นด้านความสามารถไอซี ทีของบุคลากร โดยมีรายละเอียดแต่ละองค์ประกอบดังนี้ 3.1) ปั จ จั ย ส่ ว นบุ ค คล คื อ ปั จ จั ย ที่ อ ยู่ ใ นตั ว บุ ค คลที่ ก่อ ให้ เ กิด ความสามารถด้ านไอซี ที ซึ่ ง ประกอบไปด้ ว ย ความรู้ ทักษะ และคุณสมบัติ 3.1.1 ความรู้ (knowledge) หมายถึง ความรู้ที่บุคคลากรได้ เรียนรู้มา ข้อมูล ข่าวสาร ความเข้าใจของบุคคลากรที่ใช้ ไอซีทีในการปฏิบัติงาน 3.1.2 ทักษะ (Skill) หมายถึง ความสามารถในการใช้ไอซี ทีในการปฏิบัติงาน 3.1.3 คุ ณสมบั ติ (Attribute) หมายถึ ง คุ ณลั กษณะส่ วน บุ ค คลซึ่ ง เป็ น ตั วก าหนดพฤติ กรรมการใช้ ไ อซี ที ใ นการ ปฏิบัติงาน 3.2) ช่ อ งว่ า งของความสามารถด้ า นไอซี ที คื อ ความ แตกต่ างของสภาพที่ เ ป็ น จริ ง และสภาพที่ ค าดหวั ง ของ บุคลากรด้านความสามารถไอซีที 3.3) ความต้องการจาเป็นด้านความสามารถไอซีทีของ บุคลากร คือ ความสามารถที่จาเป็นทางด้านไอซีที 3 ด้าน ซึ่งได้จากการวิเคราะห์ช่องว่างจากสภาพที่เป็นจริง และ สภาพที่คาดหวัง

2) วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความต้องการจาเป็นความสามารถไอซีทีสาหรับ บุคลากรในมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา

3) กรอบแนวคิดกำรวิจัย สภาพที่เป็นจริง ความสามารถ ไอซีทีของ บุคลากร ปัจจัยส่วนบุคคล

ช่องว่าง (GAP)

ความสามารถ ไอซีทีของ บุคลากร

4) วิธีดำเนินกำรวิจัย 4.1 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยทีเ่ กี่ยวข้องกับการศึกษาความ ต้องการจาเป็น และเกี่ยวกับความสามารถด้านเทคโนโลยี สารสนเทศ 4.2) พัฒนาเครื่องมือวิจัย คือแบบสอบถาม แบ่งเป็น 3 ตอน 4.2.1 ตอนที่ 1 สถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถามมาตรา ส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (Rating Scale) ตามแบบของลิ เคิรท์ (Likert Scale) 4.2.2 ตอนที่ 2 ประเมินสภาพที่เป็นจริงและสภาพทีค่ าดหวัง ด้านความสามารถไอซีทีสาหรับบุคลากรในมหาวิทยาลัยราช ภัฏยะลา 4.2.3 ตอนที่ 3 ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะ

ความต้องการ จาเป็นด้าน ความสามารถไอซี ทีของบุคลากร

สภาพที่คาดหวัง รูปที่ 1: กรอบแนวคิดของการศึกษาความต้องการจาเป็น ความสามารถด้านไอซีทีของบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏ ยะลา 26

- สภาพปัจจุบันปานกลาง/น้อย และสภาพที่คาดหวังปาน กลำง/น้อย หมายถึง ปัจจัยภายในบุคคลไม่มีความพร้อม และไม่มีความต้องการที่จะพัฒนา เป็นสถานะที่ ใส่ใจไว้ บ้าง

5) เก็บรวบรวมข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ดาเนินการเก็บข้อมูลดังนี้ 5.1) ประชากร คือ บุคลากรสายสนับสนุนมหาวิทยาลัยราช ภัฏยะลา จานวน 183 คน ประกอบด้วย ข้าราชการ 13 คน พนักงานมหาวิทยาลัย 54 คน พนักงานราชการ 13 คน ลูกจ้างประจา 24 คน พนักงานสัญญาจ้าง 56 คน 5.2) กลุ่มตัวอย่าง จานวน 66 คน คัดเลือกจากประชากร โดยใช้วิธี Taro Yamane ที่ระดับความเชื่อมั่น 95%

7) ผลกำรวิจัย การศึกษาความต้อ งการจ าเป็ น ความสามารถไอซีที ข อง บุ ค ลากรมหาวิ ท ยาลั ย ราชภั ฏ ยะลา น าเสนอข้ อ มู ล ดั ง รายละเอียดต่อไปนี้ สถานภาพทั่ ว ไปของผู้ ต อบแบบสอบถาม ผู้ ต อบ แบบสอบถามส่วนใหญ่เป็น พนักงานสัญญาจ้าง คิดเป็ น ร้อยละ 34.8 รองลงมาคือพนักงานมหาวิทยาลัย คิดเป็น ร้อยละ 33.3 ลูกจ้ างประจาร้อยละ 13.6 ข้าราชการและ พนักงานราชการมีจานวนเท่ากันคือร้อยละ 9.1 ผู้ตอบ แบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 69.7 และเพศชาย ร้อยละ 30.3 ช่วงอายุของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 31-35 ปี ร้อยละ 31.8 รองลงมาคือช่วงอายุ 25-30 ปี ร้อยละ 27.3 และช่วงอายุ 36-40 ปี ร้ อ ยละ 25.8 ระดั บการศึ กษาของผู้ต อบ แบบสอบถามโดยส่วนใหญ่อยู่ในระดับปริญญาตรี ร้อยละ 62.1 รองลงมาคือระดับการศึกษาต่ากว่าปริญญาตรี ร้อยละ 31.8 และระดับปริญญาโท ร้อยละ 6.1 และผลการศึกษา ความต้องการจาเป็นด้านความสามารถไอซีทีของบุคลากร แสดงดังตารางที่ 1

6) วิเครำะห์ข้อมูล การวิ เ คราะห์ ข้ อ มู ล ที่ ไ ด้ ศึ ก ษาความต้ อ งการจ าเป็ น ความสามารถด้านไอซีทีในแต่ละองค์ประกอบใช้วิธีการ ดังนี้ 6.1) หาค่าเฉลี่ย (X) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) จัดลาดับ ความสาคัญของค่าดัชนีจัดเรียงลาดับความต้องการจาเป็น แบบปรับปรุง ตามสถิติดังนี้ (สุวิมล,2550) ค่า PNI modified = (I-D)/D เมื่อ I = ความรู้/ทักษะที่คาดหวัง D = ความรู้/ทักษะที่มีในปัจจุบัน ค่า PNI = (I-D) x I เมื่อ I = ความรู้/ทักษะที่คาดหวัง D = ความรู้/ทักษะที่มีในปัจจุบัน 6.2) นาค่าเฉลี่ยความจาเป็นมาวิเคราะห์เปรียบเทียบสถานะ ความสามารถ โดยนาวิธีการวิเคราะห์องค์การ (รัฐ ธนาดิ เรก, 2550) โดยให้ค่าน้าหนัก ค่าเฉลี่ยระหว่าง 3.51 – 5.00 หมายถึง มาก และค่าเฉลี่ย 1.00 – 3.50 หมายถึง ปานกลาง –น้อย ซึ่งมีคาอธิบายการวิเคราะห์ดังนี้ สภาพปั จ จุ บั น มาก และสภาพที่ ค าดหวั ง มาก หมายถึ ง ปัจจัยภายในบุคคลมีความพร้อมและสอดคล้องกับความ ต้องการที่จะพัฒนา เป็นสถานะที่ รักษาไว้/จุดแข็ง - สภาพปัจจุบันมาก และสภาพที่คาดหวัง ปานกลาง /น้อย หมายถึง ปัจจัยภายในบุคคลมีความพร้อมแต่ยังไม่มีความ ต้องการท่ะจพัฒนาเป็นสถานะที่ คิดวิธีสร้างต่อไป - สภาพปัจจุบัน ปานกลาง/น้อย และสภาพที่คาดหวังมาก หมายถึง ปัจจัยภายในบุคคลไม่มีความพร้อม แต่ต้องการที่ จะพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น เป็นสถานะที่ เร่งรี่แก้ไข

สภำพปัจจุบัน

ค่ำเฉลี่ยใน ระดับมำก 3.51-5.00

ค่ำเฉลี่ยในระดับ ปำนกลำง/น้อย 1.00 – 3.50

ค่ำเฉลี่ยในระดับ มำก 3.51-5.00

ทักษะ =4.22 คุณสมบัติ =4.03 ความรู้ =3.78

ทักษะ =2.86 คุณสมบัติ =2.63 ความรู้ =2.61

ค่ำเฉลี่ยในระดับ ปำนกลำง/น้อย 1.00 – 3.50

-

-

สภาพทีค่ าดหวัง

ตารางที่ 1 แสดงสภาพปัจจุบันและสภาพที่คาดหวังของ บุคคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา 27

ความรู้ ทักษะ และคุณสมบัติ มีคา่ เฉลี่ย ( ) เท่ากับ 2.86, 2.61 และ 2.63 ตามลาดับ และสภาพที่คาดหวัง ด้านความรู้ ทักษะ และคุณสมบัติ มีค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ 3.78, 4.22 และ 4.03 ตามลาดับ

จากตารางที่ 1 พบว่า ความต้องการจาเป็นด้าน ความสามารถไอซีทีของบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา อยู่ในสถานะ เร่งรี่แก้ไข เนื่องจาก สภาพปัจจุบันด้าน

ตำรำงที่ 2 แสดงความต้องการจาเป็นด้านความรู้ ทักษะ และคุณสมบัติ ประเด็น

สภาพที่เป็นจริง สภาพที่คาดหวัง

ด้ำนควำมรู้ วิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนของไอซีทีในการปฏิบัตงิ านของหน่วยงานได้ ทราบแผนยุทธศาสตร์หรือนโยบายไอซีทีของหน่วยงานท่าน วิเคราะห์ เปรียบเทียบ ประเมินผลสารสนเทศที่มาจากแหล่งข้อมูลทางดิจติ อล ต่าง ๆ ด้ำนทักษะ ประยุกต์ใช้แอปพลิเคชั่นบนเครือข่ายในการปฏิบัติงานได้ เช่น Google app สามารถสร้างชุมชนบนเครือข่ายสังคมออนไลน์ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ที่เกี่ยวข้อง กับการปฏิบัติงานได้ สามารถใช้งานโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้านการประมวลผลได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ด้ำนคุณสมบัติ อ่านหนังสือ วารสารที่เกี่ยวข้องกับไอซีทีเพื่อพัฒนาความรู้และทักษะสาหรับ การปฏิบัตงิ านอยู่เสมอ ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ช่วยส่งเสริมการปฏิบัตงิ านอยู่เสมอ ตั้งกระทู้และตอบกระทู้ทเี่ กี่ยวข้องกับไอซีทีบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

ช่องว่าง

2.61 2.52

3.94 3.83

1.33 1.32

2.61

3.89

1.29

2.41

3.92

1.52

2.70

4.03

1.33

2.58

4.00

1.42

2.50

4.09

1.59

2.59 2.55

4.02 4.00

1.42 1.45

ตารางที่ 2 แสดงความต้องการจาเป็นด้านความรู้ ทักษะ และคุณสมบัติ เปรียบเทียบ ประเมินผลสารสนเทศที่มาจากแหล่งข้อมูลทาง จากตารางที่ 2 ช่ องว่ าง (gap) หรื อความแตกต่ างที่ เกิด ขึ้ น ดิจิตอลต่าง ๆ มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 1.29 ระหว่างสภาพที่เป็นจริงกับสภาพที่คาดหวังด้านความรู้ ทักษะ ด้ า นทั ก ษะ อั น ดั บ ที่ ห นึ่ ง ทั ก ษะในการใช้ โ ปรแกรม และคุ ณสมบั ติ ผู้ ต อบแบบสอบถามส่ วนใหญ่เ ห็ น ว่ า ความ คอมพิวเตอร์ด้านงานคานวณและทักษะในการประยุกต์ใช้แอป ต้ อ งการจ าเป็ น ด้ า นความสามารถไอซี ที ข องบุ ค ลากร พลิ ชั่ น บนเครื อ ข่ า ยในการปฏิ บั ติ ง านได้ มี ค่ า เฉลี่ ย มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลาทั้งสามด้าน มีความต้องการจาเป็นแต่ เท่ า กั บ 1.52 อั น ดั บ ที่ ส อง ทั ก ษะในการใช้ ง านโปรแกรม ละด้านใน 3 อันดับแรกดังนี้ ด้านความรู้ อันดับที่หนึ่ง ความรู้ คอมพิวเตอร์ด้านการประมวลผล มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 1.42 ในการวิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนของไอซีทีในการปฏิบัตงิ านของ และอันดับที่สาม ทักษะในการสร้างชุมชนบนเครือข่ายสังคม หน่วยงาน มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 1.33 อันดับที่สอง ความรู้ ออนไลน์ เ พื่ อ การแลกเปลี่ ย นเรี ย นรู้ ที่ เ กี่ ย วข้ อ งกั บ การ เกี่ยวกับแผนยุทธศาสตร์หรือนโยบายไอซีทีของหน่วยงาน มี ปฏิบัติงาน มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 1.33 ด้านคุณสมบัติ อันดับ ค่ า เฉลี่ ย เท่ า กั บ 1.32 และอั น ดั บ ที่ สาม วิ เ คราะห์ ที่หนึ่ง อ่านหนังสือ วารสารที่เกี่ยวข้อ งกับไอซีที เพื่อพัฒนา 28

ความรู้ แ ละทั ก ษะส าหรั บ การปฏิ บั ติ ง านอยู่ เ สมอมี ค่ า เฉลี่ ย เท่ากับ 1.59 อันดับที่สอง ตั้งกระทู้และตอบกระทู้ที่ เกี่ยวข้องกับไอซีทีบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มีค่าเฉลี่ย เท่ ากับ 1.45 และอั น ดั บ ที่ สามมี สองประเด็ น คื อ ติ ด ตาม ข่าวสารเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ช่วยส่งเสริมการปฏิบัติงานอยู่ เสมอและค้นคว้าข้อมูลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับวิธีการ แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นขณะใช้ไอซีที มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 1.42

วิ เ คราะห์ จุ ด แข็ ง จุ ด อ่ อ นของไอซี ที ใ นการปฏิ บั ติ ง านของ หน่วยงาน มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 1.33 และความรู้เกี่ยวกับ แผนยุทธศาสตร์หรือนโยบายไอซีทีของหน่วยงาน มีค่าเฉลี่ย เท่ า กั บ 1.32 สั ง เกตเห็ น ได้ ว่ า ทั้ ง สองประเด็ น มี ความสาคัญเพราะการวิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนและการรับทราบ นโยบายของหน่วยงานนั้นจะช่วยให้บุคลากรมหาวิทยาลัยราช ภัฏยะลาทราบบทบาทของตนเองและทิศทางการดาเนินงานใน การใช้ ไ อซี ที ข องหน่ ว ยงานส่ ง ผลให้ เ กิ ด การบู ร ณาการกั น ระหว่ า งนโยบายของหน่ ว ยงานกั บ การพั ฒ นาความรู้ ความสามารถด้านไอซีทีของบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ซึ่งสอดคล้ องกับแผนแม่บ ทเทคโนโลยี สารสนเทศและการ สื่อสารเพื่อการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2550-2554 ในยุ ท ธศาสตร์ ก ารผลิ ต และเสริ ม สร้ า งศั ก ยภาพทรั พ ยากร บุ ค คลด้ า นไอซี ที ที่ เ น้ น การพั ฒ นาให้ ข้ า ราชการมี ค วามรู้ ความสามารถและพั ฒ นาทั ก ษะในการใช้ เ ทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารมาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานให้ มีประสิทธิภาพ ซึ่งยุทธศาสตร์ดังกล่าวล้วนมีจุดมุ่งหมายที่จะ พัฒนาข้าราชการให้มีศักยภาพและสมรรถภาพในการทางาน สู ง ขึ้ น โดยหน่ ว ยงานจะต้ อ งจั ด สภาพแวดล้ อ ม ทรั พ ยากร เทคโนโลยี แ ละระบบจูง ใจที่ สนับ สนุน ให้บุ ค ลากรเกิดการ พัฒนาสมรรถภาพที่อยู่บนพื้นฐานของการปฏิบัติงานที่จะต้อง ขั บ เ ค ลื่ อ น วิ สั ย ทั ศ น์ แ ล ะ พั น ธ กิ จ ข อ ง อ ง ค์ ก า ร (กระทรวงศึกษาธิการ, 2550) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้านทั กษะพบว่า บุคลากรมหาวิทยาลัย ราชภัฏ ยะลามี ความต้อ งการจ าเป็นในการใช้ งานโปรแกรม คอมพิ วเตอร์ ด้านงานค านวณและทั กษะในการประยุ กต์ ใ ช้ แอปพลิเคชั่นบนเครือข่ายในการปฏิบัติงาน มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 1.52 และมีความต้องการจาเป็นด้านทักษะการใช้งาน โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ด้านเอกสารน้อยที่สุด มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 1.05 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า บุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัก ยะลานั้ น มี ก ารจั ด การข้ อ มู ล พื้ น ฐานโดยการจั ด ท า จั ด เก็ บ รวบรวม ค้นคืน โดยใช้โปรแกรมด้านงานเอกสารและมีความ เชี่ ยวชาญในการใช้ โปรแกรมด้ านงานเอกสารจึ งไม่มี ความ ต้องการจาเป็นดังกล่าว ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของสุมิตร (สุ มิตร ดิษยกาญจน์, 2546) กล่าวว่าในองค์กรส่วนใหญ่มีการนา เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มาใช้ในการจัดการข้อมูลพื้นฐาน เช่น การจัดทาเอกสารทั่ว ๆ การจัดเก็บเอกสาร รวมถึงสืบค้นและ

6) อภิปรำยผล จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลความต้องการจาเป็น 3 ด้าน คือ ความรู้ ทั กษะและคุ ณสมบั ติ ค วามสามารถด้ านเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารของบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏ ยะลาอยู่ ใ นสถานะเร่ง รี่แ ก้ไข ซึ่ ง หมายถึง การที่ปั จ จัย ในตั ว บุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลาไม่มีความพร้อมแต่มีความ ต้องการที่จะพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น แสดงให้เห็นว่า บุคลากรของ มหาวิ ท ยาลั ย ราชภั ฏ ยะลาเห็ น ความส าคั ญ ของเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) แต่บุคลากรมหาวิทยาลัยราช ภัฏยะลายังขาดความรู้ ทักษะ และคุณสมบัติ ดังนั้นองค์กรจึง ต้องใช้กลยุทธ์ในการพัฒนาบุคลากร ซึ่ งสอดคล้องกับแนวคิด ของจั น ทิ ม า (จั น ทิ ม า แสงเลิ ศ อุ ทั ย . 2550) ที่ ก ล่ า วว่ า เทคโนโลยี สารสนเทศใช่ วยให้ กระบวนการจั ด การความรู้ เป็ น ไปอย่ า งมี ป ระสิ ท ธิ ภ าพมากขึ้ น โดยเฉพาะอย่ า งยิ่ ง เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตที่ช่วยให้การแสวงหาความรู้ กระจาย ความรู้ ถ่ายทอดความรู้ สามารถดาเนิน การได้รวดเร็วและมี ประสิทธิภาพ องค์การต่าง ๆ จึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงการนา เทคโนโลยีมาใช้ในองค์การได้ เทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือ ดังนั้นความสาเร็จขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ขององค์กรและบุคลากร และสอดคล้องกับงานวิจัย เรื่อง ปัญหาและความต้องการใช้ เทคโนโลยี ส ารสนเทศของบุ ค ลากรในสถาบั น อุ ด มศึ ก ษา เอกชน เขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งผลการวิจัยพบว่า บุคลากรใน สถาบันอุดมศึกษาเอกชนเขตกรุงเทพมหานครมีปัญหาการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศในระดับปานกลาง และมีปัญหาด้าน ทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมากที่สุด รองลงมาคือ การ ยอมรับเทคโนโลยีใหม่ ๆ (นพวรรณ คงเทพ, 2549) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลด้านความรู้พบ���่า บุคลากรมหาวิทยาลัย ราชภั ฏ ยะลา มี ค วามต้ อ งการจ าเป็ น เกี่ ย วกับ ความรู้ ใ นการ 29

เรียกใช้ข้อมูล ไม่ค่อยมีการนาเทคโนโลยี มใช้ในการจัดการ หรือบูรณาการข้อมูล จึงทาให้ขาดความรู้ความเข้าใจและความ ชานาญในการจัดการข้อมูลด้านอื่น ๆ ผลการวิ เ คราะห์ ข้ อ มู ล ด้ า นคุ ณ สมบั ติ พบว่ า บุ ค ลากร มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลามีความต้องการจาเป็นในการพัฒนา ความรู้และทักษะด้วยการอ่านหนังสือ วารสารที่เกี่ยวข้องกับ ไอซีทีเพื่อพัฒนาความรู้และทักษะสาหรับการปฏิบัติงานอยู่ เสมอมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 1.59 ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด ของณรงค์วิทย์ (ณรงค์วิทย์, 2549) กล่าวว่า การพัฒนาคนใน อนาคตจะเปลี่ยนจากพัฒนาความรู้ ทักษะและพฤติกรรมไปสู่ การพั ฒ นาทั ศ นคติ แรงจู ง ใจและอุ ป นิ สั ย เพื่ อ ให้ ค นค้ น หา ความรู้และพัฒนาทักษะด้วยตนเอง จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลและอภิปรายผลดังกล่าวทาให้ทราบ ว่าบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏะลามีความต้องการจาเป็นด้าน ความสามารถไอซีทีในด้าน ความรู้ ทักษะ และคุณสมบัติเพื่อ พัฒนาตนเองและพัฒนาองค์การให้มุ่งสู่องค์การคุณภาพที่มี ความพร้อมสู่ยุคที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็น เครื่ อ งมื อ และมี บุ ค ลากรที่ มี ค วามสามารถในการควบคุ ม บริ ห าร จั ด การ พั ฒ นา ประยุ กต์ ใ ช้ ไ อซี ที ใ นการขั บ เคลื่ อ น ต่อไป

(ICT)สาหรับนักศึกษาวิชาชีพครู. ปริญญา นิพนธ์การศึกษาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิจัยและ พัฒนาหลักสูตร. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิ โรฒประสานมิตร. นพวรรณ คงเทพ. (2549). ปัญหาและความ ต้องการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของบุคลากร ในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนเขต กรุงเทพมหานคร. ปริญญานิพนธ์ศึกษาศาสตร์ มหาบัณฑิต(การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์). มหาวิทยาลัยรามคาแหง ปรัชญนันท์ นิลสุข และวรัท พฤกษากุลนันท์ (2551). เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาความสามารถของ บุคลากรในองค์การ. วารสารครุศาสตร์ อุตสาหกรรม ปีที่ 3(2) กรกฎาคม – ธันวาคม 2551 รัฐ ธนาดิเรก. (2550). การจัดการเพื่อนายุทธศาสตร์ ไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ. เอกสาร ประกอบการอบรมนักปกครองระดับสูง. (หน้า 27-28). กรุงเทพฯ: วิทยาลัยมหาดไทย สุมิตร ดิษยกาญจน์. (2546). การพัฒนาระบบ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของ สานักงานตรวจคนเข้าเมือง. วิทยานิพนธ์ วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต. วิทยาลัยนวัตกรรม อุดมศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. สุวิมล ว่องวานิช (2538) ความรู้ชายแดนด้านการ ประเมินผลการศึกษา, วารสารวิธีวิทยาการวิจัย. สานักงานเลานุการคณะกรมการเทคโนโลยี สารสนเทศแห่งชาติ (2545). ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็คทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ แห่งชาติ. กรอบนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศ ระยะ พ.ศ 2544-2553 ของประเทศไทย. กรุงเทพฯ Kaufman & English (1979). Needs Assessment : Concept and Application. Englewood Cliff, NJ : Educational Technology Publications. Witkin and Altschuld (1995). Planning and Conducting Needs Assessments. A Pactical Guide. California.

เอกสำรอ้ำงอ้ำง กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร. (25 54). กรอบนโยบายเทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสาร ระยะ พ.ศ. 2554 – 2563 ของ ประเทศไทย กระทรวงศึกษาธิการ. (2550). แผนแม่บท เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อ การศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2550-2554. สืบค้นข้อมูล 11 มีนาคม 2555, เข้าถึงได้จาก http://www.moe.go.th/moe/th/news/ detail.php?NewsID=815&Key=news19 จันทิมา แสงเลิศอุทัย. (2550). การพัฒนา หลักสูตรเสริมเพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพ ทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 30

ประสิทธิภาพของการฝึกอบรมออนไลน์ ด้านความมั่นคงปลอดภัยทางเทคโนโลยีสารสนเทศ The Effectiveness of e-Training in Information Technology Security จิระ จิตสุภา 1, ปรัชญนันท์ นิลสุข 2, พัลลภ พิริยะสุรวงศ์ 2 1 สาขาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต (jirajitsupa@gmail.com) 2

สาขาเทคโนโลยีเทคนิคศึกษา คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (prachyanunn@kmutnb.ac.th, pls@kmutnb.ac.th)

มาก และ 4) หาประสิ ทธิ ภาพของเว็ บฝึ กอบรมด้ านความ มั่นคงปลอดภัยทางเทคโนโลยีสารสนเทศจากผู้เข้ารับการ ฝึกอบรม จานวน 30 คน พบว่า เว็บฝึกอบรมด้านความมั่นคง ปลอดภั ย ทางเทคโนโลยี ส ารสนเทศมี ป ระสิ ท ธิ ภ าพ 80.73/81.33

ABSTRACT This research aimed to investigate the effectiveness of e-Training in Information Technology Security which included 1) Content analysis of e-Training by 6 experts specializing in Information Technology Security. 2) PreTraining and post-Training tests by 76 students who were studying Information Technology Security. 3) Evaluation of e-Training in Information Technology Security by 5 experts who are specialized subjects in Information Technology Security was every good and 4) Assessment of the effectiveness of e-Training in Information Technology Security by 30 trainees. The study had discovered that the effectiveness of e-Training in Information Technology Security was 80.73/81.33.

คาส าคัญ : ประสิ ท ธิภาพการฝึ กอบรมออนไลน์ , เว็ บ ฝึกอบรม, การฝึกอบรมออนไลน์, ความมั่นคงปลอดภัยทาง เทคโนโลยีสารสนเทศ

1) บทนา

Keywords : e-Training Effectiveness, Web Based Training, e-Training, Information Technology Security

ความมั่ น คงปลอดภั ย ทางเทคโนโลยี ส ารสนเทศเป็ น ความสาคั ญระดับชาติและนานาชาติ เนื่องจากการด าเนิ น ธุรกิจ อุตสาหกรรม และการศึกษา ในปัจจุบันไม่ได้เกิดขึ้น ในระดับ ท้ องถิ่น อีกต่ อไปแต่ เป็ นการท าธุ รกรรมข้ามชาติ ทาให้เทคโนโลยีสารสนเทศมีความจาเป็นทั้งเพื่อสนับสนุน การด าเนิ น ธุ ร กิจ และการด าเนิ น ธุ ร กิจ โดยใช้ เ ทคโนโลยี สารสนเทศเองก็ ต าม เช่ น เมื่ อ ข้ อ มู ล ส าคั ญ ทางธุ ร กิ จ ถู ก ส่ ง ผ่ านไปมาบนระบบเครื อ ข่ า ยคอมพิ ว เตอร์ สิ่ ง สาคั ญ ที่ จะต้องคานึงถึง คือความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล (ธวัชชัย ชมศิริ, 2553) กระทรวงเทคโนโลยี ส ารสนเทศและการสื่ อ สารให้ ความสาคัญอย่างยิ่งกับความมั่นคงปลอดภัย ทางเทคโนโลยี สารสนเทศ จึ ง กาหนดให้ มี การพั ฒ นาบุ ค ลากรด้ านความ มั่นคงปลอดภั ยทางเทคโนโลยี สารสนเทศเป็น หนึ่ งในห้ า ยุทธศาสตร์หลักที่จะต้องดาเนินการอย่างเร่งด่วน เพื่อเป็น การเตรียมความพร้อมและเสริมความแข็งแกร่งของประเทศ

บทคัดย่อ การวิจัยครั้ งนี้มีวัตถุป ระสงค์ เพื่ อหาประสิ ทธิภาพของ เว็บฝึกอบรมด้านความมั่น คงปลอดภัยทางเทคโนโลยี สารสนเทศ ซึ่งประกอบด้วย 1) ประเมินคุณภาพเนื้อหา เว็บฝึกอบรมจากผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยทาง เทคโนโลยี ส ารสนเทศ จ านวน 6 ท่ า น 2) ทดลองใช้ ข้ อ สอบส าหรั บ เป็ น ข้ อ สอบก่ อ นฝึ ก อบรมและหลั ง ฝึกอบรมโดยนักศึกษาที่ผ่านการเรียนด้านความมั่นคง ปลอดภัยทางเทคโนโลยีสารสนเทศ จานวน 76 คน 3) การประเมินเว็บฝึกอบรมด้านความมั่นคงปลอดภัยทาง เทคโนโลยีสารสนเทศโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการฝึกอบรม ออนไลน์ จานวน 5 ท่าน มีความเหมาะสมอยู่ในระดับ 31

ไทยด้านความมั่นคงปลอดภัยทางเทคโนโลยีสารสนเทศ โครงการสร้างความตระหนักและการฝึกอบรมด้านความ มั่ น คงปลอดภั ย ทางเทคโนโลยี ส ารสนเทศจึ ง เป็ น ปฏิบัติการเร่งด่วนของแผนแม่บทความมั่นคงปลอดภัย ด้านไอซีทีแห่งชาติ ที่จาเป็นต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนใน การดาเนินการสร้างความตระหนักและฝึกอบรม เพื่อให้ บุคลากรสามารถบริหารจัดการความมั่นคงปลอดภัยทาง เทคโนโลยีสารสนเทศทั้งในและนอกองค์กรได้อย่างมี ประสิทธิภาพ เพราะการฝึกอบรมเป็นการเพิ่มพูนความรู้ ทักษะ ประสบการณ์ ความสามารถในการทางานและ เปลี่ยนแปลงทัศนคติ พฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์ของ บุคลากรได้ (เพ็ชรี รูปะวิเชตร์, 2554) วิธีสร้างความตระหนัก ความรู้ ความเข้าใจ เจตคติที่ดี และมีทักษะด้านความมั่นคงปลอดภัย มีหลายวิธีด้วยกัน แต่วิธีที่ดีที่สุดในการสร้างและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมคือ การฝึ กอบรม เนื่ อ งจากการฝึ กอบรมเป็ น โปรแกรม การศึ ก ษาที่ เ ป็ น องค์ ป ระกอบหลั ก ของความมั่ น คง ปลอดภัย (Fumy and Sauerbrey, 2006) กระทรวงไอซีที กล่ า วถึ ง การฝึ ก อบรมด้ า นความมั่ น คงปลอดภั ย ทาง เทคโนโลยี สารสนเทศว่าเป็ นกลไกหลักในการพัฒนา บุคลากรให้มีความรู้ ทักษะ และความสามารถในการ บริหารจัดการด้านความมั่นคงปลอดภัยทางเทคโนโลยี สารสนเทศ ข้อมูลจากการวิจัยยังชี้ให้เห็นถึงความจาเป็น ของการฝึ ก อบรมด้ า นความมั่ น คงปลอดภั ย ทาง เทคโนโลยีสารสนเทศว่ามีความสาคัญมากที่สุด และเป็น ที่ต้องการฝึกอบรมมากที่สุด ด้วยเช่นกัน (Dark, 2001) ในขณะที่การจัดการศึกษา การถ่ายทอดความรู้ และการ ฝึกอบรมมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมากขึ้น โดยผ่านทางระบบการฝึกอบรมออนไลน์ ซึ่งเป็นลักษณะ การเรียนรู้ที่มีความยืดหยุ่น ลดค่าใช้จ่าย มีความอิสระ จากเวลา และสถานที่ อ ย่ า งมาก (Kavathatzopoulos, 2003; Jokela and Karlsudd, 2007) ทั้งสามารถนาไปใช้ ในการฝึกอบรมได้อีกหลายครั้ง โดยไม่จาเป็นต้องพึ่งพา สถานที่หรือวิทยากรแต่อย่างใด เนื้อหาในการฝึกอบรมก็ มีปริมาณที่เหมาะสมตรงตามขอบเขตการอบรมและไม่ เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์จัดการอบรม สามารถ ประเมิ น ผลผู้ เ ข้ า รั บ การฝึ กอบรมได้ อ ย่ า งชั ด เจนเป็ น ระบบ (ปรัชญนันท์ นิลสุข, 2554) นอกจากนี้การเรียนรู้

โดยใช้อินเทอร์เน็ตเป็นฐานยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการ เรียนรู้อีกด้วย (Jalal and Zeb, 2008) การเรียนรู้ผ่านการฝึกอบรมออนไลน์ เป็นรูปแบบที่เหมาะ สาหรับ การเรี ย นการสอนที่ มีผู้ สอนเป็ นเพี ย งผู้ ค อยชี้ แ นะ หรือแนะนาและช่วยเหลือผู้เรียน แทนการที่ผู้สอนจะเป็น ผู้นาและผู้เรียนเป็นผู้ตามแต่เพีย งฝ่ายเดียว (Jokela and Karlsudd, 2007) และสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและ สั ง คมแห่ ง ชาติ ฉบั บ ที่ 11 ที่ ยึ ด คนเป็ น ศู น ย์ กลางของการ พัฒนาเพื่อการพัฒนาคนสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต อย่ า งยั่ ง ยื น เนื่ อ งจากการฝึ ก อบรมออนไลน์ เ ป็ น การ จั ด รู ป แบบของการให้ ค วามรู้ ใ นการปฏิ บั ติ ง านหรื อ เพิ่ ม ประสิทธิภาพในการทางาน (ปรัชญนันท์ นิลสุข, 2554) โดย การน าเสนอด้ ว ยตั ว อั ก ษร ภาพนิ่ ง ผสมผสานกั บ การใช้ ภาพเคลื่อนไหว วีดิทัศน์และเสียง โดยอาศัยเทคโนโลยีของ เว็บในการถ่ายทอดเนื้อหา รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีระบบ การจัดการคอร์สในการบริหารจัดการ (ถนอมพร เลาหจรัส แสง, 2545) แต่อย่างไรก็ตามการใช้เว็บในการฝึกอบรมต้อง คานึงถึงคุณลักษณะของเว็บเป็นสาคัญ เมื่อการอบรมนั้นไม่ จาเป็ นต้ องเดิน ทางไปอบรมในห้อ งฝึกอบรม แต่ เป็ นการ ฝึ ก อบรมโดยการสื่ อ สารทางไกล จะท าอย่ า งไรให้ ก าร ฝึกอบรมโดยเว็บมีคุณภาพ และประสิทธิภาพเท่าเทียมหรือ ดีกว่ าการฝึ กอบรมในห้ องฝึ กอบรม (ปรั ชญนั น ท์ นิ ล สุ ข , 2554) การฝึ ก อบรมที่ มี ป ระสิ ท ธิ ภ าพเป็ น ที่ ต้ อ งการของ องค์กรจานวนมาก นักออกแบบการฝึกอบรมมีความพยายาม ที่จะออกแบบการฝึ กอบรมออนไลน์เ พื่อตอบสนองความ ต้องการเหล่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายในการจะทาเช่นนั้นได้ เพราะการออกแบบการฝึ ก อบรมออนไลน์ ใ ห้ ป ระสบ ความสาเร็จมี ความสัมพันธ์กัน ทั้งศาสตร์และศิลป์ รวมถึง ทฤษฎีด้านการเรียนการสอนและการฝึ กอบรม และเข้าใจ องค์ ค วามรู้ แ ละหรื อ ทั กษะการสอนเป็ น อย่ างดี เนื่ อ งจาก บทเรีย นแต่ล ะบทเรี ย นมี ค วามเป็ นเอกลักษณะเฉพาะ แต่ อย่างไรก็ตามถ้านักออกแบบการฝึกอบรมลงมือทาทุกอย่าง ตามขั้ น ตอนอย่ า งถู ก ต้ อ งแล้ ว ผลลั พ ธ์ ที่ ต ามมาก็ คื อ การ ฝึกอบรมออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพ (Steen, 2008) งานวิ จั ย ชิ้ น นี้ จึ ง มุ่ ง หวั ง ที่ จ ะออกแบบ พั ฒ นา และหา ประสิทธิภาพของเว็บฝึกอบรมด้านความมั่นคงปลอดภัยทาง เทคโนโลยีสารสนเทศที่พัฒนาขึ้นบน MOODLE ซึ่งเป็น Open source software สาหรับการบริหารการสอนและการ 32

ฝึกอบรม เนื่องจาก MOODLE ช่วยสร้างประสบการณ์ เชิงบวกให้กับผู้เรียนเพิ่มมากขึ้น และเป็นการเพิ่มความ ตั้งใจในการเรี ยนรู้ สิ่ง ใหม่ ๆ อย่างมีป ระสิ ทธิ ภาพและ ประสิทธิผล (Wattakiecharoen and Nilsook, 2012)โดยมี ขั้ น ตอนการหาประสิ ท ธิ ภ าพประกอบด้ ว ย 1) การ ประเมิ น คุ ณ ภาพเนื้ อ หาส าหรั บ เว็ บ ฝึ ก อบรมจาก ผู้ เ ชี่ ย วชาญด้ า นความมั่ น คงปลอดภั ย ทางเทคโนโลยี สารสนเทศ 2) ทดลองใช้ข้ อ สอบสาหรั บเป็ น ข้อ สอบ ก่อนการฝึกอบรมและหลังการฝึกอบรมโดยนักศึกษาที่ ผ่ า นการฝึ ก อบรมด้ า นความมั่ น คงปลอดภั ย ทาง เทคโนโลยีสารสนเทศ 3) การประเมินเว็บฝึกอบรมด้าน ความมั่ น คงปลอดภั ย ทางเทคโนโลยี ส ารสนเทศโดย ผู้ เ ชี่ ย วชาญด้ า นการฝึ ก อบรมออนไลน์ และ 4) หา ประสิทธิภาพของเว็บฝึกอบรมด้านความมั่นคงปลอดภัย ทางเทคโนโลยีสารสนเทศจากผู้เข้ารับการฝึกอบรมตาม เกณฑ์ที่กาหนด

(กานดา พูนลาภทวี, 2539)

4) วิธีดาเนินการวิจัย การหาประสิทธิภาพของการฝึกอบรมออนไลน์ด้านความ มั่นคงปลอดภัยทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ประกอบด้วย 4.1) ประเมินคุณภาพเนื้อหาด้วยแบบประเมินคุณภาพเนื้อหา สาหรับการฝึกอบรมออนไลน์ด้านความมั่นคงปลอดภัยทาง เทคโนโลยีสารสนเทศที่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องของ เนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ จานวน 2 ท่าน ประกอบด้วยรายการ ประเมินความคิดเห็น จานวน 10 รายการ โดยผู้เชี่ยวชาญด้าน เทคโนโลยีสารสนเทศและความมั่นคงปลอดภัย จานวน 6 ท่าน เพื่อตรวจสอบความถูกต้อ งโดยพิจารณาระดั บความ คิดเห็นของแต่ละรายการ ดังนี้ ให้คะแนน +1 สาหรับรายการ ที่มีความเหมาะสม, ให้คะแนน 0 สาหรับรายการประเมินที่ ไม่แน่ใจ และให้คะแนน -1 สาหรับรายการที่แน่ใจว่าไม่ เหมาะสม 4.2) พัฒ นาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลังการ ฝึกอบรมให้ครอบคลุมวัตถุประสงค์และเนื้อหา เป็นข้อสอบ แบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 79 ข้อ นาแบบทดสอบที่ สร้างขึ้นให้ผู้เชี่ยวชาญ จานวน 2 ท่าน พิจารณาความถูกต้อง ความครอบคลุ ม และความเหมาะสมแล้ วน ามาปรั บ ปรุ ง แก้ไข นาแบบทดสอบไปทดสอบกับนักศึกษาที่เคยเรียนด้าน ความมั่ น คงปลอดภั ย ทางเทคโนโลยี ส ารสนเทศมาแล้ ว จานวน 76 คน นาผลการทดสอบมาวิเคราะห์เพื่อหาค่าความ ยากง่ า ย ค่ า อ านาจจ าแนก และค่ า ความเชื่ อ มั่ น ของ แบบทดสอบด้วยวิธีแบบคูเดอร์-ริชาดสัน (KR-20) คัดเลือก ข้อสอบที่ผ่านเกณฑ์จานวน 60 ข้อ 4.3) ประเมิน เว็บฝึ กอบรมด้านความมั่นคงปลอดภัยทาง เทคโนโลยี สารสนเทศโดยผู้ เ ชี่ ย วชาญด้ า นการฝึ ก อบรม ออนไลน์ จานวน 5 คน ด้ วยแบบประเมิ น การฝึ กอบรม ออนไลน์ ด้ า นความมั่ น คงปลอดภั ย ทางเทคโนโลยี สารสนเทศ ทั้งหมด 5 ตอน ประกอบด้วย การออกแบบเว็บ ฝึกอบรม จานวน 5 ข้ อ การจัด วางรูป แบบเว็บฝึ กอบรม จานวน 4 ข้อ ความเหมาะสมของเว็บฝึกอบรม จานวน 4 ข้อ การปฏิสัมพันธ์ของเว็บฝึกอบรม จานวน 2 ข้อ และการใช้ งานเว็บฝึกอบรม จานวน 5 ข้อ รวมทั้งหมด 20 ข้อ โดยเป็น แบบมาตรวัด 5 ระดับ กาหนดให้ 5 หมายถึง เหมาะสมมาก ที่สุด 4 หมายถึง เหมาะสมมาก 3 หมายถึง เหมาะสมปาน

2) วัตถุประสงค์ในการวิจัย เพื่ อ หาประสิ ท ธิ ภาพของการฝึ ก อบรมออนไลน์ ด้ า น ความมั่นคงปลอดภัยทางเทคโนโลยีสารสนเทศ

3) ขอบเขตการวิจัย กลุ่มตัวอย่างและประชากร ประชากรที่ ใ ช้ ใ นการหาประสิ ท ธิ ภ าพการฝึ ก อบรม ออนไลน์ ด้ า นความมั่ น คงปลอดภั ย ทางเทคโนโลยี สารสนเทศ ได้ แ ก่ นั ก ศึ ก ษาระดั บ ปริ ญ ญาตรี สาขา คอมพิวเตอร์ธุรกิจ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัย ราชภั ฏ สวนดุ สิต ชั้ น ปี ที่ 4 ภาคเรี ย นที่ 1 ปี ก ารศึ ก ษา 2555 จานวน 193 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการหาประสิทธิภาพการฝึกอบรม ออนไลน์ ด้ า นความมั่ น คงปลอดภั ย ทางเทคโนโลยี สารสนเทศ ได้ แ ก่ นั ก ���ึ ก ษาระดั บ ปริ ญ ญาตรี สาขา คอมพิวเตอร์ธุรกิจ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัย ราชภั ฏ สวนดุ สิต ชั้ น ปี ที่ 4 ภาคเรี ย นที่ 1 ปี ก ารศึ ก ษา 2555 จานวน 45 คน โดยวิธีการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง 33

กลาง 2 หมายถึง เหมาะสมน้อย และ 1 หมายถึง เหมาะสมน้อยที่สุด โดยแบบประเมินดังกล่าวได้ผ่านการ ตรวจสอบความถู ก ต้ อ งของเนื้ อ หาจากผู้ เ ชี่ ย วชาญ จานวน 2 ท่าน 4.4) หาประสิทธิภาพของเว็บฝึกอบรมด้านความมั่นคง ปลอดภั ยทางเทคโนโลยี ส ารสนเทศ ตามเกณฑ์ 80/80 โดย 80 ตัวแรก เป็นค่าเฉลี่ยผลการเรียนรู้ของผู้ฝึกอบรม ระหว่างฝึกอบรมจากเว็บฝึกอบรม และ 80 ตัวหลัง เป็น ค่าเฉลี่ยผลการเรียนรู้ของผู้ฝึกอบรมหลังฝึกอบรมเสร็จ มีกระบวนการออกแบบ พัฒนา นาไปใช้ และประเมินผล บนระบบบริ ห ารการฝึ ก อบรมของ MOODLE บน พื้ น ฐานของกลยุ ท ธ์ การฝึ ก อบรมออนไลน์ ด้ านความ มั่ น ค ง ป ล อ ด ภั ย ท า ง เ ท ค โ น โ ล ยี ส า ร ส น เ ท ศ 6 องค์ ป ระกอบ ได้ แ ก่ การวางแผนการฝึ ก อบรม การ วิเคราะห์การฝึกอบรม การออกแบบการฝึกอบรม การ พัฒนาการฝึกอบรม การฝึกอบรมโดยการแสดงบทบาท สมมุ ติ และการประเมิ น ผลการฝึ ก อบรม (Jitsupa, Nilsook and Piriyasurawong, 2012) และผ่านการ ประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญด้านออกแบบระบบฝึกอบรมและ เทคนิ ค จานวน 5 ท่าน ทดสอบประสิท ธิภาพของเว็ บ ฝึ ก อบรมด้ า นความมั่ น คงปลอดภั ย ทางเทคโนโลยี สารสนเทศกับกลุ่ มตั วอย่ าง จานวน 45 คน แบ่ง การ ทดลองเป็น 3 ครั้ง ดังนี้ 4.4.1) ทดลองกับกลุ่มตัวอย่าง จานวน 3 คน เพื่อทดสอบ คุณภาพเบื้องต้น ด้านความเข้าใจด้านเนื้อหาการฝึกอบรม การสื่อความหมาย วิธีนาเสนอ และขั้นตอนการฝึกอบรม โดยการสั ง เกตและสั ม ภาษณ์ แล้ ว น าข้ อ มู ล ที่ ไ ด้ ม า ปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องของเว็บฝึกอบรมเพื่อเตรียมใช้ ในการทดลองครั้งต่อไป 4.1.2) ทดลองกับ กลุ่มตัวอย่าง จานวน 12 คน เพื่อหา แนวโน้มของประสิทธิภาพของการฝึกอบรมออนไลน์ ด้านความมั่นคงปลอดภัยทางเทคโนโลยีสารสนเทศและ ตรวจสอบหาข้ อ บกพร่ อ งในด้ า นต่ างๆ จากนั้ น น ามา ปรับปรุงแก้ไขเพื่อใช้ทดลองในขั้นต่อไป 4.1.3) ทดลองกั บ กลุ่ ม ตั วอย่ า ง จ านวน 30 คน เพื่ อ วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของการฝึกอบรมออนไลน์ด้าน ความมั่นคงปลอดภัยทางเทคโนโลยีสารสนเทศที่สร้าง ขึ้นตามเกณฑ์ที่กาหนด

5) ผลการวิจัย ประสิท ธิ ภาพของการฝึกอบรมออนไลน์ ด้านความมั่ น คง ปลอดภัยทางเทคโนโลยีสารสนเทศ มีผลการวิจัยดังนี้ 5.1) ผลการประเมินคุณภาพเนื้อหาด้านความมั่นคงปลอดภัย ทางเทคโนโลยีสารสนเทศโดยผู้เชี่ยวชาญ แสดงดังตารางที่ 1 ตารางที่ 1: ผลการประเมินคุณภาพเนื้อหาด้านความ มั่นคงปลอดภัยทางเทคโนโลยีสารสนเทศ รายการประเมินเนื้อหา เนื้อหาสอดคล้องกับจุดประสงค์ ความถูกต้องของเนื้อหา การแบ่งเนื้อหามีความเหมาะสม ความเหมาะสมในการจัดลาดับเนื้อหา ความชัดเจนในการอธิบายเนื้อหา ความชัดเจนของภาพและตารางประกอบ มีความยากง่ายเหมาะสมกับผู้ฝึกอบรม เข้าใจง่ายเหมาะสมที่จะศึกษาด้วยตนเอง ทันสมัย น่าเชื่อถือ อ้างอิงที่มาชัดเจน แบบฝึกหัดหลังบทเรียนมีความเหมาะสม ค่าเฉลี่ยรวม

IOC

1.00 1.00 1.00 0.67 0.67 0.67 0.83 0.67 0.67 0.83 0.80

ความหมาย เหมาะสม เหมาะสม เหมาะสม เหมาะสม เหมาะสม เหมาะสม เหมาะสม เหมาะสม เหมาะสม เหมาะสม เหมาะสม

จากตารางที่ 1: ผลการประเมินคุณภาพเนื้อหาด้านความ มั่นคงปลอดภัยทาง เทคโนโลยี ส ารสนเทศจากผู้ เ ชี่ ย วชาญ จานวน 6 ท่าน พบว่า เนื้อหาด้านความมั่นคงปลอดภัยทาง เทคโนโลยี ส ารสนเทศมี คุ ณ ภาพเหมาะสมส าหรั บ การ ฝึกอบรมออนไลน์ด้านความมั่นคงปลอดภัยทางเทคโนโลยี สารสนเทศ โดยมีค่าเฉลี่ยรวมทุกรายการประเมินเท่ากับ 0.80 5.2) ผลการพัฒนาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนและหลัง การฝึกอบรมมีค่าความยากง่ายอยู่ในช่วง 0.37 – 0.75 ค่า อานาจจาแนกอยู่ในช่วง 0.24 – 0.55 และค่าความเชื่อมั่นของ แบบทดสอบเท่ากับ 0.93 5.3) ผลการประเมินเว็บฝึกอบรมด้านความมั่นคงปลอดภัย ทางเทคโนโลยีสารสนเทศโดยผู้เชี่ยวชาญ แสดงดังตารางที่ 2

34

ตารางที่ 2: ผลการประเมินเว็บฝึกอบรมด้านความมั่นคง ปลอดภัยทางเทคโนโลยีสารสนเทศ รายการประเมิน

M

SD

การออกแบบการฝึกอบรม การจัดวางรูปแบบของเว็บ ความเหมาะสมของเว็บ การปฏิสัมพันธ์ การใช้งาน ค่าเฉลี่ยรวม

4.24 4.00 4.45 4.40 4.24 4.25

0.44 0.32 0.51 0.52 0.44 0.46

ความ เหมาะสม มาก มาก มาก มาก มาก มาก

รูปที่ 3: หน้าบทเรียนเว็บฝึกอบรมด้านความมั่นคง ปลอดภัยทางเทคโนโลยีสารสนเทศ

จากตารางที่ 2: ผลการประเมินเว็บฝึกอบรมด้านความ มั่นคงปลอดภัยทางเทคโนโลยีสารสนเทศจากผู้เชี่ยวชาญ พบว่ า คุ ณ ภาพเว็ บ ฝึ ก อบรมด้ า นการออกแบบการ ฝึกอบรม ด้านการจัดวางรูปแบบเว็บ ด้านความเหมาะสม ของเว็บ ด้านการปฏิสัมพันธ์ และด้านการใช้งาน มีความ เหมาะสมในระดับมาก

5.4) ผลการวิเคราะห์และหาประสิทธิภาพของเว็บฝึกอบรม ด้านความมั่นคงปลอดภัยทางเทคโนโลยี สารสนเทศ พบว่า คะแนนระหว่างฝึกอบรมจากเว็บฝึกอบรมมีค่าเฉลี่ยโดยรวม อยู่ที่ 48.47 คิดเป็นร้อยละ 80.78 คะแนนหลังฝึกอบรมจาก เว็ บ ฝึ กอบรมมี ค่าเฉลี่ ยโดยรวมอยู่ ที่ 48.80 คิ ด เป็น ร้ อ ยละ 81.33 แสดงว่ าเว็ บฝึ กอบรมมี ประสิ ท ธิภาพ 80.73/81.33 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กาหด

6) สรุปผล การใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการฝึกอบรมจะเป็นเทคโนโลยีเพื่อ การฝึกอบรมในอนาคต (ปณิตา วรรณพิรุณ และ ปรัชญนันท์ นิลสุข, 2554) มีองค์กรเป็นจานวนมากที่ใช้ความสามารถ ของระบบบริหารจัดการการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ หรือ LMS จาก Open source software (Nordin, Ibrahim, Hamzah, Embi, and Din, 2012) มาเพิ่มขีดความสามารถใน การท างานของบุ ค ลากรผ่ า นการฝึ ก อบรม เรี ย กว่ า เว็ บ ฝึกอบรม หรือการฝึกอบรมออนไลน์ เนื่องจากช่วยให้การ ออกแบบ พั ฒนาและประเมิ นผลการฝึกอบรมออนไลน์ มี ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ผลการวิจัยครั้งนี้มีความเหมาะสมอย่างยิ่งสาหรับนาไปใช้ใน การฝึ ก อบรมออนไลน์ ด้ า นความมั่ น คงปลอดภั ย ทาง เทคโนโลยี ส ารสนเทศ เนื่ อ งจากพบว่ า ผลการประเมิ น คุ ณ ภาพเนื้ อ หาด้ า นความมั่ น คงปลอดภั ย ทางเทคโนโลยี สารสนเทศมีคุณภาพเหมาะสมสาหรับการฝึกอบรมออนไลน์ ด้านความมั่น คงปลอดภั ย ทางเทคโนโลยี สารสนเทศ การ

รูปที่ 1: หน้าลงทะเบียนเข้าสู่เว็บฝึกอบรมด้านความ มั่นคงปลอดภัยทางเทคโนโลยีสารสนเทศ

รูปที่ 2: หน้าหลักเว็บฝึกอบรมด้านความมั่นคงปลอดภัย ทางเทคโนโลยีสารสนเทศ 35

พั ฒ นาแบบทดสอบวั ด ผลสั ม ฤทธิ์ ก่ อ นและหลั ง การ ฝึกอบรมมีค่าความยากง่ายอยู่ในช่วง 0.37 – 0.75 ค่า อานาจจาแนกอยู่ในช่วง 0.24 – 0.55 และค่าความเชื่อมั่น ของแบบทดสอบเท่ า กั บ 0.93 ผลการประเมิ น เว็ บ ฝึ ก อบรมด้ า นความมั่ น คงปลอดภั ย ทางเทคโนโลยี สารสนเทศด้านการออกแบบการฝึกอบรม ด้ านการจัด วางรู ปแบบเว็บ ด้ านความเหมาะสมของเว็บ ด้านการ ปฏิ สัม พั น ธ์ และด้ านการใช้ ง าน มี ค วามเหมาะสมใน ระดับมาก และเว็บ ฝึกอบรมด้านความมั่นคงปลอดภั ย ทางเทคโนโลยีสารสนเทศมีประสิทธิภาพ 80.73/81.33 เป็นไปตามเกณฑ์ที่กาหนดไว้

Information Assurance and Security, Purdue University. Fumy, W., & Sauerbrey J. (2006). Enterprise Security, IT Security Solution: Concepts,Practical Experiences, Technologies. Erlangen : Publics Corporate Publishing, Germany. Jalal, M. (2008). Security Enhancement for e-Learning Portal. IJCSNS International Journal of Computer Science and Network Security. 8, 41-45. Jitsupa, J., Nilsook, P., & Piriyasurawong, P. (2012). The Strategy for e-Training in Information Technology Security. Proceedings of the 4th TCU International e-Learning Conference, 292-297. Bangkok, Thailand. Jokela P., Karlsudd P. (2007). Learning with Security. Journal of Information Technology Education. 6, 292-309. Kavathatzopoulos I. (2003). The Use of Information and Communication Technology in the Training for Ethical Competence in Business. Journal of Business Ethics. 48, 43–51. Nordin, N., Ibrahim, S., Hamzah, M., Embi, M., & Din, R. (2012). Leveraging open source software in the education management and leadership training. TOJET: The Turkish Online Journal of Education Technology. 11, 3, 215-221. Steen, L. N. (2008). Effective e-Learning design. MERLOT Journal of Online and Teaching. 4, 4, 526-532. Wattakiecharoen, J., & Nilsook, P. (2012). Development of online instruction media an administration systems based on MOODLE program on learning behaviors of Ph.D. students. Proceedings of the 4th TCU International e-Learning Conference, 192196. Bangkok, Thailand.

7) เอกสารอ้างอิง กานดา พูนลาภทวี. (2539). สถิติเพื่อการวิจัย. กรุงเทพฯ : ฟิสิกส์เซ็นเตอร์. ถนอมพร เลาหจรัสแสง. (2545). Designing e-Learning หลักการออกแบบและการสร้างเว็บเพื่อการเรียน การสอน. กรุงเทพฯ : อรุณการพิมพ์. ธวัชชัย ชมศิริ. (2553). Computer and Network Security. กรุงเทพฯ : โปรวิชั่น. ปณิตา วรรณพิรุณ และ ปรัชญนันท์ นิลสุข. (2554). ผล การฝึกอบรมบนเว็บด้วยกระบวนการเรียนรู้แบบ MIAP เพื่อพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพพนักงาน มหาวิทยาลัยสายวิชาการและสายสนับสนุน วิชาการของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอม เกล้าพระนครเหนือ. การประชุมวิชาการ ระดับชาติด้านอีเลิร์นนิง 2554. กรุงเทพฯ. หน้า 277-284. ปรัชญนันท์ นิลสุข. (2554). เทคโนโลยีสารสนเทศทาง การศึกษา. กรุงเทพฯ : ศูนย์ผลิตตาราเรียน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนคร เหนือ. เพ็ชรี รูปะวิเชตร์. (2554). เทคนิคการจัดฝึกอบรมและ การประชุม. กรุงเทพฯ : ดวงกมลพับลิชชิ่ง. Dark, M. (2001). Information Security Training Needs Assessment Study. CERIAS Tech Report 2001-101. West Lafayette: Center for Education and Research 36

การพัฒนาตัวบ่งชี้รวมความสาเร็จการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในการเรียนการสอนเพือ่ เสริมสร้างทักษะการรู้เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารของนักเรียนมัธยมศึกษา Full Paper Format for the National e-Learning Conference 2012 ดร.ช่อบุญ จิรานุภาพ1, ผศ.ดร.ปราวีณยา สุวรรณณัฐโชติ2 1 สานักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (chorboont@hotmail.com) 2

คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย Keywords: Education indicators, ICT use in teaching and learning

ABSTRACT The purposes of this research were to develop the composite indicators of success in ICT use in teaching and learning for promoting ICT literacy skills of secondary school students and to test the goodness of fit between the developed measurement model and the empirical data. The informants comprised 11 highly qualified experts, 541 administrators and teachers in secondary schools, and 2,199 grade 9 students from 55 schools in 4 regions areas the country. The research tools were the questionnaires. Data were analyzed by SPSS for basic data analysis and LISREL 8.7 for confirmatory factor analysis and secondary order confirmatory factor analyses. The research results were as follows: 1) The confirmatory factor analysis results indicated that all 43 single indicators are indicators of success in ICT use in teaching and learning for promoting ICT literacy skills of secondary school students having significant factor loading at .01 level. The composites indicators consisted of 4 factors each of which were 10 indicators of context factor, 13 indicators of input factor, 15 indicators of process factor and 5 indicators of outcome factor. 2) The results of second order confirmatory factor analysis to validate the composite indicator model for the success of ICT use in teaching and learning for promoting ICT literacy skills of secondary school students were revealed that the model was fit to the empirical data (2=22.45, df=21, p=.373, GFI=.992, AGFI=.976, RMR=.005). The factor loadings of 11 single indicators were positive, ranging in size from .605 - .897. The highest factor loading indicators was the student's ability to work creatively with the use of information technology and communications. The factor loadings of the 4 factors were positive, ranging in size from .727 – 1.111 arranging in consecutive order as input (1.111) process (1.006) context (0.847) and outcome (0.727) respectively.

บทคัดย่อ การวิ จั ย ครั้ ง นี้ มี วั ต ถุ ป ระสงค์ เพื่ อ พั ฒ นาตั ว บ่ ง ชี้ ร วม ความส าเร็ จ ในการใช้ ไ อซี ที ใ นการเรี ย นการสอนเพื่ อ เสริมสร้างทักษะการรู้ไอซีทีของนักเรียนมัธยมศึกษาและเพื่อ ตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลการวัดที่พัฒนาขึ้นกับ ข้อมูลเชิงประจักษ์ ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 11 คน และ กลุ่มผู้บริหารและครูผู้สอนในโรงเรียน มั ธ ยมศึ กษา จ านวน 541 คน และ นั กเรี ย นในระดั บ ชั้ น มั ธ ยมศึ ก ษาปี ที่ 3 จ านวน 2,199 คน จาก 55 โรงเรี ย น กระจายใน 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมู ลโดยใช้โปรแกรม SPSS ในการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน และการใช้โปรแกรม LISREL 8.7 ในการวิเคราะห์องค์เชิงยืนยัน และองค์ประกอบ เชิงยืนยันอันดับที่สอง ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน พบว่า ตัวบ่งชี้ เดี่ยวทั้งหมด 43 ตัวบ่งชี้ เป็นตัวบ่งชี้ความสาเร็จในการใช้ ไอซีทีในการเรียนการสอนเพื่อเสริมสร้างทักษะการรู้ ไอซีที ของนักเรียนมัธยมศึกษา มีนัยสาคัญที่ระดับ .01 ตัวบ่งชี้รวม ครอบคลุมองค์ประกอบหลัก 4 ด้าน ประกอบด้วยตัวบ่งชี้ ด้านบริบท จานวน 10 ตัว ตัวบ่งชี้ด้านปัจจัยนาเข้า จานวน 13 ตัว ตัวบ่งชี้ด้านกระบวนการ จานวน 15 ตัว และตัวบ่งชี้ด้าน ผลลัพธ์ จานวน 5 ตัว 37

2. ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับที่สอง เพื่อตรวจสอบความตรงโมเดลตัวบ่งชี้รวมความสาเร็จ การใช้ไอซีทีในการเรียนการสอนเพื่อเสริมสร้างทักษะ การรู้ไอซีที ของนักเรียนมัธยมศึกษา แสดงว่า โมเดลมี ความสอดคล้ อ งกั บ ข้ อ มู ล เชิ ง ประจั ก ษ์ (2 = 22.45, df=21, p=.373, GFI=.992, AGFI=.976, RMR=.005) น้าหนักองค์ประกอบของตัวบ่งชี้เดี่ยวทั้ง 11 ตัว มีค่าเป็น บวก มีขนาดตั้งแต่ .605 - .897 องค์ประกอบย่อยที่มีค่า น้าหนั กองค์ ป ระกอบมากที่ สุด คื อ ความสามารถของ นักเรียนในการสร้างสรรค์ชิ้นงานด้วยการใช้ ไอซีทีส่วน น้ าห นั ก อ ง ค์ ป ร ะ กอ บ ข อ ง อ ง ค์ ป ร ะ กอ บ ย่ อ ย 4 องค์ประกอบมีค่าเป็นบวก และมีขนาดตั้ งแต่ .727 – 1.111 เรียงลาดับความสาคัญจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้าน ปั จ จั ย น าเข้ า (1.111) ด้ า นกระบวนการ (1.006) ด้ า น บริบท (0.847) และด้านผลผลิต (0.727) ตามลาดับ

ความสะดวกในด้านการบริ หารและการจัด การ ทาให้เกิด ความคล่องตัวในการพัฒนาในทิศทางที่สอดคล้องกัน การใช้ไอซีที ที่มีประสิทธิภาพจาเป็นต้องอาศัยทักษะต่างๆ เป็นเครื่องมือช่วยให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง และมีศักยภาพในการเรียนรู้ตลอดชีวิต เนื่องจากสารสนเทศ มี ก า ร เ พิ่ ม ป ริ ม า ณ แ ล ะ แ พ ร่ ก ร ะ จ า ย อ ย่ า ง ร ว ด เ ร็ ว ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศที่เป็นเครื่องมือใน การจั ด เก็บ และค้ น คื น สารสนเทศมี ค วามสะดวกรวดเร็ ว ยิ่ ง ขึ้ น ดั ง นั้ น ผู้ รู้ ส ารสนเทศจึ ง ต้ อ งตระหนั ก ว่ า เมื่ อ ใด จ าเป็ น ต้ อ งใช้ สารสนเทศ ค้ น หา ประเมิ น และใช้ สื่ อ สาร สนเทศที่ต้องการเพื่อแก้ปัญหาหรือเพื่อการตัดสิน เนื่องจาก ความเปลี่ ย นแปลงทางเทคโนโลยี แ ละสารสนเทศมี อ ยู่ ตลอดเวลา ซึ่งสารสนเทศที่เข้ามาสู่บุคคลในรูปแบบต่างๆ นั้นเป็นสารสนเทศที่ผ่านการกลั่นกรองและไม่ได้กลั่นกรอง จึงทาให้นักเรียนต้องพิจารณาเลือกสารสนเทศให้เหมาะสม กับความต้องการของตนเอง งานวิจัยเกี่ยวกับ ไอซีที นี้เกี่ยวข้องกับคา 3 คา ได้แก่ ไอซีที การใช้ไอซีที และการรู้ไอซีที ระหว่างการรู้ไอซีทีและการใช้ ไอซีทีนั้น การใช้ไอซทีทีน่าจะเป็นสิ่งที่สาคัญ เพราะบางคน อาจจะใช้โดยไม่รู้ ก็ได้ จึงทาให้การใช้ไอซีทีมีความสาคัญ มาก เพราะการใช้ น่ า จะท าให้ เ กิ ด การรู้ และได้ มี ก าร ศึ ก ษาวิ จั ย เกี่ ย วกั บ การใช้ ไ อซี ที ไ ว้ อ ย่ า งกว้ า งขวางและ หลากหลาย ดังนั้นเมื่อต้องการรู้ผลของการใช้ไอซีทีว่ามีผล อย่างไร จึงทาให้ต้องมีการวัดการใช้ไอซีที ซึ่งการวัดการใช้ นั้นมีสิ่งที่ต้องคานึงถึง คือ ตัวบ่งชี้การใช้ และเครื่องมือวัด แต่งานวิจัยในประเทศไทยยังไม่มีการพัฒนาตัวบ่งชี้การใช้ ไอซีทีผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาในประเด็นนี้ เพื่อประโยชน์ ในการเปรียบเทียบและรายงานความสามารถในการแข่งขัน ของประเทศ และเพื่ อ ให้ ส อดคล้ อ งกั บ แนวทางการ ดาเนินงานของนานาประเทศ ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาและ พั ฒ นาตั ว บ่ ง ชี้ ก ารใช้ ไ อซี ที เ พื่ อ การศึ ก ษาในบริ บ ทที่ เหมาะสมสาหรับ ประเทศไทย ตามหลั กวิชาแนวทางการ พั ฒ นาตั ว บ่ ง ชี้ มี ก ารด าเนิ ง านที่ ส าคั ญ 3 ชั้ น ตอน คื อ 1) กาหนดกรอบแนวคิดการพัฒนาตัวบ่งชี้จากการสังเคราะห์ องค์ประกอบและตัวแปรการใช้ไอซีทีในการเรียนการสอน เพื่อเสริมสร้างทักษะการรู้ ไอซีที ของนักเรียน จากเอกสาร วรรณกรรม งานวิ จั ย ที่ เ กี่ ย วข้ อ ง และความคิ ด เห็ น ของ ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญ ผู้บริหารหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ

คาสาคัญ: ตัวบ่งชี้การศึกษา, การใช้ไอซีทีในการเรียน การสอน

1) บทนา ใ น ยุ ค เ ท ค โ น โ ล ยี ส า ร ส น เ ท ศ แ ล ะ ก า ร สื่ อ ส า ร (information and communication technology) เรียกโดย ย่ อ ว่ า ไอซี ที (ICT) ซึ่ ง วั ส ดุ แ ละอุ ป กรณ์ ด้ า นดิ จิ ทั ล กลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในชีวิตประจาวัน ไม่ว่าจะเป็น การเรียนรู้ การทางาน แม้กระทั่งความบันเทิง ก่อให้เกิด ผลกระทบของการเปลี่ยนผ่านจากการสื่อสารทางเดียว เป็นหลายมิติ ผู้ใช้กลายมาเป็นผู้มีส่วนร่วมในการสื่อสาร ข้อมูล เป็นผู้ส่งสารมากกว่าจะเป็นเพียงผู้รับสารเท่านั้น ในโลกยุคดิจิทัลภารกิจหนึ่งที่สาคัญของหน่วยงานหลั ก ด้านการศึกษาของชาติ คือ การปรับปรุงความสามารถ ด้ า นการเรี ย นรู้ ข องผู้ เ รี ย นผ่ า นวิ ธี ก ารใช้ สื่ อ ดิ จิ ทั ล (Hsiang-jen Meng, 2011) ประเทศไทยได้มีการเตรียมพร้อมเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 โดย มีการประยุกต์เทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมอื่นๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการในการพัฒนา โดยเฉพาะ ไอซีทีที่มีผลต่อภาคธุรกิจ สังคม และการศึกษา ซึ่งเน้น 38

การใช้ไอซีที เพื่อการศึกษา 2) สร้างตัวบ่งชี้รวมการใช้ ไอซี ที ใ นการเรียนการสอนเพื่อเสริ มสร้ างทักษะการรู้ ไอซีทีของนักเรียน โดยการกาหนดวิธีการรวมตัวแปรที่ เกี่ยวข้องจานวนหนึ่งเข้าด้วยกัน แล้วทาการถ่วงน้าหนัก และค านวณหาค่ าตั วบ่ ง ชี้ ร วมออกมา เพื่ อ ให้ สามารถ อธิ บ ายลั กษณะหรื อ สถานการณ์ ของการใช้ ไ อซีที เ พื่ อ การศึกษาที่มีประสิทธิภาพได้ดีกว่าการใช้ตัวแปรเพียงตัว เดียว (Johnstone, 1981; นงลักษณ์ วิรัชชัย, 2545) ซึ่ง อธิบายเพียงบางส่วนของสภาพการใช้เทคโนโลยีเท่านั้น และ 3) ตรวจสอบความตรงเชิงโครงสร้างของโมเดลการ วัดของตัวบ่งชี้โดยการใช้ไอซีทีในการเรียนการสอนเพื่อ เสริ ม สร้ า งทั ก ษะการรู้ ไ อซี ที ข องนั ก เรี ย นโดยการ ตรวจสอบความสอดคล้ อ งของโมเดลกั บ ข้ อ มู ล เชิ ง ประจักษ์ ผลของการศึกษาคาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อ สถาบันการศึกษาในการนาตัวบ่งชี้รวมนี้ไปใช้บ่งบอกถึง ประสิทธิภาพการใช้ ไอซีที เพื่อการศึกษาว่าเป็นไปตาม เกณฑ์มาตรฐานหรือไม่ ควรปรับปรุง/พัฒนาด้านใด และ สามารถนาตัวบ่งชี้ดังกล่าวไปใช้เพื่อการกาหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ การวางแผนการบริหารงานและติดตามผล การด าเนิ น งานของการใช้ ไ อซี ที เ พื่ อ การศึ ก ษาที่ มี ประสิทธิภาพต่อไป

ความสาเร็จการใช้ไอซีทีในการเรียนการสอนเพื่อเสริมสร้าง ทั กษะการรู้ ไ อซี ที ข องนั กเรี ย นมั ธยมศึ กษาที่ ผู้ วิจั ย พั ฒ นา ขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์โดยครอบคลุมองค์ประกอบหลัก 4 ด้าน คือ ด้านบริบท (context) ด้านปัจจัยนาเข้า (input) ด้าน กระบวนการ (process) และด้านผลลัพธ์ (outcome) ผู้วิจัยนากรอบแนวคิดในการวิจัยที่ได้นาเสนอไว้ในบทที่ 2 มาเป็นกรอบในการพัฒนาตัวบ่งชี้ความสาเร็จการใช้ ไอซีที ในการเรียนการสอนเพื่อเสริมสร้างทักษะการรู้ ไอซีที ของ นั ก เรี ย นมั ธ ยมศึ ก ษา ซึ่ ง ตั ว บ่ ง ชี้ ใ นเบื้ อ งต้ น นั้ น ผู้ วิ จั ย ได้ ท าการศึ กษาและสั ง เคราะห์ จ ากเอกสารทางวิ ชาการและ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องโดยได้ตัวบ่งชี้จานวนทั้งสิ้น 65 ตัวบ่งชี้ จากนั้น จึงนากรอบแนวคิดที่ได้ในเบื้องต้นมาเป็นกรอบใน การพิ จ ารณาคั ด เลื อ กความเหมาะสมของตั ว บ่ ง ชี้ โ ดย ผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งพบว่ามีตัวบ่งชี้ที่ผ่านเกณฑ์ในการพิจารณา และการปรับปรุงแก้ไขทั้งสิ้น 43 ตัวบ่งชี้ จากนั้นผู้วิจัยนาตัว บ่ ง ชี้ ที่ ผ่ า นการคั ด เลื อ กความเหมาะสมดั ง กล่ า วไปสร้ า ง แบบสอบถามสาหรับผู้บริการ ครูผู้สอน และนักเรียน เพื่อ พัฒนาโมเดลตัวบ่งชี้ความสาเร็จการใช้ไอซีทีในการเรียนการ สอนเพื่ อ เสริ ม สร้ า งทั ก ษะการรู้ ไอซี ที ข องนั ก เรี ย น มัธยมศึกษา

4) กลุ่มประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ โรงเรียนที่เปิดสอนระดับ มัธยมศึกษาทั่วประเทศ ปีการศึกษา 2554 จ านวน 11,358 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับการเรียน การสอนโดยใช้ ไ อซี ที จ านวน 11 คน และกลุ่ ม ผู้ บ ริ ห าร ครู ผู้ ส อน และนั ก เรี ย นในโรงเรี ย นสั ง กั ด ส านั ก งาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดองค์กรปกครอง ส่วนท้ อ งถิ่ น และสั ง กัด สานั กงานคณะกรรมการส่ ง เสริ ม การศึกษาเอกชน จานวน 2,741 คน จากโรงเรียนที่เป็นกลุ่ม ตัวอย่างจานวน 55 โรงเรียนกระจายใน 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ การเก็บรวบรวมข้อมูลแบ่งออกเป็ น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อคัดเลือก ตัวบ่งชี้เดี่ยวความสาเร็จในการใช้ไอซีทีในการเรียนการสอน เพื่อ เสริม สร้างทั กษะการรู้ ไอซีที ของนักเรี ยนมั ธยมศึ กษา โดยใช้แบบสอบถาม ระยะที่ 2 เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูล จากกลุ่มตัวอย่างผู้ บริหาร ครูผู้สอน และนักเรียนระดับชั้น

2) วัตถุประสงค์ของงานวิจัย 2.1 เพื่อพัฒนาตัวบ่งชี้รวมความสาเร็จการใช้ ไอซีทีใน การเรียนการสอนเพื่อเสริมสร้างทักษะการรู้ ไอซีทีของ นักเรียนมัธยมศึกษา 2.2 เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลการวัด ความส าเร็ จ การใช้ ไ อซี ที ใ นการเรี ย นการสอนเพื่ อ เสริมสร้างทักษะการรู้ไอซีทีของนักเรียนมัธยมศึกษากับ ข้อมูลเชิงประจักษ์

3) วิธีดาเนินการ การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงบรรยาย (descriptive research) โดยวั ตถุ ประสงค์เพื่ อพั ฒนาโมเดลตัวบ่ง ชี้ ความส าเร็ จ การใช้ ไ อซี ที ใ นการเรี ย นการสอนเพื่ อ เสริ ม สร้ างทั กษะการรู้ ไ อซีที ข องนั กเรี ยนมั ธยมศึ กษา และเพื่ อตรวจสอบความสอดคล้ องของโมเดลตัวบ่ง ชี้ 39

มัธยมศึกษาปีที่3 เพื่อประเมินความสาเร็จในการใช้ไอซีที ในการเรีย นการสอนเพื่อ เสริมสร้างทักษะการรู้ ไ อซี ที ของนักเรียนมัธยมศึกษา ตามตัวบ่งชี้ที่ผ่านการพิจารณา มาแล้วในระยะที่ 1 เพื่อนาผลที่ได้มาพัฒนาตัวบ่งชี้รวม ความส าเร็ จ การใช้ ไ อซี ที ใ นการเรี ย นการสอนเพื่ อ เสริ ม สร้ างทั กษะการรู้ ไ อซีที ข องนั กเรี ยนมั ธยมศึ กษา ต่อไป การเก็บรวบรวมข้อมูลใช้แบบสอบถาม ซึ่งแบ่ง ออกเป็ น 2 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 เป็ นข้อคาถามเกี่ยวกับ ข้ อ มู ล พื้ น ฐานของผู้ ต อบแบบสอบถาม เป็ น แบบ ตรวจสอบรายการ (checklist) ตอนที่ 2 เป็นข้อคาถาม เกี่ยวกับความสาเร็จในการใช้ไอซีทีในการเรียนการสอน เพื่อเสริมสร้างทักษะการรู้ไอซีทีของนักเรียนมัธยมศึกษา มีลักษณะเป็นมาตรประมาณค่า (rating scale) 4 ระดับ จานวน 62 ข้อ ซึ่งแบบสอบถามนี้ได้ผ่านการตรวจสอบ ความตรงเชิงเนื้อหา (content validity) ความเหมาะสม และความชั ด เจนของการใช้ ภ าษาจากผู้ ท รงคุ ณ วุ ฒิ จานวน 4 ท่าน มีค่าความเที่ยงทั้งฉบับเท่ากับ .979

จากองค์ประกอบหลักในแต่ละด้านมีองค์ประกอบย่อย 11 องค์ประกอบ และ 43 ตัวบ่งชี้ โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1) ด้ านบริ บ ท (context) มี อ งค์ ป ระกอบย่ อ ย จ านวน 3 องค์ประกอบ 10 ตัวบ่งชี้ 2) ด้านปัจจัยนาเข้า (input) มีองค์ประกอบย่อย จานวน 3 องค์ประกอบ 13ตัวบ่งชี้ 3) ด้านกระบวนการ (process) มีองค์ประกอบย่อย จานวน 3 องค์ประกอบ15 ตัวบ่งชี้ 4) ด้านผลลัพธ์ (outcome) มีองค์ประกอบย่อย จานวน 2 องค์ประกอบ 5 ตัวบ่งชี้ 5.2) ผลการตรวจสอบความตรงของโมเดลการวัดตัวบ่งชี้รวม ความสาเร็จการใช้ไอซีทีในการเรียนการสอนเพื่อเสริมสร้าง ทักษะการรู้ไอซีทีของนักเรียนมัธยมศึกษา ผลการพิจารณาความสัมพันธ์ของสเกลองค์ป���ะกอบย่อยทั้ง 11 ตั ว พบว่ า องค์ ป ระกอบย่ อ ยหรื อ ตั ว บ่ ง ชี้ ใ หม่ ทุ ก ตั ว มี ความสั ม พั น ธ์ กั น อย่ า งมี นั ย ส าคั ญ (p<.01) ทุ ก ค่ า มี ค่ า สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ตั้งแต่ .342 ถึง .739โดยคู่ตัวบ่งชี้ที่มี ความสัมพันธ์กันมากที่สุด คือ สมรรถนะการใช้ไอซีทีของ นักเรียน (PROFIC) และความสามารถในการสร้างสรรค์ ชิ้นงานด้วยไอซีที ของนักเรียน (CREATE) มีค่า Bartlett’s test of Sphericity มีค่าเท่ากับ 3535.507 (p<.000) แสดงว่า เมทริ กซ์ สหสั มพั นธ์ ร ะหว่างตัวบ่ง ชี้แ ตกต่ างจากเมทริ กซ์ เอกลักษณ์อย่างมีนัยสาคัญ ค่าดัชนีไกเซอร์-ไมเยอร์-ออลคิน (Kaiser-Meyer-Olkin Measures of Sampling Adequacy) มี ค่ า เท่ า กั บ .923 แสดงว่ า ตั ว บ่ ง ชี้ มี ค วามสั ม พั น ธ์ กั น มาก พอที่จะนามาวิเคราะห์องค์ประกอบได้ 5.2) ผลการวิเคราะห์เพื่อตรวจสอบความตรงของตัวบ่งชี้รวม ความสาเร็จการใช้ไอซีทีในการเรียนการสอนเพื่อเสริมสร้าง ทักษะการรู้ ไอซีที ของนักเรียนมัธยมศึกษา พบว่า โมเดลมี ความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยพิจารณา จากค่าไค-สแควร์ (Chi-square) มีค่าเท่ากับ 22.45 ซึ่งมีค่า ความน่าจะเป็นเท่ากับ .373 ที่องศาอิสระเท่ากับ 21(df = 21) นั่คือ ค่าไคสแควร์แตกต่างจากศูนย์อย่างไม่มีนัยสาคัญ แสดง ว่ า ยอมรั บ สมมติ ฐ านหลั ก ที่ ว่ า โมเดลการวิ จั ย มี ค วาม สอดคล้องกลมกลื นกับข้อมู ลเชิ งประจักษ์ โดยค่าดั ชนีวัด ระดับความกลมกลืน (GFI) เท่ากับ 0.99 และค่าดัชนีวัดระดับ ความกลมกลืนที่ปรับแก้แกล้ว (AGFI) เท่ากับ .98 และค่า ดัชนีรากของกาลังสองเฉลี่ยของเศษ (RMR) เท่ากับ .0051 ซึ่ง

5) สรุปผลการวิจัย 5.1) ผลการพิ จ ารณาความเหมาะสมของตั ว บ่ ง ชี้ จ าก ผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่า ตัวบ่งชี้ที่ผ่านเกณฑ์ในการพิจารณา และผ่านการแก้ไขปรับปรุงรวมทั้งสิ้น 43 ตัว ครอบคลุม องค์ประกอบหลัก 4 ด้าน คือ 1) ด้านบริบท (context) มี องค์ประกอบย่อย จานวน 3 องค์ประกอบ ได้แก่ นโยบาย และแผนด้านไอซี ที สมรรถนะ/วิสัย ทัศน์ ของผู้บริ หาร และการสนับสนุนด้านการใช้ไอซีทีในการเรียนการสอน 2) ด้านปัจจัยนาเข้า (input) มีองค์ประกอบย่อย จานวน 3 องค์ประกอบ ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐานด้านระบบการ ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบการบริหารและ หลั ก สู ต รที่ บู ร ณาการไอซี ที 3)ด้ า นกระบวนการ (process) มีองค์ประกอบย่อย จานวน 3 องค์ประกอบ ได้แก่ การใช้ไอซีทีของผู้บริหารการใช้ไอซีทีของครูและ การใช้ไอซีทีของนักเรียน และ 4) ด้านผลลัพธ์ (outcome) มี อ งค์ ป ระกอบย่ อ ย จ านวน 2 องค์ ป ระกอบ ได้ แ ก่ สมรรถนะของนักเรียนในการใช้ไอซีทีและความสามารถ ในการสร้างสรรค์ชิ้นงานด้วยการใช้ไอซีที

40

มี ค่ าเข้ าใกล้ ศู น ย์ แสดงว่ าโมเดลมี ค วามกลมกลื น กั บ ข้อมูลเชิงประจักษ์ เมื่ อ พิ จ ารณาผลการวิ เ คราะห์ อ งค์ ป ระกอบเชิ ง ยื น ยั น อันดับที่หนึ่ง ค่าน้าหนักองค์ประกอบของตัวบ่งชี้ทั้ง 11 ตัว มีค่าเป็นบวก โดยมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทุก ตัว และมีขนาตตั้งแต่ 0.60 ถึง 0.90 แสดงว่าตัวบ่งชี้ทั้ง 11 ตัว เป็นตัวบ่งชี้ความสาเร็จการใช้ไอซีทีในการเรียนการ สอนเพื่ อ เสริ ม สร้ า งทั ก ษะการรู้ ไ อซี ที ข องนั ก เรี ย น มัธยมศึกษา เรียงลาดับจากค่าน้าหนักองค์ประกอบมาก ไปน้อย ได้แก่ ความสามารถในการสร้างสรรค์ชิ้นงาน ด้วยการใช้ไอซีที (CREATE) สมรรถนะของนักเรียนใน การใช้ไอซีที (PROFIC)การสนับสนุนด้านการใช้ไอซีที ในการเรียนการสอน (ADMISUP) การใช้ไอซีทีของครู (TEACHER) สมรรถนะ/วิ สั ย ทั ศ น์ ข องผู้ บ ริ ห าร (VISION) นโยบายและแผนไอซีทีในการเรียนการสอน (POLICY) การใช้ไอซีทีของผู้บริหาร (ADMIN) การใช้ ไอซีทีของนักเรียน (STUDENT) โครงสร้างพื้นฐานด้าน ระบบการให้ บ ริ ก าร ไอซี ที ใ นการเรี ย นการสอน (ITSERV) โครงสร้างพื้นฐานด้านระบบการบริหารด้าน ไอซีที และหลักสูตรที่บูรณาการไอซีที ในการเรียนการ สอน (CURRI) สาหรับผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับที่ สอง พบว่ า ค่ า น้ าหนั ก องค์ ป ระกอบของตั ว บ่ ง ชี้ ร วม ความส าเร็ จ การใช้ ไ อซี ที ใ นการเรี ย นการสอนเพื่ อ เสริมสร้างทักษะการรู้ไอซีทีของนักเรียนมัธยมศึกษา ทั้ง 4 ด้าน มีค่าเป็นบวกมีขนาดตั้งแต่ 0.727 ถึง 1.111 และมี นัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทุกด้าน เรียงลาดับจากค่า น้าหนักองค์ประกอบมากไปน้อย ได้แก่ ด้านปัจจัยนาเข้า ด้ า นกระบวนการ ด้ า นบริ บ ท และด้ า นผลลั พ ธ์ มี ค่ า น้าหนักองค์ประกอบ 1.111 1.006 0.847 และ 0.727 ตามล าดั บ จากน้ าหนั ก ดั ง กล่ า วแสดงว่ า ตั ว บ่ ง ชี้ ร วม ความส าเร็ จ การใช้ ไ อซี ที ใ นการเรี ย นการสอนเพื่ อ เสริมสร้างทักษะการรู้ไอซีทีของนักเรียนมัธยมศึกษาเกิด จากองค์ประกอบด้านปัจจัยนาเข้า ด้านกระบวนการ ด้าน บริ บ ท และด้ า นผลลั พ ธ์ ซึ่ ง องค์ ป ระกอบในแต่ ล ะ องค์ประกอบมีความแปรผันร่วมกับองค์ประกอบตัวบ่งชี้ รวมความสาเร็จการใช้ ไอซีที ในการเรียนการสอนเพื่อ เสริ ม สร้ างทั กษะการรู้ ไ อซีที ข องนั กเรี ยนมั ธยมศึ กษา

ร้อยละ 123.50 ร้ อยละ 101.10 ร้ อยละ 71.80 และร้อ ยละ 52.80สามารถเขี ย นสเ กลองค์ ป ระกอบตั ว บ่ ง ชี้ ร วม ความสาเร็จการใช้ไอซีทีในการเรียนการสอนเพื่อเสริมสร้าง ทักษะการรู้ไอซีทีของนักเรียนมัธยมศึกษา

6) อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ 6.1) องค์ประกอบหลักด้านปัจจัยนาเข้ามีความค่าน้าหนั ก ความสาคัญมากที่สุดซึ่งสอดคล้องกับกรอบการดาเนินงาน ตามแผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปรับปรุง (พ.ศ.2552-2559) ที่จะเร่งรัด พัฒนาเครือ ข่ายและเชื่ อมโยงระบบเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนการสอน ที่เข้าถึงง่าย ประหยัด และสะดวกต่อการใช้สาหรับผู้เรียนและประชาชน ทั่วไป รวมถึงการส่งเสริมสนับสนุนอย่างจริงจังในการนา เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่ อสารมาใช้ในการพัฒนา คุณภาพการศึกษาและพัฒนาประสิทธิภาพการสอนของครู โดยพัฒนาครูให้มีความรู้ความสามารถในการผลิตและใช้สื่อ เทคโนโลยี ใ นการเรี ย นการสอน และถึ ง แม้ ว่ า น้ าหนั ก ความสาคัญของแต่ละองค์ประกอบแต่ละด้านจะไม่เท่ากัน แต่น้าหนักองค์ประกอบก็มีความใกล้เคียงกัน และแตกต่าง กั น ไม่ ม ากนั ก แสดงให้ เ ห็ น ว่ า องค์ ป ระกอบต่ า งๆ มี ความส าคั ญ ร่ ว มกั น ในการบ่ ง ชี้ ค วามส าเร็ จ ในการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนการสอน เพื่อเสริมสร้างทักษะการรู้เ ทคโนโลยีสารสนเทศและการ สื่อ สารของนักเรี ยนร่วมกัน ดั งนั้ นควรให้ ความสาคัญ กั บ องค์ประกอบทุกด้าน ไม่ควรให้ความสาคัญด้านใดด้านหนึ่ง แต่การนาตัวบ่งชี้ดังกล่าวมาใช้ทั้ง 43 ตัวบ่งชี้ อาจจะเป็นเรื่อง ที่ทาได้ยากและอาจจะไม่ประสบความสาเร็จ จึงควรเลือกตัว บ่งชี้ที่มี ค่าน้าหนักสู งในแต่ละองค์ประกอบมาดาเนินการ โดยแบ่ งการด าเนิน งานออกเป็ น 3 ระยะ คื อ ระยะที่ห นึ่ ง ดาเนินการเกี่ยวกับตัวบ่งชี้ที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐาน การให้บริการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการ เรี ย นการสอน กาหนดให้ โ รงเรี ย นจั ด ท าแผนด้ านการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนการสอน พร้อมรายละเอียดโครงการและกิจกรรม และจัดทาหลักสูตร แกนกลางที่บูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในการเรียนการสอน ระยะที่สอง ดาเนินงานด้านตัวบ่งชี้ที่ เกี่ยวข้องกับการพัฒนา ได้แก่ สร้างความตระหนักให้ครูและ ผู้บริหารเห็นความสาคัญของการนาเทคโนโลยีมาใช้ในการ 41

เรียนการสอน สร้างเครือ ข่ายความร่วมมือภายในกลุ่ ม โรงเรียนหรือกลุ่มจังหวัดเพื่อจั���ทาหลักสูตรที่บูรณาการ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนการ สอน พั ฒ นาครู ใ ห้ สามารถสร้ างและพั ฒ นาเนื้ อ หาสื่ อ ดิจิทัล ปรับบทบาทของครูจากผู้สอนมาเป็นผู้แนะนาและ กระตุ้ น ให้ นั กเรี ย นสามารถเสาะแสวงหาความรู้ ด้ ว ย ตนเอง ระยะที่สาม คือ เปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วม ในการกาหนดเนื้อหา หรือพัฒนาสื่อการเรียนรู้ร่วมกับครู พั ฒ นาระบบการติ ด ตามประเมิ น ผลที่ ส อดคล้ อ งกั บ กระบวนการเรี ย นการสอนที่ บู ร ณาการเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร พัฒนาผู้เรียนให้สามารถใช้ เทคโนโลยีสารสนเทสและการสื่อสารในการเรียนรู้อย่าง มีคุณธรรมและจริยธรรม 6.2) เมื่อนาค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานมาจัดทา scatter diagramเพื่อ ใช้ ใ นการจั ดกลุ่ ม โรงเรี ย น เพื่ อ ดู ประสิทธิภาพการจัดการศึกษาและความเท่ าเทียมด้าน การใช้ ไอซี ทีใ นโรงเรี ย น จาแนกตาม 4 องค์ป ระกอบ โดยพิจารณาจากจุดตัดของคะแนนเฉลี่ ย (X = 2.6) และ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D. = 0.5)โดยใช้ ภาพรวม โรงเรียน (N =55)ซึ่งสามารถจาแนกได้เป็น 4 ประเภทคือ 1) กลุ่มโรงเรียนที่มีประสิทธิภาพในการใช้เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนการสอนอยู่ใ น ระดับดี (X > 2.6) และมีความเท่าเทียมภายในโรงเรียน ใกล้ เ คี ย งกั น (S.D.< 0.5) 2) กลุ่ ม โรงเรี ย นที่ มี ประสิทธิภาพในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการ สื่อสารในการเรียนการสอนอยู่ในระดับดี (X > 2.6) และ มีความเท่าเทียมภายในโรงเรียนแตกต่างกัน (S.D. > 0.5) 3) กลุ่มโรงเรียนที่มีประสิทธิภาพในการใช้เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนการสอนอยู่ใ น ระดับ พอใจ (X < 2.6)และมี ค วามเท่ าเที ยมภายใน โรงเรียนใกล้เคียงกัน (S.D. < 0.5) 4) กลุ่มโรงเรียนที่มี ประสิทธิภาพในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการ สื่อสารในการเรียนการสอนอยู่ในระดับพอใจ (X < 2.6) และมีความเท่าเทียมภายในโรงเรียนแตกต่างกัน (S.D. > 0.5) จากแนวคิดของการแบ่งกลุ่มโรงเรียนนี้ สามารถนามาใช้ ประโยชน์ ใ นการจั ด กิจ กรรม หรื อ จั ด ท านโยบายเพื่ อ ส่งเสริมศักยภาพให้โรงเรียนสามารถดาเนินการในแต่ละ

องค์ประกอบ ให้สอดคล้องกับบริบทของโรงเรียนที่มีอยู่ เช่น โรงเรี ย นที่ อ ยู่ ใ นกลุ่ ม ที่ 1 คื อ กลุ่ ม ที่ มี ค่ า เฉลี่ ย สู ง ใน องค์ ป ระกอบหลั ก ด้ า นบริ บ ท แต่ เ มื่ อ พิ จ ารณาจาก องค์ประกอบด้านอื่น อาจถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มที่ 2 กลุ่มที่ 3 หรื อ กลุ่ ม ที่ 4 ขึ้ น อยู่ กั บ การปฏิ บั ติ ต ามตั ว บ่ ง ชี้ ข องแต่ ล ะ โรงเรียน ดั ง นั้ น ในการส่ ง เสริ ม และสนั บ สนุ น ให้ โ รงเรี ย นแต่ ล ะ โรงเรี ย นมี ค วามเสมอภาคและมาตรฐานใกล้ เ คี ย งกัน นั้ น อาจจะไม่สามารถทาพร้อมกันภายในปีเดียวได้ แต่สามารถดู ได้จากองค์ประกอบแต่ละด้านว่าควรสนับสนุนโรงเรียนใน ด้ า นใดบ้ า ง เช่ น โรงเรี ย นที่ อ ยู่ ใ นกลุ่ ม ที่ 4 ของแต่ ล ะ องค์ประกอบ ควรได้รับการสนับสนุนก่อน ซึ่งใน 1 โรงไม่ จาเป็น ต้ อ งส่ ง เสริ ม ครบทั้ ง 4 องค์ ป ระกอบพร้ อ มๆ กัน กล่าวคือ ในแต่ละปีโรงเรียนได้รับการจัดสรรงบประมาณ เพื่ อ ส่ ง เสริ ม ด้ า นการใช้ ไ อซี ที ใ นการเรี ย นการสอน ซึ่ ง โรงเรี ย นสามารถน าข้ อ มู ล จากการจั ด กลุ่ ม โรงเรี ย นมา พิจารณาว่าควรจะพัฒนาโรงเรียนในด้านใดเป็นอันดับแรก 6.3) ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งนี้ คือ 6.3.1 ควรมี การกาหนดนโยบายของการจัด การศึกษาเพื่ อ ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการ เรียนการสอนอย่างชัดเจนตั้งแต่ระดับชาติ ระดับกระทรวง เพื่ อ ให้ มี ผ ลบั ง คั บ ใช้ และให้ โ รงเรี ย นตระหนั ก ถึ ง ความ จ าเป็ น ของการเตรี ย มผู้ เ รี ย นให้ มี ทั ก ษะด้ า นเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่ อ สาร เพื่ อ ให้ ส ามารถน าไปพั ฒ นา ตนเอง และใช้ในการเรียนแสวงหาความรู้ต่อไป 6.3.2 หน่วยงานต้นสังกัดหรือเขตพื้นที่การศึกษาสามารถนา ตัวบ่งชี้ทั้ง 43 ตัว มาใช้ในการประเมินผลและติดตามการ ด าเนิ น งานของโรงเรี ย น ซึ่ ง สามารถแบ่ ง การพั ฒ นาและ สนั บ สนุ น ส่ ง เสริ ม ได้ ต ามกลุ่ มโรงเรี ย นเช่ น โรงเรี ย นที่ มี ปัจจัยนาเข้าด้านโครงสร้างพื้นฐานต่า ก็ส่งเสริมในด้านปัจจัย นาเข้า หรือโรงเรียนที่มีปัญหาในเรื่องกระบวนการเรียนการ สอนด้วยเทคโนโลยีต่า ก็ควรได้รับการพัฒนาในด้านนี้ให้มี ประสิ ท ธิ ภาพมากขึ้ น หรื อ คั ด เลื อ กโรงเรี ย นโดยใช้ เ กณฑ์ เหล่านี้ในการประเมิน เพื่อสร้างเป็นแบบอย่างให้โรงเรียนได้ มีแนวทางในการพัฒนาต่อไป 6.3.3 ควรกระตุ้นให้ผู้บริหารและครูพัฒนาตนเองเพื่อเพิ่ม สมรรถนะด้ า นการใช้ สื่อ เทคโนโลยี สารสนเทศและการ สื่อสารในการเรี ยนการสอน และปรับ เปลี่ ยนบทบาทจาก 42

ผู้สอน มาเป็นผู้ให้คาปรึกษาในการเรียนรู้ของนักเรียน เนื่องจากในปัจจุบันกระบวนการเรียนรู้สาคัญกว่าความรู้ เพราะนักเรียนแต่ละคนจะต้องมีวิธีการเรียนรู้ (learning how to learn) และรูปแบบการเรียนรู้ (learning style) ต่ า งกั น ในการเสาะแสวงหาความรู้ ต ามแนวทางที่ เหมาะสมกับตนเอง

นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู. วิทยานิพนธ์ ปริญญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีและสื่อสาร การศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ปราวีณยา สุวรรณณัฐโชติ. (2546). การเปลี่ยนแปลง เทคโนโลยีสารสนเทศและแผลการเตรียมรับของ ผู้บริหารโรงเรียนในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาของ ไทย ระหว่างปี พ.ศ.2545-2554. วิทยานิพนธ์ปริญญา ดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีและสื่อสาร การศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ปราวีณยา สุวรรณณัฐโชติ. (2555). เอกสารคาสอนวิชา 2726207เทคโนโลยีและสารสนเทศทางการศึกษา. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

7) เอกสารอ้างอิง นงลักษณ์ วิรัชชัย. (2538). ความสัมพันธ์โครงสร้างเชิง เส้น (LISREL).กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. นงลักษณ์ วิรัชชัย. (2541). สถิติการศึกษาและแนวโน้ม. เอกสารประกอบการสอนวิชาสถิติการศึกษาและ แนวโน้ม. กรุงเทพมหานคร: ภาควิชาวิจัย การศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. นงลักษณ์ วิรัชชัย. (2542). โมเดลลิสเรลสถิติวิเคราะห์ สาหรับการวิจัย. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. นงลักษณ์ วิรัชชัย. (2545). การพัฒนาตัวบ่งชี้สาหรับการ ประเมินคุณภาพการบริหารและการจัดการเขต พื้นที่การศึกษา. กรุงเทพมหานคร : ธารอักษร. นงลักษณ์ วิรัชชัย. (มปป.). การวิเคราะห์ข้อมูลเชิง ปริมาณ: สถิติบรรยายและสถิติพาราเมตริก. ประมวลสาระชุดวิชาการวิจัยหลักสูตรและการ เรียนการสอน. บัณฑิตศึกษา สาขาวิชา ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. บุปผชาติ ทัฬหิกรณ์. (2551).การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี สารสนเทศในการเรียนการสอน. พิมพ์ครั้งที่ 1 กรุงเทพมหานคร: ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ. ปทีป เมธาคุณวุฒิ. (2545).การเรียนการสอนโดยใช้ กระบวนการวิจัย.ใน ไพฑูรย์ สินลารัตน์ (บรรณาธิการ). การเรียนการสอนที่มีการวิจัยเป็น ฐาน. ศูนย์ตาราและเอกสารทางวิชาการ คณะครุ ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ประกอบ กรณีกิจ. (2550).การพัฒนารูปแบบแฟ้มสะสม งานอิเล็กทรอนิกส์โดยใช้การประเมินตนเองเพื่อ ส่งเสริมการคิดอย่างมีวิจารณญาณของนิสิต

Barak, M. and Shachar, A. (2008). Projects in Technology Education and Fostering Learning: The potential and its realization.Journal of Science Education Technology. Publish online: March 6, 2008 California Emerging Technology Fund. California ICT Digital Literacy Assessments and Curriculum Framework. [Online] (2008). Available from: http://www.ictliteracy.info /rf.pdf/California%20ICT%20Assessments%2 0and%20Curriculum%20Framework.pdf. [2010, May 13]. Cliff Liao. CAI/CAL and Students' Achievement in Taiwan: A Meta-analysis. [Online] (2004). Available from: http://www.iste.org/content/navigationMenu/R esearch/NECC_ Research _ Paper_Archives /NECC_2004/Liao-Yuen-Kuang-NECC04.pdf. [2010, May 12] Communication Statistics Unit Institute for Statistics. ICTs and Education Indicators: (Suggested core indicators based on meta-analysis of selected International School Surveys). [Online] (2006). Available from: http://www.itu.int/ITU-D/ict/partnership /material/ICT_Education_Paper_Nov_2006.pd f. [2010, May 13]. Downes, T. (2003).Preservice teacher training and teacher professional development in the use of ICTs in the teaching of mathematics and science in participating SEAMEO countries.University of Western Sdyney. Educational Testing Service. Digital Transformation A Framework for ICT Literacy. [Online] (2002). Available from: http://www1.est.org/Media/Tests/information_ and_Communi cation_Technology_Literacy/ictreport.pdf. [2010, May 13]. ETS (2002).Digital transformation: A framework for ICT literacy. A report of International Informationand Communication Literacy Panel. USA: Educational Testing Service. 43

ETS (2003).Succeeding in the 21st century. What higher education must do to address the gap in informationand communication technology proficiencies.Assessing literacy for today and tomorrow. USA:Educational Testing Service. European Commission. Study on Indicators of ICT in Primary and Secondary Education (IIPSE). [Online] (2009). Available from http://ec.europa.eu/education/moreinformation/doc/ictindicsum_en.pdf. [2010, May 13]. Forster, P. A., Dawson, V. M., & Reid, D. (2005).Measuring preparedness to teach with ICT.AustralasianJournal of Educational Technology, 21(1), 1–18. Hair, J.F., Black, W.C., Babin, B.J., Anderson, R.E. & Andersen, R.E. (2010).Multivariate data analysis. 7th ed. Upper Saddle River, New Jersey: Pearson Education, Inc. Holford, J. and Nicholls, G., (2001). The school in the age of learning. In: JARVIS, P., ed., The Age of Learning: Education and the knowledge society London: Kogan Page. 134-146 Johnstone J.N. (1981). Indicators of Education Systems. London: Ancher Press. Jonassen, D. & Reeves, T. (1996).Learning with technology: Using computers as cognitive tools. In D. Jonassen (Ed.), Handbook of Research Educational on Educational Communications and Technology (pp 693719). New York: Macmillan. Joreskog, K. and Sorbom D.(1996). Lisrel 8: User’s reference Guide. Chicago: Scientific Software International, Inc. Meng Hsiang-jen (2011) Rural teachers’ acceptance of interactive white board-based ICT in Taiwan.Global Journal of Engineering Education.Vol.13 November. Michko, G.M. (2008). Meta-Analysis of Effectiveness of Technology Use in Undergraduate Engineering Education.38th ASEE/IEEE Frontiers in Education Conference. Saratoga Springs, NY. O’Connor B. et al. (2002).Digital Transformation – A Framework for ICT Literacy.Educational Testing Service.online at http://www.ets.org/research/ictliteracy. Oliver, R. and Towers, S. (2000). Benchmarking ICT literacy in tertiary learning settings.In R. Sims, M. O’Reilly & S. Sawkins (Eds).Learning to choose: Choosing to learn. Proceedings of the 17th Annual ASCILITE Conference. (pp 381-390). Lismore, NSW: Southern Cross University Press. Pelgrum W.J. and Voogt J. (2009).School and teacher factors associated with frequency of ICT use by mathematics teacher: Country comparisons.Education and Information

Technology.Springer. Published online : June 23, 2009. Polmp, T., Pelgrum W.J. and Law, N. (2007).International comparative survey of pedagogical practices and ICT in Education.Education and Information Technology. March Law, N., Pelgrum, W.J. and Polmp T. Pedagogy and ICT Use in Schools Around the World Findings from the IEA Sites 2006 Study. Comparative Education Research Centre, The University of Hong Kong. SPSS, Inc. (1998). SPSS Base 8.0 for Windows User’s Guide. Chicago: SPSS, Inc. UNESCO Bangkok Asia and Pacific Regional Bureau for Education. Strategy framework for promoting ICT literacy in the Asia-Pacific region. [Online] (2008). Available from http://www2.unescobkk.org/elib /publications/188/promotingICT_literacy.pdf UNESCO. Indicators of ICT usage in Education. [Online] (2005). Available from online at http://www.itu.int/ITUD/ict/partnership/material/CoreICTIndicators.p df. [2010, May 13]. Voogt J. (2009). How different are ICT-supported pedagogical practices from extensive and nonextensive ICT-using science teacher?.Education and Information Technologies.Published online: May 21, 2009.Chandrara, C. (2007). u-Learning in Thai Society. u-Learning Research. 22, 2, 256-299.

44

สิ่งพิมพ์ดิจิทัลสำหรับผู้เรียนยุคอินเทอร์เน็ต Digital Publishing for Net-Generation Learners จินตวีร์ คล้ายสังข์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย jintavee.m@chula.ac.th

บทความเรื่องสิ่งพิมพ์ดิจิทัลสาหรับผู้เรียนยุคอินเทอร์เน็ต นี้ เขี ย นขึ้ น เพื่ อ น าเสนอกรอบแนวคิ ด ของนั ก เทคโนโลยี การศึ ก ษาในมุ ม มองของการประยุ ก ต์ ใ ช้ สิ่ ง พิ ม พ์ ดิ จิ ทั ล สาหรับผู้ เรียนยุ คอินเทอร์เน็ต ในการเรียนการสอน โดย บทความนี้จะนาเสนอหัวข้อหลัก ๆ ได้แก่ (1) แนวคิดของ สิ่งพิมพ์ดิจิทัล (2) ประเภทของสื่อสิ่งพิมพ์ดิจิทัลในบริบท ของการศึกษา (3) การออกแบบ พัฒนา และใช้สิ่งพิม พ์ ดิจิทัลสาหรับการเรียนการสอน (4) การแนะนาโปรแกรม ประยุกต์สาหรับการพัฒนาสิ่งพิมพ์ดิจิทัลโดยเน้นที่จุ ดเด่น และข้อ จากัด ของแต่ละโปรแกรม และ (5) ประเด็นและ แนวโน้มการใช้สิ่งพิมพ์ดิจิทัลสาหรับการศึกษา

ABSTRACT In responding to the urgent policy, “Thailand’s One Tablet Per Child (OTPC) project”, to be implemented in the first year of its administration, Thai government plans to distribute tablets to all first graders in the first semester of academic year 2012. Thus for, the effective design and development of curriculum, content, and learning activities appropriate to the use of tablet as a core media become significance in order to enhance learning efficiency of learners from basic education through higher education. This article entitled “Digital Publishing for NetGeneration Learners” aims to present framework of the effective use of digital publishing for netgeneration learners in education context from the educational technologist’s viewpoint. The article proposes the topics as follows: (1) concept of digital publishing, (2) types of digital publishing in education context, (3) effective design, development, and use of digital publishing for instruction, (4) overview of software applications for development digital publishing emphasizing on strength and limitation of each, and (5) issues and trends of digital publishing in education.

คำสำคัญ : สิ่งพิมพ์ดิจิทัล , ผู้เรียนยุคอินเทอร์เน็ต , แท็บเล็ต

1) แนวคิดของสิ่งพิมพ์ดิจิทัล สิ่ ง พิ ม พ์ ดิ จิ ทั ล คื อ สิ่ ง พิ ม พ์ ที่ อ อกแบบและพั ฒ นาด้ ว ย เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เสริมต่างๆ อันจะส่งผล ให้ ผ ลงานอยู่ ใ นรู ป แบบดิ จิ ทั ล ที่ ส ามารถใช้ ง านร่ ว มกั บ อุ ป กรณ์ เ ทคโนโลยี ต่ า งๆ ในปั จ จุ บั น ได้ ไม่ ว่ า จะเป็ น คอมพิวเตอร์ เน็ตบุ๊ค แท็บเล็ต ตลอดจนสมาร์ทโฟนต่างๆ ได้ เป็นอย่างดี ทั้งนี้แนวคิดของสิ่งพิมพ์ดิจิทัลนั้นอาจกล่าวย้อน ไปถึงวิวัฒนาการของสื่อสิ่งพิมพ์ โดยเฉพาะในวงการศึกษา (Educational Desktop publishing: ED DTP) ที่แต่เดิมเป็น การผลิตจากฝีมือการวาด เขียน ตัด ตลอดจนการใช้เทคนิค พิเศษต่างๆ มาจนถึงช่วงที่เรามีอุปกรณ์เสริม คือ โปรแกรม คอมพิวเตอร์แอพลิเคชั่นต่างๆ (editing tools เช่น Adobe Photoshop และAdobe IIIustrator) ที่เข้ามาช่วยร่างภาพ ตกแต่งภาพ ปรับสี ปรับพื้นผิว เพื่อให้สามารถผลิตงานสื่อ สิ่ง พิ ม พ์ ไ ด้ ป ราณี ต งดงาม และมี ลู กเล่ น มากยิ่ ง ขึ้ น จนถึ ง โปรแกรมจัดเรียงหน้า (เช่น Adobe InDesign) ที่จะช่วยส่ง งานเข้าสู่กระบวนการพิมพ์เพื่อเผยแพร่ต่ อไป อย่างไรก็ตาม

Keywords : digital publishing , net-generation learners , tablet

บทคัดย่อ เพื่ อ เป็ น การตอบรั บ กั บ นโยบายเร่ ง ด่ ว นที่ ไ ด้ เ ริ่ ม ดาเนินการในปีแรกของรัฐบาล โครงการแท็บเล็ตพีซีเพื่อ การศึ ก ษาไทย ในการจั ด หาเครื่ อ งแท็ บ แล็ ต ให้ แ ก่ โรงเรี ย นโดยเริ่ ม ทดลองในโรงเรี ย นน าร่ อ งระดั บ ชั้ น ประถมปีที่ 1 ปีการศึกษา พ.ศ. 2555 นั้น การออกแบบ และพัฒนาหลักสูตร เนื้อหา ตลอดจนการจัดกิจกรรมโดย ใช้แท็บแล็ตเป็นสื่อการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ อันจะ ส่งผลต่อประสิทธิผลทางการเรียนที่สูงขึ้นของผู้เรียนทั้ง ในระดับการศึกษาภาคบังคับ ตลอดจนระดับอุดมศึกษา จึงมีความสาคัญยิ่ง

53

ด้วยความก้าวล้าทางเทคโนโลยีในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา กอร์ ป กั บ ในปั จ จุ บั น ที่ แ หล่ ง ข้ อ มู ล ต่ า งๆ มั ก อยู่ ใ น รูปแบบดิจิทัล ทาให้วงการสื่อสิ่งพิมพ์ดังกล่าว ได้ปรับ รูป แบบสู่ สื่อ สิ่ ง พิ ม พ์ ดิ จิ ทั ล มากยิ่ ง ขึ้ น โดยถ้ ากล่ าวถึ ง ความหมายของสิ่งพิมพ์ดิจิทัล (Digital Publishing) ใน มุมมองของการศึกษาที่เอื้อประโยชน์คือ สามารถพิมพ์ หนังสือได้รวดเร็ว อีกทั้งยังลดกระบวนการขั้นตอนการ พิ ม พ์ ดั ง ที่ เ ห็ น ตามโฆษณาทั่ ว ไปว่ า ถ้ า ท่ า นต้ อ งการ หนังสือแค่เพียง 1 เล่ม ก็พิมพ์ได้ นอกจากนี้ ยังพบว่า โปรแกรมจั ดเรียงหน้ าต่างๆ นั้น เริ่มสนับ สนุ นการส่ ง งานออกในรูปแบบของไฟล์ E.PUB ซึ่งเป็นมาตรฐาน ของ E-Book มากยิ่งขึ้น ด้วยปัจจัยต่างๆ ที่เอื้อ จึงส่งเสริม ให้ ทิ ศ ทางการพิ ม พ์ ห นั ง สื อ ในปั จ จุ บั น จะเห็ น ได้ ว่ า หลายส านั ก พิ ม พ์ ไ ด้ มี แ นวทางการจั ด ท าหนั ง สื อ อิเล็กทรอนิกส์ เสนอใน 2 รูปแบบ คือ แบบสิ่งพิม พ์ ดั้งเดิม (Hardcopy) และสิ่งพิมพ์ดิจิทัล (Digital Book) ที่ เน้นในเรื่องของกราฟิก แอนิเมชั น ตลอดจนปฎิสัมพันธ์ ต่างๆ ที่จะเข้ามาเป็นจุดเด่นของอีบุ๊คได้มากยิ่งขึ้น

ภำพที่ 1 : ตัวอย่าง E-Book : Issuu (http://issuu.com) เสิร์ชหาคาว่า tcu design elrn website หรือ URL: http://issuu.com/jinmonsakul/docs/tcu_design_elrn_website

สาหรับในมุมมองของการใช้งานสื่อสิ่งพิมพ์ดิจิทัลนั้น เนื่องจากผู้เรียนยุคอินเทอร์เน็ต มีศักยภาพในการเรียนรู้ที่ จะใช้ เทคโนโลยีพ กพา ไม่ ว่าจะเป็ น อุ ปกรณ์เ คลื่อนที่ หรืออุ ปกรณ์ แท็บเล็ต ต่างๆ แต่ความพร้อ มอาจต่างกัน ตัวอย่างการเผยแพร่ที่พบเห็นอยู่บ่อยๆ เช่น Issuu ซึ่ง สามารถแปลงไฟล์ word, pdf, และ ppt ให้อยู่ในรูปแบบ อี บุ๊ ค ได้ และของไทย เช่ น iLovelibrary และ Flipbooksoft ซึ่งล้วนมีคุณลักษณะเหมือนกันคือ จะมี หน้าห้องสมุด (Library) หน้าชั้นวางหนังสือส่วนตัว การ เลื อ กอั พ โหลด การดาวน์ โ หลดหนั ง สื อ และตั ว เลื อ ก สาหรับอ่านหนังสือ และในทุกโปรแกรมมักจะรองรับ การนาอีบุ๊ คไปใช้ ร่วมกับโซเชี ยลมีเ ดีย ต่างๆ ด้วย เช่ น Facebook และ Twitter เป็นต้น

ภำพที่ 2 : ตัวอย่าง E-Book : Flipbooksoft (http://www.flipbooksoft.com) เสิ���์ชหาคาว่า การ ออกแบบเว็บไซต์

ภำพที่ 3 : ตัวอย่างการผสานอีบุ๊คร่วมกับโซเชียลมีเดีย ด้วยการฝังอีบุ๊คไว้ที่ Facebook Page (http://facebook.com/jin.learning.community) 54

เข้ า ใจ และสามารถเลื อ กเรี ย นได้ ต ามเวลาและสถานที่ ที่ ตนเองสะดวก ช่ วยให้การเรี ยนมีประสิ ทธิ ภาพในแง่ ที่ล ด เวลาลดค่าใช้จ่าย สนองความต้องการและความสามารถของ บุคคล มีประสิทธิผลในแง่ที่ทา ให้ผู้เรียนบรรลุจุดมุ่งหมาย นอกจากนี้ ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนหัวข้อที่สนใจข้อใดก่อน ก็ได้ และสามารถย้อนกลับไปกลับมาในเอกสาร หรือกลับมา เริ่มต้นที่จุดเริ่มต้นใหม่ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว

2) ประเภทของสื่ อ สิ่ ง พิ ม พ์ ดิ จิ ทัล ในบริบ ทของ กำรศึกษำ เมื่ อ พู ด ถึ ง สิ่ ง พิ ม พ์ อิ เ ล็ ก ทรอนิ ก ส์ ที่ เ น้ น บริ บ ทของ การศึ กษ า คง หนี ไม่ พ้ น ห นั ง สื อ อิ เ ล็ ก ทร อนิ กส์ (Electronic Book หรือ E-Book) เนื่องจากหนังสือกับการ เรียนการสอนนั้น ถือเป็นสื่อการเรียนการสอนที่สาคัญ ตลอดมา จวบจนเมื่ อ เข้ า สู่ สัง คมแห่ ง เทคโนโลยี แ ละ สื่อสารการศึกษามากขึ้นเรื่อยๆ ทาให้ลักษณะการเรียนรู้ เปลี่ยนไป ผู้เรียนลดความสนใจในการเรียนรู้จากหนังสือ เพราะมีแต่ เพียงตัวอั กษรและภาพนิ่ง สื่อมั ลติมีเดียที่ มี สีสัน สามารถบรรจุได้ทั้งภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เสียง และวีดิทัศน์ ตลอดจนแอนิเมชันต่างๆ เข้ามาแทนที่ และ สามารถเพิ่มแรงกระตุ้นในการเรียนรู้ และตอบสนองกับ ความต้องการของผู้เรียนได้ดี นามาสู่แนวคิดของหนังสือ ในรู ป แบบของสื่ อ อิ เ ล็ ก ทรอนิ กส์ ห รื อ อี บุ๊ ค ด้ ว ย คุณสมบัติเด่นที่ผู้เรียนสามารถศึกษาเรียนรู้ได้ในทุกที่ ไม่ ว่าที่แห่งนั้นจะมีอินเตอร์เน็ตหรือไม่ก็ตาม และรวมกับ การผสมผสานลักษณะเด่นของหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นใน เรื่องของสารบัญ (Table of Content) ดัชนีศัพท์ (Index) และการคั่ น หน้ าหนั ง สื อ (Bookmarking) ผนวกกั บ คุณสมบัติเด่นของเทคโนโลยีมัลติมีเดียต่างๆ อันได้แก่ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เสียง และวีดิทัศน์ เข้าด้วยกัน จึง อาจกล่าวได้ว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถส่งเสริม การเรียนรู้ให้กับผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยอีบุ๊ค สามารถแบ่งได้เป็น 4 ประเภทหลักๆ (จินตวีร์ คล้ายสังข์, 2555) ได้แก่

ภำพที่ 4 : ตัวอย่างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบเน้นข้อความ 2.2) หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบมัลติมีเดีย (Multimedia EBook) อีบุ๊ ค ประเภทนี้ จ ะเน้ น ที่ก ารใช้ คุ ณสมบั ติ ของสื่ อ มัลติมีเดีย ที่ประกอบไปด้วยภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว วีดิทัศน์ เสีย ง ตลอดจนแอนิเ มชั นต่างๆ เพื่ อช่ วยให้ผู้ เรี ยนเกิด การ เรียนรู้ อีกทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยน แก้ไข เพิ่มเติมข้อมูลได้ ง่าย สะดวกและรวดเร็ว ทาให้สามารถปรับปรุงบทเรียนให้ ทันสมัยกับเหตุการณ์ได้เป็นอย่างดี

ภำพที่ 5 : หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบมัลติมเี ดีย ในรูปแบบวิดีโอ

2.1) หนั ง สื อ อิ เ ล็ ก ทรอนิ ก ส์ แ บบเน้ น ข้ อ ความ (TextBased E-Book) อีบุ๊คประเภทนี้มักจะคงรูปแบบของ หนังสือแบบดั้งเดิม คือประกอบด้วยข้อความและภาพ แต่ไ ด้ดั ดแปลงให้อยู่ ในรูป แบบอิ เล็กทรอนิ กส์ เพื่ อให้ สะดวกต่อการเข้าถึง และความยืดหยุ่นของการใช้งาน ของผู้เรียน อีกทั้งยังเป็นการแปลงหนังสือจากสภาพสื่อ (Desktop Publishing : DTP) ปกติเป็นสัญญาณดิจิตอลทา ให้เพิ่มศักยภาพการนาเสนอ ไม่ว่าจะเป็น การคั่นหน้า หนั ง สื อ การสื บ ค้ น และการคั ด เลื อ ก เป็ น ต้ น ช่ วยให้ ผู้ เ รี ย นสามารถย้ อ นกลั บ เพื่ อ ทบทวนบทเรี ย นหากไม่

2.3) หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบปฏิสัมพันธ์ (Interactive EBook) อีบุ๊คประเภทนี้จะเน้น ที่คุณสมบัติของปฏิสัมพันธ์ ระหว่างเอกสารและผู้เรี ยนเพื่อช่ วยให้เกิดการเรี ยนรู้ โดย เอกสารอิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้มีวิธีเก็บในลักษณะพิเศษ นั่น คือ จากไฟล์ข้อมูลหนึ่งผู้อ่านสามารถเรียกดูข้อมูลอื่น ๆ ที่ เกี่ยวข้องได้ทันที หากข้อมูลที่กล่าวมานี้เป็นข้อความที่เป็น ตัวอักษร สามารถเรียกการเชื่อมโยงลักษณะนี้ว่า ข้อความ หลายมิติ (Hypertext) และหากข้อมูลนั้นรวมถึงการเชื่อมโยง 55

กับเสียงและภาพเคลื่อนไหวด้วย จะเรียกการเชื่อมโยง ลักษณะนี้ว่า สื่อประสมหรือสื่อหลายมิติ (Hypermedia)

สาธารณะที่มีอยู่แล้วมาเผยแพร่ผ่านกระบวนการสาธารณะ เช่น ตัวอย่างอีบุ๊คจากมูลนิธิ CK-12 ที่เป็นแหล่งทรัพยากรที่ ไม่มีลิขสิทธิ์

ภำพที่ 6 : หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบปฏิสัมพันธ์ โดยผ่านทางข้อความในหน้าดัชนีศัพท์ (Index)

ภำพที่ 8 : แสดงตัวอย่างอีบุ๊คจากแหล่งทรัพยากร ที่ไม่มีลิขสิทธิ์จากมูลนิธิ CK-12

2.4) หนั ง สื อ อิ เ ล็ ก ทรอนิ ก ส์ แ บบเน้ น แหล่ ง ข้ อ มู ล (Resource-Based E-Book) อีบุ๊คประเภทนี้จะเน้น ที่ คุณสมบัติของการรวบรวมและเชื่อมโยงสู่แหล่งข้อมูล ต่างๆ ในเครือข่ายเวิล์ด ไวด์ เว็บ เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียน เกิดการเรียนรู้ ผู้เรียนสามารถค้นหาข้อมูลที่เกี่ยวข้องกัน กับเรื่องที่กาลังศึกษาจากแหล่งข้อมูลอื่นๆ ที่เชื่อมโยงอยู่ ได้อย่างไม่จากัด เสริมสร้างให้ผู้เรียนเป็นผู้มีเหตุผลและ มีการคิดแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ เพราะการโต้ตอบกับ เครื่ อ งคอมพิ ว เตอร์ ผู้ เ รี ย นจะต้ อ งด าเนิ น การอย่ า งมี ขั้นตอน มีระเบียบ และมีเหตุผล ถือเป็นการฝึกลักษณะ นิสัยการเรียนที่ดีให้กับผู้เรียนได้เป็นอย่างดี

3) กำรออกแบบ พัฒนำ และใช้สิ่งพิมพ์ดิจิทัลสำหรับ กำรเรียนกำรสอน เมื่อมองในมุมของการเอื้อต่อการเรียนรู้ การเปรียบเทียบสื่อ สิงพิมพ์และสิ่งพิมพ์ดิจิทัล นั้น ในทัศนะของนักเทคโนโลยี การศึกษา จะเห็นว่าสิ่งพิมพ์ดิจิทัลนั้นจะสามารถตอบโจทย์ การเรียนรู้ในปัจจุบันที่เน้น ให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ด้วย ตนเอง (Constructivism) ผ่ านสัง คมแห่ ง การแลกเปลี่ ย น เรี ย นรู้ ตอบโจทย์ ท ฤษฎี ก ารเรี ย นรู้ ก ลุ่ ม คอนเน็ ค ติ วิ ส ท์ (Connectivism) ที่เชื่อว่าการเรียนรู้ประกอบด้วยการเชื่อมโยง กันของคนในสังคม แหล่งข้อ มูลผ่านเทคโนโลยีต่างๆ ซึ่ ง นาไปสู่การเชื่อมโยงความรู้ของแต่ละบุคคล (Knowledge is patterns of connections) อีกทั้งยังตอบโจทย์วิถีการดาเนิน ชีวิตของผู้เรียนยุคดิจิทัล (Digital Learners) ยุคอินเทอร์เน็ต (Internet Learners) ยุคเจนเนอเรชันวาย (Generation Y) หรือ คนยุคศตวรรตใหม่ (Millennial Generation เกิดในช่วงปี 1982) ที่เกิดมาด้วยความคุ้นเคยกับเทคโนโลยีดิจิทัลและมี ความสามารถในการสืบเสาะหาความรู้ได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย อีกทั้ง ข้อมูลสนับสนุนจาก David Wiley ได้ระบุไว้ว่า ตารา เรียนอิเล็กทรอนิกส์แบบเปิดเผยรหัส จะสามารถปรับเปลี่ยน เพิ่มข้อมูลให้ทันสมัยได้ง่าย ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่โดดเด่นจาก หนังสือเรียนปรกติ นอกจากนี้ผู้เรียนยังสามารถมีปฏิสัมพันธ์ ถามคาถาม สืบค้นแห่งข้อมูลต่างๆ ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต อีกทั้งยังสามารถปรับเหมาะกับผู้เรียนในแต่ละบริบท แทนที่ จะใช้หนังสือเรียนที่ผลิตเพื่อใช้กับผู้เรียนทั้งประเทศ (The Salt Lake Tribune, 2012) โดยในการออกแบบและพัฒนา

ภำพที่ 7 : หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบเน้นแหล่งข้อมูล ในที่นเี้ ป็นการเชื่อมโยงข้อมูลไปยังเว็บไซต์ www.youtube.com และด้วยแนวโน้มของความรู้สาธารณะ ผู้เขียนจึงขอเพิ่ม ประเภทหนั งสือ อิเล็กทรอนิกส์ อี ก 1 ประเภท ได้แ ก่ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบเปิด (Open E-Book) ที่เน้น การใช้ แ หล่ ง ทรั พ ยากรแบบเปิ ด (Open Educational Resource : OER) เช่น การที่ผู้สอนเขียนหรือนาข้อมูล 56

สิ่งพิมพ์ดิจิทัลนั้น อาจมีหลายแนวทาง ได้แก่ (1) ครูใช้ แหล่ ง ข้ อ มู ล ที่ มี ��� ยู่ แ ล้ ว ในรู ป แบบสิ่ ง พิ ม พ์ ดิ จิ ทั ล (2) ผู้ ส อนจั ด ท าเองผ่ า นเว็ บ แอพพลิ เ คชั น ที่ เ อื้ อ ต่ อ การ เชื่อมโยงกับเครือข่ายโซเชียลมีเดีย และ (3) ผู้สอนจัดทา เองในรูปแบบออฟไลน์ เนื่องจากข้อจากัดในเรื่องของ เครือข่ายอินเทอร์เน็ตและอุปกรณ์พื้นฐานต่างๆ โดยมี รายละเอียด เกี่ยวกับโปรแกรมต่างๆ ในการดาเนินงาน ดังนี้

สามารถเพิ่มกราฟิก แอนิเมชั่น วีดิโอ ตลอดจนปฏิสัมพันธ์ ต่างๆ ได้ตามที่ผู้สอนต้องการ ข้อจำกัด : ผู้สอนต้องมีความรู้พื้นฐานในการออกแบบและ พัฒนาอี บุ๊คไม่ว่าจะเป็ นโปรแกรมในลักษณะ commercial software หรือ freeware ก็ตาม โปรแกรม/เว็บไซต์ที่เสนอแนะ : Desktop Author, Flipping Book, Flip Album, HelpNDoc, และ Calibre

3.1) แนวทางการใช้สิ่งพิมพ์ดิจิทัลที่ 1 : ครูใช้สิ่งพิมพ์ ดิจิทัลที่มีอยู่แล้ว จุดเด่น : ข้อมูลมีการปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ และ เนื่องจากจากการปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เสมอ ครูจึงต้อง ปรั บ เปลี่ ย นเนื อ้ ห า กิ จ กรรม ให้ เ ข้ า กั บ เนื อ้ ห าที่ แปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ข้อจำกัด : OER มีข้อจากัดเรื่องภาษา ที่เนื้อหาและข้อมูล ส่วนใหญ่มักอยู่ในรูปของภาษาอังกฤษ โปรแกรม/เว็บไซต์ที่เสนอแนะ : CK 12 (http://www.ck12.org/flexbook) TCU Globe (http://globe.thaicyberu.go.th) MERLOT (http://www.merlot.org) MIT Open Courseware (http://ocw.mit.edu)

เมื่ อ พิ จ ารณาในมุ ม มองของจุ ด เด่ น ของสิ่ ง พิ ม พ์ ดิ จิ ทั ล ที่ สอดคล้องกับศาสตร์การสอน (Pedagogy) แล้ว จึงขอเสนอ แนวทางการจัดการเรียนการสอนตามศาสตร์การสอนต่างๆ ด้ ว ยการพิ จ ารณาจุ ด เด่ น ของสิ่ ง พิ ม พ์ ดิ จิ ทั ล เพื่ อ สร้ า ง คุณสมบัติต่างๆ ให้กับผู้เรียน รายละเอียดดังต่อไปนี้ 3.4) จุดเด่นของสิ่งพิมพ์ดิจิทั ลที่ 1 : Hyperlink-based References สอดคล้องกับศำสตร์กำรสอนอะไร : การเรียนแบบสืบสอบ เสริมสร้ำงคุณสมบัติใดแก่ผู้เรียนยุคอินเทอร์เน็ต : การใฝ่รู้ 3.5) จุดเด่นของสิ่งพิมพ์ดิจิทัลที่ 2 : Social Bookmarking สอดคล้ อ งกั บ ศำสตร์ ก ำรสอนอะไร : ทฤษฎี Social Constructivism เสริมสร้ำงคุณสมบัติใดแก่ผู้เรียนยุคอินเทอร์เน็ต : การสร้าง ความรู้ด้วยตนเองผ่านการเข้าร่วมในสังคมแห่งการเรียนรู้

3.2) แนวทางการใช้สิ่งพิมพ์ดิจิทัลที่ 2 : ผู้สอนจัดทาเองz ผ่านเว็บแอพพลิเคชัน จุดเด่น : สามารถเผยแพร่ แพร่กระจายข่าวสารได้อย่าง รวดเร็วผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ต่างๆ ข้อจำกัด : แหล่งข้อมูลต่างๆ อยู่ในรูปแบบของ cloud computing ทาให้หาร่องรอย สารสนเทศ จากข้อมูลนั้นๆ ได้ยาก และอาจถูกล่วงละเมิดลิขสิทธิ์ได้ง่าย โปรแกรม/เว็บไซต์ที่เสนอแนะ : issuu (http://issuu.com) flipbooksoft (http://www.flipbooksoft.com)

3.6) จุดเด่นของสิ่งพิมพ์ดิจิทัลที่ 3 : Table of Content และ Index สอดคล้องกับ ศำสตร์กำรสอนอะไร : ทฤษฎี Cognitive Constructivism เสริมสร้ำงคุณสมบัติใดแก่ผู้เรียนยุคอินเทอร์เน็ต : การสร้าง ความรู้จากการปรับโครงสร้างทางปัญญาเมื่อได้เรียนรู้ผ่าน ข้อมูลที่มีการนาเสนออย่างเป็นระบบระเบียบ

3.3) แนวทางการใช้สิ่งพิมพ์ดิจิทัลที่ 3 : ผู้สอนจัดทาเอง ในรูปแบบออฟไลน์ จุดเด่น : สามารถเผยแพร่ที่ต้องการได้อย่างครบถ้วนและ

3.7) จุดเด่นของสิ่งพิมพ์ดิจิทลั ที่ 4 : Multimedia Contents สอดคล้องกับศำสตร์กำรสอนอะไร : แนวคิดการเรียนรู้ ผ่านมัลติมีเดีย (Multimedia Learning) ได้แก่ ภาพ วิดีโอ 57

เสริมข้อความ และการบรรยาย (narration) ด้วยเสียง พากษ์ เสริ ม สร้ ำ งคุ ณ สมบั ติ ใ ดแก่ ผู้เรี ย นยุ ค อิ น เทอร์ เน็ ต : ผลสัมฤทธิ์ และความคงทนในการเรียน

ข้อจำกัด : 1. โปรแกรมนี้คือไฟล์ชิ้นงานที่นามาใช้จะต้องเป็นไฟล์ PDF เท่านั้น 2. โปรแกรมนี้ยั งไม่ สามารถใส่ คลิป วิดีโ อในอีบุ๊ค ได้ (ใน เวอร์ชันล่าสุด ได้แก้ไขข้อจากัดดังกล่าวแล้ว)

4) กำรแนะน ำโปรแกรมประยุ ก ต์ ส ำหรั บ กำร พั ฒ นำสิ่ ง พิ ม พ์ ดิ จิ ทั ล โดยเน้ น ที่ จุ ด เด่ น และ ข้อจำกัดของแต่ละโปรแกรม

โปรแกรม 3 : Flip Album จุดเด่น : 1. โปรแกรมนี้จะมีรูปแบบจะเหมือนกับเราอ่านหนังสื อ กล่าวคือจะมีหน้าปก สารบัญเรื่อง สารบัญรูป ดัชนีท้ายเล่ม ปกหลัง และความสามารถอื่นๆ อีกมากมาย เช่น การทาที่คั่น หนังสือ (Bookmark) หรือการตกแต่งภาพ 2. สามารถท าได้ง่ ายและให้ ผ ลงานที่ สวยงามโดยเน้ น ที่ มัลติมีเดียต่างๆ 3. สามารถนาเสนอได้ทั้งแบบออฟไลน์ด้วยความสามารถ AutoRun อัตโนมัติ และออนไลน์ผ่านโปรแกรมแสดงผล เฉพาะ Flip Viewer ซึ่งมีแฟ้มนามสกุลเป็น .opf ข้อจำกัด : 1. ต้องเตรียมข้อมูลในรูปเเบบที่หลากหลายให้พร้อม ไม่ว่า จะเป็นข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลือ่ นไหว ไฟล์วิดีโอ เเละไฟล์ เสียง 2. โปรแกรมจะไม่สามารถตกแต่งรูปภาพวิดีโอ หรือเสียงได้ ดังนั้นต้องเตรียมไฟล์ให้พร้อมก่อนจัดทา

การแนะนาโปรแกรมประยุ กต์ฯ นี้จะขอนาเสนอใน 3 รูปแบบหลักๆ ได้แก่ (1) โปรแกรมแบบมีลิขสิทธิ์ (2) โปรแกรมแบบไม่มีลิขสิทธิ์ และ (3) โปรแกรมที่ทางาน ผ่านเว็บไซต์ มีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 4.1) รูปแบบที่ 1 : โปรแกรมแบบมีลิขสิทธิ์ (License/ Commercial Software) โปรแกรม 1 : Desktop Author จุดเด่น : 1. โปรแกรมสร้างอีบุ๊ค สาเร็จรูปที่ไฟล์มีขนาดเล็กจึง สะดวกในการดาวน์โหลดและส่งข้อมูล 2. สามารถสั่ ง พิ มพ์ ห น้ าแต่ ละหน้ าหรื อทั้ ง หมดของ หนังสือได้ 3. ผลงานเป็นได้ทั้งสื่อ ออฟไลน์ ในรูปแบบไฟล์ .exe หรือสื่อออนไลน์ในรูปแบบไฟล์ .html + .dnl ที่มีขนาด เล็กเหมาะสาหรับการนาเสนอผ่านเว็บไซต์ ข้อจำกัด : เครื่องคอมพิวเตอร์ที่จะเปิดดูจาเป็นต้องติดตั้ ง DNL Reader ก่อนจึงจะเปิดแสดงผลงานได้

4.2) รูปแบบที่ 2 : โปรแกรมแบบไม่มีลิขสิทธิ์ (Open Source /Free Software) โปรแกรม 1 : HelpNDoc จุดเด่น : 1. ใช้งานง่ายและมีประสิทธิภาพในการสร้างอีบุ๊คในรูปแบบ เว็บไซต์ โดยไม่จาเป็นต้องอาศัยโปรแกรมอื่นช่วยสร้าง 2. สามารถบันทึกเป็นไฟล์ .PDF, .DOC, .HTML ได้พร้อม กันในทันที ข้อจำกัด : เนื่องจากโปรแกรมถูกออกแบบมาเพื่อสาหรับเว็บไซต์เป็น หลัก รูปร่างหน้าตาของโปรแกรมจึงเรียบง่ายและไม่มีลูกเล่น ที่ดึงดูดใจเมื่อเทียบกับโปรแกรมสร้างอีบุ๊คอื่นๆ

โปรแกรม 2 : Flipping Book จุดเด่น : 1. โปรแกรมอีบุ๊คสาเร็จรูป ที่สามารถใช้งานได้ง่าย โดย การจั ด การเนื้ อ หาอี บุ๊ ค ที่ ต้ อ งการและบั น ทึ ก เป็ น ไฟล์ PDF 2. โปรแกรมออกแบบมาให้ใช้งานง่าย รูปแบบชิ้นงานมี ลูกเล่นที่สวยงาม อีกทั้งยังสามารถใส่เพลงแบคกราวนด์ เพื่อเพิ่มอรรถรสในการชมอีบุ๊คได้ 58

4. สามารถเผยแพร่อีบุ๊คที่สร้างเสร็จแล้วไปยังกลุ่มเพื่อนและ ผู้อื่นผ่านทางเว็บไซต์โซเชียลมีเดียต่างๆ อย่างเช่น Facebook และ Twitter หรือจะนาโค้ดฝังไว้ในเว็บไซต์หรือเว็บบล็อก ของตนเองก็ได้ ข้อจำกัด : อีบุ๊คอยู่ในรูปแบบของ cloud computing ทาให้หาร่องรอย สารสนเทศ จากข้อมูลนั้นๆ ได้ยาก และอาจถูกล่วงละเมิด ลิขสิทธิ์ได้ง่าย

โปรแกรม 2 : Calibre จุดเด่น : 1. ใช้งานง่ายโดยสามารถแปลงไฟล์ .PDF เป็น .E-PUB ได้ 2. สามารถสร้ างอี บุ๊ ค ได้ ทั้ ง บน Apple และ Android Devices ได้ 3. ตั วหนั ง สื อจะปรั บ ขนาดการแสดงผลให้ พ อดี กับ หน้าจอ (reflow) ข้อจำกัด : 1. ไม่สามารถใส่คลิปวิดีโอเหมือนอีบุ๊คอื่นๆได้ สามารถ ใส่ได้แค่ภาพกับอักษรอย่างเดียว 2. รู ป ในหนั ง สื อ จะไม่ เ ต็ ม หน้ า เพราะโดนครอบด้ วย กรอบของโปรแกรม

โปรแกรม 3 : Issuu จุดเด่น : 1. สามารถป้องกันการคัดลอกผลงานแบบ copy ได้ 2. มีรูปแบบและให้อรรถรสเหมือนอ่านหนังสือจริง 3. สามารถโหลดอีบุ๊คได้เร็ว ด้วยเทคนิคการโหลดทีละ 1 หน้า โดยถ้าในหน้านั้นมีรูปน้อยเท่าไหร่ จะสามารถโหลดได้ เร็วเท่านั้น 4. สามารถจัดรูปแบบหน้าในโปรแกรมเวิร์ด ทาให้หมด ปัญหาการจัดหน้า เช่น การเว้นวรรคไม่เท่ากัน 5. สามารถใส่เพลงได้ และใส่ลิ้งค์ไปเพจอื่นได้ 6. อีบุ๊คจะถูกจัดเก็บไว้ที่เ���็บไซต์ของ Issuu ทาให้ไม่ต้อง กังวล เรื่องการเข้าถึงข้อมูล ถึงแม้เว็บส่วนตัวของเรามีปัญหา ก็ยังสามารถเข้าถึงอีบุ๊คดังกล่าวได้ ข้อจำกัด : 1. ไฟล์ที่จะอัปโหลดต้องเป็นไฟล์ .PDF เท่านั้น 2. อีบุ๊คอยู่ในรูปแบบของ cloud computing ทาให้หาร่องรอย สารสนเทศจากข้อมูล นั้นๆ ได้ยาก และอาจถูกล่วงละเมิ ด ลิขสิทธิ์ได้ง่าย

4.3) รูปแบบที่ 3 : โปรแกรมที่ทางานผ่านเว็บไซต์ (Web Application) โปรแกรม 1 : I Love Library จุดเด่น : 1. สามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย 2. โปรแกรมใช้งานง่ายและสะดวก 3. อีบุ๊คจะถูกจัดเก็บไว้ที่เว็บไซต์ I Love Library ทาให้ ไม่ต้องกังวลเรื่องการเข้าถึงข้อมูล ถึงแม้เว็บส่วนตัวของ เรามีปัญหา ก็ยังสามารถเข้าถึงอีบุ๊คดังกล่าวได้ ข้อจำกัด : เมื่อเราจัดทาอีบุ๊คออกมาแล้วต้องดาวน์โหลดโปรแกรมนี้ ผ่ านเครื อ ข่ ายชุ ม ชนออนไลน์ ข อง I Love Library (www.ilovelibrary.com) ก่อน หลังจากนั้นจึงจะสามารถ ดาวน์โหลดอีบุ๊คมาเก็บไว้ในเครื่องได้

(5) ประเด็นและแนวโน้มกำรใช้สิ่งพิมพ์ดิจิทัลสำหรับ กำรศึกษำ

โปรแกรม 2 : Flipbook จุดเด่น : 1. สามารถจัดทาอีบุ๊คออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ได้ 2. ไม่เสียค่าใช้จ่าย เพียงแค่เตรียมไฟล์ที่ต้องการสร้างเป็น อีบุ๊คให้อยู่ในรูปแบบไฟล์ PDF แล้วนามาอัพโหลดผ่าน เว็บไซต์ Flipbook เท่านั้น 3. มีขั้นตอนการใช้งานที่ไม่ยุ่งยาก

ในหลายๆ องค์กรทางการศึกษาได้ตอบรับกับแนวคิดนี้ ดัง ตัวอย่างเช่น ประเทศสหรัฐอเมริกามีนโยบายที่จะใช้ตารา เรียนอิเล็กทรอนิกส์ (e-textbook) เพื่อเชื่อมโยงผู้เรียนทั่ว ประเทศภายในปี 2017 ดังนั้น รัฐ Utah จึงได้ประกาศให้ โรงเรียนต่างๆ เริ่มใช้ ตาราเรียนอิเล็กทรอนิกส์แบบเปิดเผย รหัส (open-source, digital textbooks) ในปลายปีนี้ (Fall 2012) David Wiley ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัย Brigham 59

Young ได้เปิดเผยว่าการเริ่มใช้ตาราเรียนอิเล็กทรอนิกส์ จะช่วยลดค่าใช้จ่ายของหนังสือเรียน จากเดิม 80 เหรียญ สหรัฐ (ประมาณ 3,200 บาท) เหลือเพียง 4 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 120 บาท) โดย David Wiley ได้พัฒนา โครงการนาร่องร่วมกับคณาจารย์ในรัฐ Utah การจัดทา อีบุ๊คโดยการใช้ทรัพยากรที่ไม่มีลิขสิทธิ์จากมูลนิธิ CK12 โดยเน้นระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ถึงมัธยมศึกษาปี ที่ 12 ใน 3 รายวิชา ได้แก่ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และ ภาษา โดย David Wiley ได้กล่าวว่าผลจากการทดลองนา ร่อ งเปรี ย บเทีย บผลสัม ฤทธิ์ ทางการเรี ยนของผู้เ รีย นที่ เรียนจากหนังสือเรียนจากสานักพิมพ์ต่ างๆกับหนังสือ เรียนแบบด้วยการใช้ทรัพยากรที่ไม่มีลิขสิทธิ์จากมูลนิธิ CK-12 พบว่ าไม่ มี ค วามแตกต่ า งกัน ของผลสั ม ฤทธิ์ ทางการเรียนของผู้เรียนทั้ง 2 กลุ่มนี้ (The Salt Lake Tribune, 2012).

วิดีโอ หรือแม้กระทั่งแหล่งเชื่อมโยงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องแล้วนั้น จะเสริมสร้างให้ทั้งผู้เรียนเองและเพื่อ นร่วมชั้นเรียนเข้าร่วม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกัน กิจกรรมดังกล่าวจะนาสู่การ แลกเปลี่ ย น และการเรี ย นรู้ ใ นที่ สุด ทิ ศ ทางต่ อ ไปคื อ การ ดาเนินกิจกรรมดังกล่าวกับเครื่องมือที่คล่องตัวยิ่งขึ้น ไม่ว่า จะเป็นสมาร์ทโฟนหรือแท็บแล็ต (EDUCAUSE, 2011). อีกทิศทางและแนวโน้มของสิ่งพิมพ์ดิจิทัลสาหรับผู้เรียนยุค อิน เทอร์ เ น็ ต นั้ น คื อ การที่ ผู้ สอนปรั บ เปลี่ ย นแนวทางการ พัฒนาสิ่งพิมพ์ดิจิทัล จากเดิมออกแบบและพัฒนาเองทั้งสิ้น สู่ แ นวโน้ ม ของการใช้ แ หล่ ง ทรั พ ยากรแบบเปิ ด (Open Educational Resource : OER) ดังที่ได้ยกตัวอย่างประเภท ของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบเปิด (Open E-Book) ที่เน้น การใช้ เช่น การที่ผู้สอนเขียนหรือนาข้อมูลสาธารณะที่มีอยู่ แล้วมาเผยแพร่สู่สาธารณะเช่น ตัวอย่างอีบุ๊คจากมูลนิธิ CK12 ที่ เ ป็ นแหล่ ง ทรั พ ยากรที่ ไ ม่ มี ลิ ข สิ ท ธิ์ ดั ง นั้ น Open Educational Resource : OER จึงเข้ามามีบทบาทสาคัญ โดย OER หรือทรัพยากรทางการศึกษาแบบเปิดนี้มีคุณลักษณะ และข้อกาหนดที่สาคัญคือผู้ใช้สามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้ (access) ค้ดลอก (copy) ดัดแปลง (Modify) โดยไม่เสีย ค่าใช้ จ่าย สอดคล้องกับแนวคิดการเรียนรู้แบบเปิด (Open Learning) เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Learning) ทั้ ง นี้ เนื้ อ หาที่ เ ผยแพร่ จะเผยแพร่ ภ ายใต้ ข้ อ กาหนดของ Creative Commons (CC) license ที่กล่าวไว้ว่า ทรัพย์สินทาง ปัญญาเป็นจุดกึ่งกลางระหว่างลิขสิทธิ์ส่วนบุ คคลและการ เปิดเสรี

ภำพที่ 9 : แสดงแหล่งทรัพยากรที่ไม่มีลิขสิทธิ์จากมูลนิธิ CK-12 (http://www.ck12.org/flexbook) EDUCAUSE (2012) ได้เสนอแนวคิดที่น่าสนใจเกี่ยวกับ ดิ จิ ทั ล แมกกาซี น แบบส่ วนตั ว (Personalized Digital Magazines) โดยได้เชื่อมโยงคุณสมบัติเด่นของโซเชียล มี เ ดี ย ที่ ผู้ ใ ช้ ส ามารถเป็ น ผู้ ค วบคุ ม นื้ อ หา ตลอดจน สารสนเทศต่างๆ ที่ต้องการเผยแพร่ได้ เมื่อนามาผนวก กับแนวคิดของการเผยแพร่ข้ อมู ลผ่ านเว็บ (web-based content) ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายจานวนมากแล้ว ผู้ ใ ช้ ส ามารถปรั บ ปรุ ง เนื อ้ ห าต่ า งๆ ให้ ทั น สมั ย จาก คุณลักษณะของโซเชียลมีเดียต่างๆ ได้เช่น การคัดเลือก ข่าวสารจาก RSS feed คุณประโยชน์ต่อการศึกษาคือ เมื่อ ผู้ เ รี ย นได้ ส ร้ า งแหล่ ง ข้ อ มู ล ของตนเอง (Personal Learning Environment : PLE) ไม่ว่าจะเป็นข้อความ ภาพ

ภำพที่ 10 : แสดงเว็บไซต์ของ Creative Commons (CC) http://creativecommons.org 60

บทสรุป

เอกสำรอ้ำงอิง

ปัจจุบัน เปรียบได้ว่าเป็นยุคของ Post PC Era อันหมายถึง คอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ (Personal Computer) จะหาได้ยาก ขึ้ น และเครื่ อ งมื อ อุ ป กรณ์ อิ เ ล็ กทรอนิ กส์ ต่ างๆ จะลด ขนาดลง ให้ง่ ายยิ่ งขึ้น ต่อการพกพา เช่น เดีย วกับ ในวง การศึกษา สมาร์ทโฟนและแท็บแล็ตเข้ามามีบทบาทมาก ขึ้น ผนวกกับความคุ้นเคยของผู้เรียนยุคอินเทอร์เน็ตที่มี ความคุ้ น ชิ น ในอุ ป กรณ์ ต่ า งๆ เหล่ า นี้ เ ป็ น อย่ า งดี โดยเฉพาะในด้านของการใช้เป็นอุปกรณ์ติดต่อสื่อสาร กับสังคมในปัจจุบัน ส่งผลให้วิถี หรือรูปแบบการเรียน เริ่มแปรเปลี่ยนไปด้วย ดังจะเห็นได้ว่า ในปัจจุบัน ผู้สอน ไม่ไ ด้เ ป็น ศูน ย์กลางของข้ อมูล อีกต่อ ไป หากแต่เ ป็น ผู้ ชี้ แ นะให้ ผู้ เ รี ย นสื บ ค้ น เสาะหาข้ อ มู ล ที่ ถู กที่ ค วร จาก แหล่งสารสนเทศบนอินเทอร์เน็ตอันยิ่งใหญ่แห่งนี้ ความ ท้าทายของผู้สอนนั่นคือการที่จะส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิด ความท้าทาย (challenge) นาสู่ความสนใจ (motivation) ที่ จะน าผู้ เ รี ย นไปสู่ การเข้าร่ วมกิจ กรรมต่ างๆ (Learning through activities) อันจะส่งผลให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ จากการสร้างองค์ความรู้ของพวกเค้าเอง และความใฝ่รู้ อันจะทาให้พวกเค้าเหล่านี้ ไม่หยุดนิ่งที่จะศึกษา ค้นหา ต่อยอดความรู้ จากองค์ความรู้ที่พวกเค้าสร้างขึ้น เรื่อยๆ ต่อไป การเรี ยนรู้ ในรูปแบบดังกล่าว ยั งสอดคล้อ งกั บ แนวคิดของห้องเรียนในอนาคต (Future Classroom) และ เพื่ อ เป็ น การตอบโจทย์ ข องการเรี ย นการสอนแบบ ผสมผสาน (Blended Learning/Hybrid Learning) ที่ นั ก การศึ ก ษาหลายๆ ท่ า นให้ ค านิ ย าม ไม่ ว่ า จะเป็ น Flipped Classroom หรือ Challenge Based Learning classroom หรือแนวคิด Teach Less, Learn More ซึ่งล้วน มีเป้าหมายเดียวกันคือ การนาเทคโนโลยีเข้ ามาช่ วยจั ด กิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ โดยผู้สอนสามารถเตรี ยมการเรียนรู้ที่ มีความหมายแก่ ผู้เรียนผ่านการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่ท้าทาย ดึงดูด เพื่อต่าง มุ่งหวังให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ที่ดีขึ้นโดยเฉพาะความรู้ และทักษะการดารงชีวิตในศตวรรษที่ 21 (ดูตัวอย่างของ แนวคิ ด ทั ก ษะการด ารงชี วิ ต ในศตวรรษที่ 21 ได้ ที่ http://www.p21.org) อันจะน าไปสู่การเรียนรู้ที่ยั่ งยื น ต่อไป

ภำษำไทย จินตวีร์ คล้ายสังข์. (2555). Desktop Publishing สู่ e-book เพื่อส่งเสริมการใฝ่รู้ของผู้เรียนยุคด���จิทัล . พิมพ์ครั้งที่ ๑ กรุ ง เทพมหานคร: สานั กพิ ม พ์ แ ห่ ง จุ ฬ าลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. (อยู่ในระหว่างรอเผยแพร่) จินตวีร์ คล้ายสั งข์ . (2554). เอกสารคาสอนวิชา 2726335 วิชาการผลิตสิ่งพิมพ์เพื่อการศึกษาด้วยคอมพิวเตอร์ . เอกสารอั ด ส าเนา. คณะครุ ศ าสตร์ จุ ฬ าลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. ภำษำอังกฤษ Ally, M. (2006). Foundations of Educational Theory for Online Learning. In Terry Anderson.Theories of Practice of Online Learning. Athabasca University, The Center for Distance Education. [Online] Available on http://cde.athacas cau.ca/online_book Barker, P. and Giller, S. (1991). Electronic Book for Early Learners. Educational and Training Technology International. 28 (November 1991), 281-290. Barker, P. and Manji, K. (1991). Designing Electronic Books. Educational and Training Technology International. 28 (Novenber 1991), 273-280. EDUCAUSE. (2011). Seven Things You Should Know About Personalized Digital Magazines. EDUCAUSE Learning Initiative (ELI). [online] Available on: http://www.educause.edu/ library/ resources/7-things-you-should-know-aboutpersonalized-digital-magazines Graham,L. (2002). Basic of design: Layout and typography for Beginners. New York: Delma, Thomson Learning Inc. Sun, Y., Harper, D. J., and Watt S. N. K. (2004). Design of an E-Book User Interface and Visualizations to Support Reading for Comprehension. Proceeding SIGIR '04Proceedings of the 27th annual international ACM SIGIR conference on Research and development in information retrieval ACM New York, USA. [online] Available on: http://delivery. 61

acm.org/10.1145/1010000 The Salt Lake Tribune. (2012). Online textbooks. [online] Available on: http://www.sltrib.com /sltrib/ opinion/ 53431850-82/textbooks-onlinestate-education.html.csp Utah Open Textbook Project. (2012). [online] Available on: http://utahopentextbooks.org Wilhelm, J. D. (2010). Inquiring Minds Learn to Read, Write, and Think: Reaching All Learners through Inquiry. Middle School Journal, 41(5), 39-46. Wilson, R. (2002). The “look and feel” of an e-book: considerations in interface design. Proceeding SAC '02 Proceedings of the 2002 ACM symposium on Applied computing ACM New York, USA. [online] Available on: http://delive ry.acm.org/10.1145/ 510 000 /508 893/p530 เว็บไซต์ CK 12 (http://www.ck12.org/flexbook) Creative Commons (http://creativecommons.org) Facebook (http://facebook.com) Flipbooksoft (http://www.flipbooksoft.com) Issuu (http://issuu.com) MERLOT (http://www.merlot.org) MIT Open Courseware (http://ocw.mit.edu) TCU Globe (http://globe.thaicyberu.go.th) Youtube (http://www.youtube.com)

62

การศึกษาสมรรถนะการใช้คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีการสื่อสารของนักศึกษาปริญญาบัณฑิตเพื่อพัฒนารูปแบบ การเรียนการสอนแบบผสมผสาน The performance of computer and communications technology undergraduate students for Blended learning model ธีรวดี ถังคบุตร ภาควิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย theeravadee@gmail.com ABSTRACT Keywords: performance of computer and communications technology, blended learning model, Learning management system (LMS)

This objective was to study the performance computer and communications technology of the undergraduate students. The study was divided into two stages: 1) analysis and synthesis of relevant documents performance computing and communications technology of undergraduate students and blended learning 2) study the performance of computer and communication technology undergraduate students. Ability to use information technology for undergraduate students include 1) knowledge about the computer's operating system (windows) 2) Knowledge of the information recording device (handy drive / CD - RW / CD - Rom) 3) Introduction to the Internet 4) knowledge about the Internet search 5) knowledge of how to use social media 6) basic knowledge in the field of learning management systems (Learning Management System) 7) The introduction of electronic media. Blended learning environment, the blending learning consists of face-to-face activities in classroom environment and an online

บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาสมรรถนะการใช้ คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีการสื่อสารของของนักศึกษา ปริญญาบัณฑิต วิธีดาเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ 1) การวิเคราะห์และสังเคราะห์เอกสารที่เกี่ยวข้องกับ สมรรถนะการใช้คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี การสื่อสาร ของนั กศึกษาปริญ ญาบั ณฑิ ต และรู ป แบบการเรี ย นการ สอนแบบผสมผสาน 2) ศึ กษาผลของสมรรถนะการใช้ คอมพิ ว เตอร์ แ ละเทคโนโลยี ก ารสื่ อ สารของนั ก ศึ ก ษา ป ริ ญ ญ า บั ณ ฑิ ต เ ค รื่ อ ง มื อ ที่ ใ ช้ ใ น ก า ร วิ จั ย คื อ แบบสอบถามเกี่ยวกับสมรรถนะการใช้คอมพิวเตอร์และ เทคโนโลยีการสื่อสารของนักศึ กษาปริญญาบัณฑิต และ แบบสอบถามคิดเห็นของนักศึกษาปริญญาบัณฑิตเกี่ยวกับ การเรียนการสอนแบบผสมผสาน สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

environment. Details are as follows 1) Teaching and learning in the classroom (traditional classroom) for practical content 2) Online learning (online learning) for the theoretical content 1) to review the practical content via the learning management system(LMS) 2) to submit work that has been assigned via the learning management system(LMS) 3) to test theory via learning management system(LMS) 4) comments or questions to the via learning management system (LMS) 5) student group meetings or group activities together by using chat rooms via learning management system(LMS) 6) the problem of students asking the instructor via learning management system(LMS) 7) exchange students learning via learning management system(LMS) 8) Instructor audit work and scoring via learning management system(LMS)

ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศของนักศึกษา ปริญญาบัณฑิต ประกอบด้วย 1) ความรู้เกี่ยวกับระบบ ปฏิบัติของคอมพิวเตอร์ (windows) 2) ความรู้เกี่ยวกับการ ใช้อุปกรณ์บันทึกข้อมูลต่างๆ (handy drive/CD - RW/CD Rom)

63

ศตวรรษที่ 21 (Partnership for 21st Century Skills) หรือ เรียกย่อๆว่า เครือข่าย P21 หน่วยงานเหล่านี้มคี วามกังวล และเห็นความจาเป็นที่เยาวชนจะต้องมีทักษะสาหรับการ ออกไปดารงชีวิตในโลกแห่งศตวรรษที่ 21 จึงได้พฒ ั นา วิสัยทัศน์และกรอบความคิดเพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ขึ้น สามารถสรุปทักษะสาคัญอย่างย่อๆ ที่เด็กและเยาวชน ควรมีได้ว่า ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม หรือ 3R และ 4C ซึ่งมีองค์ประกอบ ดังนี้ Reading (การอ่าน), การเขียน (Writing) และ คณิตศาสตร์ (Arithmetic) และ 4 C (Critical Thinking - การคิดวิเคราะห์, Communication- การสื่อสาร Collaboration-การร่วมมือ และ Creativity-ความคิด สร้างสรรค์ รวมถึงทักษะชีวิตและอาชีพ และทักษะด้าน สารสนเทศสื่อและเทคโนโลยี และการบริหารจัดการด้าน การศึกษาแบบใหม่ โดยทักษะทักษะด้านสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี ประกอบด้วย ความรู้พื้นฐานด้าน สารสนเทศ ความรู้พื้นฐานด้านสือ่ และความรู้พื้นฐาน ทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) และ นอกจากกรอบข้างต้นแล้ว ในประเทศไทยการเรียนการ สอนในระดับอุดมศึกษาในปัจจุบนั มีการปรับหลักสูตรให้ สอกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาของประเทศ ไทย (TQF) โดย คุณภาพของบัณฑิตทุกระดับคุณวุฒิและ สาขา/สาขาวิชาต่างๆต้องเป็นไปตามาตรฐานผลการเรียนรู้ ที่คณะกรรมการการอุดมศึกษากาหนด โดยประกอบด้วย กรอบการเรียนรู้ 5 ด้าน คือ 1) คุณธรรม จริยธรรม 2) ความรู้ 3)ทักษะทางปัญญา 4) ทักษะความสัมพันธ์ระหว่าง บุคคลและความรับผิดชอบ และ5) ทักษะการวิเคราะห์เชิง ตัวเลข การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษาจาเป็นต้องออกแบบ หลักสูตรให้สอคล้องกับกรอบการเรียนรู้ การจัดการเรียนการสอนบนเว็บแบบผสมสานทีน่ ักการ ศึกษา นักวิชาการ และสถาบันการศึกษา พบว่ามีผู้ใช้คาที่มี ความหมายถึงการจัดการเรียนบนเว็บแบบผสมผสานไว้ หลายคา เช่น blended learning ,hybrid learning, flexible learning, integrated learning, multi-method learning or mixed mode learning ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นคาทีห่ มายถึง รูปแบบการเรียนที่มีความยืดหยุน่ และมีการผสมผสานการ เรียนผ่านสื่อ ช่องทางและวิธีการสอนที่หลากหลาย (Driscoll, 2002) การเรียนการสอนแบบผสมผสาน คือ การ

3) ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต 4) ความรู้เกี่ยวกับ การสืบค้นข้อมูลอินเทอร์เน็ต 5) ความรู้ในการใช้สื่อสังคม ออนไลน์ 6) ความรู้เบื้องต้นในด้านการใช้ระบบจัดการ เรียนรู้ (Learning Management System) 7) ความรู้ เบื้องต้นในการผลิตสื่ออิเล็กทรอนิกส์ และการเรียนการ สอนแบบผสมผสาน ประกอบด้วย 1. การเรียนการสอน เรียนในห้องเรียน (traditional classroom) สาหรับเนื้อหา ภาคปฏิบัติ และ 2. การเรียนการสอนออนไลน์ (online learning) สาหรับเนื้อหาภาคทฤษฎี เป็นวิธีการสนับสนุน การเรียนการสอนในห้องเรียน ได้แก่ 1) การทบทวนเนื้อหา ในภาคปฏิบัติ 2) การส่ ง งานที่ ไ ด้ รั บ มอบหมายผ่ านระบบการจั ด การ เรียนรู้ 3) การสอบภาคทฤษฎีผ่านระบบการจัดการเรียนรู้ 4) การแสดงข้อคิดเห็นหรือข้อสงสัยลงในกระดานสนทนา 5) ประชุมกลุ่มหรือทากิจกรรมกลุ่มร่วมกันโดยใช้ห้อง สนทนา 6) ผู้เรียนซักถามปัญหาจากผู้สอนผ่านระบบการ จัดการเรียนรู้ 7) ผู้เรียนแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ผ่านระบบการ จัดการเรียนรู้ 8) ผู้สอนตรวจสอบผลงาน และให้คะแนน ผ่านระบบการจัดการเรียนรู้ คาสาคัญ: การเรียนการสอนแบบผสมผสาน, สมรรถนะ การใช้คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีการสื่อสารและระบบ จัดการเรียนรู้ (LMS) 1) บทนา การเรียบแบบผสมผสาน เป็นการเรียนทีใ่ ช้เทคโนโลยี คอมพิวเตอร์และ เทคโนโลยีการสื่อสารเข้ามาช่วยในการ จัดการเรียนการสอน ในศตวรรษที่ 21 สถานการณ์โลกมี ความแตกต่างจากศตวรรษที่ 20 โดยเฉพาะระบบกา���ศึกษา ที่จะต้องมีการต้องมีการพัฒนา และปรับปรุงเพื่อให้ สอดคล้องกับภาวะความเป็นจริง โดยในประเทศ สหรัฐอเมริกาแนวคิดเรื่อง "ทักษะแห่งอนาคตใหม่: การ เรียนรู้ในศตวรรษที่ 21" ได้ถูกพัฒนาขึ้น โดยภาคส่วนที่ เกิดจากวงการนอกการศึกษา ซึ่งประกอบด้วย บริษทั เอกชนชั้นนาขนาดใหญ่ เช่น บริษทั แอปเปิ้ล บริษัท ไมโครซอฟ บริษทั วอล์ดิสนีย์ องค์กรวิชาชีพระดับประเทศ และสานักงานด้านการศึกษาของรัฐ รวมตัวและก่อตั้งเป็น เครือข่ายองค์กรความร่วมมือเพื่อทักษะการเรียนรู้ใน 64

ใช้อินเตอร์เน็ตในการนาเสนอเนือ้ หาและการเรียนการ สอนร้อยละ 30 - 70 นาเสนอเนื้อหาวิชาโดยผสมผสานวิธี ออนไลน์และวิธีต่อหน้าต่อตา ส่วนมากของเนือ้ หานาเสนอ ผ่านอินเตอร์เน็ต เช่น ห้องสนทนา และบางส่วนนาเสนอ แบบต่อหน้าต่อตา The Sloan Consortium (1995) การเรียนแบบผสมผสานตามคือการนาเอาการเรียนการสอน ในชั้ น เรี ย นหรื อ การเรี ย นการสอนแบบเผชิ ญ หน้ า และ แนวคิดการเรียนการสอนโดยการใช้เทคโนโลยีมาใช้ในการ เรียนการสอนหรือการเรียนการสอนออนไลน์ โดยการเรียน นี้เป็นการผสมผสานการเรียนทั้งสองแบบเพื่อให้ตอบสนอง ความต้ อ งการของแต่ ล ะบุ ค คล การน าเทคโนโลยี แ ละ นวัตกรรมที่ทันสมัย โดยการเรียนออนไลน์ที่ให้ผู้เรียนมี ปฎิสัมพันธ์ ติดต่อสื่อสาร และมีส่วนร่วมในการเรียนให้เมื่อ กับการเรียนแบบปกติ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของ ผู้เรียน และพัฒนาความรู้ ความสามารถตามจุดประสงค์ที่ กาหนด ปัจจัยที่เกี่ยวกับผู้เรียนที่จะต้องพิจารณาในการเรียน อิเล็กทรอนิกส์ พบว่า จากการศึกษาของสถาบัน Higher Education Policy (2001) เกี่ยวกับคุณภาพการจัดการเรียน การสอนออนไลน์ ได้เสนอ ในประเด็นการสนับสนุน ผู้เรียนเอาไว้ว่า ในการช่วยให้ผู้เรียนประสบความสาเร็จใน การเรียนการให้บริการจะต้องถือเสมือนว่าเป็นสิ่งที่จะต้องมี อย่างเพียงพอและอย่างทั่วถึงในมหาวิทยาลัย และมีความ สะดวกทั้งในด้านใช้บริการ การสนับสนุนด้านการเงิน การ สนับสนุนการอบรมให้ความรู้ และการช่วยเหลือเวลาใช้ หรือเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและจากการศึกษาของ Volery and Lord (2000) ได้เสนอว่าสิ่งที่จะต้องให้ความสาคัญสาหรับ ผู้เรียนคือ ความรู้เกี่ยวกับการใช้คอมพิวเตอร์ของผู้เรียนที่มี มาก่อนการเรียนอิเล็กทรอนิกส์ สอดคล้องกับผลการศึกษา ของ Soong, chan, Chua, and Loh (2001) ที่เห็นว่า ผู้เรียน จะต้องมีความสามารถด้านเทคนิค ความเชื่อของผู้เรียนที่มี ต่อการเรียนอิเล็กทรอนิกส์ และระดับการร่วมมือกัน ระดับ การมี ส่วนร่วมของผู้ เ รีย น และระดั บการมี ปฏิ สัมพั น ธ์ ระหว่างผู้เรียน (Graf and Caines, 2001) ได้เสนอประเด็น การประกันคุณภาพการประกันคุณภาพการเรียนออนไลน์ ในประเทศออสเตรเลีย ด้านผู้เรียนโดยผู้เรียนจะต้องมีความ พร้อมในด้านต่อไปนี้ก่อนที่จะเรียนออนไลน์ คือ ทักษะใน การใช้เทคโนโลยี, การเข้าถึงเทคโนโลยี, ความรู้พื้นฐานใน การใช้เทคโนโลยีและการเรียนรู้ด้วยตนเอง

ดังนั้น การนาเอาคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ นามาใช้ในการเรียนการสอนจึงเป็นสิ่งที่สาคัญที่ผู้สอนต้อง งอกแบบให้ผเู้ รียนเกิดทักษะการใช้ ออกแบบและการสอน โดยนา คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยี การสื่อสารอย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ และสามารถ เลือก และใช้รูปแบบการนาเสนอสารสนเทศ ตลอดจนใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารได้อย่างมี ประสิทธิภาพและเหมาะสมกับสถานการณ์ 2) วัตถุประสงค์ของการวิจัย 2.1) เพื่ อ ศึ ก ษาสมรรถนะการใช้ ค อมพิ ว เตอร์ แ ละ เทคโนโลยีการสื่อสารของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต 2.2) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต ต่อรูปแบบการเรียนการสอนแบบผสมผสาน 3) วิธีดาเนินการวิจัย วิธีดาเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน คือ 1. ศึกษา เอกสารที่เกี่ยวข้องสมรรถนะการใช้คอมพิวเตอร์และ เทคโนโลยีการสื่อสารของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต และv องค์ประกอบการเรียนการสอนแบบผสมผสาน ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเอกสารที่เกี่ยวข้องสมรรถนะการใช้ คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีการสื่อสาร และศึกษาการ เรียนการสอนแบบผสมผสาน เพื่อนามาใช้เป็นพื้นฐานใน การศึกษาสมรรถนะการใช้คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีการ สื่อสาร การวิ เคราะห์ ข้อ มูลขั้ นตอนที่ 1 ด้วยวิธีการ วิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) เพื่อให้ได้องค์ประกอบ การเรียนการสอนแบบผสมผสาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิง ปริมาณ 2. ศึกษาผลของสมรรถนะการใช้คอมพิวเตอร์และ เทคโนโลยีการสื่อสารของนักศึกษาปริญญาบัณฑิต โดย สอบถามสมรรถนะการใช้คอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีการ สื่อสารปริญญาบัณฑิต จานวน 70 คน เครื่องมือที่ใช้ใน การวิ จั ย คื อ แบบสอบถามเกี่ ย วกั บ สมรรถนะการใช้ คอมพิ ว เตอร์ แ ละเทคโนโลยี ก ารสื่ อ สารของนั ก ศึ ก ษา ปริ ญ ญา สถิ ติ ที่ ใ ช้ ใ นการวิ จั ย คื อ ค่ าเฉลี่ ย และส่ ว น เบี่ยงเบนมาตรฐาน 3) ศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษา ปริญญาบัณฑิตเกี่ยวกับการเรียนการสอนแบบผสมผสาน

65

มีม ากมี ม ากที่ สุด (ร้ อยละ 77.14) รองลงมาเป็ น ระดั บ สมรรถนะมาก (ร้อยละ 14.29) และระดับสมรรถนะมาก ที่สุด (ร้อยละ 7.14, และ 4.35) ตามลาดับ

4) สรุปผลการวิจัย ผลการวิเคราะห์ข้อมูลสมรรถนะการใช้คอมพิวเตอร์และ เทคโนโลยีการสื่อสารปริญญาบัณฑิต จานวน 70 คน พบว่า กลุ่มตัวอย่าง จานวน 70 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้ อ ยละ 60 กาลั ง ศึ กษาอยู่ ใ นชั้ น ปี ที่ 1 มากที่ สุ ด ร้ อ ยละ 92.86 รองลงมาได้แก่ ชั้นปีที่ 2 เท่ากับชั้นปีที่ 3 คิดเป็นร้อย ละ 2.86 และ ชั้นปีที่ 4 คิดเป็นร้อยละ 1.43 ตามลาดับ กลุ่ม ตัวอย่ างทั้ ง หมดมี ค อมพิวเตอร์ ไว้ ใ ช้ ง านส่ วนตัวร้ อ ยละ 95.71และไม่มีคอมพิวเตอร์ไว้ใช้ส่วนตัวร้อยละ 4.29 สถานที่ใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเพื่อศึกษาเพิ่มเติม มากที่สุดคือบ้านหรือหอพัก คิดเป็นร้อยละ 73.92 รองลง เป็นห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ คณะครุศาสตร์ เท่ากับ ศูนย์บรรณสารสนเทศ คิดเป็นร้อยละ 13.04 ระยะเวลาที่ กลุ่มตัวอย่างใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเพื่อการเรียน ต่อวัน มากที่สุดคือ มากกว่า 2 ชั่วโมง คิดเป็นร้อยละ 69.56 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เคยเรียนออนไลน์ คิดเป็นร้อยละ 96.30 และเคยไม่เรียนออนไลน์คิดเป็นร้อยละ 8.70 ระดับสมรรถนะการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศ พบว่า ผู้ เ รี ย นส่ ว นใหญ่ มี ค วามรู้ เ กี่ ย วกั บ ระบบปฏิ บั ติ ข อง คอมพิวเตอร์ (windows) ในระดับ ปานกลาง (ร้อยละ 56.52) รองลงมาเป็นกลุ่มระดับสมรรถนะมีน้อย (ร้อยละ 30.43) ระดับสมรรถนะมีมากและระดับสมรรถนะมีมาก ที่สุด (ร้อยละ 8.70 และ 4.35 ตามลาดับ ) ด้านความรู้ เกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์บันทึกข้อมูลต่างๆ (handy drive/CD - RW/CD - Rom) ระดับสมรรถนะมีปานกลางมีมากที่สุด (ร้อยละ 78.26) รองลงมาเป็นระดับสมรรถนะมีมากเท่ากับ ระดั บ สมรรถนะมี น้ อ ย (ร้ อ ยละ 8.70) และส่ ว นระดั บ สมรรถนะมีมากที่สุด (ร้อยละ 4.34) ตามลาดับ ด้านความรู้ เบื้องต้นเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต ส่วนใหญ่มีระดับสมรรถนะ ปานกลาง มากที่สุด (ร้อยละ 82.86) รองลงมาระดับ สมรรถนะมีน้ อยและระดับ สมรรถนะมีม ากที่ สุด เท่ากัน (ร้อยละ 7.14) รองลงมาเป็นสมรรถนะน้อยที่สุดและมาก ที่สุดเท่ากัน (ร้อยละ 1.43) ด้านความรู้เกี่ยวกับการสืบค้น ข้อมูลอินเทอร์เน็ต ระดับสมรรถนะปานกลางมีมากมีมาก ที่สุด (ร้อยละ78.57) รองลงมาเป็นระดับสมรรถนะมีปาน กลาง ระดับสมรรถนะมีน้อย และระดับสมรรถนะมี���าก ที่สุด (ร้อยละ 30.43, 8.70 และ 4.35) ตามลาดับ ด้านความรู้ เกี่ยวกับการใช้ e – Mail/chat/web - board ระดับสมรรถนะ

จากตารางที่ 1 พบว่า องค์ประกอบการเรียนการสอนแบบ ผสมผสาน คือ การเรียนการสอนเรียนในห้องเรียน (traditional classroom) สาหรับเนือ้ หาภาคปฏิบัติ และการ เรียนการสอนออนไลน์ (online learning) สาหรับเนื้อหา ภาคทฤษฎี อยู่ในระดับมาก คือ การเรียนการสอน เรียนใน ห้องเรียน (traditional classroom) สาหรับเนื้อหาภาคปฏิบัติ ( X = 3.37) และการเรียนการสอนออนไลน์ (online learning) สาหรับเนื้อหาภาคทฤษฎี ( X =3.90) จากตารางที่ 2 พบว่า วิธีการสนับสนุนการเรียนการสอนใน ห้องเรียนมี 3 วิธี ในระดับมากทีส่ ุด คือ การแสดง ข้อคิดเห็นหรือข้อสงสัยลงในกระดานสนทนา ( X =4.61) ประชุมกลุ่มหรือทากิจกรรมกลุ่มร่วมกันโดยใช้ห้อง สนทนา ( X = 4.52) ผู้เรียนซักถามปัญหาจากผู้สอนผ่าน ระบบการจัดการเรียนรู้ ( X =4.73) และในภาพรวมแล้ว มี ความสาคัญในระดับมาก ( X = 4.37) 5) ข้อเสนอแนะ 1. เนื้อหาที่ สอนควรสอดแทรกคุ ณธรรมจริยธรรม ให้ นักศึกษาได้พัฒนาคุณธรรมจริยธรรม เพื่อออกไปสู่สังคม เป็ น บุค คลที่มี คุ ณภาพ 2.เนื้ อหาที่ สอนควรเป็น เนื้อ หาที่ นักศึกษาจะนาไปใช้ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียน การสอนหรือการทางานในอนาคต 3.ระบบบริหารจัดการ เรียนรู้ ไม่จาเป็นต้องสร้างเอง ควรเลือกใช้ระบบที่สร้างไว้ ให้ ใ ช้ แ ล้ ว เป็ น ระบบที่ เ ป็ น มาตรฐานสากล และเป็ น ที่ สาคัญสามารถพัฒนาต่อเองได้และไม่มีผลต่อการละเมิด กฎหมาย 4. ระบบบริหารจัด การเรีย นรู้ ควรใช้ใ นการ ติดต่อสื่อสารกับ เข้าใจง่าย และไม่ซับซ้อน เช่น การนาเอา สื่อสังคมออนไลน์มาใช้ 5. ค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติม ผู้สอน ควรจัดทาเป็นแหล่งข้อมูลเพิ่มเติมในระบบบริหารจัดการ รายวิชา

66

ตารางที่ 1 ระดับความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างด้านองค์ประกอบการเรียนการสอนแบบผสมผสาน

X 3.67

นิสิต (n = 70) S.D. .99

ระดับ มาก

3.90 3.79

.84 .92

มาก มาก

องค์ประกอบการเรียนการสอนแบบผสมผสาน การเรียนการสอนเรียนในห้องเรียน (traditional classroom) สาหรับเนื้อหา ภาคปฏิบตั ิ การเรียนการสอนออนไลน์ (online learning) สาหรับเนื้อหาภาคทฤษฎี รวม

ตารางที่ 2 ระดับความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างด้านวิธีการสนับสนุนการเรียนการสอนในห้องเรียน วิธีการสนับสนุนการเรียนการสอนในห้องเรียน 1) การทบทวนเนื้อหาในภาคปฏิบัติ 2) การส่งงานที่ได้รับมอบหมายผ่านระบบการจัดการเรียนรู้ 3) การสอบภาคทฤษฎีผ่านระบบการจัดการเรียนรู้ 4) การแสดงข้อคิดเห็นหรือข้อสงสัยลงในกระดานสนทนา 5) ประชุมกลุ่มหรือทากิจกรรมกลุ่มร่วมกันโดยใช้ห้องสนทนา 6) ผู้เรียนซักถามปัญหาจากผู้สอนผ่านระบบการจัดการเรียนรู้ 7) ผู้เรียนแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ผ่านระบบการจัดการเรียนรู้ 8) ผู้สอนตรวจสอบผลงาน และให้คะแนนผ่านระบบการจัดการเรียนรู้ รวม

X 4.24 4.28 4.03 4.61 4.52 4.73 4.20 4.33 4.37

นิสิต (n = 70) S.D. ระดับ .99 มาก .84 มาก .76 มาก .94 มากที่สุด .89 มากทีส่ ุด .88 มากทีส่ ุด .90 มาก .92 มาก .89 มาก

Online Education, The International Journal of Educational Management, vol. 14 [5], pp. 216–23. 21st Century Skills. Rethinking How Students Learn. John Barell. Linda Darling-Hammond. Chris Dede. Rebecca DuFour. Richard DuFour. Douglas Fisher, Bloomington

6) เอกสารอ้างอิง Driscoll, M. Myths and Realities of Using WBT to Deliver Training Worldwide. Journal of Performance Improvement 38, 3 (June 1999): 37 - 44. Graf, D. & Caines, M. (2001) WebCT Exemplary Course Project: Criteria 2001, user conference, Vancouver Soong, M. H. B., Chan, H. C., Chua, B. C., & Loh, K. F. (2001). Critical success factors for on-line course resources. Computers & Education, 36, 101-120. The Sloan Consortium Web site: http://www.sloan- .org/publications/survey/index.asp Volery, T & Lord, D 2000, Critical Success Factors in 67

สู่ความเป็นเลิศในการจัดการศึกษาออนไลน์: ผลสารวจความพึงพอใจที่มีต่อการ ให้บริการระบบ e-Learning (ยุคใหม่) ของบุคลากรสายวิชาการมหาวิทยาลัยศรีปทุม Towards the e-Learning Excellence: Instructors’ satisfaction of the new e-Learning system at Sripatum University, Thailand ณิชชา ชานิยนต์1, นิพาดา ไตรรัตน์2, วรสรวง ดวงจินดา3 1 สานักการจัดการศึกษาออนไลน์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม (nitcha.ch@spu.ac.th) 2

สานักการจัดการศึกษาออนไลน์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม

3

สานักการจัดการศึกษาออนไลน์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม

(nipada.tr@spu.ac.th) (vorasuang.du@spu.ac.th)

ในการจัดการเรีย นการสอนมี ความพึ ง พอใจในภาพรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับ ดีมาก โดย แบ่งออกเป็นการให้บริการในระบบการบันทึกสื่อการสอน Camtasia Relay มีความพึงพอใจอยู่ในระดับ มาก, ระบบการจัดการเรียนการสอน Moodle มีความพึงพอใจ อยู่ในระดับมาก และระบบการจัดการคลังข้อสอบ Test Bank มีความพึงพอใจอยู่ในระดับดีมาก

บทคัดย่อ มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้รางวัลชนะเลิศการจัดการระบบ eLearning ระดับอุดมศึกษา โดยสานักงานคณะการการ อุดมศึกษา (สกอ.) กระทรวง ศึกษาธิการ ในปี พ.ศ. 2554 และเพื่ อ ให้ เ ป็ น การด าเนิ น การสู่ ม าตรฐานส าหรั บ eLearning ยุค ใหม่ข องมหาวิท ยาลั ย จึง ได้ ด าเนิ น การ สารวจความพึงพอใจในการให้บริการระบบ e-Learning โดยเป็นการ ศึกษาเกี่ยวกับความพึงพอใจในการให้บริการ ระบบ e-Learning ของมหาวิ ท ยาลั ย ศรี ป ทุ ม โดยมี วัตถุประสงค์ในการวิจัยดังนี้ 1) เพื่อศึกษาความพึงพอใจ ของผู้ใช้บริการระบบ e-Learning ของมหาวิทยาลัยศรี ปทุมในการจัดการเรียนการสอน 2) เพื่อเป็นแนวทางใน การปรับ ปรุ งและพัฒ นาระบบ e-Learning ของ มหาวิทยาลัยศรีปทุมให้มีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับ ความต้องการของผู้ใช้บริการต่อไป กลุ่มตัวอย่างที่ใช้เป็น บุคคลากรสายวิชาการที่มีรายวิชาในระบบ e-Learning ในปีการศึกษา 2554 จานวน 85 คน เครื่องมือที่ใช้ในการ สารวจคือ แบบสอบความพึงพอใจต่อการใช้บริการระบบ e-Learning มหาวิ ท ยาลั ย ศรี ป ทุ ม สถิ ติ ที่ ใ ช้ ใ นการ วิ เ คราะห์ ข้ อ มู ล คื อ ค่ า เฉลี่ ย ( ) และส่ ว นเบี่ ย งเบน มาตรฐาน (S.D) ผลการสารวจพบว่า กลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็น บุ ค ลากรสายวิ ช าการที่ ไ ด้ เ ข้ า รั บ บริ ก ารใน ระบบ

e-Learning

คาสาคัญ: การเรียนการสอนออนไลน์, ความพึงพอใจ, อี เลิร์นนิง, การประกันคุณภาพ, มหาวิทยาลัยศรีปทุม ABSTRACT Sripatum University (SPU) Thailand, is the winner of the inaugural National Best Practice for e-Learning Management at the Higher Education level in 2011, from the Office of the Higher Education Commission (OHEC), Ministry of Education (Thailand). SPU isentering into the new era of its eLearning evolution, and it is vital to maintain quality of the overall process, including instructors’satisfaction.Therefore, Office of the Online Education (OOE), the responsible center looking after e-Learning of SPU has applied a quantitative study to measure instructors’ satisfaction towards the system provided at the end of second 68

เรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) เป็นการเรียน การสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Student centered) ผู้สอนเป็ นผู้ จั ด การ ( Facilitator) ให้เ กิด การเรี ย นรู้ นอกจากนี้แล้วการเรียนการสอนผ่านระบบเครือข่ายอาจจะ น ามาใช้ ใ นการฝึ ก อบรมบุ ค ลากรโดยผ่ า นเครื อ ข่ า ยที่ เรียกว่า Web–Based Training ซึ่งช่วยลดข้อจากัด ของการขาดแคลนทรัพยากรในการจัดการเรียนการสอน อั น ได้ แ ก่ อาจารย์ ผู้ ส อน ห้ อ งเรี ย น และตารางเวลาที่ กาหนดให้ มี การเรี ย นการสอนเกิด ขึ้ น ดั ง นั้ น จึ ง จั ด ให้ มี โครงการพัฒนาการเรียนการสอนผ่านระบบเครือข่ายขึ้น เพื่ อ เพิ่ ม ประสิท ธิ ภาพการเรี ย นการสอนและการพั ฒ นา บุคลากรให้สอดคล้องกับการปฎิรูปการศึกษาและพัฒนา บั ณ ฑิ ต ของมหาวิ ท ยาลั ย สู่ สัง คมอย่ า งมี คุ ณ ภาพ สมดั ง ปณิธานที่ว่า “ปัญญา เชี่ยวชาญ เบิกบาน คุณธรรม”

semester, academic year 2011.The aims of this study were to 1) Identify the instructors’ satisfaction during academic year 2011 towards the e-Learning system in relation to their teaching and learning; and 2) To apply the findings for improvement of the system to better meet the needs of the instructors. Research population included 85 instructors of SPU (main campus in Bangkok). Statistical analysis including Mean and Standard Deviation were used to analyse the data. The findings revealed that 1) instructors are very satisfied with the eLearning system; 2) instructors are very satisfied with the automated classroom recording system (Camtasia Relay) 3) instructors are very satisfied with the LMS provided (Moodle); and 4) instructors are very satisfied with the Test Bank system provided within the Moodle.

จากนโยบายมหาวิท ยาลัยศรีปทุม ที่ มีความมุ่งมั่น ในการ อานวยความสะดวกในการเรียนการสอนแบบออนไลน์ได้ มี การจัดตั้งสานักการจัดการศึกษาออนไลน์เพื่อดูแลและ จัดการระบบการเรียนการสอนออนไลน์โดยเฉพาะ ทาง สานั กการจั ด การศึ ก ษาออน���ลน์ มี ก ารจั ด ส่ ว นของงาน บริหารจัดการเนื้ อหา (CMS) และการจัดระบบบริหาร จัดการเรียนการสอน (LMS) ที่ดีและเป็นระบบ โดยมี รางวัลการจัดการระบบอีเลิร์นนิ่งในระดับอุดมศึกษา จาก สานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาเป็นสิ่ งยืนยันใน เรื่องคุณภาพของการจัดการระบบอีเลิร์นนิงได้เป็นอย่างดี ทั้ ง สนั บ สุ น การจั ด ส่ ว นของงานบริ ห ารจั ด การเนื้ อ หา (CMS) และการจัดระบบบริหารจัดการเรียนการสอน (LMS) สาหรับอาจารย์ผู้สอนเพื่อให้การเรียนการสอน สามารถดาเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Keywords: Online Education, e-Learning, Satisfaction, Quality Assurance, Sripatum University

บทนา มหาวิ ทยาลัยศรี ปทุม เป็น มหาวิ ทยาลัยเอกชนชั้นน าของ ประเทศไทย ทางมหาวิทยาลัยได้สนับสนุนและส่งเสริมให้ อาจารย์ทุกท่านมีคอมพิวเตอร์ Notebook ในการใช้งาน เพื่อใช้ในการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนของตนเอง ตาม นโยบายของมหาวิทยาลัยที่มุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนา ด้าน ICT ด้วยการจัดการจัดการศึกษาในรูปแบบของ eLearning เป็นการจัดการเรียนการสอนทางไกลที่ใช้สื่อ อิเลคทรอนิกส์ ผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เนต หรือที่นิยม เรียกว่า Online – Teaching and Learning ซึ่งเป็น การเรียนการสอนที่ดาเนินการบนเครือข่ายอินเทอร์เนตมี ความสะดวกและคล่องตัวสูง ผู้เรียนสามารถเรียนที่ไหน (Anywhere) และเวลาใดก็ได้ (Anytime) ไม่ มี ข้ อ จ ากั ด ซึ่ ง การจั ด การศึ ก ษาในรู ป แบบนี้ ด าเนิ น ตาม นโยบายของ การปฎิ รู ป การศึ ก ษา พระราชบั ญ ญั ติ การศึกษาแห่ง ชาติ พ.ศ.2542 (พรบ. การศึกษาแห่ง ชาติ พ.ศ. 2542) กล่าวคือ เป็นการขยายโอกาสทางการศึกษา ระดับอุดมศึกษา (Outreach Education) อย่างมี คุณภาพ ตอบสนองการเรียนรู้ของผู้เรียน อันก่อให้เกิดการ

สานักการจัดจัดการศึกษาออนไลน์ได้ให้บริการอาจารย์ ผู้สอนโดยยึดหลักการพัฒนาอาจารย์ผู้สอนในการผลิตสื่อ ให้ มี ค วามรู้ ค วามสามารถ และมี ค วามพร้ อ มในการ ดาเนินการ โดยมีผู้เชี่ยวชาญทั้งในและนอกมหาวิทยาลัยมา เป็นวิทยากรบรรยายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ในรูปแบบต่างๆ ทั้ง การฝึ ก อบรม การสั ม มนาวิ ช าการ และการประชุ ม เชิ ง ปฏิบัติการ เพื่อให้การศึกษาแบบ e-Learning ของ มหาวิทยาลัยศรีปทุมเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและมี 69

คุณภาพสู งและรองรับกับ ความต้ องการในการเรียนการ สอนในยุคปัจจุบัน โดยให้บริการที่เน้นความพึงพอใจของ ผู้ใช้ บริ การคื ออาจารย์ผู้ สอนเป็น สาคัญ โดยยึ ดหลักที่ว่า ความพึ ง พอใจของผู้ ใ ช้ เ ป็ นองค์ ป ระกอบสาคั ญ สาหรั บ ความสาเร็จของระบบ (Power and Dickson, 1974)

ได้เข้าใช้งานระบบ e-Learning จานวน 85 คน โดยการ สุ่มตามสะดวก 3. ระยะเวลาการดาเนินงาน เดือนมีนาคม 2555 – เดือน มิถุนายน 2555 ระเบียบวิธีวิจัย แบบแผนทางการวิจัย งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงสารวจที่มี การเก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ ใ น ง า น วิ จั ย เ ค รื่ อ ง มื อ ที่ ใ ช้ ใ น ก า ร วิ จั ย ค รั้ ง นี้ คื อ แบบสอบถามความความพึงพอใจต่อการใช้บริการระบบ e-Learning มหาวิทยาลัยศรีปทุม

สานักการจัดการศึกษาออนไลน์เป็นหน่วยงานกลางของ มหาวิทยาลัย ในการสนับสนุนคณะและวิชาต่างๆ ในการ จัดการศึกษาแบบ e-Learning ทั้งการใช้งานเพื่อการ สนับสนุนการเรียนการสอนแบบปกติในชั้นเรียนและเพื่อ สนับสนุนการเรียนการสอนทางไกล ซึ่งสานักฯ ได้มีพันธ กิจหนึ่ง คือ วิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการสอนผ่านระบบ e-Learning ที่เหมาะสมกับการใช้งานของมหาวิทยาลัย ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของ มหาวิทยาลัยศรีปทุมที่ส่งเสริมและผลักดันให้มีผลงานวิจัย นวัตกรรม และผลงานทางวิชาการที่สร้างองค์กรให้มีองค์ ความรู้ที่หลากหลาย ลึกซึ้ง เป็นประโยชน์ต่อสังคม รวมทั้ง นาผลงานวิจัยและผลงานทางวิชาการมาพัฒนา ปรับปรุง หลักสูตร และการเรียนการสอนให้ทันสมัยและมีคุณภาพ ดัง นั้น เพื่อ ให้ การด าเนิน การของสานั กฯ สอดคล้ องกับ นโ ยบ ายแ ละบ ร ร ลุ พั น ธกิ จ ดั ง กล่ า ว จึ ง ได้ จั ด ท า โครงการวิ จั ย เรื่ อ ง การศึ ก ษาความพึ ง พอใจการใช้ ง าน ระบบ e-Learning ขึ้น เพื่อนาแนวทางที่ได้จากการวิจัย มาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาการดาเนินการของสานักฯ ให้มีความก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป

ขั้นตอนการดาเนินงาน 1. การสร้างแบบประเมินบทเรียน ทาการพัฒนาโดยศึกษา จากหนั ง สื อ และงานวิ จั ย ต่ า งๆ เกี่ ยวกั บ การสร้ า ง แบบสอบถามความพึ ง พอใจ น ามาออกแบบให้ มี ค วาม สอดคล้องกับเนื้อหา และรูปแบบของระบบ e-Learning ที่จะประเมิน โดยแบบประเมินที่ได้ประกอบไปด้วยการ ป ร ะ เ มิ น 3 ส่ วน คื อ ส่ วน ที่ 1 สถาน ะ ข อ ง ผู้ ต อ บ แบบสอบถาม ส่วนที่ 2 ความพึงพอใจต่อการใช้บริการ ระบบ e-Learning และส่วนที่ 3 ความคาดหวังในการ ให้บริการในอนาคต เป็นแบบประเมินประเภทมาตราส่วน ประมาณค่า (Rating scale) 5 ระดับ (ประคอง กรรณ สูตร, 2538) 2. น าแบบประเมิ น ที่ ไ ด้ ท าการออกแบบแล้ ว ปรึ ก ษา ผู้ เ ชี่ ย วชาญทางด้ า นการเรี ย นการสอนผ่ า นระบบ e-Learning จากนั้ น น าข้ อ เสนอแนะ ในส่ ว นของข้ อ ค าถาม และภาษาในการใช้ มาปรั บ ปรุ ง จนเป็ น แบบสอบถามที่สามารถนาไปใช้งานได้จริง 3. ดาเนินการแจกแบบประเมินจานวน 100 ชุดแก่กลุ่ ม ตัวอย่าง 4. เก็บรวบรวมแบบสอบถามที่ได้กลับคืนมาจานวน 85 ชุดเพื่อนามาวิเคราะห์ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ต่อไป

วัตถุประสงค์ 1. เพื่ อ ศึ ก ษาความพึ ง พอใจต่ อ การให้ บ ริ ก ารระบบ e-Learning ในมหาวิทยาลัยศรีปทุม 2. เพื่ อ นาผลที่ ไ ด้ ไปพั ฒนาระบบ e-Learning ใน มหาวิทยาลัยศรีปทุมให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นไป ขอบเขตของการวิจัย 1. ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ อาจารย์มหาวิทยาลัย ศรี ป ทุ ม ที่ มี ร ายวิ ช าอยู่ ใ นระบบ e-Learning ในปี การศึกษา 2554 2. กลุ่ ม ตั ว อย่ า งคื อ อาจารย์ ม หาวิ ท ยาลั ย ศรี ป ทุ ม ที่ มี รายวิชาอยู่ในระบบ e-Learning ในปีการศึกษา 2554 ที่

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ อาจารย์มหาวิทยาลัย ศรี ป ทุ ม ที่ มี ร ายวิ ช าอยู่ ใ นระบบ e-Learning ในปี การศึกษา 2554 70

2. กลุ่มตัวอย่างคืออาจารย์ผู้สอน มหาวิทยาลัยศรีปทุม ที่มี รายวิชาอยู่ในระบบ e-Learning ในปีการศึกษา 2554 จานวน 100 ชุด โดยการสุ่มตามสะดวก

ตารางที่ 1: ความพึ ง พอใจในการให้ บ ริ การระบบ e-Learning

SD

Title

เครื่องมือการวิจัย แบบประเมินความพึงพอใจในการใช้บริการสานักการจัด การศึกษาออนไลน์

Camtasia Relay Moodle Test Bank

การรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง โดยใช้วิธีการสุ่มกลุ่ม ตัวอย่างแบบตามสะดวก ทาการแจกแบบสอบถามให้แก่ อาจารย์ผู้สอน จานวน 100 ชุด โดยทาการเก็บข้อมูลแบบ กระจายวัน ตามคณะต่างๆ เก็บคืนมาได้จานวน 85 ชุด คิด เป็น 85 %

4.25 4.44 4.86

0.95 0.75 0.35

และจากการประมวลความคาดหวังในการให้ บริการใน อนาคตจากการตอบแบบสอบถามปลายเปิด สรุปได้ดังนี้ คือ 1. ควรมีการจัด Workshop การจัดการเรียนการสอน แบบออนไลน์ 2.ควรมีการจัดรอบการฝึกอบรมโปรแกรม ในการผลิตสื่อสาหรับการสอนแบบ e-Learning 3.ควร มีสถานที่สาหรับบันทึกสื่อการเรียนการสอนโดยเฉพาะ นอกเหนือจากในห้องเรียน

การวิเคราะห์ข้อมูล ในการศึ ก ษาครั้ ง นี้ ผู้ ศึ กษาได้ ใ ช้ สถิ ติ เ พื่ อ การวิ เ คราะห์ ข้อมูล ดังนี้ 1. ค่าความถี่และค่าร้อยละ เพื่อใช้อธิบายข้อมูลที่ได้จาก แบบสอบถามส่วนที่ 1 สถานะของผู้ตอบแบบสอบถาม 2. ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงมาตรฐานเพื่ออธิบายข้อมูลที่ได้ จากแบบสอบถามส่วนที่ 2 ความพึงพอใจต่อการใช้บริการ ระบบ e-Learning และส่วนที่ 3 ความคาดหวังในการ ให้บริการในอนาคต

ส���ุปผลการวิจัย จากผลการวิจัย การศึกษาความพึงพอใจต่อการให้บริการ ระบบ e-Learning ของมหาวิ ทยาลัย ศรีปทุม ผู้ วิจั ย พบว่าผู้เข้าใช้บริการซึ่งเป็นอาจารย์ผู้สอนมีความพึงพอใจ ในภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก นั่นแสดงให้เห็นถึงระบบ eLeaning ของมหาวิทยาลัยศรีปทุมมีการบริการจัดการ อย่างเป็นระบบ และมีการให้บริการผู้ใช้อย่างทั่วถึง มีการ ดูแ ลและให้ค าแนะน าตามมิ ติคุ ณภาพบริ การ [online] http://www.il.mahidol.ac.th ซึ่ง ประกอบไปด้วย มิติคุณภาพ 5 มิติหลัก คือ Reliability (ความถูกต้อง ครบถ้วนของการบริการ), Assurance (ความน่าเชือถือ ของผู้ ใ ห้ บ ริ ก าร), Tangibles (สภาพแวดล้ อ ม), Empathy (ความใส่ ใ จ) และ Responsiveness (ความพร้อมที่จะช่วยเหลือ) แสดงให้เห็นถึงการบริการที่มี คุ ณ ภาพและสอดคล้ อ งกั บ Power and Dickson (1974) ที่กล่าวว่าความพึงพอใจของผู้ใช้เป็นองค์ประกอบ สาคัญสาหรับความสาเร็จของระบบ ซึ่งการให้บริการใน ระบบ e-Learning ของมหาวิทยาลัยศรีปทุมนั้นมีความ ครอบคลุมในการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ ทั้งระบบ บั น ทึ ก การสอน ระบบจั ด การคลั ง ข้ อ สอบ และระบบ จัดการการเรียนการสอน (LMS) ถือได้ว่าเป็นการควบคุม มาตรฐานในการให้ บ ริ ก ารและมาตรฐานของระบบ

ผลการวิจัย กลุ่มตัวอย่างคืออาจารย์มหาวิทยาลัยศรีปทุมที่มีรายวิชาอยู่ ในระบบ e-Learning ในปีการศึกษา 2554 ที่ได้เข้าใช้ งานระบบ e-Learning จานวน 85 คน มีความพึงพอใจ ต่อการให้บริการระบบ e-Learning ในภาพรวมมีความ พึงพอใจอยู่ในระดับดีมาก ( = 4.52, S.D = 0.99) โดย แบ่งออกเป็นการให้บริการในระบบการบันทึกสื่อการสอน Camtasia Relay มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( = 4.25, S.D = 0.95), ระบบการจัดการเรียนการสอน Moodle มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( = 4.44, S.D = 0.75) และระบบการจัดการคลังข้อสอบ Test Bank มีความพึงพอใจอยูใ่ นระดับดีมาก ( = 4.86, S.D = 0.35) ดังแสดงในตารางที่ 1 71

เป็ น การควบคุ ม คุ ณภาพทั่ วทั้ ง องค์ ก ร (Total quality management : TQM) เป็นการให้ ความสาคัญกับการปรับปรุงคุณภาพในทุกระบบ และทุก ขั้ น ตอนของการด าเนิ น งาน เพื่ อ ยกระดั บ องค์ ก รให้ ไ ด้ มาตรฐาน ดังนั้น TQM จึงเป็นปัจจัยสาคัญยิ่งซึ่งมีผลต่อ ความพึ ง พอใจของลู ก ค้ า (กุ ณ ฑลี รื่ น รมย์ สาวิ ก า อุณหนันท์ และเพลินทิพย์ โกเมศโสภา, 2547) ผลจากการ วิ จั ย จึ ง เป็ น ผลที่ ม าจากการจั ด ระบบและวางมาตรฐาน e-Learning ให้สามารถรองรับการใช้งานจากอาจารย์ เจ้าของรายวิชาให้สามารถจัดการการเรียนการสอนได้ และ การมีมิติคุณภาพการบริการ จึงทาให้ผลของความพึงพอใจ ในการให้บริการระบบ e-Learning มหาวิทยาลัยศรี ปทุมอยู่ในระดับดีมาก

โดยโปรแกรมสาเร็จรูป.กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. วาสนา แสนโภคทรัพย์. (2553). ความพึงพอใจของนิสิต ต่ อ บริ ก ารของหน่ ว ยทะเบี ย นและประเมิ น ผล คณะพาณิ ชยศาสตร์ และการบั ญชี จุฬ าลงกรณ์ มหาวิทยาลัย . ข่าวสารห้องสมุดในจุฬาลงกรณ์ มหาวิ ท ยาลั ย ปี ที่ 26 ฉบั บ ที่ 1 มกราคม – มิถุนายน 2553 ศึกษาธิการ, กระทรวง.พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542. (2542). กรุงเทพมหานคร: พริกหวาน กราฟิก. อนุวัตร บรรณารักษ์สกุล. (2552). จะวัดระดับคุณภาพ งานบริการได้อย่างไร [Online].เข้าถึงได้จาก :

e-Learning

http://www.il.mahidol.ac.th/th/image s/stories/exchange/aor2-07-52.pdf.

เอกสารอ้างอิง

[13 มิ.ย .2555]

กาชัย ไวว่อง. (2549). ความพึงพอใจในการใช้ eLearning ของนั ก ศึ ก ษามหาบั ญ ฑิ ต มหาวิ ท ยาลั ย หอการค้ า ไทย .โครงการ ศึ ก ษา ค้ น คว้ าด้ ว ยตนเ อง สาขาวิ ช าการจั ดการ เ ท ค โ น โ ล ยี ส า ร ส น เ ท ศ แ ล ะ ก า ร สื่ อ ส า ร มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย. เกียรติศักดิ์ ทองรอด. (2542). ความคิดเห็นของผู้ใช้ บริ การรถไฟฟ้ า “BTS” ต่ อ การให้ บ ริ การ รถไฟฟ้ า “BTS”. ปั ญ หาพิ เ ศษรั ฐ ประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหาร ทั่วไป,บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยบูรพา. กันยา สุวรรณแสง. (2538). จิตวิทยาทั่วไป. กรุงเทพมหานคร: สานักพิมพ์บารุงสาส์น. ขวัญใจ ภู่พวง. (2552). ความพึงพอใจการใช้บริการ ขนส่งศึกษากรณีบริษัท ทวีคอนเทนเนอร์ ทราน สปอร์ ต จ ากั ด . การค้ น คว้ า อิ ส ระหลั ก สู ต ร บริ ห ารธุ ร กิจ มหาบั ณฑิต , บั ณฑิต วิ ท ยาลั ย , มหาวิทยาลัยศรีปทุม วิทยาเขตชลบุรี. ถวิล ธาราโภชน์ และ ศรัณย์ ดาริสุข. (2540). จิตวิทยา ทั่วไป. โรงพิมพ์ทิพยวิสุทธิ์. กรุงเทพฯ

Herzberg, Frederick, Mausner, Bernard, & Synderman, Barbara B. (1959). The motivation to work. New York: Wiley. Krejcie, Robert V., & Morgan, Daryle W. (1970). Determining sample size for research activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3), Power, R.F.and G.W.Dickson.1974.MIS project management: Myths, opinions,and reality. California Management Review 15(3):147-156.

ประคอง กรรณสูตร. (2538). สถิติเพื่อการวิจัย คานวณ 72

มุมมองของผู้สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงในโปรแกรมอีเลิร์นนิง เพื่อการส่งเสริมการนาการเรียนการสอนแบบอีเลิร์นนิงไปใช้ในระดับอุดมศึกษา Perspective of Change Facilitators in e-Learning Program for Promoting e-Learning Implementation in Higher Education เสมอกาญจน์ โสภณหิรัญรักษ์ 1, ผศ.ดร.ปราวีณยา สุวรรณณัฐโชติ 2 1 คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (moetoonisia@gmail.com) 2

คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (praweenya@gmail.com)

ABSTRACT This study is intended to find the change facilitators’ perspectives in planning and implementing e-Learning in higher education. Experienced instructors who are change facilitators participated in this study according to specified sampling. Data were collected by semi-structured interview and in-depth interview and were analyzed by content analysis following conceptual framework about diffusion of innovation, acceptance, and e-Learning. The finding of this study indicated that the acceptance of e-Learning is affected by external factors that were summarized as follows: 1) faculty gives knowledge to enhance e-Learning awareness and understanding 2) faculty and/or university provide learning management system for facilitating online teaching and learning 3) faculty and/or university permit instructors to apply e-Learning in their course for perceiving advantages in e-Learning such as convenience in communication (in the sense of assignment and announcement) and feedback 4) faculty and/or university organize the sharing platform to promote online instructors’ acceptance and apply e-Learning in their courses 5) university prescribes the policy and 6) faculty and/or university reward and assign e-Learning instruction to be key performance indicator. Besides university strategies to promote e-Learning adoption, university should emphasize on the role of change facilitator or early adopter by using their tacit knowledge to build up a guideline and motivate e-Learning adoption in other instructors. Keywords: e-learning, acceptance, higher education

บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อศึกษาความคิดเห็นที่มีต่อ การวางแผนการนาระบบการเรียนแบบอีเลิร์นนิงไปใช้ใน การเรียนการสอนในระดับสถาบันอุดมศึกษา กรณีจาก

73

ผู้สอนที่มีประสบการณ์การสอนและเป็นกลุ่มยอมรับ นวัตกรรมการสอนด้วยอีเลิร์นนิงกลุ่มแรกของ มหาวิทยาลัยในประเทศไทย ด้วยการคัดเลือกกลุ่ม ตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง การเก็บข้อมูลการศึกษาใน ครั้งนีเ้ ป็นการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและการสัมภาษณ์ แบบเจาะลึก เป็นการดาเนินการวิเคราะห์ข้อมูลด้วย วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) กรอบแนวคิด ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลทีเ่ กี่ยวข้องกับการยอมรับ นวัตกรรม การจัดการเรียนการสอนแบบอีเลิร์นนิง และ การยอมรับรูปแบบการเรียนการสอนแบบอีเลิรน์ นิง ผลการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูล พบว่า การยอมรับ การเรียนแบบอีเลิร์นนิงของผู้สอนในสถาบันการศึกษา เกิดขึ้นจากปัจจัยภายนอกที่มีอทิ ธิพลต่อผู้สอน โดยปัจจัย ภายนอกที่มีอิทธิพลต่อผู้สอนได้แก่ 1) คณะจัดให้มี การให้ความรู้กับผู้สอน เพื่อทาความเข้าใจการจัด การเรียนการสอนแบบอีเลิร์นนิงและเห็นประโยชน์ที่ เกิดขึ้นจากกระบวนการดังกล่าว 2) คณะและ/หรือ มหาวิทยาลัยมีระบบจัดการการเรียนรู้ให้กบั ผู้สอน เพื่อสนับสนุนการเรียนอีเลิร์นนิง 3) คณะและ/หรือ มหาวิทยาลัยเปิดโอกาสให้ผู้สอนได้ทดลองใช้ระบบ อีเลิร์นนิงเพื่อเห็นประโยชน์อันเกิดจากการจัด การเรียนการสอนแบบอีเลิร์นนิง ได้แก่ ความสะดวกใน การติดต่อสื่อสารกับผู้เรียน (ทั้งในด้านการแจ้ง กาหนดการเรียนและงานการเรียน) และการให้ ผลป้อนกลับ 4) คณะและ/หรือมหาวิทยาลัยจัดเวที แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งเป็นการเพิ่มจานวนกลุ่ม

ผู้สอนที่ยอมรับและใช้ระบบอีเลิร์นนิงเพิ่มขึ้น 5) มหาวิทยาลัยกาหนดนโยบายในการจัดการเรียน การสอนแบบอีเลิร์นนิง และ 6) การให้ผลตอบแทน เพิ่มเติมและการกาหนดให้สามารถนามาเป็นผลงานเพื่อ ตอบตัวชี้วัด นอกจากนี้ปัจจัยด้านตัวแทน การเปลี่ยนแปลงเป็นปัจจัยหนึ่งทีม่ ีอิทธิพลต่อการยอมรับ และนาระบบอีเลิร์นนิงไปใช้ในด้านการให้คาแนะนาและ ความช่วยเหลือ และการโน้มน้าวผู้สอนท่านอื่นให้เกิด แรงจูงใจในการใช้ระบบอีเลิรน์ นิงในการจัดการเรียน การสอน

1) การพิจารณางานการเรียน 2) สื่อ 3) กระบวนการกลุ่ม 4) บริบททางการเรียนรู้ 5) คุณลักษณะผู้เรียน 6) การจัดการ การเรียนการสอน และ 7) ค่าใช้จา่ ย (Huddlestone และ Pike, 2007) การจัดการเรียนการสอนแบบอีเลิรน์ นิง เป็นรูปแบบ การเรียนการสอนชนิดหนึง่ ที่มกี ารจัดการเรียนการสอนผ่าน เครือข่ายอินเทอร์เน็ตแบบเชื่อมตรง ซึ่งได้รับการออกแบบมา อย่างมีระบบโดยอาศัยคุณสมบัตแิ ละทรัพยากรของบริการ เวิลด์ไวด์เว็บมาเป็นสื่อกลางในการถ่ายทอด เพื่อส่งเสริม สนับสนุนการเรียนการสอนให้มปี ระสิทธิภาพ ทั้งยังมีการใช้ ระบบจัดการการเรียนรู้ (LMS: Learning Management System) ที่เป็นซอฟท์แวร์ในการจัดการกระบวนการเรียน การสอนอีกด้วย (รัชนีวรรณ ตั้งภักดี, 2548) ซึ่งเป็นการเรียน ที่สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา ทาให้ เกิดความยืดหยุน่ ทางการเรียน และขจัดปัญหาด้านเวลาใน การเรียนรู้ (Oblinger, D.G.; Barone, C.A. and Hawkins, B.L.; 2001) ถึงแม้การจัดการเรียนการสอนแบบอีเลิรน์ นิงจะ มีความสะดวก แต่ในบางที่ยังคงเกิดปัญหาด้านการยอมรับ และนาระบบการจัดการเรียนการสอนแบบอีเลิรน์ นิงไปใช้ เช่น ประเทศแคนาดาทีต่ ้องใช้ระยะเวลาพอสมควรใน การยอมรับระบบการจัดการเรียนแบบอีเลิรน์ นิงไปใช้อย่าง แพร่หลาย เนื่องด้วยสาเหตุในด้านโครงสร้างพื้นฐานใน การจัดทาระบบการเรียนการสอนดังกล่าว ด้านงบประมาณ และเจ้าหน้าที่ ซึ่งปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นจากนโยบายที่ไม่มี การวางแผนให้ครอบคลุมการจัดการเรียนการสอนแบบ อีเลิร์นนิง โดยในปี 2001 รายงานจากคณะกรรมการที่ปรึกษา ด้านการเรียนออนไลน์ให้ข้อเสนอแนะในการออกแบบเพื่อ ควบคุมประสิทธิภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสาร รายงานดังกล่าวเป็นการเริ่มต้นแผนเชิง ปฏิบตั ิการในการสนับสนุนการเรียนแบบอีเลิร์นนิง กรอบแนวคิดในการปรับการพัฒนาการเรียนแบบอีเลิร์นนิง สอดคล้องกับการพัฒนาและการนานโยบายด้านเศรษฐกิจ และสังคมไปใช้ ครอบคลุม 4 ประเด็นหลัก คือ การผลักดัน ภาคส่วนต่างๆ (การสร้างความร่วมมือระหว่างผู้เกี่ยวข้องที่มี ผลประโยชน์ร่วมกันและการแลกเปลี่ยนแหล่งการเรียนรู)้ การพัฒนาวิสัยทัศน์ร่วมกันเพื่อการจัดการเรียนแบบ อีเลิร์นนิง การควบคุมประสิทธิภาพด้านเทคโนโลยีให้ สอดคล้องกับความต้องการของผูเ้ รียน และการเติมเต็ม

1) บทนา เนื่องจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและ การสื่อสารการศึกษา สถาบันการศึกษาต่างๆ จึงนาระบบ จัดการการเรียนรู้ (Learning Management System) มาใช้ใน การศึกษา (Georgouli, Skalkidis และ Guerreiro, 2008) และ จัดการศึกษาในรูปการเรียนการสอนแบบผสมผสาน (Bonk, 2006) เมื่อนาเทคโนโลยีมาใช้ประกอบการเรียนการสอนเพิ่ม มากขึ้น โดยเริ่มจากการอานวยความสะดวกให้กับผูเ้ รียนใช้ ในการติดต่อสื่อสาร แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้เรียน – ผู้สอน จนกระทั่งปัจจุบันเทคโนโลยีมีบทบาทสาคัญใน การนามาใช้ผสมผสานกับการเรียนในห้องเรียนปกติ จนกลายเป็นรูปแบบการเรียนแบบอีเลิร์นนิง (e-Learning) ซึ่งมีผู้สอนหลายท่านเลือกใช้วิธีการจัดการเรียนการสอน ดังกล่าว ด้วยปัจจัยต่างๆ ซึ่งสามารถนาเสนอกระบวนการใน การยอมรับการเรียนแบบอีเลิร์นนิงได้ (Huddlestone และ Pike, 2007) ดังนี้

รูปที่ 1 ความสัมพันธ์ขององค์ประกอบในการ ตัดสินใจเลือกสื่อ (Huddlestone และ Pike, 2007) องค์ประกอบทั้ง 7 องค์ประกอบในการยอมรับนี้ สามารถสะท้อนให้เห็นว่าการจัดการเรียนแบบอีเลิร์นนิง ได้รับการยอมรับด้วยปัจจัยต่างๆ 7 ประการ ได้แก่ 74

ช่องว่างด้วยการวิจัย (ผลวิจัยสามารถสะท้อนแนวทางที่ หลากหลาย) (Canadian council on learning, 2009) เป็นต้น จึงควรศึกษาและเสนอแนวทางในการยอมรับการจัด การเรียนการสอนแบบอีเลิร์นนิง

ทดลองใช้สิ่งนัน้ ได้ เพื่อรับรู้ประสิทธิภาพของนวัตกรรมชิ้น นั้นก่อนการตัดสินใจยอมรับ 1.5 การสังเกตได้ (Observability) นวัตกรรมที่นาเสนอนั้นควรเป็นสิ่งที่สามารถสังเกตได้ เห็น ชัดเจน เพื่อการพิจารณาและตรวจสอบ 2. ช่องทางการสื่อสาร (Communication Channels) เป็นสิ่งที่นาเสนอหรือเผยแพร่นวัตกรรมไปยังคนกลุ่มต่างๆ ทั้งนีจ้ าเป็นต้องพิจารณากลุ่มคนในด้านความสนใจ ประสบการณ์ หรือสภาพแวดล้อม โดยการนาเสนอนั้น จาเป็นต้องชี้แจงให้กลุ่มคนเห็นประโยชน์ของนวัตกรรมที่ นาเสนอไปผ่านสื่อต่างๆ อาทิ วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ หรืออินเทอร์เน็ต เป็นต้น 3. ช่วงเวลา (Time) สามารถพิจารณาได้ใน 3 ประเด็น คือ 1) กระบวนการตัดสินใจ (decision) 2) รูปแบบ ของนวัตกรรม (form of innovation) 3) ช่วงเวลาที่มี การเปลี่ยนแปลงไปของนวัตกรรม (innovation’s rate) 4. ระบบสังคม (Social system) สมาชิกในระบบ สังคมมีหลายประเภทด้วยกัน อาทิ ผู้ที่เป็นผูน้ านวัตกรรม หรือผู้ที่ยงั ให้ความสาคัญกับสิ่งเดิมและไม่เห็นว่าสิ่งทีเ่ ป็น ของใหม่นั้นมีความสาคัญ เป็นต้น นอกจากนีป้ ระเภท การทางานของคนในสังคมเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อ การยอมรับนวัตกรรม เช่น คนทีท่ างานในองค์กรของรัฐ และ คนทีท่ างานในองค์กรเอกชน เป็นต้น ในด้านเทคโนโลยีการศึกษา การเผยแพร่นวัตกรรม เป็นส่วนหนึ่งในขอบข่ายเทคโนโลยีการศึกษา ด้านการจัดการ (Management) และการนาไปใช้ (Utilization) ดังนัน้ การเผยแพร่นวัตกรรมจึงเป็นการให้ ความรู้ (knowledge) ในด้านนวัตกรรม ทาให้ทราบ ความหมาย ที่มา และความสาคัญของนวัตกรรมนัน้

แนวโน้มการใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย จากการศึกษาข้อมูลการใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศ ไทย จากเว็บไซต์ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และ คอมพิวเตอร์แห่งชาติ (National Electronics and Computer Technology Center : NECTEC) (Internet User and Statistics in Thailand, 2010)

รูปที่ 2 แนวโน้มการใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย (Internet User and Statistics in Thailand, 2010) การเผยแพร่เพื่อการยอมรับ การเผยแพร่มีองค์ประกอบสาคัญ 4 องค์ประกอบ (Rogers,1986) ได้แก่ 1. นวัตกรรม (Innovation) เป็นสิ่งที่ผู้เผยแพร่ จาเป็นต้องพิจารณาองค์ประกอบ 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1.1 การชี้ให้เห็นประโยชน์ของสิ่งนั้น (Relative advantage) เพื่อโน้มน้าวให้ผู้รบั นวัตกรรมเห็น ความสาคัญและนาสิ่งนั้นไปใช้ให้เกิดประโยชน์ 1.2 ความเข้ากันได้หรือการนามาใช้แทน กันได้ (Compatibility) เพื่อให้เห็นความเชื่อมโยงกับ นวัตกรรมที่นาเสนอ ผู้ยอมรับนวัตกรรมอาจรู้สึกว่า นวัตกรรมที่ได้รบั มาเป็นส่วนหนึง่ ซึ่งมิอาจขาดได้หรือสิ่งนัน้ สามารถช่วยแก้ปัญหาหรืออานวยความสะดวก 1.3 ความซับซ้อน (Complexity) นวัตกรรมที่นาเสนอควรเป็นสิ่งทีเ่ ข้าใจง่าย ใช้งานง่าย เพื่อ ความสะดวกของผู้รบั นวัตกรรม 1.4 การทดลองใช้ (Trialability) สิ่งที่ นาเสนอควรเป็นสิ่งที่ผู้รบั นวัตกรรมสามารถสัมผัสและ

2) วัตถุประสงค์ การวิจัยครั้งนี้มเี ป้าหมาย เพือ่ ศึกษามุมมองของ ผู้สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงในโปรแกรมอีเลิร์นนิง เพื่อ การส่งเสริมการนาการเรียนการสอนแบบอีเลิร์นนิงไปใช้ใน ระดับอุดมศึกษา

75

การเรียนการสอนแบบอีเลิร์นนิง สามารถนาเสนอได้เป็น ประเด็น ดังนี้ 1. ปัจจัยภายนอกที่มีอิทธิพลต่อการยอมรับ การจัดการเรียนการสอนแบบอีเลิร์นนิงของผู้สอน 1.1 การให้ความรู้กับผู้สอน จากการวิเคราะห์ผลการสัมภาษณ์ผู้สอนซึ่ง เป็นกลุ่มตัวอย่างทีเ่ ป็นผู้สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงใน การเรียนอีเลิร์นนิงในสถาบันของรัฐ ให้ความเห็นว่า ปัจจัย ภายนอกด้านการให้ความรู้กับผู้สอนเริ่มจากคณะ/ มหาวิทยาลัย ดังส่วนหนึ่งของคาสัมภาษณ์ “...คณะเริ่มนาระบบออนไลน์มาใช้ใน การเรียนการสอน เมื่อ พ.ศ.2546 (8 ปีที่แล้ว) โดยใช้ระบบ moodle 1.5 เป็นระบบเริ่มต้น (ปัจจุบนั ใช้ moodle 1.9) ซึ่ง ชักชวนอาจารย์ที่สนใจเข้าร่วมอบรมการใช้งานระบบ เพื่อ นามาใช้ในการเรียนการสอนต่อไป” “...ทางคณะ จะจัดอบรม moodle เทอมละ 1 ครั้ง แต่ละครั้งมีผใู้ ห้ความสนใจประมาณ 20 – 30 คน มี ประมาณ 5 – 6 คน ให้ความสนใจมาก เข้าอบรมเป็นประจา ...” 1.2 การจัดระบบจัดการการเรียนรู้ ให้กับผู้สอน จากการวิเคราะห์ผลการสัมภาษณ์ ผู้สอนซึ่งเป็นผู้สนับสนุนการเปลีย่ นแปลงในการเรียน อีเลิร์นนิงในสถาบันของเอกชน ยกตัวอย่างให้เห็นว่า “การจัดการเรียนการสอนแบบ อีเลิร์นนิงเริ่มต้นมาตัง้ แต่ ปี 2547 ซึ่งในขณะนั้นคณะ เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นผู้พัฒนาระบบจัดการการเรียนรู้ (Learning Management System) ด้วยตนเอง จากนั้นทาง มหาวิทยาลัยจึงซื้อ software จากภายนอกมาใช้ และใน ปัจจุบนั มหาวิทยาลัยมอบหมายหน้าที่การผลิตบทเรียนให้ ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษาของมหาวิทยาลัย โดยใช้ Moodle ในการจัดการ” 1.3 การเปิดโอกาสให้ทดลองใช้ ระบบอีเลิร์นนิง จากการวิเคราะห์ผลการสัมภาษณ์ ผู้สอนซึ่งเป็นผู้สนับสนุนการเปลีย่ นแปลงในการเรียน อีเลิร์นนิงในสถาบันของเอกชน ให้ความเห็นเกี่ยวกับปัจจัย

3) วิธีดาเนินการวิจัย 3.1) การคัดเลือกกลุม่ ตัวอย่าง 3.1.1 กลุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบไม่อาศัยความน่าจะ เป็น (Nonprobability Sampling) โดยคัดเลือกกลุ่มตัวย่างด้วย วิธีการคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยมี เงื่อนไขการคัดเลือก ดังนี้ (1) มีประสบการณ์ในการสอนแบบ อีเลิร์นนิงมากกว่า 3 ปี และ (2) รับผิดชอบรายวิชาที่จัดการเรียนแบบอี เลิร์นนิงที่มีการจัดการเรียนการสอนแบบห้องเรียนปกติด้วย จากการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง ด้วยเกณฑ์ดังกล่าว ได้กลุ่มตัวอย่างเป็นอาจารย์ประจาคณะ นิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และอาจารย์ประจา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 3.2) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยและการเก็บรวบรวมข้อมูล จากการคัดเลือกผู้สอนที่มีบทบาทเป็นผู้ส่งเสริม การเปลี่ยนแปลงและมีประสบการณ์มากกว่า 3 ปี ใน การจัดการเรียนแบบอีเลิรน์ นิง ได้ดาเนินการสัมภาษณ์แบบ กึง่ โครงสร้างและสัมภาษณ์แบบเจาะลึก โดยเครื่องมือใน การวิจัย ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง (Semi-Structure Interview) 3.3) การวิเคราะห์ข้อมูล การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาจากเอกสารและ งานวิจัยทีเ่ กี่ยวข้อง ประกอบกับการวิเคราะห์ขอ้ มูลที่ได้จาก การสัมภาษณ์ผู้มีประสบการณ์ในด้านการจัดการเรียน การสอนแบบอีเลิร์นนิงจึงดาเนินการวิเคราะห์ขอ้ มูลด้วย วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) โดยใช้ทฤษฎีและ เอกสารงานวิจัยต่างๆ ทีเ่ กี่ยวข้องกับการยอมรับนวัตกรรม การจัดการเรียนการสอนแบบอีเลิร์นนิง และการยอมรับ รูปแบบการเรียนการสอนแบบอีเลิร์นนิงมาเป็นกรอบใน การวิเคราะห์

4) ผลการวิจัย จากการสัมภาษณ์ผู้มีประสบการณ์ด้านการจัด การเรียนการสอนแบบอีเลิร์นนิงและการยอมรับนวัตกรรม 76

ภายนอกที่เปิดโอกาสให้ผู้สอนทดลองใช้ระบบอีเลิรน์ นิงเริ่ม ด้วยคณะ/มหาวิทยาลัย ดังข้อมูลจากการสัมภาษณ์ “...อาจารย์ในคณะทีใ่ ห้ความสนใจ ส่วนใหญ่เป็นอาจารย์ใหม่ เมื่อลองใช้แล้วเห็นประโยชน์ใน การสื่อสาร ติดตามผู้เรียน และได้ผลป้อนกลับจากผู้เรียน...” 1.4 การจัดเวทีแลกเปลี่ยน ความคิดเห็น จากการวิเคราะห์ผลการสัมภาษณ์ ผู้สอนซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผูส้ นับสนุนการเปลี่ยนแปลง ในการเรียนอีเลิร์นนิงในสถาบันของรัฐ ยกตัวอย่างให้เห็นว่า “...นอกจากการให้ความรู้โดยการจัด อบรมแล้ว ทางคณะได้เปิดเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์จาก ผู้สอนที่ใช้ระบบออนไลน์ ซึ่งจะเป็นการประชาสัมพันธ์เรื่อง การฝึกอบรมด้วย...การชักชวนผู้สอนให้หนั มาใช้ระบบ ออนไลน์ จะเริ่มต้นจากการให้ผสู้ อนเห็นประโยชน์ ซึ่งต้อง ใช้ความพยายามและทาให้โดนใจมาก ซึ่งจะแนะนาในเรื่อง สื่อเสริม มีเว็บเสริม” 1.5 การกาหนดนโยบายการจัด การเรียนการสอน จากการวิเคราะห์ผลการสัมภาษณ์ ผู้สอนซึ่งเป็นผู้สนับสนุนการเปลีย่ นแปลงในการเรียน อีเลิร์นนิงในสถาบันของเอกชน ให้ความเห็นเกี่ยวกับปัจจัย ภายนอกด้านการกาหนดนโยบาย วิเคราะห์แล้วเห็นว่า “...ผู้บริหารมีนโยบายให้อาจารย์ผลิต หลักสูตรอีเลิร์นนิงเพิ่มขึน้ โดยสามารถนามาเป็นส่วนหนึ่ง ของผลงานอาจารย์เพื่อตอบตัวชี้วัดได้...” นอกจากนี้ผู้สอนซึ่งเป็นผู้สนับสนุน การเปลี่ยนแปลงในการเรียนอีเลิร์นนิงในสถาบันของรัฐ ยกตัวอย่างให้เห็นว่า “...คณะ เริม่ ต้นนาระบบออนไลน์มาใช้ 5 – 6 วิชา ซึ่งเป็นรายวิชาที่เปิดสอนในปี 3 4 และ 5 ซึ่งยังอยู่ ในรูปแบบผสมผสาน (blended learning) หลังจากนัน้ เมื่อมี การประกาศจากกระทรวงเรื่อง e-Learning จึงมีการขออนุมัติ ให้เปิดบทเรียนออนไลน์ ในปี พ.ศ. 2549 และเปิดใช้งานจริง ในปี พ.ศ.2550 ในบางภาควิชา นอกจากนี้มหาวิทยาลัย ส่งเสริมนโยบายด้านเทคโนโลยี โดยกาหนดตัวชี้วัดของ สานักวิชาการ จึงเริ่มมีการให้ความสนใจมากขึ้น...”

1.6 การให้ผลตอบแทน จากการวิเคราะห์ผลการสัมภาษณ์ ผู้สอนซึ่งเป็นผู้สนับสนุนการเปลีย่ นแปลงในการเรียน อีเลิร์นนิงในสถาบันของเอกชน ให้ความเห็นเกี่ยวกับปัจจัย ภายนอกด้านการให้ผลตอบแทน ดังส่วนหนึง่ ของ คาสัมภาษณ์ “...ผู้บริหารที่มนี โยบายให้อาจารย์ ผลิตหลักสูตรอีเลิร์นนิงเพิ่มขึ้น โดยมีการสร้างแรงจูงใจด้วย การให้รางวัล และในอนาคตอาจมีการอนุญาตให้อาจารย์ สามารถจัดการเรียนการสอนที่บ้านได้ โดยไม่จาเป็นต้องเข้า มาที่สถาบันเพื่อลดภาระของอาจารย์และดึงดูดใจให้จัด การเรียนแบบอีเลิร์นนิงมากขึ้น” 2. ปัจจัยด้านตัวแทนการเปลี่ยนแปลง จากการวิเคราะห์ผลการสัมภาษณ์ผู้สอนซึ่ง เป็นกลุ่มตัวอย่างทีเ่ ป็นผู้สนับสนุนการเปลี่ยนแปลงใน การเรียนอีเลิร์นนิงในสถาบันของรัฐ ให้ความเห็นว่าปัจจัย ด้านตัวแทนการเปลี่ยนแปลงมีส่วนในการสนับสนุนการนา อีเลิร์นนิงไปใช้ ดังส่วนหนึ่งของการสัมภาษณ์ “...นอกจากนี้อาจารย์จะให้ความรู้เพิ่มเติม และให้อาจารย์รนุ่ ใหม่คอยช่วยอาจารย์ที่สนใจแต่ยังไม่เคย ได้ลองใช้ นอกจากนี้ยังเตรียมบุคลากรเพื่อช่วยผู้สอนใน การจัดการเรียนการสอนออนไลน์ การชักชวนผู้สอนคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน...” “...ซึ่งปัจจัยทีท่ าให้ e-Learning ได้รับ การยอมรับและเปิดเป็นหลักสูตรมาจนปัจจุบันนี้ เนื่องจาก ผู้เริ่มต้นดูแล บริหารและจัดการการใช้ระบบออนไลน์ใน การเรียนการสอน ถ้าหากไม่มีผู้เล็งเห็นความสาคัญ และ พัฒนาการบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง การใช้ระบบออนไลน์ อาจหายไปจากคณะ...” ในขณะที่ผู้สอนซึ่งเป็นผู้สนับสนุน การเปลี่ยนแปลงในการเรียนอีเลิร์นนิงในสถาบันของเอกชน ให้ความเห็นว่า “...อาจารย์ผู้สอนสร้างปฏิสัมพันธ์ใน การเรียน มีการให้ผลป้อนกลับ และเข้ามาตอบคาถาม ออนไลน์อยู่เสมอ ซึ่งนักศึกษาที่นี่ช���บการมีปฏิสัมพันธ์ เสมอๆ และแม้นักศึกษาเกิดปัญหาในการเรียนสามารถติดต่อ ศูนย์ให้บริการซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของศูนย์เทคโนฯ ของมหาวิทยาลัย เพื่อขอคาแนะนาได้ ทาให้นักศึกษาบอกต่อ 77

จนมีผตู้ ้องการลงทะเบียนเรียนจานวนเพิ่มขึน้ เรื่อยๆ และ เลือกเรียนในรายวิชาอื่นที่เปิดแบบอีเลิร์นนิงเช่นกัน”

6) การให้ผลตอบแทนเพิ่มเติมและการกาหนดให้สามารถ นามาเป็นผลงานเพื่อตอบตัวชี้วัด โดยการให้รางวัลและ การให้ผู้สอนสามารถสอนในทีท่ สี่ ะดวกและเหมาะสมกับ ผู้สอนโดยไม่จาเป็นต้องเข้ามาทีส่ ถาบัน เมื่อผู้สอนเห็น ประโยชน์ทเี่ กิดขึ้น ผู้สอนอาจมีแนวโน้มในการเลือกจัด การเรียนแบบอีเลิร์นนิงเพิ่มขึ้น (Rogers, 1986 และ ปราวีณยา สุวรรณณัฐโชติ เสมอกาญจน์ โสภณหิรัญรักษ์ และ ปิยพจน์ ตัณฑะผลิน, 2553) นอกจากนีป้ ัจจัยด้าน ตัวแทนการเปลี่ยนแปลงเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อ การยอมรับและนาระบบอีเลิรน์ นิงไปใช้ในด้านการให้ คาแนะนาและความช่วยเหลือ (Teo, 2010) และการโน้มน้าว ผู้สอนท่านอื่นให้เกิดแรงจูงใจในการใช้ระบบอีเลิรน์ นิงใน การจัดการเรียนการสอน (Havelock, 1995 และ Keller, 2000) กระบวนการในการยอมรับรูปแบบการจัดการเรียน แบบอีเลิรน์ นิงดังกล่าว (Georgouli, Skalkidis และ Guerreiro, 2008) สะท้อนปัจจัยสาคัญที่ส่งเสริมให้ผู้สอน เลือกวิธีการจัดการเรียนแบบอีเลิร์นนิง ตามทฤษฎีของ Viau (Viau, 1994 อ้างถึงใน Georgouli, Skalkidis และ Guerreiro, 2008) ที่กล่าวว่าผู้สอนเลือกพิจารณาประโยชน์ที่เกิดขึ้นใน อนาคต ความน่าสนใจและคุณค่าของสิ่งนั้น และ ความสามารถในการควบคุม ดูแลการจัดการเรียนการสอน ได้ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการยอมรับนวัตกรรมของ Rogers (Roger, 1986) ที่กล่าวถึงหลัก 5 ประการในการเผยแพร่ นวัตกรรม คือ 1) การชี้ให้เห็นประโยชน์ของสิ่งนัน้ (Relative advantage) 2) ความเข้ากันได้หรือการนามาใช้แทนกันได้ (Compatibility) 3) ความซับซ้อน (Complexity) 4) การทดลองใช้ (Trialability) และ 5) การสังเกตได้ (Observability) อย่างไรก็ดีเมื่อผู้บริหารนาเสนอแนวทาง การจัดการเรียนการสอนแนวใหม่ให้ผู้สอนทราบ และผู้สอน เลือกที่จะลองจัดการเรียนการสอนด้วยกลวิธีดังกล่าวแล้ว ผู้บริหารควรมีหน้าที่ในการกาหนดนโยบายในการอบรม ผู้สอนให้มคี วามสามารถเบื้องต้นในการดูแลจัดการการเรียน การสอนแบบอีเลิร์นนิงได้ (Wagner, Hassanein, and Head, 2008) เพื่อให้ผู้สอนสามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างมี ประสิทธิภาพ

5) อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ 5.1 อภิปรายผล การศึกษาครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อศึกษาความคิดเห็นที่ มีต่อการส่งเสริมการยอมรับและการใช้การเรียนแบบ อีเลิร์นนิงจากผู้ส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงหรือตัวแทน การเปลี่ยนแปลง จากการวิเคราะห์ขอ้ มูลที่ได้จาก การสัมภาษณ์และการศึกษาเอกสารและงานวิจัยต่างๆ พบว่า การยอมรับการเรียนแบบอีเลิร์นนิงของผู้สอนใน สถาบันการศึกษาเกิดขึ้นจากปัจจัยภายนอกที่มีอิทธิพลต่อ ผู้สอน โดยปัจจัยภายนอกที่มีอิทธิพลต่อผู้สอนได้แก่ 1) คณะจัดให้มีการให้ความรู้กบั ผู้สอน เพื่อทาความเข้าใจ การจัดการเรียนการสอนแบบอีเลิร์นนิงและเห็นประโยชน์ที่ เกิดขึ้นจากกระบวนการดังกล่าว (Roger, 1986) โดยการเปิด อบรมให้ผู้ที่สนใจเข้ารับการอบรม เพื่อทาความรู้จักและ ทาความเข้าใจรูปแบบการจัดการเรียนแบบอีเลิร์นนิง 2) คณะและ/หรือมหาวิทยาลัยจัดระบบจัดการการเรียนรู้ ให้กับผู้สอน เพื่อสร้างความสะดวกในการจัดการเรียน การสอน (Roger, 1986 และ ปราวีณยา สุวรรณณัฐโชติ เสมอกาญจน์ โสภณหิรัญรักษ์ และ ปิยพจน์ ตัณฑะผลิน, 2553) 3) คณะและ/หรือมหาวิทยาลัยเปิดโอกาสให้ผู้สอนได้ ทดลองใช้ระบบอีเลิร์นนิง เพื่อเห็นประโยชน์อันเกิดจาก การจัดการเรียนการสอนแบบอีเลิร์นนิง ได้แก่ ความสะดวก ในการติดต่อสื่อสารกับผู้เรียน (Watkins, 2005) (ทั้งในด้าน การแจ้งกาหนดการเรียนและงานการเรียน) และการให้ ผลป้อนกลับ (Rogers, 1986 และ Huddlestone และ Pike, 2007) 4) คณะและ/หรือมหาวิทยาลัยจัดเวทีแลกเปลี่ยน ความคิดเห็น เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างผู้ที่มี ประสบการณ์ในการจัดการเรียนรู้แบบอีเลิร์นนิง กับผูท้ ี่ไม่ เคยจัดการเรียนรูใ้ นรูปแบบดังกล่าว ทั้งนี้เพื่อเป็นการสร้าง แรงจูงใจ ซึ่งเป็นการเพิ่มจานวนกลุ่มผู้สอนที่ยอมรับและใช้ ระบบอีเลิร์นนิงเพิ่มขึ้น (Havelock, 1995 และ Keller, 2000) 5) มหาวิทยาลัยกาหนดนโยบายในการจัดการเรียนการสอน แบบอีเลิรน์ นิง (ปราวีณยา สุวรรณณัฐโชติ เสมอกาญจน์ โสภณหิรัญรักษ์ และ ปิยพจน์ ตัณฑะผลิน, 2553) และ 78

นอกจากจะนาหลักการเผยแพร่นวัตกรรมดังกล่าว มาใช้ในการเผยแพร่กระบวนการจัดการเรียนการสอนแนว ใหม่ให้ผู้สอนซึ่งเป็นผู้ออกแบบและจัดการการเรียนการสอน แล้ว สามารถนามาใช้กับผู้เรียนซึ่งเปรียบเสมือนลูกค้าที่เลือก เรียนด้วยกระบวนการดังกล่าว ซึ่งไม่เพียงแต่รูปแบบ การเรียนจะสะท้อนให้ผเู้ รียนเห็นประโยชน์ทอี่ าจเกิดขึ้นใน อนาคตเท่านั้น หากแต่ผู้เรียนยังมีเหตุผลอื่นๆ ในการเลือก เรียนด้วยรูปแบบการเรียนอีเลิรน์ นิง เช่น งานการเรียนใน การเรียนแบบออนไลน์ สื่อต่างๆ ในบทเรียน กลวิธีใน การจัดการเรียนการสอน การนาเสนอเนื้อหาในบทเรียน ลักษณะของตัวผูเ้ รียนเอง การบริหารการจัดการเรียนแบบ อีเลิร์นนิง และค่าใช้จ่ายในการเรียน เป็นต้น (Huddlestone และ Pike, 2007) อย่างไรก็ดีมุมมองดังกล่าวเป็นเพียง การเริ่มต้นในการตอบรับรูปแบบการเรียนแบบอีเลิร์นนิง ซึ่งปัจจุบันแพร่หลายทั้งในประเทศและต่างประเทศ หากแต่ สิ่งสาคัญคือกระบวนการในการดาเนินการให้รปู แบบ การเรียนที่เอื้อประโยชน์ในหลายด้านและตอบสนองผู้เรียน ได้อย่างหลากหลาย สามารถดารงอยู่ต่อไป โดยมีผเู้ รียนเลือก เรียนด้วยรูปแบบดังกล่าวอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งที่น่าสนใจและ ควรศึกษาเพื่อนาไปปรับใช้ในการจัดการเรียนแบบอีเลิร์นนิง ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

แบบอีเลิรน์ นิง ทัง้ ด้านสถานที่ เวลา และการบริหารจัด การ ทั้งนี้ผบู้ ริหารสามารถเสริมนโยบายสนับสนุนผู้สอนที่ เลือกจัดการเรียนการสอนแบบอีเลิร์นนิง ด้วยการให้รางวัล หรือการอนุญาตให้การสอนด้วยรูปแบบดังกล่าวเป็นส่วน หนึ่งของผลงานที่สามารถรายงานของผู้สอนได้ เป็นต้น 3. การให้ผู้สอนจัดการเรียนการสอน แบบอีเลิรน์ นิง (Trailability) อย่างน้อย 1 รายวิชาในภาค การศึกษานั้นๆ เพื่อให้ผู้สอนได้สัมผัสการจัดการเรียน การสอนด้วยรูปแบบดังกล่าวด้วยตนเอง ซึ่งผู้สอนจะเห็น ประโยชน์จากการจัดการเรียนการสอนแบบอีเลิร์นนิงด้วย ตนเองอย่างแท้จริง ซึ่งจะสอดรับกับการชี้แจงรายละเอียด ของผูบ้ ริหารในขัน้ ต้น และอาจเกิดความคิดเห็นคล้อยตาม และเลือกจัดการเรียนการสอนแบบอีเลิร์นนิงดังกล่าว 4. การสนับสนุนด้านเทคโนโลยีเพื่อช่วย ในการบริหารจัดการการเรียนรู้ (Learning Management System: LMS) ในด้านผูผ้ ลิตบทเรียนจากเนื้อหาที่ผู้สอน กาหนดและเจ้าหน้าที่เทคนิคในการควบคุมดูแลเครือข่าย เพื่อช่วยอานวยความสะดวกในการสร้างบทเรียนและดูแล จัดการระบบการเรียนรู้ 5. การเผยแพร่ (Publication) เพื่อนาเสนอ แนวทางการจัดการเรียนการสอนที่เอื้อต่อการเรียนรู้ทุกที่ทุก เวลาให้เป็นที่รจู้ ัก เพื่อยกระดับสถาบันให้เป็นสากล สามารถ ตอบสนองความต้องการของผูเ้ รียนและอานวยความสะดวก ให้ผเู้ รียนและผู้สอน ด้านข้อจากัดในการเข้ามาในสถาบัน การจัดสรรเวลาในการ���รียนการสอนให้เหมาะสม เป็นต้น

5.2) ข้อเสนอแนะในการนาผลการวิจัยไปใช้ แนวทางในการส่งเสริมการยอมรับการจัดการเรียน การสอนแบบอีเลิร์นนิงในสถาบันอุดมศึกษา ดังนี้ 1. การให้ความรู้เกี่ยวกับการเรียนแบบ อีเลิร์นนิง (Knowledge) ตามหลักการตัดสินใจยอมรับ นวัตกรรม (Rogers, 1986) โดยผู้บริหารมีหน้าที่ชี้แจง รายละเอียดในการจัดการเรียนการสอนแบบอีเลิร์นนิง รวมทั้งกาหนดนโยบายด้านการจัดการเรียนแบบอีเลิรน์ นิง ในด้านการฝึกอบรมผู้สอนในการดาเนินการด้านเทคโนโลยี สารสนเทศที่มคี วามสาคัญในการจัดการเรียนแบบอีเลิร์นนิง และการกาหนดนโยบายที่เอื้อประโยชน์ต่อผู้สอนที่จัด การเรียนแบบอีเลิร์นนิง อาทิ สถานที่สอน (Anywhere Anytime) เป็นต้น 2. การจูงใจผู้สอน (Persuasion) โดย การสะท้อนให้ผู้สอนเห็นประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการสอน

5.3 ข้อเสนอแนะสาหรับการวิจัยครั้งต่อไป 1. การศึกษาการตัดสินใจเลือกศึกษาด้วยรูปแบบ การเรียนแบบอีเลิร์นนิงอย่างต่อเนื่องในรายวิชาต่างๆ ใน สถาบัน 2. การศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการยอมรับ และนาการจัดการเรียนแบบอีเลิรน์ นิงไปใช้อย่างต่อเนื่อง

6) เอกสารอ้างอิง ปราวีณยา สุวรรณณัฐโชติ, เสมอกาญจน์ โสภณหิรัญรักษ์ และ ปิยพจน์ ตัณฑะผลิน. (2553). การเรียน การสอนแบบผสมผสาน: ข้อเสนอแนะ การส่งเสริมการยอมรับของผู้สอน และ 79

การจัดการเรียนการสอนที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ แบบนาตนเอง. วารสารร่มพฤกษ์. 29 (1). หน้า 65 – 88. รัชนีวรรณ ตั้งภักดี. (2548). การศึกษาคุณลักษณะที่พึง ประสงค์ของผู้สอนออนไลน์ในระดับอุดมศึกษา. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาโสตทัศนศึกษา ภาควิชาหลักสูตร การสอนและเทคโนโลยีการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

Teo, T. (2010). Development and validation of the Elearning Acceptance Measure (EIAM). International and Higher Education. 13. P. 148 – 152. Wagner, N.; Hassanein, K. and Head, M. (2008). Who is responsible for E-Learning Success in Higher Education? A Stakeholder Analysis. Educational Technology & Society. 11 (3). P. 26 – 36. Watkins, R. (2005). 75 e-Learning activities: making online learning interactive. US: Pfeiffer.

Bonk, C.J. and Graham, C.R. (2006). The Handbook of blended learning: global perspectives, local design. US: Pfeiffer. Canadian council on learning. (2009). State of eLearning in Canada. Ottawa: Canadian Council on Learning. Georgouli, K.; Skalkidis, I and Guerreiro, P. (2008). A Framework for Adopting LMS to Introduce e-Learning in a Traditional Course. Educational Technology & Society. 11(2). P. 228 – 240. Havelock, R.G. (1995). The Chang Agent’s Guide. Second Edition. Englweood Cliffs, N.J.: Educational technology. Huddlestone, J. and Pike, J. (2007). Seven key decision factors for selecting e-learning. Cognition, Technology and Work. 10(3). P. 237 – 247. Keller, J. (2000). How to integrate learner motivation planning into lesson planning: The ARCS model approach. Retrieved from: http://mailer.fsu.edu/%7Ejkeller/Articles/Kel ler%202000 %20ARCS%20Lesson%20Planning.pdf Liao, H.L. and Lu, H.P. (2008). Richness Versus Parsimony Antecedents f Technology Adoption Model for E-Learning Websites. Lecture Notes in Computer Science. 5145. P. 8 – 17. National Electronics and Computer Technology Center (NECTEC). (2010). Internet Users and Statistics in Thailand. Retrieve from: http://internet. nectec.or.th/webstats/ home.iir?Sec=home. Oblinger, D.G.; Barone, C.A. and Hawkins, B.L. (2001). Distributed Education and Its Challenges: An Overview. Distributed Education: Challenges, Choices, and a New Environment. Retrieve from: http://www.acenet. edu/bookstore/pdf/distributedlearning/distributed-learning-01.pdf. Organization for Co – operation and Development (OECD). (2005). E-Learning in Tertiary Education. Policy Brief. December. Rogers, E.M. (1986). Diffusion of Innovations. New York : The Free Press. 80

การศึกษานอกสถานที่เสมือนจริงด้วยเว็บ 3.0 เพื่อส่งเสริมความเข้าใจในวัฒนธรรมของประเทศในกลุ่มอาเซียน Virtual Fieldtrip with Web 3.0 to Enhance the Cultural Understanding of ASEAN Member Countries ปาริฉัตร ละครเขต1, พิมพ์พักตร์ จุลนวล2, พิสิฐ แย้มนุ่น3 1 นิสิตปริญญามหาบัณฑิต ภาควิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (lakornkhet9@hotmail.com) 2 นิสิตปริญญามหาบัณฑิต ภาควิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (adore_men99@hotmail.com) 3 นิสิตปริญญามหาบัณฑิต ภาควิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (p.yaemnun@hotmail.com)

บทคัดย่อ

ABSTRACT Nowadays, Internet is playing a vital role in the field of education. According to the Internet era, web 3.0 is the forthcoming era, which is equipped with the new technologies. Such technologies included semantic web, simulation of three-dimensional model which offers more realistic, and freedom of video sharing.This article discusses the use of web 3.0 technology for e-Learning activity highlighting the use of virtual field trip in order to enhance the cultural understanding of ASEAN member countries. Such activity will offer students’ opportunities for visiting famous places of each country presenting the cultural differences through the three-dimensional model. In addition, students can appreciate the differences of ways of dressing among each countries presenting through the characters of virtual representatives. Based on such experience, students would enhance their cultural understanding of differences among ASEAN member countries thoroughly.

ปัจจุบันการใช้งานอินเทอร์เน็ตได้เข้ามามีบทบาทสาคัญต่อ การศึกษาเพิ่มมากขึ้นโดยขณะนี้ได้ก้าวเข้าสู่ยุคของการใช้ เทคโนโลยีเ ว็บ 3.0 ที่ม าพร้อ มกับ เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า เช่น มาตรฐานของความหมาย การจาลอง 3 มิติ ที่จ ะเพิ่ม ความเหมือนจริง และวีดีโอเปิดเสรี เป็ น ต้น ในบทความนี้ จะนาเสนอแนวทางการจัดกิจกรรมทัศนศึกษานอกสถานที่ เสมือนจริงด้วยเทคโนโลยีเว็บ 3.0 ซี่งจะเน้นในเรื่องของการ จ าลอง 3 มิ ติ ข องสถานที่ ส าคั ญ ของประเทศสมาชิ ก ใน ประชาคมอาเซียน ตลอดจนการจาลอง 3 มิติของการแต่งกาย ที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศสมาชิกซึ่งจะมีค วามเสมือน จริ ง ด้ ว ยเทคโนโลยี เ ว็ บ 3.0 เพื่ อ ส่ ง เสริ ม ความเข้ า ใจใน วัฒนธรรมของประเทศสมาชิกในประชาคมอาเซียน โดยให้ ผู้เรียนสามารถเข้าไปสัมผัสกับสถานที่สาคัญ ๆ ของแต่ละ ประเทศ และเห็นถึงรูปแบบการแต่งกายที่แตกต่างกันของ แต่ละประเทศ ผ่านทางตัวละคร ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียน มีความเข้าใจในวัฒนธรรมของประเทศสมาชิกในประชาคม อาเซียนมากยิ่งขึ้น

Keywords: Virtual fieldtrip, Web 3.0, ASEAN member countries, Cultural understanding

81

3) สามารถเรียนรู้รายบุคคลได้ 4) ช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดจินตนาการ และรักในการ แสวงหาความรู้ 5) การศึกษานอกสถานที่เสมือนช่วยประหยัดเวลาของผู้สอน ในการจัดเตรียมขั้นตอนต่าง ๆ ในการพาผู้เรียนไปแสวงหา ความรู้นอกสถานที่ 6) การศึกษานอกสถานที่เสมือนค่าใช้จ่ายไม่แพงเท่า การศึกษานอกสถานที่จริง 7) การศึกษานอกสถานที่เสมือนไม่ต้องกังวลกับสภาพอากาศ ระหว่างการเรียนรู้ 8) การศึกษานอกสถานที่เสมือนสามารถแบ่งปันความรู้ และ ความคิดเห็นถึงกันได้ทั่วโลก 9) การศึกษานอกสถานที่เสมือนเปิดให้ผู้เรียนและผู้สอนไป ยังทุกสถานที่ และทุกเวลา

คาสาคัญ: การศึกษานอกสถานที่เสมือน, เว็บ 3.0, ประเทศ ในกลุ่มอาเซียน, ความเข้าใจในวัฒนธรรม

1) บทนา การศึกษานอกสถานที่เสมือนเป็นการจัดกิจกรรมการเรียน การสอนรูปแบบหนึ่งที่ ส่งเสริ มการเรียนรู้ข องผู้เรี ยนให้ มี ความสนใจในบทเรียนได้ดียิ่งขึ้น ปัจจุบันในยุคที่เทคโนโลยี ต่าง ๆ มีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตที่ มีบทบาทสาคัญต่อการเรียนรู้ ก็ได้มีการพัฒนาไปด้วยเช่นกัน ในอนาคตเทคโนโลยีเว็บ 3.0 จะเป็นสิ่งที่เข้ามาแทนที่เทค โนโลเว็ บ 2.0 ที่ ใ ช้ กั น อยู่ ใ นปั จ จุ บั น การน าจุ ด เด่ น ของ เทคโนโลยี เ ว็ บ 3.0 เช่ น การจ าลอง 3 มิ ติ ที่ จ ะเพิ่ ม ความ เสมื อนจริง มาประยุ กต์ ใช้ใ นการจั ดการเรี ยนการสอนเพื่ อ ส่งเสริมเข้าใจในวัฒนธรรมของประเทศอาเซียน จะเป็นการ กระตุ้นในให้ผู้เรียนเกิดความสนใจในการที่จะเรียนรู้ถึงความ แตกต่างทางวัฒนธรรมของประเทศในกลุ่มอาเซียน และเป็น การเตรี ย มความพร้ อ มให้ กับ ผู้ เ รี ย นถึ ง การเปลี่ ย นแปลงที่ กาลังจะมาถึง

2.2) รูปแบบของการศึกษานอกสถานที่เสมือน การศึกษานอกสถานที่เสมือนที่นามาใช้ในการเรียนการสอน มีอยู่ 3 แบบ ดังนี้ (Foley, 2001 อ้างถึงใน กรกช รัตนโชติ, 2547) 1) ใช้เว็บที่มีผู้จัดทาแล้ว คือเว็บที่มีผู้ทาเกี่ยวกับสิ่งที่ต้องการ ศึกษาอยู่แล้ว โดยผู้สอนทารายชื่อเว็บที่เกี่ยวข้องกับสถานที่ นั้น แล้วให้ ผู้เรียนเข้าไปศึกษา และทารายงานตามที่ได้รับ มอบหมาย 2) ใช้เว็บที่เป็นการศึกษานอกสถานที่เสมือนโดยเฉพาะ ซึ่งมี ผู้พัฒนา ซึ่งมีผู้พัฒนาขึ้นมาอาจประกอบด้วยข้อความ และรูป ถ่าย 3) ใช้เว็บการศึกษานอกสถานที่เสมือนที่ผู้สอนเป็นผู้สร้าง ขึ้นมาเฉพาะสถานที���ที่ต้องการศึกษา ซึ่งผู้สอนต้องเสียเวลา ในการจัดทา แต่สามารถสร้างเว็บได้ตามต้องการ ทั้งเนื้อหา รูปภาพประกอบ ภาพเคลื่อนไหว เป็นต้น

2) การศึกษานอกสถานที่เสมือน Foley (2001) กล่าวว่า การศึกษานอกสถานที่เสมือน (Virtual fieldtrip) คือ การสารวจและการบรรยายการท่องเที่ยวโดย ผ่านเว็บไซต์ (Web site) หรือจากตัวเชื่อมโยง (Link) ไปยัง เว็บไซต์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา เพื่อให้ผู้เรียนสามารถไป ยั ง สถานที่ ใ ดที่ ห นึ่ ง เพี ย งแค่ การกดปุ่ ม เพี ย งปุ่ ม เดี ย วโดย เครือข่ายการเชื่อมโยง 2.1 ประโยชน์ของการศึกษานอกสถานที่เสมือน การศึกษานอกสถานที่เสมือนยินยอมให้ผู้เรียน เรียนรู้ได้ทุก สิ่ง และเยี่ยมชมสถานที่ได้ทั่วโลกหรือภายนอกโลกก็ได้ ซึ่ง Foley (2001) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของการใช้การศึกษานอก สถานที่เสมือนในการเรียนการสอนไว้ว่า 1) ใช้เวลาเรียนในห้องเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2) มีการคัดแยกเนื้อหา และจัดเว็บเชื่อมโยงให้เหมาะสมกับ ระดับของผูเ้ รียน

2.3) ขั้นตอนการจัดการศึกษานอกสถานที่เสมือน ในการจั ด กิ จ กรรมการศึ ก ษานอกสถานที่ เ สมื อ น ผู้ ส อน จ าเป็ น ต้ อ งค านึ ง ถึ ง ความสามารถ ความต้ อ งการ และ ประสบการณ์เดิม ของผู้เรี ยนแต่ล ะคน เพื่ อจะได้จั ดเตรีย ม กิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิมธิภาพ ดังนั้นการวางแผนใน 82

การจัดกิจกรรมการศึกษานอกสถานที่เสมือนเป็นสิ่งที่สาคัญ และจาเป็น เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนมาก ที่สุด 1) ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันกาหนดเป้าหมายและ วัตถุประสงค์ของการศึกษานอกสถานที่เสมือน 2). ผู้สอนให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผู้เรียนกาลังจะศึกษา และมอบหมายงานซึ่งอาจจะเป็นงานเดี่ยว และงานกลุ่มก็ได้ 3) ผู้เรียนสารวจ ค้นคว้า บันทึกข้อมูล ที่ได้จากการศึกษานอก สถานที่เสมือน ในโลกเสมือนจริง 4) ให้ผู้เรียนเชื่อมโยงความรู้ระหว่างสิ่งที่นักเรียนสังเกตุหรือ สารวจพบมา กับสิ่งที่นักเรียนเคยเรียนรู้โดยการจัดทารายงาน และนาเสนอผลงาน 4) การประเมินผล เป็นการวิเคราะว่าการศึกษานอกสถานที่ ครั้งนี้ประสบความหรือไม่ หรือบรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้จากรายงาน หรือการทดสอบ

อ่ านข้ อ มู ล ต่ างๆ ได้ เ พี ย งอย่ างเดี ย ว ไม่ มี ส่ วนร่ วมในการ นาเสนอหรือมีส่วนร่วมค่อนข้างน้อย Web 2.0 ในยุคนี้ ผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตสามารถสร้างเนื้อหา และนาเสนอข้อมูลต่างๆ มีการแบ่งปันความรู้ซึ่งกันและกัน อย่ างเช่ น เว็ บ สารานุ ก รมออนไลน์ Wikipedia ได้ ท าให้ ความรู้ถูกต่อยอดไปอยู่ตลอดเวลา ข้อมูลทุกอย่างได้มาจาก การเติมแต่งอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ทาให้ข้อมูลนั้นถูกต้องมาก ที่สุด และจะถูกมากขึ้น เมื่อเรื่องนั้นถูกขัดเกลามาเป็นเวลา ยาวนาน หรือการแชร์ไฟล์มัลติมีเดียใน Youtube เป็นต้น นอกจากนี้ผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์ หรือบุคคลทั่วไปยัง สามารถเพิ่มเติมข้อมูล หรือสารสนเทศต่างๆ เพื่อให้เว็บไซต์ มีความสมบูรณ์และมีข้อมูลที่ถูกต้องที่สุด Web 3.0 เป็นการเพิ่มแนวความคิดในการจัดการข้อมูลซึ่งเพิ่ม จานวนขึ้นอย่างมากมาย จากผลพวงของเว็บในยุค Web 2.0 ทาให้เว็บต่าง ๆ ต้องมีระบบบริหารจัดการเว็บให้ดีขึ้น ง่ายขึ้น ด้ ว ยรู ป แบบ metadata ซึ่ ง ก็ คื อ การน าข้ อ มู ล มาบอก รายละเอียดของข้อมูล หรือ data about data โดยระบบเว็บจะ จัดการค้นหาข้อมูลให้เราเองหรืออาจกล่าวโดยสรุปง่าย ๆ ว่า Web 1.0 = อ่านอย่างเดียว, ข้อมูลที่หยุดนิ่งอยู่กับที่ด้วยการใช้ Markup แบบง่าย ๆ Web 2.0 = อ่าน/เขียน, ข้อมูลที่มีการเคลื่อนไหว รวมทั้งการ บริการทางเว็บ (Web Services) Web 3.0 = อ่าน/เขียน/ความเกี่ยวข้อง, ข้อมูลที่อยู่ในรูปแบบ ของ Metadata หรือข้อมูลที่มีการบอกรายละเอียดของข้อมูล อีกที

3) Web 3.0 คืออะไร Web 3.0 นั้นเป็นพื้นฐานจากการนา Web 2.0 มาทาการพัฒนา และต่ อยอด โดยมีการปรั บปรุ งและแก้ไ ข Web 2.0 ให้ มี ระบบบริหารจัดการเว็บที่ดีขึ้น ง่ายขึ้น เนื่องจากในยุค Web 2.0 นั้นผู้ใช้มีการสร้างเนื้อหาได้อย่างสะดวกและง่ายขึ้น ทา ให้ มีจานวนเนื้อหาจานวนมากไม่ว่าจะเป็น Blog, รูปภาพ, ไฟล์มัลติมีเดียต่างๆ ซึ่งส่งผลต่อมาก็คือ ปัญหาในการค้นหา และเข้าถึงข้อมูล จึงมีความจาเป็นที่จะต้องหาแนวคิดหรือ วิธีการในการจัดการข้อมูลให้เป็นระบบ และมีการเชื่อมโยง ถึง กัน เพื่ อ เพิ่ ม ประสิท ธิ ภาพในการค้น หาและเข้ าถึ ง โดย แนวคิดดังกล่าวนั้นเป็นที่มาของการพัฒนาไปสู่ยุค Web 3.0 นั่นเอง

Web 3.0 “Read – Write – Execute” เป็นการคาดการณ์ ลั ก ษณะของการแสดงเนื้ อ หา ข้ อ มู ล และการโต้ ต อบกั น ระหว่างเจ้าของ เว็บไซต์และผู้สนใจเข้าชมเว็บไซต์ ซึ่งในยุค Web 3.0 ผู้ใช้บริการสามารถอ่าน เขียน และทาการจัดการกับ เนื้ อหาและปรั บแต่ งแก้ไขข้ อมู ลหรื อระบบได้ อ ย่างอิสระ หรือในอีกลักษณะหนึ่งของ Web 3.0 คือ “Read – Write – Relate” เป็นลักษณะของการเชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกันมาก

การใช้งานอินเตอร์เน็ตถูกแบ่งออกเป็นยุค ๆ ซึ่งมีการพัฒนา โดยมีหลักการในการนาเสนอข้อมูลหรือเนื้อหาคือ Web 1.0 เว็ บ ไซต์ ใ นยุ ค นี้ จ ะเป็ น การน าเสนอข้ อ มู ล ต่ า งๆ ของผู้ ให้ บ ริ ก ารเว็ บ ไซต์ เผยแพร่ แ ก่ บุ ค คลทั่ ว ไปที่ ส นใจ โดย เนื้อหาจะมีลักษณะเช่นเดียวกับหนังสือ คือ ผู้สนใจเข้ามา 83

ขึ้ น แทนที่ จ ะเป็ น เพี ย งข้ อ มู ล ที่ สามารถอ่ า นและเขี ย นได้ เท่ า นั้ น ซึ่ ง จะมี ป ระโยชน์ ต่ อ มาคื อ เมื่ อ เราสามารถหา ความสัมพันธ์และการเชื่อมโยง ข้อมูลต่าง ๆ ได้ ก็จะทาให้เรา เข้าใจความหมายของเครือข่ายการเชื่อมโยงต่าง ๆ มากขึ้น

เว็บ ไซต์ใ ห้มี ความน่าสนใจมากขึ้น เนื่ องจาก Web 3.0 มี ปริมาณความจุที่สามารถรองรับข้อมูลได้มากกว่าเดิม มีพื้นที่ เพียงพอสาหรับการทากิจกรรมต่างๆ บนเว็บ จากเว็บ 3.0 ที่ได้กล่าวมาสามารถนามาใช้ในการเรียนการ สอน คือ สามารถสร้างเครือข่ายของข้อมูลขึ้นมาเพื่อความ สะดวกในการค้นหาและเข้าถึงได้อย่างรวดเร็ว ทาให้มีการ เชื่อมโยงความสัมพันธ์กับแหล่งข้อมูลอื่นๆ ช่วยวิเคราะห์ ข้ อ มู ล ให้ เ ห็ น ภาพชั ด เจน รวมถึ ง การเชื่ อ มโยงข้ อ มู ล ที่ เกี่ยวข้องมาไว้ด้วยกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน ช่วยเพิ่มโอกาสให้ ผู้เรียนสามารถเข้าชมหน้าเว็บ มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียน และผู้ สอน สามารถหา ความหมาย หรื อ ข้ อ มู ล ต่ างๆ ได้ ละเอียด และแม่นยามากขึ้น สามารถจัดการเรียนการสอน แบบผสมผสานด้วยโปรแกรมหรือบริการต่างๆของเว็บ เช่น การนาเอาเทคโนโลยี 3 มิติ มาช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความ สนใจ นอกจากนี้ยั งสามารถตอบสนองความต้ องการของ ผู้เรียนและผู้สอน

รูปแบบหรือลักษณะโดยทั่วไปของเว็บไซต์ในยุค Web 3.0 นั้นมีการพัฒนาให้กลายเป็น Semantic Web ซึ่งเป็นการสร้าง เครือข่ายของข้อมูลขึ้นมาเพื่อความสะดวกในการค้นหาและ เข้าถึงได้อย่างรวดเร็วทาให้มีการเชื่อมโยงความสัมพันธ์กับ แหล่ ง ข้ อ มู ล อื่ น ๆ ที่ มี เ นื้ อ หาสั ม พั น ธ์ กั น ได้ อ ย่ า งมี ประสิทธิภาพ Semantic Wiki เป็นการอธิบายคา ๆ หนึ่ง คล้ายกับดิกชันนารี ทาให้สามารถหา ความหมาย หรือข้อมูล ต่างๆ ได้ละเอียด และแม่นยามากขึ้น มีการนา Web 3D เข้า มาใช้ทาให้ตื่นเต้นน่าดู น่าสนใจ Composite Applications เป็นการผสมผสาน Application หรือโปรแกรม หรือบริการ ต่ า ง ๆ ของเว็ บ ที่ ม าจากแหล่ ง ต่ า ง ๆ เข้ า ไว้ ด้ ว ยกั น เพื่ อ ประโยชน์ของผู้ใช้งาน Ontology Language หรือ OWL เป็น ภาษาที่ใช้ในก���รอธิบายสิ่งต่างๆ ให้มีความสัมพันธ์กัน โดยดู จากความหมายของสิ่ ง นั้ น ๆ ซึ่ ง ก็ จ ะเชื่ อ มโยงกั บ ระบบ Metadata รวมไปถึ ง การท าให้ เ ว็ บ ไซต์ มี ลั ก ษณะของ Artificial intelligence (AI) ซึ่ง ท าให้ เว็ บไซต์สามารถ ตอบสนองผู้ใช้งานได้อย่างชาญฉลาด คอมพิวเตอร์สามารถ เข้าใจความต้องการของผู้ใช้มากขึ้น และสามารถแสดงข้อมูล เฉพาะส่วนที่ตรงตามความต้องการของผู้ใช้ได้

4) กรณีศึกษาการศึกษานอกสถานที่เสมือนจริงด้วยเว็บ 3.0 เพื่อส่งเสริมความเข้าใจในวัฒนธรรมของประเทศในกลุ่ ม อาเซียน 4.1 ตัวอย่างเครื่องมือ Second Life Second Life เป็นซอฟแวร์คอมพิวเตอร์ที่พัฒนาขึ้นโดยบริษัท Linden Lab มีผู้ก่อตั้งเป็นอดีตหัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยีของ บริษัท Real Network อดีตยักษ์ใหญ่ในวงการด้านธุรกิจ อินเตอร์เน็ตและมัลติมีเดีย Second Life ถูกสร้างขึ้นโดยได้ แรงบรรดาลใจมาจากนวนิ ย ายวิ ท ยาศาสตร์ ชื่ อ ดั ง อย่ า ง Cyberpunk และ Snow Crash นักเทคโนโลยีจานวนมากกล่าว ยกย่องว่ามันคือ "นวัตกรรมของอนาคต" หรือสิ่งประดิษฐ์ใน ยุคหน้า นักธุรกิจและนักการศึกษาทั่วโลก มองว่าในอนาคต อันใกล้ มันคือทางเลือกของการลงทุนและสื่อโต้ตอบที่กาลัง จะเข้ามาอิทธิพล

จุดเด่นของ Web 3.0 คือ ความสามารถในการจั ดการกับ ข้อมูลที่มีความสลับซับซ้อนได้ โดยเฉพาะเมื่อเนื้อหามีความ หลากหลายมากขึ้น มี การแบ่ง หมวดหมู่ ต่างๆ มากขึ้น ซึ่ ง Web 3.0 จะช่วยวิเคราะห์ข้อมูลให้เห็นภาพชัดเจน รวมถึง การเชื่อมโยงข้อมูลที่เกี่ยวข้องมาไว้ด้วยกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน ช่วยเพิ่มโอกาสให้มีคนเข้าชมหน้าเว็บของเราหรือเนื้อหาของ เราได้มากขึ้น เป็นการเพิ่มจานวนผู้เข้าชมเว็บ ขณะเดียวกันก็ จะทาให้ เข้าถึงความต้องการแต่ละบุคคลได้มากขึ้น ทาให้ สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น นอกจากการจัดการ ข้ อ มู ล ที่ มี ป ระสิ ท ธิ ภ าพแล้ ว ยั ง สามารถโฆษณาบนหน้ า 84

Second Life หรือโปรแกรมจาลองสังคม 3 มิติ หรือ Virtual World (โลกเสมือนจริง) เป็นโปรแกรมซึ่งทุกคนสามารถ สมัครเข้าร่วมใช้งานได้ฟรี หลังจากลงทะเบียนสมัครผ่านเข้า ไป ทุกคนจะได้ควบคุม "Avatar" หรือตัวละครเสมือนหนึ่ง ตน โดยสามารถใช้อวตารท่องเที่ยวไปยังโลกของ Second Life พบปะเพื่อนฝู ง ช๊อ ปปิ้ง เที่ยวเล่น ทากิจ กรรมต่างๆ นอกจากนี้ยังสามารถใช้อวตารของไปสมัครหางานทา เข้าฟัง งานสัมนาต่างๆ สมัครโปรแกรมเรียนภาษา หรือกระทั่งเปิด ธุรกิจขายสินค้าในโลกเสมือนจริง กิจกรรมที่เกิดขึ้นใน Second Life 1) Make Friend : การพบปะเพื่อนใหม่ๆเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ในโลกเสมือนจริงที่ซึ่งผู้คนทั่วโลกมารวมตัวกัน โดยทั่วไป เราสามารถสื่อสารผ่านการแชทด้วยการพิมพ์คีย์บอรด์ หรือ จะใช้ไมค์พูดคุยกันโดยตรง 2) Dancing : การเต้นรา เป็นกิจกรรมพื้นฐานที่เข้าร่วมได้ ตามผับต่างๆ คอนเสิร์ต หรืองานเปิดตัวสินค้าต่างๆ 3) Camping : เป็นวิธีหาเงิน L$ พื้นฐานสาหรับคนที่ต้องการ หาเงิน L$ โดยที่ไม่ต้องลงทุนใดๆ 4) Fashion : ทุกคนที่เล่น Second Life จะได้บังคับ avatar คน ละหนึ่งตน ด้วยการแต่งตัว avatar ให้เข้ากับรสนิยม และ อารมณ์ของเจ้าของ 5) Traveling : ใน Second Life การท่องเที่ยวเป็นอีกหนึ่ง กิจกรรมของคนที่ชอบค้นหาอะไรแปลกๆใหม่ 6) E-Learning : ที่นี่เป็นสถานที่แห่งการเรียนรู้อย่างแท้จริง มี คอรส์ต่างๆให้คุณได้สมัครเรียนเสริมความรู้อย่าง Language Lab ซึ่ ง เปิ ด สอนภาษาอั ง กฤษแก่ ผู้ ที่ ส นใจ รวมไปถึ ง การศึกษาแบบเต็มรูปแบบซึ่งหาได้จากมหาวิทยาลัยต่างๆ เช 7) Conference : หลายบริษัทระดับโลกที่มาจัดประชุม สัมนา ต่างๆใน Second Life โดยบริษัทเหล่านั้นเล็งเห็นว่า Second Life สะดวกในการใช้ ง าน รองรั บ ผู้ ค นจ านวนมากและ สามารถลดค่าใช้จ่ายได้มาก

8) Charity : มีหลายองค์กรการกุศลที่เข้ามา Second Life เพื่อ ก่อตั้งโครงการหาบริจาคสมทบทุนในด้านต่างๆ

รูปที่ 1 : ตัวอย่างสถานที่ต่าง ๆ ในโลกเสมือนจริง และส าหรั บ ประเทศไทยที่ ก าลั ง จะก้ า วเข้ า สู่ ป ระชาคม อาเซีย นการเรี ยนรู้ วัฒนธรรมของประเทศกลุ่ม ประชาคม อาเซียนก็เป็นสิ่งสาคัญอย่างยิ่ ง การเตรียมความพร้อมเพื่อ ก้าวเข้าสู่การเป็นประชาคมอาเซียนนั้น ประเทศไทยในฐานะ ที่เป็นผู้นาในการก่อตั้งสมาคมอาเซียน มีศักยภาพในการเป็น แกนนาในการสร้างประชาคมอาเซียนให้เข้มแข็ง จึงได้มีการ เตรียมความพร้อมเพื่อก้าวเข้าสู่การเป็นประชาอาเซียน โดย จะมุ่ง เน้น เรื่ อ งการศึกษา ซึ่ งจัดอยู่ในประชาคมสังคมและ วัฒนธรรม ที่จะมีบทบาทสาคัญที่จะส่งเสริมให้ประชาคม ด้านอื่น ๆ ให้มีความเข้มแข็ง เนื่องจากการศึกษาเป็นรากฐาน ของการพัฒนาในทุก ๆ ด้าน และจะมีการส่งเสริมให้ประเทศ ไทยเป็นศูนย์กลางด้านอาเซียนศึกษา เป็นศูนย์การเรียนรู้ด้าน ศาสนาและวัฒนธรรม เพื่อขับเคลื่อนประชาคมอาเซียนด้วย การศึกษา ด้วยการสร้างความเข้าใจในเรื่องเกี่ยวกับเพื่อนบ้าน ในกลุ่ ม ประเทศอาเซี ย น ความแตกต่ างทางด้ านชาติ พั น ธุ์ หลักสิทธิมนุษยชน ตลอดจนการส่งเสริมการเรียนการสอน ภาษาต่างประเทศเพื่อพัฒนาการติดต่อสื่อสารระหว่างกันใน ประชาคมอาเซียน

85

4.2) ตัวอย่างแนวทางการส่งเสริมความเข้าใจในวัฒนธรรมของประเทศในกลุ่มอาเซียน ขั้นตอนการศึกษานอกสถานที่เสมือน ตัวอย่างเครื่องมือที่ใช้ 1. กาหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของการศึกษานอก 1. ผู้สอนกาหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของการศึกษา สถานที่เสมือน น อ ก ส ถ า น ที่ โ ด ย โ พ ส ต์ ข้ อ ค ว า ม ใ น ป ร ะ ก า ศ (Announcement) ของระบบจัดการเรียนรู้ (LMS) รายวิชา 2. ผู้สอนให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่ผู้เรียนกาลังจะศึกษา 2. ผู้สอนนาเสนอลิงค์จากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ข้อมูล และมอบหมายงาน เกี่ ย วกั บ สิ่ ง ที่ ผู้ เ รี ย นศึ ก ษา และมอบหมายงานใน Assignment ของระบบจัดการเรียนรู้รายวิชา 3. ผู้เรียนสารวจ ค้นคว้า บันทึกข้อมูล ที่ได้จากการศึกษา 3. ผู้เรียนสารวจค้นคว้า ในโลกเสมือนจริงดังตัวอย่างใน นอกสถานที่เสมือน ในโลกเสมือนจริง รูปที่ 2 และ 3 แล้วบันทึกข้อมูลใน Blog ของระบบจัดการ เรียนรู้รายวิชา

รูปที่ 2 ตัวอย่างสถานที่สาคัญของประเทศกัมพูชา

รูปที่ 3 ตัวอย่างสถานที่สาคัญของประเทศอินโดนีเซีย

รูปที่ 4 ตัวอย่างประเพณีลอยกระทงของประเทศไทย 4. ให้ผู้เรียนเชื่อมโยงความรู้ระหว่างสิ่งที่นักเรียนสังเกตุ 4. ผู้เรียนสะท้อนความคิดที่ได้จากการศึกษานอกสถานที่ หรือสารวจพบมา กับสิ่งที่นักเรียนเคยเรียนรู้โดยการจัดทา เสมือนลงในบล็อก หรือวิกิ ของระบบจัดการเรียนรายวิชา รายงาน และนาเสนอผลงาน 86

ดังนั้นการนาเทคโนโลยีของ Second Life มาประยุกต์ใช้ใน การเรียนรู้วัฒนธรรมของสมาชิกประชาคมอาเซียน เป็นสิ่งที่ สะท้อนวัฒนธรรมของแต่ละประเทศได้ดีอย่างยิ่ง คือ การ จาลองสถานที่สาคัญของแต่ละประเทศ การแสงวัฒนธรรม การแต่ ง กาย ภาษาที่ ใ ช้ เป็ น ต้ น โดยสะท้ อ นวั ฒ นธรรม ดั ง กล่ า วผ่ า นโลกเสมื อ นและตั ว ละครอวตาร ซึ่ ง ผู้ เ รี ย น สามารถสมั ครสมาชิกและเข้ าไปในโลกเสมือ นของแต่ล ะ ประเทศเพื่อเรียนรู้วัฒนธรรมต่างๆ ได้

ความเข้าใจในวัฒนธรรมของประเทศสมาชิกในประชาคม อาเซียนมากยิ่งขึ้น และสามารถทาให้ผู้เรียนสามารถบรรลุ วัตถุประสงค์ในการเรียนรู้

เอกสารอ้างอิง สุภาภรณ์ ทิพยากรณ์. (2554). วิวัฒนาการของ Web. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา: http://www.learners.in.th/blogs/posts/509609 [5สิงหาคม 2555]. ธนกร ปัญญาแก้ว. (2554). Web 1.0 - 4.0 แตกต่างกัน อย่างไร. [ออนไลน์]. แหล่งที่มา : http://www.learners.in.th/blogs/posts/508745 [5 สิงหาคม 2555]. กรกช รัตนโชติ. (2547). การนาเสนอรูปแบบการจัดกิจกรรม การศึกษานอกสถานที่เสมือนในการเรียนการสอน บนเว็บกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและ วั ฒ นธรรมส าหรั บ นั ก เรี ย นระดั บ มั ธ ยมศึ ก ษา ตอนต้ น . วิ ท ยานิ พ นธ์ ป ริ ญ ญามหาบั ณ ฑิ ต . สา ข า วิ ชา โ ส ต ทั ศ น ศึ ก ษ า ค ณ ะ ค รุ ศ า ส ต ร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลวัชร คล้ายนาค. (2551). การสร้างพิพิธภัณฑ์เสมือนจริง เพื่ อ ส่ ง เสริ ม ารศึ กษาสถาปั ต ยกรร มไทย : กรณี ศึ ก ษาเรื อ นไทลื้ อ . วิ ท ยานิ พ นธ์ ป ริ ญ ญา มหาบัณฑิต. สาขาวิชาสื่อศิลปะและการออกแบบ สื่อ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ Foley, Kim. (2001). The Big Pocket Guide to Using & Creating Virtual Field Trips. Washington. http://www.secondlifethai.com/

รูปที่ 5 : ตัวอย่างสถานที่ ที่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่าง ทางวัฒนธรรม

5) สรุป จากตัวอย่างที่ นาเสนอมาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการศึกษา นอกสถานที่เสมือนจริงด้วยเว็บ 3.0 เพื่อส่งเสริมความเข้าใจ ในวัฒนธรรมของประเทศในกลุ่มอาเซียน เท่ านั้น และจาก บทความนี้ได้แสดงให้เห็นว่าการนา web 3.0 มาประยุกต์ใช้ ช่วยกระตุ้นความสนใจของผู้เรียน เนื่องจากในบทความนี้จะ น าเสนอแนวทางการจั ด กิจ กรรมทั ศ นศึ ก ษานอกสถานที่ เสมือนจริงด้วยเทคโนโลยีเว็บ 3.0 ซึ่งจะเน้นในเรื่องของการ จ าลอง 3 มิ ติ ข องสถานที่ สาคั ญ ของประเทศสมาชิ กใน ประชาคมอาเซียน ตลอดจนการจาลอง 3 มิติของการแต่งกาย ที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศสมาชิกซึ่งจะมีความเสมือน จริงด้วยเทคโนโลยีเว็บ 3.0 เพื่อส่งเสริมความเข้าใจใน วัฒนธรรมของประเทศสมาชิกในประชาคมอาเซียน โดยให้ ผู้เรียนสามารถเข้าไปสัมผัสกับสถานที่สาคัญ ๆ ของแต่ ละ ประเทศ และเห็นถึงรูปแบบการแต่งกายที่แตกต่างกันของแต่ ละประเทศ ผ่านทางตัวละคร ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนมี 87

ประสบการณ์การจัดการเรียนการสอนระบบอีเลิร์นนิง โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์สาธารณะและเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัว e-Learning Management Experience in Using Public Computer and Private Computer

วรรณา ตรีวิทยรัตน์1, พิชิต ตรีวิทยรัตน์2 1

ภาควิชารังสีเทคนิค คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล wanna.tri@mahidol.ac.th, wanna_kae@hotmail.com

2

ภาควิชารังสีเทคนิค คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล pichit.tri@mahidol.ac.th, pichit2496@gmail.com

ABSTRACT The public computer and private computer were used to compare in the blended learning at RT e-Learning center, Department of Radiological Technology, Faculty of Medical Technology, Mahidol University. The results showed that the problems of using public and private computer were different. For public computer using’s problems, the incompleted supporting programs, no standard quality control, disturbance the process of learning and incareful using by learners were observed. The problems of private computer using were the supporting computer by individual learners and the introduced lesson and registered assisting in the first period of learning. For the learners who could not available the computers, the classroom activities could be practiced at Library. In conclusions, the using of public computer and private computer have some different problems at RT e-Learning center. The private computer using is appropriate for some departments that have insufficient budgets in e-Learning management. Keywords: e-Learning management, public computer, private computer

บทคัดย่อ ศูนย์การเรียนรู้อเี ลิร์นนิงสาหรับรังสีเทคนิค ภาควิชารังสี เทคนิค คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้จดั การ เรียนการสอนระบบอีเลิรน์ นิงแบบผสมผสาน โดยทาการ เปรียบเทียบระหว่างการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์สาธารณะ กับ เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัวของผู้เรียน พบว่า การเรียนการ สอนที่ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์สาธารณะจะมีปัญหาคือ ผู้ดูแล ระบบจะมีการลงโปรแกรมที่ไม่เหมือนกัน โปรแกรมที่ จาเป็นต้องใช้ลงไม่ครบ ไม่มีผู้ตรวจเช็คทุกเครื่องให้เป็น 88

มาตรฐานเดียวกัน ทาให้ขบวนการเรียนการสอนหยุดชะงัก เครื่อง เสียบ่อยเพราะผูใ้ ช้คิดว่าเป็นของสาธารณะ ขากการใส่ใจและดูแล รักษาจากผู้ใช้ ส่วนการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัวของผู้เรียน มีปัญหาคือ ผู้สอนต้องทาการประสานไปทีผ่ ู้เรียนก่อนเปิดภาค เรียนแรก เพื่อให้ผเู้ รียนจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัว (Note book) และศึกษาการใช้เครื่องและลงโปรแกรมที่จาเป็นต้องใช้ให้ เรียบร้อยก่อนเปิดการสอน สาหรับผู้เรียนที่ไม่มเี ครื่อง คอมพิวเตอร์ ให้เรียนร่วมกับเพือ่ น ทากิจกรรมของชั้นเรียนโดย ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ในห้องสมุด ผู้ช่วยอาจารย์จะต้องช่วย แก้ปัญหาเฉพาะหน้า คือ เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัวของผู้เรียน ต้องต่อกับอินทราเน็ตของมหาวิทยาลัยและเปิดเข้าบทเรียนได้ หรือช่วยแก้ปัญหาการลงทะเบียนเข้าใช้งานโดยเครื่องทีเ่ ป็น สมบัติส่วนตัว ผู้เรียนจะคอยดูแลรักษาเป็นอย่างดี จึงสรุปได้ว่า การใช้เครื่องคอมพิวเตอร์สาธารณะกับเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัว สาหรับการจัดการเรียนการสอนระบบอีเลิร์นนิงทีศ่ ูนย์การเรียนรู้ อีเลิร์นนิงสาหรับรังสีเทคนิคมีปญ ั หาที่แตกต่างกัน การใช้เครื่อง คอมพิวเตอร์ส่วนตัวอาจช่วยแก้ปญ ั หาในหน่วยงานที่มงี บ ประมาณไม่พียงพอในการจัดการเรียนการสอนระบบอีเลิรน์ นิง คาสาคัญ: การจัดการเรียนการสอนระบบอีเลิร์นนิง, คอมพิวเตอร์สาธารณะ, คอมพิวเตอร์ส่วนตัว

1) บทนา ศูนย์การเรียนรู้อเี ลิร์นนิงสาหรับรังสีเทคนิค ภาควิชารังสี เทคนิค คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้

จัดการเรียนการสอนระบบอีเลิร์นนิงเต็มรูปแบบเป็นครั้ง แรกในปีการศึกษา 2554 เป็นแบบผสมผสาน (Blended learning) ประกอบด้วย 2 รายวิชาหลัก คือวิชากายวิภาค ศาสตร์และรังสีกายวิภาคศาสตร์ ได้ใช้ห้องปฏิบัติการ คอมพิวเตอร์ที่มเี ครื่องคอมพิวเตอร์สาธารณะประมาณ 50 เครื่อง ผู้เรียนเป็นนักศึกษารังสีเทคนิคชั้นปีที่ 3 จานวน 56 คน ได้ทาการรวบรวมผลการศึกษาจาก จัดการเรียนการสอนในปีที่ผ่านมา โดยใช้การคิดอย่าง เป็นระบบ การคิดวิเคราะห์ และการคิดเชิงประยุกต์ พบว่าการดาเนินการเรียนการสอนติดขัด ไม่ราบรื่น จาก ปัญหาการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์สาธารณะ แต่ด้วย ตระหนักถึงความสาคัญของการจัดการเรียนการสอน ระบบอีเลิร์นนิง ทีจ่ ะช่วยพัฒนาการเรียนรู้และศักยภาพ ของผูเ้ รียนในศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นยุคของเทคโนโลยี สารสนเทศ จึงต้องหาวิธีการเพื่อแก้ไขให้การเรียนการ สอนนี้ดาเนินการต่อไปได้

คอมพิวเตอร์ส่วนตัวของนักศึกษา มีการโน้มน้าวให้นักศึกษา จัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัว โดยชี้ให้เห็นถึงความจาเป็น และประโยชน์ที่นักศึกษาจะได้รบั เพราะเครื่องคอมพิวเตอร์ ส่วนตัวกลายเป็นสิ่งจาเป็นเช่นเดียวกับโทรศัพท์มือถือ แม้ว่า นักศึกษาไม่สามารถจัดซือ้ เครือ่ งคอมพิวเตอร์ส่วนตัวได้ทุก คน ก็แก้ปัญหาได้โดยให้เรียนร่วมกับเพื่อน ก่อนเปิดภาคการศึกษา 2 สัปดาห์ ผู้ทาการวิจัยก็จัดการนา รายชื่อนักศึกษาทั้งชั้นปีให้กบั ผูด้ แู ลระบบ เพื่อเปิด User name ให้กับผูเ้ รียน และแขวนเนือ้ หารายวิชา รวมทั้งแนะนา การเตรียมตัวก่อนเข้าเรียนในระบบอีเลิรน์ นิงไว้บนระบบ จัดการเรียนการสอน คือ Moodle แจ้งให้ผเู้ รียนทุกคนทราบ ทางอีเมล เพื่อให้ผเู้ รียนจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยก่อนเริ่ม การเรียนการสอนต่อไป ปีการศึกษา 2555 ได้ปรับเปลี่ยนมาใช้ห้องปฏิบตั ิการที่ไม่มี เครื่องคอมพิวเตอร์สาธารณะแม้แต่เครื่องเดียว แต่ใช้เครื่อง คอมพิวเตอร์แบบส่วนตัวซึ่งเป็นเครื่องส่วนตัวของผู้เรียน โดยมีผู้เรียนทั้งหมด 69 คน

2) ที่มาและความสาคัญของการวิจัย 3) วัตถุประสงค์ ปัจจุบนั คณะเทคนิคการแพทย์ วิทยาเขตศาลายา มี ห้องปฎิบัติการคอมพิวเตอร์ 2 ห้อง ห้องปฎิบัติการที่ 1 มี เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนกลางหรือเครื่องสาธารณะ ประมาณ 50 เครื่อง ห้องปฎิบัตกิ ารที่ 2 เป็นห้องปฎิบตั ิ การที่มีแต่โต๊ะ เก้าอี้ ปลั๊กไฟ และสายที่ต่อระบบ เค���ือข่าย แต่ยังไม่ได้เปิดใช้เลย มีผู้ดูแลระบบ 3 คน สาหรับรองรับการเรียนการสอนที่เกี่ยวข้องทั้งคณะ สภาพเครื่อง บางเครื่องก็ไม่พร้อมที่จะใช้งาน ขาดงบ ประมาณและบุคลากรที่จะมาดูแล ทาให้เป็นอุปสรรค สาคัญในการจัดการเรียนการสอนระบบอีเลิร์นนิง หลังจากทีผ่ ู้ทาการวิจัย ได้จัดการเรียนการสอนระบบอี เลิร์นนิงมาเป็นเวลา 1 ปีโดยใช้ห้องปฎิบัติการที่ 1 แต่ก็ เกิดปัญหามากมาย ผู้ทาการวิจัยจึงพยายามหาวิธีแก้ ปัญหาแบบแปลกใหม่ และคิดในสิ่งที่ยังไม่เคยคิดทามา ก่อน คือ จะทาอย่างไร ให้ห้องปฎิบัติคอมพิวเตอร์ที่ไม่มี เครื่องคอมพิวเตอร์แม้แต่เครื่องเดียว สามารถทาการ สอนระบบอีเลิร์นนิงได้ โดยไม่มีงบประมาณจัดซื้อ เครื่องคอมพิวเตอร์ จึงเกิดแนวคิดการใช้เครื่อง

1. จัดการเรียนการสอนระบบอีเลิร์นนิงในห้องปฎิบัติการ คอมพิวเตอร์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัว 2.เปรียบเทียบปัญหาของการจัดการเรียนการสอนด้วยเครื่อง คอมพิวเตอร์สาธารณะ และเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัว

4) ขั้นตอนการศึกษา 1. วิเคราะห์ปัญหาจากการจัดการเรียนการสอนระบบอีเลิรน์ นิง ด้วยการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์สาธารณะ 2.สารวจทรัพยากรที่มีอยู่ จากการสารวจพบว่า มีห้องปฎิบัติ การ 2 แต่ยังไม่เคยเปิดใช้เลย 3. วางแผนเตรียมสิ่งจาเป็นที่ตอ้ งใช้ สารวจอุปกรณ์ เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ปลั๊กไฟ สายต่อระบบเครือข่ายจัดการส่งซ่อม และ จัดหาให้เพียงพอสาหรับนักศึกษา 69 คน 4. วางแผนให้นักศึกษาจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัวโดย การโน้มน้าว ชี้ให้เห็นถึงความจาเป็นและประโยชน์ที่ นักศึกษาได้รบั ในการจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัว 89

5. จัดทาบัญชีรายชื่อนักศึกษาทีต่ ้องลงทะเบียนเรียนวิชา กายวิภาคศาสตร์และรังสีกายวิภาคศาสตร์ส่งให้ผู้ดูแล ระบบ เพื่อขอเปิด User name และ Password ให้กับ ผู้เรียน 6. ทาการแขวนสื่อการสอนไว้บนระบบจัดการเรียนการ สอน คือ Moodle 7. เตรียมการเชื่อมต่อระบบเครือข่าย ทดลองการ เชื่อมต่อเพื่อศึกษาปัญหา และแก้ไขปัญหาก่อนเริ่มเปิด การเรียนการสอนจริง

9. เปรียบเทียบปัญหาของการจัดการเรียนการสอนด้วยเครื่อง คอมพิวเตอร์สาธารณะ และเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัว

5) ผลการศึกษา จากการวิเคราะห์ปัญหาจากการจัดการเรียนการสอนด้วยการ ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์สาธารณะและส่วนตัวสามารถสรุป ออกมาเป็นประเด็นต่าง ๆ ตามตารางที่ 1

ตารางที่ 1 ประเด็นต่าง ๆ ในการจัดการเรียนการสอนระบบอีเลิร์นนิง ปัญหาที่พบจากการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์สาธารณะ และการแก้ไขปัญหาด้วยการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัว หัวข้อ เครื่องสาธารณะ เครื่องส่วนตัว ความสะดวกในการใช้งานก่อนเรียน

ผู้เรียนไม่สามารถใช้ได้ เพราะห้องเรียนยังไม่เปิด การเรียนการสอน

ความสะดวกในการใช้งานระหว่างเรียน

-ผู้เรียนสามารถทากิจกรรมต่าง ๆ เฉพาะในเวลา เรียนเท่านั้น -ผู้เรียนไม่มีเวลาในการศึกษาประเด็นปัญหา เนื่องจากต้องใช้เวลาทั้งหมดในเวลาเรียนไปทา กิจกรรม ใช้ได้เฉพาะในห้องสมุดตามเวลาที่กาหนดเท่านั้น

ความสะดวกในการใช้งานหลังเรียน

ถ้าไม่อยู่ในห้องในชั่วโมงที่เรียนจะขาดเรียน ชั่วโมงนั้นทันที มีการเปลี่ยนมือผู้ใช้เครื่องบ่อย ไม่รักษาเครื่อง เท่าที่ควร จะทาให้เครื่องเสียง่าย โอกาสติดไวรัส ค่อนข้างสูง ประสิทธิภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์ใน การจัดการเรียนการสอนติดขัด จากปัญหาดังนี้ - เครื่องส่วนใหญ่อยูใ่ นสภาพชารุดเ เวลามีปัญหา ห้องปฎิบัติการ ก็แก้ไขเป็นเครื่อง ๆ ไป เช่น *บางเครื่องดู PDF ไฟล์ไม่ได้ *บางเครื่องดู Flash ไม่ได้ *บางครั้งเข้าบทเรียนได้ พอเปิดใหม่กเ็ ข้าไม่ได้- มีการลงโปรแกรมไม่ 8. วิเคราะห์ปัญหาจากการจัดการเรียนการสอนด้ วยการ เหมือนกัน - โปรแกรมที่จาเป็นต้องใช้ลงไม่ครบ ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัว สถานะของผู้เรียนในห้องคอมพิวเตอร์ใน ชั่วโมงที่เรียน สภาวะการใช้งานของเครื่องคอมพิวเตอร์

90

ผู้เรียนสามารถเตรียมตัวก่อนเรียนจากอีเมลที่ ผู้สอนส่งมาให้ เตรียมลงโปรแกรมที่ จาเป็นต้องใช้และศึกษาจาก PDF ไฟล์ที่มี คาแนะนาให้ผู้เรียนศึกษาวิธีใช้ Moodle ผู้เรียนสามารถเรียนและทากิจกรรมได้รวดเร็ว กว่า เพราะได้ศึกษามาล่วงหน้า ผู้เรียนสามารถ ปรึกษาประเด็นปัญหาที่ตนเองไม่เข้าใจ

-ใช้ทากิจกรรมได้ตลอด 24ชั่วโมงทั้งภายใน และภายนอกมหาวิทยาลัย -ผู้เรียนสามารถเตรียมศึกษา / ทบทวน บทเรียนที่อาจารย์แขวนไว้ล่วงหน้า หรือทา กิจกรรมต่าง ๆ ก่อนเรียน เช่น แบบทดสอบ ก่อนเรียน สามารถศึกษาจากที่ต่าง ๆ ได้ในกรณีทไี่ ม่ สามารถเข้าชั้นเรียนตามเวลาที่กาหนด ใช้เครื่องคนเดียวเพราะเป็นเจ้าของเครื่อง จะ ดูแลอย่างทะนุถนอม ไม่ค่อยมีปัญหาจาก เครื่องติดไวรัส สามารถทางานได้ทุกอย่างที่ต้องการเพราะมี การลงโปรแกรมไว้ล่วงหน้าตามที่อาจารย์ได้ กาหนดไว้ ในกรณีที่ต้องใช้โปรแกรมใหม่ อาจารย์ก็จะแจ้งให้ทราบและแขวนไว้บน Moodle ล่วงหน้า

ผู้ดูแลเครื่อง

การติดต่อระหว่างผู้เรียนในกรณีที่มี กิจกรรมกลุ่ม การติดต่อผู้สอนในกรณีที่สงสัยหรือ สอบถามปัญหา

การค้นหาข้อมูล การซ่อมเครื่องเมื่อเครื่องมีปัญหา

สภาพเครื่อง

การจัดงบประมาณในการซื้อเครื่อง ถ้าจานวนเครื่องไม่เพียงพอกับผู้เรียน

ความสะดวกในการใช้ห้องปฎิบัติการ

ผู้ช่วยอาจารย์ 1คน ดูแล 50 เครื่อง ผู้เรียนดูแลเครื่องของตนเองและผูช้ ่วยอาจารย์ สองแบบ พบว่ า การใช้ เครื่องคอมพินวแรกที เตอร์่เปิสด่วการสอน นตัวมีข้อดีคือ มีภาระหนักมาก เนื่องจากต้องดูแลทุกเครื่องเพื่อ จะมี งานมากเฉพาะในวั แก้ไขเครื่องที่มีปัญหาตลอดเวลา ทุกคาบการเรียน เพียงคอยช่วยเหลือให้เครื่องเชื่อมต่อกับ Intranet /WiFi และแก้ไขกรณีผู้เรียนไม่มี User name หรือ Password หรือมีแล้วแต่เปิด ไม่ได้ ต้องรอติดต่อในชั่วโมงเรียนเท่านั้น หรือใช้ห้อง สามารถติดต่อผู้เรียนด้วยกันได้ตลอด ไม่มี สมุด ทาให้ทากิจกรรมไม่ได้ หรือไม่สะดวก ปัญหาการทากิจกรรมทุกกิจกรรม ต้องรอติดต่อในชั่วโมงเรียนเท่านั้น หรือใช้ สามารถติดต่อผู้สอนได้ตลอดเวลา ทั้งแบบ ห้องสมุด ทาให้ทากิจกรรมไม่ได้ หรือไม่สะดวก ประสานเวลา และไม่ประสานเวลา โดยพิมพ์ ข้อความฝากไว้บนกระดานสนทนา หรือส่ง อีเมล เมื่ออาจารย์เข้ามาเห็นก็จะตอบกลับ ไม่ ต้องรอถามในชั้นเรียน การทากิจกรรมกลุ่มก็ ไม่มีปัญหา ทาได้เฉพาะเวลาเรียนหรือใช้ในห้องสมุด สามารถค้นหาได้ตลอดเวลา ในระบบราชการ มีขั้นตอนในการดาเนินการส่ง ถ้าเครื่องอยู่ในระยะเวลารับประกัน 1ปี บริษัท ซ่อมมากเริ่มจากการตรวจสอบปัญหา ทาใบเสนอ ก็จะซ่อมให้ทันที ถ้าอยู่นอกเวลารับประกัน ราคา ขออนุมัติซ่อม เจ้าของเครื่องก็จะรับผิดชอบค่าเสียหายเอง เป็นเครื่องค่อนข้างเก่า ใช้งานมานาน บางครั้งไม่ เป็นเครื่องที่ค่อนข้างทันสมัย บางเครื่องเพิ่ง สามารถใช้กับโปรแกรมที่เพิ่งออกมาใหม่ได้ จะซื้อใหม่ตอนเปิดเทอม สามารถใช้ได้กับทุก โปรแกรม โดยคณะ ฯ เป็นเครื่องที่มีอยูเ่ ดิมในห้องปฏิบัติการ ผู้ปกครองเป็นผู้จัดซื้อ ราคาตั้งแต่ 18,000 ถึง คอมพิวเตอร์ 30,000 บาท ผู้สอนก็จะให้ผู้เรียนลงทะเบียนได้เท่ากับจานวน ไม่มีปัญหาเกี่ยวกับจานวนเครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องที่มีอยูเ่ ท่านั้น ทาให้ผู้เรียนรายอื่น เสียสิทธิ ผู้เรียนได้เรียนทุกคนแม้จะไม่มีเครื่อง ในการลงเรียนวิชานั้น ๆ คอมพิวเตอร์ของตนเอง ห้องปฎิบัติการที่มีเครื่องสาธารณะเพียง 1 ห้อง ห้องปฎิบัติการที่มีเครื่องส่วนตัว ผู้สอน ต้องรองรับการเรียนการสอนที่เกี่ยวข้องทั้งคณะ สามารถจัดเวลาการสอนได้อิสระ เพราะไม่มี โดยทีผ่ ดู้ ูแลห้องต้องจัดเวลาเพื่อแบ่งให้ทุกวิชา ผู้สอนวิชาอื่นมาจองห้องได้ เพราะนักศึกษา ของคณะได้จัดการสอนอย่างลงตัว บ่อยครั้งที่บาง สาขาอื่นไม่มีเครือ่ งคอมพิวเตอร์ส่วนตัว วิชาอาจจะทับซ้อนเวลากันได้ จนทาให้ต้องงด สอนวิชาหนึ่งไป

1. ทาให้สามารถจัดการเรียนการสอนระบบอีเลิรน์ นิงได้ ทันที โดยไม่ต้องพึ่งงบประมาณของรัฐ เป็นต้นแบบ แนวทางความคิดให้ผู้สอนในระบบอีเลิรน์ นิงทุกคนกล้าคิด ในสิ่งที่ยังไม่เคยมีคนคิดและทามาก่อน สาหรับหน่วย งานที่ไม่มีงบประมาณหรือไม่ได้รับการสนับสนุน งบประมาณสาหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ ก็อย่าได้รอให้มี เครื่องแล้วค่อยจัดการสอนระบบอีเลิร์นนิง เพราะถึงแม้จะ ได้งบประมาณมา เครื่องที่ได้มาจะอยู่ได้ประมาณ 3 -5 ปี ก็ ล้าสมัย ส่วนมากมักจะเสียก่อน เพราะเป็นของสาธารณะ ไม่ ค่อยมีใครดูแลรักษา ไม่ค่อยทะนุถนอม ฉะนั้น ให้ผู้เรียนทุก

6) สรุปและวิจารณ์ผลการศึกษา เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัว เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ สามารถควบคุมและไว้ใจได้ ขณะที่เครื่องคอมพิวเตอร์ สาธารณะ ไม่สามารถควบคุมได้(1) การใช้เครื่อง คอมพิวเตอร์สาธารณะก็ต้องระมัดระวังเรื่องความ ปลอดภัย อาจถูกโจรกรรมความเป็นส่วนตัวได้(2, 3) จาก การจัดการเรียนการสอนโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ทงั้

91

คนมีเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นของตนเอง เป็นวิธีที่ดที ี่สุด สาหรับการเรียนการสอนระบบอีเลิร์นนิ่ง 2. ทาให้ผเู้ รียนสามารถใช้ความรู้ทางเทคโนโลยี สารสนเทศ (ICT Literacy) ผสมผสานกับความรู้ทาง วิชาชีพรังสีเทคนิค และความรูด้ ้านภาษา (Language Literacy )โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ ที่จะเป็นภาษาหลักใน การเตรียมตัวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เป็นการเพิ่มพูน ความรู้ด้านต่าง ๆ ให้กบั ผู้เรียนนอกจากวิชาชีพที่ต้อง ได้รับอยู่แล้ว 3. ลดปัญหาเกี่ยวกับเครื่องคอมพิวเตอร์ ทาให้อาจารย์ ประจาวิชาและผู้ช่วยอาจารย์สามารถใช้เวลาเหล่านั้นไป เตรียมความรู้ด้านสารสนเทศใหม่ ๆ เพื่อทาเป็นกิจกรรม เสริมทักษะในวิชานั้น ๆ 4. ทาให้ผู้เรียนที่มีการรับรู้ไม่เท่ากัน (ผู้เรียนที่มาจาก ระบบโควต้าและระบบแอดมิชชั่น) สามารถไปทบทวน ความรู้ได้ด้วยตนเอง ประสบการณ์จากการจัดการเรียน การสอนระบบอีเลิรน์ นิงด้วยตนเองมากว่า 2 ปี พบว่า ถ้า ผู้เรียนไม่มีเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นของตนเอง จะมีการ พัฒนาช้ามากทั้งในด้านการใช้งาน การค้นหาข้อมูล และ การทากิจกรรมต่าง ๆ ที่ได้รบั มอบหมาย จึงสามารถสรุปได้ว่า จากการกล้าคิด กล้าทาด้วยความ มุ่งมั่น ทาให้ประสบความสาเร็จจากการใช้เครื่อง คอมพิวเตอร์ส่วนตัว ในการจัดการเรียนการสอนระบบอี เลิร์นนิง ซึ่งน่าจะเป็นต้นแบบสาหรับการจัดการเรียน การสอนระบบอีเลิรน์ นิง โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณ แผ่นดิน

ครั้งที่ 1. ปทุมธานี: สานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. 3. Online Privacy & Safety. From website: http://www.microsoft.com/security/onlineprivacy/public-pc.aspx

7) เอกสารอ้างอิง 1. What is a Public vs Private Computer? Article Id: #20 (2009). From website: http://support.mitto.com/knowledgebase.php?act=ar t&article_id=20

2. คณะอนุกรรมการด้านความมั่นคงภายใต้ คณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ศูนย์ เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ. (2548). การใช้งานอินเทอร์เน็ตในที่สาธารณะ (Public Access Points). ใน: Safety net คู่มือการใช้งานเครือข่าย อินเทอร์เน็ตอย่างปลอดภัย สาหรับผู้ใช้งานทั่วไป. พิมพ์ 92

การศึกษาผลสัมฤทธิ์การเรียนออกเสียงภาษาอังกฤษโดยใช้ออนไลน์ออดิโอสตรีมมิ่ง A Study of Achievement in English Pronunciation Learning through Online Audio Streaming พูลสุข กรรณาริก1, ณัฏฐ์ โอธนาทรัพย์2 1

มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ (phunsukk@sau.ac.th)

2

มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ (nuto@sau.ac.th)

Abstract

บทคัดย่อ

The purpose of this research was to study the

งานวิจัยในชั้นเรียนนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์

achievement in English pronunciation learning

การเรีย นออกเสียงภาษาอั งกฤษโดยใช้ ออนไลน์ออดิโ อ

through online audio streaming of students who took

สตรี ม มิ่ ง ของนั ก ศึ ก ษาที่ ล งทะเบี ย นเรี ย นวิ ช า 331213

the

331213

English

Phonetics

Course.

The

populations were 69 second-year students in the

สัทศาสตร์ภาษาอังกฤษ ประชากรจานวน 69 คน เป็น

Business English Department under the Faculty of

นักศึกษาชั้นปีที่ 2 สาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ คณะศิลป

Arts and Sciences at South–East Asia University in

ศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ ภาค

the second semester of 2011 academic year. They all

การศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2554 ศึกษาเฉพาะการออกเสียง

took 24 English consonant sounds. The experiment period was 7 weeks. The research instruments used

ภาษาอั ง กฤษ 24 เสี ย ง ระยะเวลาดาเนิ นการทดลอง 7

were course instruction plan designed for English

สั ป ดาห์ เครื่ อ งมื อ ที่ ใ ช้ ใ นการวิ จั ย คื อ แผนการสอนซึ่ ง

pronunciation

audio

ออกแบบสาหรับการเรี ยนออกเสี ยงภาษาอัง กฤษโดยใช้

English

ออนไลน์ อ อดิ โ อสตรี ม มิ่ ง แบบทดสอบการออกเสี ย ง

streaming,

learning

pre-test

and

through post-test

online for

pronunciation skills, and formative pronunciation tests. Data were analyzed using the mean, and the

ภาษาอังกฤษก่อนเรียนและหลังเรียน แบบทดสอบประจา

standard deviation. The experiment process began

บทเรียน สถิติที่ช้ในการวิจัยคือ ค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบน

with English pronunciation pre-test in the first week

มาตรฐาน ขั้นตอนการทดลองเริ่มต้นด้วยการทดสอบ

of the semester, and formative pronunciation tests in

ทักษะการออกเสียงภาษาอังกฤษของกลุ่มประชากรโดยใช้

weeks 3 and 5. In week 7 the students took the pronunciation post-test. The result of the study

แบบทดสอบก่อนเรียนในสัปดาห์ที่ 1 ทดสอบทักษะการ

revealed that the mean difference between the pre-

ออกเสี ย งภาษาอั ง กฤษของกลุ่ ม ประชากร โดยใช้

test and post- tests scores was 9.35 ( d = 9.35, S.D. =

แบบทดสอบประจาบทเรียนในสัปดาห์ที่ 3 และในสัปดาห์

1.06). It could be concluded that the achievement in

ที่ 5

English

pronunciation

through

online

audio

ในสั ป ดาห์ ที่ 7 ทดสอบทั ก ษะการออกเสี ย ง

ภาษาอังกฤษของกลุ่มประชากรโดยใช้แบบทดสอบหลัง

streaming of students was high.

เรี ย น ผลการศึ ก ษาพบว่ า ค่ า เฉลี่ ย ของผลต่ า งระหว่ า ง Keywords: Achievement, English Pronunciation, Online Audio Streaming

คะแนนทดสอบหลังเรียนและก่อนเรียนมีค่าเท่ากับ 9.35 93

( d = 9.35, S.D. = 1.06) สรุปได้ว่าผลสัมฤทธิ์การเรียนออก

(Server) และไคลแอนท์ (Client) ซึ่ งท าการถอดรหั ส

เสี ย งภาษาอั งกฤษโดยใช้ ออนไลน์ ออดิ โอสตรี ม มิ่ ง ของ

(Decode) สายธารข้อมูลมัลติมิเดียที่รับเข้ามา เพื่อแสดง

นักศึกษาสูงขึ้น

ข้อมูลภาพและเสียง (แวซาซูดิน แวดอกอ, 2552) จึงกล่าว ได้ว่า สตรีมมิ่ง (Streaming) เป็นเทคโนโลยี การรับและส่ง

คาสาคัญ: ผลสัมฤทธิ,์ การออกเสียงภาษาอังกฤษ,

สัญญานเสียงและภาพ (Audio and Video Signal) ไปยัง

ออนไลน์ออดิโอสตรีมมิ่ง

ผู้ใช้ (User) บนเว็บ (Web) ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต โดยจะ แสดงข้อมูลในขณะที่มีการดาวน์โหลด (Downloading)

1) บทนา

ดังนั้นผู้ใช้ไม่จาเป็นต้องรอการดาวน์โหลดข้อมูลในไฟล์ (File) วิธีนี้ทาให้ง่ายต่อการรับข้อมูลที่อยู่ในรูปแบบเสียง

การจั ด การเรี ย นการสอนผ่ า นบทเรี ย นบนเครื อ ข่ า ย

และภาพ (IT Passport Exam Preparation Book (IPA)

อิน เทอร์ เน็ ต หรือ อี เลิ ร์ นนิ่ ง ช่ วยสอนเป็น นวั ตกรรมทาง

Information, 2010) ดังนั้นสตรีมมิ่งจึงเป็นระบบสื่อสาร

การศึกษาที่สาคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน และการนาบทเรียน

สายธารข้อมูลมัลติมิเดีย ที่เหมาะสมสาหรับนามาใช้เป็น

บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตหรืออีเลิร์นนิ่งมาใช้ในการจัดการ

สื่ อ ช่ ว ยในการเรี ย นการสอนฟั ง เสี ย งและออกเสี ย ง

เรี ย นการสอนในรู ป แบบที่ เ หมาะสมกั บ ผู้ เ รี ย นและ

ภาษาอังกฤษ โดยให้ผู้เรียนฝึกฟังเสียงและออกเสียงตาม

เนื้อหาวิชา จะช่วยเพิ่มคุณภาพการเรียนการสอนได้อย่างมี

เสียงที่ได้ยิน ซึ่งผู้เรียนสามารถฝึกฟังเสียงและออกเสียงได้

ประสิทธิภาพและประสิทธิผล (มหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย,

โดยไม่มีข้อจากัดในด้านเวลาและสถานที่ หลังจากที่ผู้เรียน

2554) การแพร่ ห ลายของเครื อ ข่ า ยอิ น เทอร์ เ น็ ต ท าให้ มี

มีความรู้ ความเข้าใจในหลักการออกเสียงภาษาอังกฤษที่

เครื่องมือและซอฟต์แวร์ออนไลน์ต่างๆ (Online Tools and

ถูกต้องตามหลักภาษาศาสตร์

Software) เพื่อการส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนการสอน ให้เลือกใช้อย่างมากมาย (บุปผชาติ ทัฬหิกรณ์, 2554) อัน

ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นคณะผู้วิจัยจึงสนใจที่จะพัฒนา

เป็นการเพิ่มโอกาสทางการเรียนรู้ได้อย่างกว้างขวาง จาก

ทักษะการออกเสีย งภาษาอัง กฤษของนั กศึ กษาชั้ นปี ที่ 2

เดิ ม เครื อ ข่ ายอิ น เทอร์ เ น็ ต ใช้ เ ป็ น เพี ย งเครื่ อ งมื อ ในการ

สาขาวิ ช าภาษาอั ง กฤษธุ ร กิ จ คณะศิ ล ปศาสตร์ แ ละ

ถ่ายทอดความรู้ในรูปแบบต่างๆ เช่น การนาเสนองาน

วิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ โดยการจัดการ

(Presentation) ภาพ (Image) เสียง (Audio) วิดีโอ (Video)

เรียนการสอนผ่านบทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตหรืออี

ด้วยความสามารถของเครื อข่ ายอิน เทอร์ เน็ ตในปั จจุ บั น

เลิร์นนิ่งช่วยสอนในวิชา 331213 สัทศาสตร์ภาษาอังกฤษ

สนั บ สนุ น ให้ ผู้ สอนสามารถน ามาใช้ เ ป็ น เครื่ อ งมื อ การ

ในรู ป แบบออนไลน์ อ อดิ โ อสตรี ม มิ่ ง (Online Audio

เรียนรู้ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นการเรียนรู้นอก

Streaming) ในส่วนของการเรียนภาคปฏิบัติในการฝึกฟัง

ชั้นเรียนผสมผสานกับการเรียนในชั้นเรียน ส่งเสริมให้เกิด

เสี ย งและออกเสี ย งภาษาอั ง กฤษ เพื่ อ ส่ ง เสริ ม ให้ ผู้ เ รี ย น

การเรี ย นรู้ ร่ ว มกั น อย่ า งบู ร ณาการและมี ป ระสิ ท ธิ ภ าพ

สามารถเรียนรู้พัฒนาการเรียนรู้ด้วยตนเอง สอดคล้องกับ

(ณัฏฐ์ โอธนาทรัพย์, 2554.)

กระบวนการการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ (Studentbased Learning) ซึ่งเป็นการจัดการเรียนการสอนที่ยึดหลัก

ระบบสื่ อสาร สายธารข้ อ มู ล มั ล ติ มิ เ ดี ย (Streaming

ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้

Multimedia) เป็ น ระบบที่ ท างานได้ ท างด้ า นเซิ ร์ ฟ เวอร์

โดยกระบวนการจั ด การศึ ก ษาต้ อ งส่ ง เสริ ม ให้ ผู้ เ รี ย น 94

สามารถพัฒนาตนเองอย่างเต็มศักยภาพตามธรรมชาติของ

วิชา 331213 สัทศาสตร์ภาษาอังกฤษ (English Phonetics)

แต่ละบุคคล โดยมุ่งพัฒนาความรู้และทักษะทางวิชาชี พ

ภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2554 จานวน 69 คน

(สานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา, 2553) 5.2) การแบ่งกลุ่มประชากรที่ใช้ในการวิจัย

2) วัตถุประสงค์ของการวิจัย

เนื่องจากนักศึกษามีพื้นฐานทักษะด้านการออกเสียงภาษา

เพื่อเปรียบเทียบผลทักษะการออกเสียงภาษาอังกฤษของ นักศึกษาก่อนและหลัง การเรียนโดยใช้ ออนไลน์ออดิโ อ สตรีมมิ่ง(Online Audio Streaming)

อังกฤษแตกต่างกัน ผู้วิจัยจึงใช้วิธีการแบ่งกลุ่มประชากร เป็น 3 กลุ่ม โดยใช้แนวคิดของ Vygotsky (1978) เกี่ยวกับ พื้นที่รอยต่อพัฒนาการ (Zone of Proximal Development) มาปรับใช้โดยใช้ช่วงคะแนนทดสอบก่อนเรียน ซึ่งกาหนด

3) ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

คะแนนการประเมินเต็ม 24 คะแนน ตามจานวนเสียง

3.1) ทาให้ทราบพัฒนาการของผู้เรียน ในการออกเสียง

พยัญชนะในภาษาอังกฤษ 24 เสียงดังนี้

ภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้องโดยใช้ออนไลน์ออดิโอสตรีม

- กลุ่ม A คือนักศึกษาที่ได้คะแนนทดสอบก่อนเรียน

มิ่งเป็นสื่อช่วยสอน

ระหว่าง19 – 24 คะแนน หมายถึง นักศึกษามีทักษะด้าน

3.2) สามารถนาออนไลน์ออดิโอสตรีมมิ่งไปพัฒนาเป็นสื่อ

การออกเสียงพยัญชนะภาษาอังกฤษในระดับดี

ช่วยสอนการออกเสียงภาษาอังกฤษ

ในวิชา

331213

- กลุ่ม B คือนักศึกษาที่ได้คะแนนทดสอบก่อนเรียน

สัทศาสตร์ภาษาอังกฤษให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ระหว่าง 12 – 18 คะแนน หมายถึงนักศึกษามีทักษะด้าน

3.3) สามารถนาออนไลน์ออดิโอสตรีมมิ่งไปพัฒนาเป็นสื่อ

การออกเสียงพยัญชนะภาษาอังกฤษในระดับปานกลาง

ช่วยสอนในรายวิชาอื่นๆที่ต้องมีการฝึกปฏิบัตใิ นการออก เสียง

- กลุ่ม C คือนักศึกษาที่ได้คะแนนทดสอบก่อนเรียน

เป็นแนวทางในการพัฒนาผู้เรียนและกระตุ้นความ

ระหว่าง 0 – 11 คะแนน หมายถึงนักศึกษามีทักษะด้านการ

สนใจของผูเ้ รียนในรายวิชาอื่นๆ

ออกเสียงพยัญชนะภาษาอังกฤษในระดับต่า

4) สมมติฐานการวิจัย

5.3) เนื้อหาของบทเรียนที่ใช้ในการวิจัย

นักศึกษามีผลสัมฤทธิ์หลังการเรียนออกเสียงภาษาอังกฤษ

เนื้อหาของบทเรียนที่ใช้ในการวิจยั ศึกษาเฉพาะการออก

โดยใช้ อ อนไลน์ อ อดิ โ อสตรี ม มิ่ ง (Online

เสียงพยัญชนะภาษาอังกฤษ (English Consonant Sounds)

Audio

จานวน 24 เสียง (Lyle V. Mayer, 1996) โดยใช้ระยะเวลา

Streaming) สูงกว่าก่อนรียน

ดาเนินการทดลอง 7 สัปดาห์

5) ขอบเขตการวิจัย 5.1) ประชากรที่ใช้ในการวิจัย

6) วิธีดาเนินการวิจัย

การวิ จั ย นี้ ศึ ก ษาจากประชากรทั้ ง หมด คื อ นั ก ศึ ก ษา

6.1) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย

สาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจชั้นปีที่ 2 ภาคปกติ คณะศิลป

การวิจัยครั้งนี้มีเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยดังนี้

ศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ ที่ เรียน

1. แผนการสอนสาหรับการเรียนออกเสียงภาษาอังกฤษโดย ใช้ออนไลน์ออดิโอสตรีมมิ่ง 2. แบบทดสอบทักษะการออกเสียงภาษาอังกฤษก่อนเรียน 95

3. แบบทดสอบทักษะการออกเสียงภาษาอังกฤษประจา

จานวน 2 คน และนามาปรับ ปรุ ง จากค าแนะนาของ

บทเรียน

ผู้เชี่ยวชาญ

4. แบบทดสอบทักษะการออกเสียงภาษาอังกฤษหลังเรียน

3. ผู้วิจัยสร้างแบบทดสอบการออกเสียงภาษาอังกฤษก่อน เรี ย นและหลั ง เรี ย น และแบบทดสอบการออกเสี ย ง ภาษาอั ง กฤษประจ าบทเรี ย น หลั ง จากนั้ น ผู้ เ ชี่ ย วชาญ จานวน 2 คน ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา 6.2) การดาเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้ วิจั ย ได้ ด าเนิ น การทดลองและเก็บ รวบรวมข้ อ มู ล ตาม ขั้นตอนดังนี้ 6.2.1 ทดสอบทั ก ษะการออกเสี ย งภาษาอั ง กฤษของ นักศึกษา โดยใช้แบบทดสอบการออกเสียงภาษาอังกฤษ ก่อนเรียนในสัปดาห์ที่ 1

รูปที่ 1: เว็บไซต์ English Pronunciation

6.2.2 นาแผนการสอนสาหรับ การเรียนออกเสียงภาษา

https://sites.google.com/a/sau.ac.th/phunsuk/pronoun

อังกฤษโดยใช้ออนไลน์ออดิโอสตรีมมิ่ง ไปใช้ในการสอน

ce โดย ผศ.พูลสุข กรรณาริก

ทั้งในภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ 6.2.3 ตรวจสอบและบันทึกการเข้าชั้นเรียน ทัง้ ในภาค

การสร้างและพิจารณาเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มีขั้นตอน

ทฤษฎีและการเข้าห้องปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ภาคปฏิบตั ิ

ในการดาเนินการดังนี้

6.2.4 ตรวจสอบและติดตามการฝึกฟังและออกเสียงโดยใช้

1. ผู้วิจัยจัด ทาแผนการสอนสาหรับการเรี ยนออกเสีย ง

ออนไลน์ออดิโอสตรีมมิง่ ของนักศึกษาตามแบบฝึกหัดที่

ภาษาอั ง กฤษโดยใช้ อ อนไลน์ อ อดิ โ อสตรี ม มิ่ ง และส่ ง

ผู้สอนมอบหมาย

แผนการสอนตามขั้นตอนที่มหาวิทยาลัยกาหนด

6.2.5 ทดสอบทักษะการออกเสียงภาษาอังกฤษ โดยใช้

2. ผู้วิจัยออกแบบและจัดทาแบบฝึกการฟังเสียงและออก

แบบทดสอบทักษะการออกเสียงภาษาอังกฤษ ประจาบท

เสียงภาษาอังกฤษสาหรับการใช้ออนไลน์ออดิโอสตรีมมิ่ง

เรียนในสัปดาห์ที่ 3 และสัปดาห์ที่ 5

ตามเนื้ อ หาของบทเรี ย นที่ กาหนดใช้ ใ นการวิ จั ย โดยใช้

6.2.6 ทดสอบทักษะการออกเสียงภาษาอังกฤษ โดยใช้

หลักการของ Lyle V. Mayer (1996) ซึ่งได้กล่าวถึงระบบ

แบบทดสอบก���รออกเสียงภาษาอังกฤษ

เสียงพยัญชนะภาษาอังกฤษ (Classification of English

หลังเรียนใน

สัปดาห์ที่ 7

Consonant Sounds) ไว้ในหนังสือ Fundamentals of Voice & Articulation ว่า จานวนเสียงพยัญชนะในภาษาอังกฤษมี

6.3) การวิเคราะห์ข้อมูล

24 เสียง และอ้ างอิงจากรายละเอีย ดของแผนการสอน

การวิ เ คราะห์ ข้อ มู ล ในการวิ จั ยนี้ เป็ น การทดสอบความ

รายวิ ชา 331213 สั ท ศาสตร์ ภาษาอั ง กฤษ หลั ง จากนั้ น

แตกต่ างผลการทดสอบก่อ นเรีย นและหลั งเรีย น โดยใช้

ผู้เชี่ยวชาญจานวน 2 คน ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิง

ค่าเฉลี่ยของคะแนน (Mean) แ ล ะ ค่ า ค ว า ม เ บี่ ย ง เ บ น

เนื้อหา โดยมีการประเมินความเหมาะสมโดยผู้เชี่ยวชาญ

มาตรฐาน (Standard Deviation) 96

7) ผลการวิจัย ผลการเปรียบเทียบทักษะการออกเสียงภาษาอังกฤษของ

7.3) ค่าเฉลี่ย (Mean) ของผลต่างระหว่างคะแนนทดสอบ

นักศึกษาก่อนและหลังการเรียนโดยใช้ออนไลน์ออดิโ อ

ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักศึกษากลุ่ม C ซึ่งมีจานวน

สตรีมมิ่ง สรุปผลได้ดังนี้

46 คน เท่ากับ 13.15 คะแนน และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

7.1) ค่าเฉลี่ย (Mean) ของผลต่างระหว่างคะแนนทดสอบ

(S.D.) ของผลต่างระหว่างคะแนนทดสอบก่อนเรียนและ

ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักศึกษากลุ่ม A ซึ่งมีจานวน 4

หลั ง เรี ย นเท่ า กั บ 0.41

คน เท่ากับ 3.50 คะแนน และส่ วนเบี่ ยงเบนมาตรฐาน

ผลสั ม ฤทธิ์ ห ลั ง การเรี ย นออกเสี ย งภาษาอั ง กฤษโดยใช้

(S.D.) ของผลต่างระหว่างคะแนนทดสอบก่อนเรียนและ

ออนไลน์ออดิโอสตรีมมิ่งสูงกว่าก่อนรียน

หลั ง เรี ย นเท่ า กั บ 0.30

สรุ ป ได้ ว่ า นั ก ศึ ก ษากลุ่ ม A มี ตารางที่ 3: เปรียบเทียบทักษะการออกเสียงภาษาอังกฤษ ของนั กศึ กษากลุ่ ม C ก่อ นและหลั ง การเรี ย นโดยใช้ ออนไลน์ออดิโอสตรีมมิ่ง ก่อนเรียน หลังเรียน ผลต่าง

ผลสั ม ฤทธิ์ ห ลั ง การเรี ย นออกเสี ย งภาษาอั ง กฤษโดยใช้ ออนไลน์ออดิโอสตรีมมิ่งสูงกว่าก่อนรียน ตารางที่ 1: เปรียบเทียบทักษะการออกเสียงภาษาอังกฤษ

Mean S.D.

ของนักศึกษากลุ่ม A ก่อนและหลังการเรียนโดยใช้ ออนไลน์ออดิโอสตรีมมิ่ง Mean S.D.

ก่อนเรียน

หลังเรียน

ผลต่าง

19.50 0.96

23.00 1.26

3.50 0.30

(S.D.) ของผลต่างระหว่างคะแนนทดสอบก่อนเรียนและ หลังเรียนเท่ากับ 1.06 สรุปได้วา่ นักศึกษทัง้ 3 กลุ่ม มี ผลสัมฤทธิ์หลังการเรียนออกเสียงภาษาอังกฤษโดยใช้ ออนไลน์ออดิโอสตรีมมิ่งสูงกว่าก่อนเรียน

(S.D.) ของผลต่างระหว่างคะแนนทดสอบก่อนเรียนและ สรุ ป ได้ ว่ า นั ก ศึ ก ษากลุ่ ม B มี

ตารางที่ 4: เปรียบเทียบทักษะการออกเสียงภาษาอังกฤษ ของนักศึกษาทั้ง 3 กลุ่ มก่อนและหลั งการเรี ยนโดยใช้ ออนไลน์ออดิโอสตรีมมิ่ง ก่อนเรียน หลังเรียน ผลต่าง

ผลสั ม ฤทธิ์ ห ลั ง การเรี ย นออกเสี ย งภาษาอั ง กฤษโดยใช้ ออนไลน์ออดิโอสตรีมมิ่งสูงกว่าก่อนรียน ตารางที่ 2: เปรียบเทียบทักษะการออกเสียงภาษาอังกฤษ ของนักศึกษากลุ่ม B ก่อนและหลังการเรียนโดยใช้ ออนไลน์ออดิโอสตรีมมิ่ง ก่อนเรียน หลังเรียน ผลต่าง 21.00 2.22

13.15 0.41

คน เท่ากับ 9.35 คะแนน และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

19 คน เท่ากับ 7.00 คะแนน และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

14.00 1.26

21.25 1.41

ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักศึกษาทั้ง 3 กลุ่ม จานวน 69

ก่อนเรียนและหลังเรียนของนักศึกษากลุ่ม B ซึ่งมีจานวน

Mean S.D.

8.00 1.00

7.4) ค่าเฉลี่ย (Mean) ของผลต่างระหว่างคะแนนทดสอบ

7.2) ค่าเฉลี่ย (Mean) ของผลต่างระหว่างคะแนนทดสอบ

หลั ง เรี ย นเท่ า กั บ 0.96

สรุ ป ว่ า ได้ นั ก ศึ ก ษากลุ่ ม C มี

Mean S.D.

7.00 0.96 97

10.35 4.10

19.70 2.94

9.35 1.06

บนเว็ บ จะสนั บ สนุ น ผู้ เ รี ย นให้ ไ ด้ เ รี ย นรู้ แก้ปั ญ หาและ

8) การอภิปรายผล

สามารถพบคาตอบได้ด้วยตนเอง

ผลจากการนาออนไลน์ออดิโอสตรีม มิ่งมาใช้เป็นสื่อช่วย ในการเรียนการออกเสียงภาษาอังกฤษของนักศึกษาชั้นปีที่

8.2) การนาออนไลน์ออดิโอสตรีมมิ่งมาใช้เป็นสื่อช่วยสอน

2 สาขาวิ ช าภาษาอั ง กฤษธุ ร กิ จ คณะศิ ล ปศาสตร์ แ ละ

การออกเสียงภาษาอังกฤษมีผลต่อสัมฤทธิผลในการออก

วิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ สามารถอภิปราย

เสียงภาษาอังกฤษของนักศึกษาได้อย่างถูกต้องมากขึ้น อาจ

ผลได้ดังนี้

เนื่องมาจากการที่นักศึกษามีความรู้ในหลักการออกเสีย ง ภาษาอั ง กฤษที่ ถู กต้อ งตามหลั กการทางภาษาศาสตร์ ใ น

8.1) การนาออนไลน์ออดิโอสตรีมมิ่ง มาใช้เป็นสื่อช่วย

ส่วนของการเรียนภาคทฤษฎี (Lyle V. Mayer, 1996)

สอนการออกเสียงภาษาอังกฤษมีผลต่อสัมฤทธิผลในการ

ก่อนที่จะฝึกฟังและฝึกออกเสียงภาษาอังกฤษในภาคปฏิบัติ

ออกเสียงภาษาอังกฤษของนักศึกษาได้ถูกต้องมากขึ้น อาจ

โดยใช้ออนไลน์ออดิโอสตรีมมิ่ง

มีสาเหตุมาจากการใช้ออนไลน์ออดิโอสตรีมมิ่ง เป็น การ จัดการเรียนการสอนผ่านบทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

8.3) จากผลการวิเคราะห์ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard

ซึ่งเป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่กระตุ้นความสนใจของ

Deviations) หรือค่า S.D. ของคะแนนทดสอบหลังเรียน

ผู้เรียน ช่วยให้ผู้เรียนมีทักษะการออกเสียงภาษาอังกฤษ

ของนักศึกษาทั้ง 3 กลุ่ม (S.D. = 2.94) น้อยกว่าคะแนน

สูงขึ้นซึ่งสนับสนุนแนวคิด ของ Bruner (1976) เรื่องการ

ทดสอบก่อนเรียน (S.D. = 4.10) แสดงว่า นักศึกษาทั้ง 3

เสริมต่อการเรียนรู้ (Scaffolding) ที่กล่าวว่า บทบาทเชิ ง

กลุ่ มซึ่ ง มี ค ว าม ผั น แ ป ร ข อ ง ทั ก ษ ะ กา ร อ อ ก เ สี ย ง

ปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน ที่ ให้ความช่วยเหลือ

ภาษาอังกฤษก่อนเรียนมากกว่าหลังเรียนกล่าวคือ นักศึกษา

ผู้ เ รี ย นด้ ว ยวิ ธี ก ารต่ า งๆตามสภาพปั ญ หาที่ เ ผชิ ญ อยู่ ใ น

ทั้ง 3 กลุ่ ม มีค วามแตกต่ างกัน ทางทักษะการออกเสี ย ง

ขณะนั้น เพื่อให้ผู้เรียนสามารถแก้ปัญหานั้นด้วยตนเองได้

ภาษาอังกฤษก่อนเรียนค่อนข้างมาก แต่หลังจากเรียนโดย

โดยการจัดเตรียมสิ่งที่เอื้ออานวย การให้ความช่วยเหลือ

ผ่านออนไลน์ออดิโอสตรีมมิ่ง นักศึกษาทั้ง 3 กลุ่มมีความ

แนะนาสนับสนุนขณะที่ผู้เรียนอยู่ในระหว่างกาลังเรียนรู้

แตกต่างกันทางทักษะการออกเสียงภาษาอังกฤษน้อยลง

เรื่องใดเรื่องหนึ่ง ทาให้ผู้เรียนสร้างความรู้ความเข้าใจเพื่อ

หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ นักศึกษาทั้ง 3 กลุ่มมีทักษะการ

ใช้แก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นตอน และปรับการสร้างความรู้

ออกเสียงภาษาอังกฤษใกล้เคียงกันมากขึ้น

ความเข้าใจภายในตน (Internalization) และสอดคล้องกับ แนวคิดที่แสดงไว้ใน มหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย (2554) ที่ว่า

8.4) จากผลการวิเ คราะห์ค่าเฉลี่ ย (Mean) ของผลต่าง

บทเรียนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตช่วยเพิ่มคุณภาพการเรียน

ระหว่ า งคะแนนทดสอบก่ อ นเรี ย นและหลั ง เรี ย นของ

การสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล มุ่งเน้น

นักศึกษารวมทั้ง 3 กลุ่ม คือ กลุ่ม A เท่ากับ 3.50 กลุ่ม B

ให้ ผู้ เ รี ย นมี ส่วนร่ ว ม ซึ่ ง เป็ น การเรี ย นรู้ น อกชั้ น เรี ย น

เท่ากับ 7.00 และกลุ่ม B เท่ากับ 13.15 จะเห็นได้ว่าค่าเฉลี่ย

ผสมผสานกับ การเรี ย นในชั้ น เรี ย น ส่ ง เสริ ม ให้ เ กิ ด การ

ของผลต่างระหว่างคะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน

เรี ย นรู้ ร่ ว มกั น อย่ า งมี ป ระสิ ท ธิ ภ าพ รวมทั้ ง สนั บ สนุ น

ของนั กศึ กษากลุ่ ม C สู ง กว่า กลุ่ ม B และกลุ่ ม A และ

แนวคิดของวสันต์ อติศัพท์ (2546) ที่ว่าการแสวงหาความรู้

ค่าเฉลี่ยของผลต่างระหว่างคะแนนทดสอบก่อนเรียนและ หลังเรียนของนักศึกษา กลุ่ม B สูงกว่า กลุ่ม A แสดงว่าการ 98

นาออนไลน์ออดิโอสตรีมมิ่งเป็นสื่อช่วยสอนการออกเสียง

9.2) ข้อเสนอแนะในทาการวิจัยครั้งต่อไป

ภาษาอังกฤษที่ได้ผลดีกว่าสาหรับผู้เรียนที่มีพื้นฐานทักษะ

9.2.1

การออกเสียงภาษาอังกฤษในระดับต่าและระดับป���นกลาง

ผู้ ส นใจในการท าวิ จั ย ด้ า นการเรี ย นการสอน

ภาษาอังกฤษ

ตามลาดับ มากกว่านักศึกษาที่มีพื้นฐานทักษะการออกเสียง

1. ควรศึ ก ษาผลสั ม ฤทธิ์ ก ารสอนทั กษะการฟั ง -พู ด

ภาษาอัง กฤษในระดับ ดี ซึ่ง สอดคล้ อ งกับ แนวคิ ด ของ

ภาษาอังกฤษโดยใช้ออนไลน์ออดิโอสตรีมมิ่ง เป็นสื่อช่วย

Vygotsky (1978) ที่กล่าวว่า พื้นที่รอยต่อพัฒนาการ (Zone

สอน

of Proximal Development) คือระยะห่างระหว่างระดับ

2.

พัฒนาการที่เป็นจริง (Actual Development Level) ซึ่ง

ควรศึ ก ษาผลสั ม ฤทธิ์ ก ารสอนทั ก ษะการฟั ง -พู ด

ภาษาอังกฤษโดยใช้ออนไลน์ออดิโอสตรีมมิ่งเป็นสื่อช่วย

หมายถึง การเรี ยนรู้ในอดีต (Past Learning) กับระดั บ

สอน โดยศึกษาเฉพาะนักศึกษาที่มีพื้นฐานทักษะการฟัง -

พัฒนาการที่สามารถจะเป็นไปได้ (Potential Development

พู ด ภาษาอั ง กฤษในระดั บ ต่ าเพื่ อ ดู ว่ า ผลการศึ ก ษาจะ

Level) ซึ่งหมายถึงการเรียนรู้ในอนาคต (Future Learning)

สอดคล้องกับการศึกษาครั้งนี้หรือไม่

ผู้เรียนแต่ละคนมีพื้นที่รอยต่อพัฒนาการแตกต่างกัน ผู้เรียน

3. ควรศึกษาเจตคติของนักศึกษาที่มีต่อการเรียนออกเสียง

บางคนต้องการความช่วยเหลือในการทากิจกรรมที่ได้มา

ภาษาอังกฤษโดยการใช้ออนไลน์ออดิโอสตรีมมิ่งเป็นสื่อ

ซึ่งการรียนรู้เพียงเล็กน้อย ผู้เรียนบางคนสามารถเรียนรู้

ช่วยสอน

แบบก้าวกระโดดด้วยการได้รับความช่วยเหลือน้อยมาก

4. ควรศึกษาข้อดีข้อเสียของการใช้ออนไลน์ออดิโอสตรีม

ต้องการความช่วยเหลือ น้อยมาก และมีความเป็นไปได้ที่

มิ่งเป็นสื่อช่วยสอน

ผู้เรียนบางคนต้องการความช่วยเหลือ ในการเรียนรู้ในบาง

9.2.2 ผู้สนใจในการทาวิจัยด้านอื่นๆ

เรื่องมากกว่าด้านอื่นๆ (ธีระชน พลโยธา, 2551)

1. ควรศึกษาการใช้ออนไลน์ออดิโอสตรีมมิ่งที่แสดงผล ข้ อ มู ล มั ล ติ มิ เ ดี ย ทั้ ง ภาพและเสี ย งเป็ น สื่ อ ช่ ว ยสอนใน

9) ข้อเสนอแนะ

รายวิชาที่สอน

9.1) ข้อเสนอแนะในการนาผลการวิจัยไปใช้

2. ควรศึกษาระบบการจัดการหรือออกแบบระบบออนไลน์

จากผลการวิจัยที่แสดงว่าการใช้ออนไลน์ออดิโอสตรีมมิ่ง

ออดิ โ อสตรี ม มิ่ง ที่ แ สดงผลข้อ มู ล มัล ติ มิ เ ดีย ทั้ ง ภาพและ

มีผลทาให้นักศึกษาออกเสียงภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้อง

เสียง เพื่อใช้ประโยชน์ในการเป็นสื่อช่วยสอนในรายวิชา

มากขึ้นนั้น ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะที่อาจจะเป็นประโยชน์ต่อ

ต่างๆได้หลากหลาย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษในด้านทักษะการฟั ง และการพูด โดยผู้สอนอาจจะทดลองใช้ออนไลน์ออดิโอ

เอกสารอ้างอิง

สตรี ม มิ่ ง เป็ น สื่ อ ช่ ว ยสอน เพื่ อ ดู ว่ า นวั ต กรรมนี้ จ ะช่ ว ย กระตุ้นให้นักศึกษามีแรงจูงใจในการเรียนมากขึ้น ทาให้มี

คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอเชีย

ผลต่อประสิทธิภาพการเรียนการสอนและผลการเรียนของ

อาคเนย์. (2550). หลักสูตรศิลปศาสตร์บัณฑิต

นักศึ กษาหรื อไม่ ถ้ าได้ ผลดี ก็ควรใช้ ออนไลน์ออดิโ อ

สาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ หลักสูตรปรับปรุง

สตรี ม มิ่ ง เป็ น สื่ อ ช่ ว ยสอนอย่ า งต่ อเนื่ อ งและพั ฒ นา

พ.ศ. 2550. มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์.

นวัตกรรมนี้ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น 99

ณัฏฐ์ โอธนาทรัพย์. (2554). การเรียนรู้เชิงผสมผสาน 2.0 ที่

การเรียนรู้แบบเคดับบลิวเอพลัส. เอกสาร

เน้นผูเ้ รียนเป็นสาคัญด้วยอินเตอร์เน็ต

ประกอบการประชุมวิชาการครุศาสตร์

แอพพลิเคชั่น. รายงานสืบเนื่องจากการ การ

อุตสาหกรรมระดับชาติ ครัง้ ที่ 3. มหาวิทยาลัย

ประชุมวิชาการระดับชาติด้านอีเลิร์นนิ่ง 2554.

เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ.

ธีระชน พลโยธา. (2551). การเรียนรู้ในพื้นที่รอยต่อ

สานักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา, (2553). คู่มือการ

พัฒนาการ. (ออนไลน์)

ประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา

http://www.goolgle.co.th/webhp?sourceid=toolb

ระดับอุดมศึกษา. กรุงเทพ: ภาพพิมพ์.

ar-instant8. สืบค้นเมื่อ 20 มิถุนายน 2555.

Information Technology Promotion Agency. IT Passport Exam Preparation Book (IPA). (2010). Japan : Information – Technology Promotion Agency. Lane, Linda. (1997). Basics in Pronunciation: Intermediate Practice for Clear Communication. New York : Addison Wesley Longman. Lee, Tseng Su. (2008). Teaching Pronunciation of English Using Computer Assisted Learning Software: An Action Research Study in an Institute of Technology in Taiwan. Taiwan : Institute of Technology. Mayer, V. Lyle. (1996). Fundamentals of Voice & Articulation, Eleventh Edition. London : McGraw-Hill. Mayer, V. Lyle. (1996). Fundamentals of Voice & Articulation, Eleventh Edition. London : McGraw-Hill. O’ Connor, J. D. and Clare Fletcher. (1989). Sounds English. England : Addison Wesley Longman. Vygotsky, L. Semenovich (1978). Mind in Society: The Development of Higher Psychological Process. Cambridge, MA: Harvard University Press. Wood, D.; Bruner, J.; & Ross, G. The Role of Tutoring in Problem-solving. Journal of Child Psychology and Psychiatry.

บุญเรือง ชื่นสุขวิมล. (2550). การสอนภาษาอังกฤษให้ เด็กไทยอย่างไร ทฤษฎีภาษาศาสตร์และ ทฤษฎีการสอนภาษาต่างประเทศมีคาตอบ. เอกสารประกอบการสัมมนาวิชาการภาษาและ ภาษาศาสตร์ ประจาปีการศึกษา 2550. คณะศิลป ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. บุปผชาติ ทัฬหิกรณ์. (2554). เอกสารประกอบการสัมมนา การใช้นวัตกรรมคอมพิวเตอร์ใน กระบวนการเรียนการสอน. มหาวิทยาลัยเอเชีย อาคเนย์. มหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย (2554). รายงานสืบเนื่องจากการ การประชุมวิชาการระดับชาติด้านอีเลิร์นนิง่ 2554. วสันต์ อติศัพท์. (2546). Web Quest: การเรียนที่เน้นผู้เรียน เป็นศูนย์กลางบน World Wide Web.วารสารวิทย บริการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. แวซาซูดิน แวดอกอ. (2552). การจัดการสายธารข้อมูลใน สิ่งแวดล้อมของระบบการกระจายข้อมูลมัล ติมิเดียแบบกลุ่ม. วิทยานิพนธ์หลักสูตรปริญญา วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการ เทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยสงขลา นครินทร์. วุฒิพงษ์ ชินศรี และ มนต์ชัย เทียนทอง. (2553). การพัฒนา รูปแบบการเรียนการสอนแบผสมผสาน ตาม แนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ร่วมกับเทคนิค 100

การออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านเอ็มเลิร์นนิงตามแนวทฤษฎีการเชื่อมต่อ ด้วยวิธีการปริทัศน์ความรู้จากสภาพแวดล้อมจริง Design of a Learning Activities via m-learning Based on Connectivism Approach using Knowledge Review in Physical Environment. นาวิน คงรักษา1, ดร.ปณิตา วรรณพิรุณ2 1 สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง (nawin30@hotmail.com) 2

สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการศึกษา คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี (panitaw@kmutnb.ac.th)

ABSTRACT

3.3) the step of finding knowledge from physical environment following the specified activities, 3.4) the step of summarizing the knowledge gained from the review in order to respond to the learning activities from physical environment, 4) measurement and evaluation by using the sensible measurement and evaluation form. 2. After the 5 experts have evaluated the design of learning activities, they give the opinion that the design of learning activities via m-learning based on Connectivism Approach using knowledge review in physical environment is developed to be in the high level of appropriateness.

The objective of this study are 1) to design the learning activities via m-learning based on Connectivism Approach using knowledge review in physical environment, 2) to accredit the design of learning activities via mlearning based on Connectivism Approach using knowledge review in physical environment. The research process is divided into 2 steps which are 1) the step of designing the learning activities via m-learning based on Connectivism Approach using knowledge review in physical environment, 2) the step of accrediting the design of learning activities via m-learning based on Connectivism Approach using knowledge review in physical environment. The sample groups of 5 experts in arranging the learning activities via m-learning based on Connectivism Approach using knowledge review in physical environment are selected from purposive sampling. The research tools are the design of learning activities via mlearning based on Connectivism Approach using knowledge review in physical environment and the accreditation form of the design of learning activities via m-learning based on Connectivism Approach using knowledge review in physical environment. The statistics used in the research are arithmetic average and standard deviation. The findings are: 1. The design of learning activities via mlearning based on Connectivism Approach using knowledge review in physical environment consists of 4 elements which are 1) principle of the design 2) steps of the design consisting of 2.1) the step of preparation before teaching, 2.2) the step of arranging the learning activities, 2.3) the step of drawing a conclusion, 3) learning activities via m-learning based on Connectivism Approach using knowledge review in physical environment consists of 4 elements which are 3.1) the step of specifying the learning activities from physical environment, 3.2) the step of selecting the portable tools in conducting the learning activities from physical environment,

Keywords: design of learning activities, m-learning, Connectivism, knowledge review in physical environment.

บทคัดย่อ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ออกแบบการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ผ่านเอ็มเลิร์นนิงตามแนวทฤษฎีการเชื่อ มต่อด้วยวิธีการ ปริทัศน์ความรู้จากสภาพแวดล้อมจริง 2) ประเมินร���บรองการ รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านเอ็มเลิร์นนิงตามแนว ท ฤ ษ ฎี ก า ร เ ชื่ อ ม ต่ อ ด้ วย วิ ธี กา ร ป ริ ทั ศ น์ ค ว า มรู้ จ า ก สภาพแวดล้ อ มจริ ง การด าเนิ น การวิ จั ย แบ่ ง ออกเป็ น 2 ขั้นตอนคือ 1) การออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านเอ็ม เลิร์นนิงตามแนวทฤษฎีการเชื่อมต่อด้วยวิธีการปริทัศน์ความรู้ จากสภาพแวดล้อมจริง 2) การประเมินรับรองรูปแบบการจัด กิ จ กรรมการเรี ย นรู้ ผ่ า นเอ็ ม เลิ ร์ น นิ ง ตามแนวทฤษฎี ก าร เชื่ อ มต่ อ ด้ ว ยวิ ธีการปริ ทั ศ น์ ค วามรู้ จ ากสภาพแวดล้ อ มจริ ง กลุ่มตัวอย่างเป็น ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ผ่ า นเอ็ ม เลิ ร์ น นิ ง ตามแนวทฤษฎี ก ารเชื่ อ มต่ อ ด้ ว ยวิ ธี ก าร ปริทัศน์ความรู้จากสภาพแวดล้อมจริง จานวน 5 ท่าน ได้จาก 101

การเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ รูปแบบ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านเอ็มเลิร์นนิงตามแนวทฤษฎี การเชื่อมต่อด้วยวิธีการปริทัศน์ความรู้จากสภาพแวดล้อม จริ ง แบบประเมิ น รั บ รองรู ป แบบการจั ด กิจ กรรมการ เรียนรู้ ผ่านเอ็ มเลิร์น นิงตามแนวทฤษฎีการเชื่อมต่อด้วย วิธีการปริทัศน์ความรู้จากสภาพแวดล้อมจริง สถิติที่ใช้ใน การวิเคราะห์วิจัย ค่าเฉลี่ย เลขคณิต และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1. รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านเอ็มเลิร์นนิง ตาม แนวทฤษฎี ก ารเชื่ อ มต่ อ ด้ ว ยวิ ธี การปริ ทั ศ น์ ค วามรู้ จ าก สภาพแวดล้อมจริง ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ 1) หลักการของรูปแบบ 2) ขั้นตอนของรูปแบบประกอบด้วย 2.1) ขั้นเตรียมการก่อนการเรียนการสอน 2.2) ขั้นการจัด กิจกรรมการเรียนการสอน 2.3) ขั้นสรุปผล 3) การจัด กิจกรรมการเรียนรู้ผ่านเอ็มเลิ ร์นนิง ตามแนวทฤษฎีการ เชื่อมต่อด้วยวิธีการปริทัศน์ความรู้จากสภาพแวดล้อมจริง มี 4 ขั้นตอนคือ 3.1) ขั้นกาหนดกิจกรรมการเรียนรู้จาก สภาพแวดล้อมจริง 3.2) ขั้นการเลือกใช้เครื่อ งมือแบบ เคลื่อนที่ในการทากิจกรรมการเรียนรู้จากสภาพแวดล้อม จริง 3.3) ขั้นหาความรู้จากสภาพแวดล้อมจริงตามกิจกรรม การเรียนรู้ที่กาหนด 3.4) ขั้นสรุปความรู้ที่ได้จากการ ปริทัศน์เพื่อตอบกิจกรรมการเรียนรู้จากสภาพแวดล้อมจริง 4) การวัดและประเมินผลใช้แบบวัดและการประเมินผล ตามสภาพที่เป็นจริง 2. ผู้ทรงคุณวุฒิจานวน 5 ท่านทาการประเมินรูปแบบ การเรี ย นการสอนมี ค วามคิ ด เห็ น ว่ า รู ป แบบการจั ด กิจกรรมการเรียนรู้ผ่านเอ็มเลิร์นนิงตามแนวทฤษฎีการ เชื่อมต่อด้วยวิธีการปริทัศน์ความรู้จากสภาพแวดล้อมจริง ที่พัฒนาขึ้น มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก

2020” ตามวิสัยทัศน์ที่ว่า “ICT เป็นพลังขับเคลื่อนสาคัญใน

การนาพาคนไทยสู่ความรู้และปัญญา เศรษฐกิจไทย สู่การ เติบโตอย่างยั่งยืน สังคมไทย สู่ความเสมอภาค” ซึ่งหมายถึง ประเทศไทยจะมีการพัฒนาอย่างฉลาด การดาเนินกิจกรรม ทางเศรษฐกิจ และสั ง คมจะอยู่ บนพื้ น ฐานของความรู้ แ ละ ปัญญา โดยให้โอกาสแก่ประชาชนทุกคนในการมีส่วนร่วม ในกระบวนการพั ฒ นาอย่ างเสมอภาค น าไปสู่ การเติ บ โต อย่ า งสมดุ ล และยั่ ง ยื น จ ากยุ ท ธศ าสตร์ ข้ อ ที่ 2ขอ ง กระทรวงศึกษาธิการ สนับสนุนการเรียนการสอนด้วยการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การศึ กษาของประเทศไทย มี วัต ถุ ป ระสงค์ คื อ เพื่ อ สร้ า ง กาลังคนของประเทศ โดยเน้นการพัฒนาผู้เรียนด้วยการใช้ ICT เป็นเครื่องมือหรือเป็นส่วนประกอบสาคัญของการเรียน การสอน รวมทั้งการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้แห่งชาติ (National Learning Center:NLC) เพื่อที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการเรียน การสอนในภาพรวม ให้ผู้เรียนเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ ด้านการพัฒนาและการประยุกต์ใช้ ICT อย่างสร้างสรรค์ มี ธรรมาภิบาล คุณธรรม จริยธรรม วิจารณญาณ และรู้เท่าทัน อาทิ ผู้เรียนมีความสะดวกในการทบทวนบทเรียน สืบค้น ข้อมูล ตลอดจนถึงการเรียนรู้ด้วยตัวเองจากระบบ ICT เป็น การช่วยให้ผู้สอนได้มีเวลาดูแลใส่ใจผู้เรียนในด้านพฤติกรรม การเรียนรู้และสังคมมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศไทยต่อไป “การออกแบบการจัด กิ จ กรรมการเรี ย นรู้ ผ่ า นเอ็ ม เลิ ร์ น นิ ง ตามแนวทฤษฎี ก าร เชื่อมต่อ ด้วยวิธีการปริทัศน์ความรู้จากสภาพแวดล้อมจริง ” เป็ น การพั ฒ นาเพื่ อ ตอบสนองยุ ท ธศาสตร์ ข องที่ 2 ของ กระทรวงศึกษาธิการเพราะในปัจจุบันมีการใช้อุปกรณ์การ เรียนการสอนแบบไร้สายและสามารถเคลื่อนที่ไปในที่ต่าง ๆ ได้ อ ย่ า งสะดวกสบาย การพั ฒ นารู ป แบบนี้ เ พื่ อ ที่ จ ะเป็ น แนวทางให้กับบุคลากรทางการศึกษาในการพัฒนาการเรียน การสอนที่เหมาะสมภายใต้บริบทของประเทศไทยต่อไป เอ็มเลิร์นนิง (m-Learning) หมายถึง การจัดกระบวนการ เรี ย นรู้ แ บบเคลื่ อ นที่ โดยอาศั ย อุ ป กรณ์ เ คลื่ อ นที่ ที่ มี ก าร เชื่อมต่อแบบไร้สาย เช่น คอมพิวเตอร์ขนาดเล็กแบบพกพา แท็ปเล็ต สมาร์ทโฟน เป็นต้น โดยอาศัยเทคโนโลยีทางการ สื่อสารเข้ามาช่วยเพื่อจัดกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปตาม วัตถุประสงค์ (มนต์ชัย เทียนทอง, 2547)

คำสำคัญ: รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้, เอ็มเลิร์น นิง, ทฤษฎีการเชื่อมต่อ , ปริทัศน์ความรู้จากสภาพแวด ล้อมจริง

1) บทนำ ประเทศไทยมี ก ารกาหนดกรอบนโยบายเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร พ.ศ.2554-2564 หรือ “ICT 102

ทฤษฎี การเชื่ อ มต่อ (Connectivism) คือ การบูร ณาการ หลักการสารวจที่มีความซับซ้อน เครือข่าย และความ สมบูรณ์ ตลอดทั้ง ทฤษฎีการบริการจัด การตนเอง การ เรียนรู้เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นภายใน สภาวะแวดล้อม ที่ ค ลุ ม เครื อ ของการขยั บ องค์ ป ระกอบหลั ก ไม่ ไ ด้ หมายความรวมถึ งทุกสิ่งนั้นต้องอยู่ ภายใต้การควบคุ ม ของคน การเรียนรู้สามารถเกิดขึ้นได้ภายนอกบุคคล(แต่ ยังอยู่ภายในองค์ การหรือฐานข้อมูล)โดยมีการมุ่งเน้นไป ที่การเชื่อมต่อที่มีความจา เพาะเจาะจง และความสามารถ ในการเรียนรู้ข้อมูลใหม่ๆมีความสาคัญมากกว่า ความรู้ที่ มีในปัจจุบัน (Siemens, 2005) การจัดกระบวนการเรียนรู้ตามแนวทฤษฎีการเชื่อมต่อ คือ การเรี ย นรู้ เ ชื่ อมโยงผ่ านซอฟต์ แ วร์ ฮาร์ ด แวร์ และ ข้อมูลที่อยู่ในรูปของดิจิ ทัล มีการเรียนรู้ข้อมูลบนโลก อินเทอร์เน็ตอย่างต่อเนื่องทุกวันทาให้ความรู้ถูกพัฒนา เพิ่มขึ้นโดยเกิดจากการเชื่อมโยงของข้อมูล อาจจะอยู่รูป ของ ข้อความ เสียง ภาพเคลื่อนไหว เป็นต้น เพียงแต่คลิก ลิงค์ส่วนต่าง ๆ ของข้อมูลที่อยากรู้ จะทาให้กระบวนการ เรี ยนรู้ถู กเชื่อ มต่ อ และปรั บปรุง ความรู้ เดิ มเพิ่ม ขึ้น ไป เรื่อยๆ การปริทัศน์ความรู้จากสภาพแวดล้อมจริง เกิดจากเมื่อ

2.2) เพื่อประเมินรับรองรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ผ่ า นเอ็ ม เลิ ร์ น นิ ง ตามแนวทฤษฎี ก ารเชื่ อ มต่ อ ด้ ว ยวิ ธี ก าร ปริทัศน์ความรู้จากสภาพแวดล้อมจริง

3) ขอบเขตงำนวิจัย 3.1) ประชำกรและกลุม่ ตัวอย่ำง 3.1.1 ประชากร คือ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการออกแบบกิจกรรม การเรียนรู้ผ่านเอ็มเลิร์นนิงผูท้ รงคุณวุฒิด้านทฤษฎีการ เชื่อมต่อด้วยวิธีการปริทัศน์ความรู้จากสภาพแวดล้อมจริง 3.1.2 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ทรงคุณวุฒิ จานวน 5 ท่าน ได้โดย การเลือกแบบเจาะจง โดยมีประสบการณ์ในด้านที่เกี่ยวข้อง ไม่น้อยกว่า 3 ปี ประกอบด้วย ด้านการออกแบบกิจกรรม การเรียนรู้ผ่านเอ็มเลิร์นนิง จานวน 3 ท่าน ด้านทฤษฎีการ เชื่อมต่อด้วยวิธีการปริทัศน์ความรู้จากสภาพแวดล้อมจริง 2 ท่าน 3.2) ตัวแปรที่ใช้ในกำรวิจัย 3.2.1 ตัวแปรต้น คือ รูปแบบแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ผ่านเอ็มเลิรน์ นิงตามแนวทฤษฎีการเชื่อมต่อด้วยวิธีการ ปริทศั น์ความรู้จากสภาพแวดล้อมจริง 3.2.2 ตัวแปรตาม คือ ผลการประเมินรับรองของรูปแบบ การจัดกิจกรรมการเรียนรูผ้ ่านเอ็มเลิร์นนิงตามแนวทฤษฎี การเชื่อมต่อด้วยวิธีการปริทัศน์ความรู้จากสภาพแวดล้อมจริง

ข้ อ มู ล ความรู้ ที่ ถู ก พิ ม พ์ ขึ้ น บนแอพพลิ เ คชั่ น ครบตาม จานวนบุคคลแล้วหลังจากนั้นก็จะให้ผู้เรียนรู้ทุกคนก็จะ

4) วิธีดำเนินกำรวิจัย

ได้ ใช้ หลั กการของทฤษฏี การเชื่อ มต่ อ โดยผู้เ รีย นรู้ จ ะ

กา ร อ อ ก แ บ บ ก า ร จั ด กิ จ กร ร ม กา ร เ รี ย น รู้ ผ่ า น เ อ็ ม เลิ ร์ น นิ ง ตามแนวทฤษฎี ก ารเชื่ อ มต่ อ ด้ ว ยวิ ธี ก ารปริ ทั ศ น์ ความรู้จากสภาพแวดล้อมจริง แบ่งการดาเนินงานออกเป็น 2 ระยะ ดังนี้ ระยะที่1 การออกแบบการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ผ่านเอ็ม เลิ ร์ น นิ ง ตามแนวทฤษฎี ก ารเชื่ อ มต่ อ ด้ ว ยวิ ธี ก ารปริ ทั ศ น์ ความรู้จากสภาพแวดล้อมจริง มีขั้นตอนดังนี้ 1) ขั้นกำรวิเครำะห์ (Analysis) ศึกษาและวิเคราะห์เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ผ่านเอ็มเลิร์นนิง แนวทฤษฎีการเชื่ อมต่อ และวิธีการปริทัศน์ความรู้จากสภาพแวดล้อมจริง เพื่อนาไป สังเคราะห์เป็น การออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่าน เอ็มเลิร์นนิงตามแนวทฤษฎีการเชื่อมต่อ ด้วยวิธีการปริทัศน์ ความรู้จากสภาพแวดล้อมจริง

ศึกษาข้อมูลที่อยู่บนแอพพลิเคชั่นที่ได้ออกแบบไว้ ของ ผู้เ รี ย นทุ กคนที่ส่ง เข้ าไปในระบบ เพื่ อ ทาการปริ ทั ศ น์ ความรู้ คือ นามาวิเคราะห์ สังเคราะห์ทบทวนพร้อมทั้ง เชื่ อมต่ อข้ อมู ล ความรู้ ที่ข าดหายเข้าด้ วยกัน แล้ วนามา สรุปเป็นคาตอบของกิจกรรมการเรียนรู้อีกครั้งหนึ่ง แล้ว ส่งผ่านแอพพลิเคชั่นที่ได้ออกแบบไว้ผ่านกระบวนการ เรียนรู้บนระบบเอ็มเลิร์นนิง

2) วัตถุประสงค์ของงำนวิจัย 2.1) เพื่อออกแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านเอ็ ม เลิร์นนิงตามแนวทฤษฎีการเชื่อมต่อด้วยวิธีการปริทัศน์ ความรู้จากสภาพแวดล้อมจริง 103

4) การวิเคราะห์ผลการประเมินความเหมาะสมของรูปแบบ โดยใช้ค่าเฉลี่ย( X ) และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ซึ่งมี เกณฑ์ ใ นการก าหนดค่ า น้ าหนั ก ของการประเมิ น ความ เหมาะสมของรูปแบบเป็ น 5 ระดับ ตามแนวของลิ เคิร์ ต (Likert) ดังนี้ 5 หมายถึง มีความเหมาะสมมากที่สุด 4 หมายถึง มีความเหมาะสมมาก 3 หมายถึง มีความเหมาะสมปานกลาง 2 หมายถึง มีความเหมาะสมน้อย 1 หมายถึง มีความเหมาะสมน้อยที่สุด และ ก าหนดเกณฑ์ ใ นการแปลความหมาย ดั ง นี้ (ประคอง กรรณสูต, 2542) 4.50 – 5.00 หมายถึง มีความเหมาะสมมากทีส่ ุด 3.50 – 4.49 หมายถึง มีความเหมาะสมมาก 2.50 – 3.49 หมายถึง มีความเหมาะสมปานกลาง 1.50 – 2.49 หมายถึง มีความเหมาะสมน้อย 1.00 – 1.49 หมายถึง มีความเหมาะสมน้อยทีส่ ุด

2) ขั้นกำรออกแบบ (Design) การออกแบบกิจกรรมการเรีย นรู้ ผ่านเอ็ มเลิร์ นนิ ง ตาม แนวทฤษฎีการเชื่อมต่อและวิธีการปริทั ศน์ความรู้จาก สภาพแวดล้อ มจริ ง โดยรู ปแบบมี การออกแบบการจั ด กิจกรรมการเรียนรู้ผ่านเอ็มเลิร์นนิงตามแนวทฤษฎีการ เชื่อมต่อด้วยวิธีการปริทัศน์ความรู้จากสภาพแวดล้อมจริง ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ 1) หลักการของรูปแบบ 2) ขั้นตอนของรูปแบบ 3) กิจกรรมการเรียนรู้ผ่านเอ็ม เลิร์นนิงตามแนวทฤษฎีการเชื่อมต่อด้วยวิธีการปริทัศน์ ความรู้ จ ากสภาพแวดล้อ มจริง และ 4) การวัด และ ประเมินผลใช้แบบวัดและการประเมินผลตามสภาพที่ เป็นจริง 3) ขั้นกำรพัฒนำ (Development) 3.1) พัฒนารูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านเอ็มเลิร์นนิง แนวทฤษฎี การเชื่ อ มต่ อ และวิ ธีการปริ ทัศ น์ ค วามรู้ จ าก สภาพแวดล้อมจริง 3.2) สร้างเครื่องมือสาหรับการประเมินความเหมาะสม ของรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านเอ็มเลิร์นนิง ตามแนวทฤษฎีการเชื่อมต่ อด้วยวิธีการปริทัศน์ความรู้ จากสภาพแวดล้อมจริง ระยะที่ 2 การประเมินความเหมาะสมของรูปแบบการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ผ่านเอ็มเลิร์นนิงตามแนวทฤษฎีการ เชื่อมต่อด้วยวิธีการปริทัศน์ความรู้จากสภาพแวดล้อมจริง 1) นารูปแบบที่พัฒนาขึ้นนาเสนอต่อ ผู้ทรงคุณวุฒิด้าน การออกแบบกิ จ กรรมการเรี ย นรู้ ผ่ า นเอ็ ม เลิ ร์ น นิ ง ผู้ทรงคุณวุฒิด้านทฤษฎีการเชื่อมต่อด้วยวิธีการปริทัศน์ ความรู้จากสภาพแวดล้อมจริง จานวน 5 ท่าน พิจารณา และประเมินความเหมาะสมของรูปแบบ 2) ปรับปรุงรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านเอ็ม เลิร์นนิงตามแนวทฤษฎีการเชื่อมต่อ ด้วยวิธีการปริทัศน์ ความรู้ จ ากสภาพแวดล้ อ มจริ ง ตามข้ อ เสนอแนะของ ผู้ทรงคุณวุฒิ 3) นาเสนอรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านเอ็ม เลิร์นนิงตามแนวทฤษฎีการเชื่อมต่อ ด้วยวิธีการปริทัศน์ ความรู้จ ากสภาพแวดล้ อมจริ ง ที่ พัฒ นาขึ้ นในรู ปแบบ แผนภาพประกอบความเรียง

5) ผลกำรวิจัย การวิจัยครั้งนี้นาเสนอผลการวิจัยเป็น 2 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านเอ็มเลิร์นนิง ตามแนวทฤษฎีการเชื่อมต่อด้วยวิธีการปริทัศน์ความรู้จาก สภาพแวดล้อมจริง รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านเอ็มเลิร์นนิงตามแนว ทฤษ ฎี ก ารเ ชื่ อ มต่ อด้ ว ยวิ ธี ก ารป ริ ทั ศน์ ความรู้ จาก สภาพแวดล้อมจริง ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ 1) หลักการของรูปแบบ 2) ขั้นตอนของรูปแบบ 3) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านเอ็มเลิร์นนิงตามแนวทฤษฎี การเชื่อมต่อด้วยวิธีการปริทัศน์ความรู้จากสภาพแวดล้อมจริง 4) การวัดและประเมินผลใช้แบบวัดและการประเมินผลแบบ ตามสภาพที่เป็นจริง นาเสนอดังรูปที่ 1

104

รูปที่ 1: องค์ประกอบของรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านเอ็มเลิร์นนิงตามแนวทฤษฎีการเชือ่ มต่อด้วยวิธีการปริทัศน์ ความรู้จากสภาพแวดล้อมจริง 1.2.2 ขั้นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน

1.1) หลักกำรของรูปแบบ ประกอบด้วย หลักการของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ผ่านเอ็มเลิร์นนิง หลักการจัดการเรียนการสอนตามแนว ทฤษฏีการเชื่อมต่อ และกระบวนการวิธีการปริทัศน์ ความรู้จากสภาพแวดล้อมจริง 1.2) ขั้นตอนของรูปแบบ 1.2.1ขั้นเตรียมการก่อนการเรียนการสอน

การจัดการเรียนการสอนแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่าน เอ็มเลิร์นนิงตามแนวทฤษฎีการเชื่อมต่อด้วยวิธีการปริทัศน์ ความรู้จากสภาพแวดล้อมจริง 4 ขั้นตอน 1.2.3 ขั้นสรุปผล ใช้การสรุปผลตามสภาพจริง 1.3) กิจกรรมกำรเรียนรู้ผ่ำนเอ็ม เลิร์นนิ งตำมแนวทฤษฎี กำรเชื่อมต่อด้วยวิธีกำรปริทัศน์ควำมรู้จำกสภำพแวดล้อม จริง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านเอ็มเลิร์นนิงตามแนวทฤษฎี การเชื่อมต่อด้วยวิธีการปริทัศน์ความรู้จากสภาพแวดล้อมจริง ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน นาเสนอดังรูปที่ 2

เตรียมด้านโครงสร้างของระบบการเรียนรู้แบบเคลื่อนที่ (m-Learning)เตรียมแอพพลิเคชั่นที่สร้างตามแนวทฤษฎี การเชื่อมต่อ (Connectivism) ออกแบบกิจกรรมการเรียน การสอนจากสภาพ แวดล้อมจริงผ่านกระบวนการเรียนรู้ แบบเคลื่อนที่ (m-Learning)

105

รูปที่ 2: กิจกรรมการเรียนรู้ผ่านเอ็มเลิร์นนิงตามแนวทฤษฎีการเชื่อมต่อด้วยวิธีการปริทัศน์ความรู้จากสภาพแวดล้อมจริง 1.3.1 ขั้นกาหนดกิจกรรมการเรียนรู้

1.3.4 ขั้นสรุปความรู้ที่ได้จากการปริทัศน์

จากสภาพแวดล้อมจริง ผู้���อนจะทาการออกแบบ กิ จ ก ร ร ม ก า ร เ รี ย น ต า ม ที่ ก า ห น ด ไ ว้ 1 ) พั ฒ น า Application และเตรี ย มระบบ m-Learning 2) การ ออกแบบกิ จ กรรมการเรี ย นรู้ ต ามแนวทฤษฎี 3)การ เชื่อมต่อ กาหนดสภาพแวดล้อมจริง 4) ข้อตงลงในการทา กิจกรรมการเรียนรู้ 1.3.2 ขั้นการเลือกใช้เครื่องมือแบบเคลื่อนที่

เพื่อตอบกิจกรรมการเรียนรู้จากสภาพแวดล้อมจริง เมื่อข้อมูล ความรู้ที่ถูกพิมพ์ขึ้นบนแอพพลิเคชั่นครบตามจานวนบุคคล แล้วหลังจากนั้นก็จะให้ผู้เรียนรู้ทุกคนก็จะได้ใช้หลักการของ ทฤษฏี ก ารเชื่ อ มต่ อ โดยผู้ เ รี ย นรู้ จ ะศึ ก ษาข้ อ มู ล ที่ อ ยู่ บ น แอพพลิเคชั่นที่ได้ออกแบบไว้ ของผู้เรียนทุกคนที่ส่งเข้าไป ในระบบ เพื่ อ ท าการปริ ทั ศ น์ ค วามรู้ คื อ น ามาวิ เ คราะห์ สังเคราะห์ทบทวนพร้อมทั้ง เชื่อมต่อข้อมูลความรู้ที่ขาดหาย เข้าด้วยกัน แล้วนามาสรุปเป็นคาตอบของกิจกรรมการเรียนรู้ อีกครั้งหนึ่ง แล้วส่งผ่านแอพพลิเคชั่นที่ ได้ออกแบบไว้ผ่าน กระบวนการเรียนรู้บนระบบเอ็มเลิร์นนิง 1.4) กำรวัดและประเมินผล การวัดและประเมิ นผลใช้แบบวัดและการประเมินผลตาม สภาพจริง หลังจากการปริทัศน์ความรู้จากสภาพแวดล้อมจริง แล้ว ผู้สอนจะใช้การประเมินโดยดูจากคาตอบที่เข้ามาใน ระบบขณะนั้นในลักษณะการโต้ตอบสองทิศทางปฏิสัมพันธ์ ของผู้ เ รี ย นกั บ ระบบ และพฤติ ก รรมการเรี ย นรู้ ผ่ า นเอ็ ม เลิร์นนิงตามแนวทฤษฎีการเชื่อมต่อ ตอนที่ 2 ผลการประเมินรับรองรูปแบบการจัดกิจกรรมการ เรี ย นรู้ ผ่ า นเอ็ ม เลิ ร์ น นิ ง ตามแนวทฤษฎี ก ารเชื่ อ มต่ อ ด้ ว ย วิธีการปริทัศน์ความรู้จากสภาพแวดล้อมจริง

ในการทากิจกรรมการเรียนรู้จากสภาพแวดล้อมจริง ขั้นนี้ ผู้สอนเลือกเครื่องมือที่ใช้ในการทากิจกรรม เช่น สมาร์ท โฟน แท็ ป เล็ ต รวมทั้ง ต้ อ งเลื อ กวิ ธีการเชื่อ มต่ อระบบ เครือข่ายว่าจะผ่าน เซลลูลาห์เน็ทเวิร์ก หรือ อินเทอร์เน็ต เน็ทเวิร์ก เพื่อให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมจริง 1.3.3 ขั้นหาความรู้จากสภาพแวดล้อมจริง ตามกิจกรรมการเรียนรู้ที่กาหนด จากกิจกรรมการเรียนรู้ ที่ผู้สอนกาหนด ผู้เรียนก็จะทาการหาข้อมูลความรู้จาก สภาพแวดล้อมจริงตามการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ได้รับ มอบหมาย แล้วพิมพ์ความรู้ที่ได้ของแต่ละบุคคลส่งผ่าน กระบวนการเรียนรู้บนแอพพลิเคชั่นแบบเอ็มเลิร์นนิงใน ลักษณะโต้ตอบสองทิศทาง

106

การประเมิ น รั บ รองของรู ป แบบการจั ด กิ จ กรรมการ เรียนรู้ผ่านเอ็มเลิร์นนิงตามแนวทฤษฎีการเชื่อมต่อด้วย วิธีการปริทัศน์ความรู้จากสภาพแวดล้อมจริง ดาเนินการ ประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิจานวน 5 ท่าน นาเสนอผลการ ประเมินดังตารางที่ 1

พั ฒ นา Applicationและเตรี ย มระบบ m-Learning มี ค วาม เหมาะสมอยู่ ใ นระดั บ มากที่ สุ ด ( X =4.80, SD=0.45) รองลงมาได้แก่ การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนว ทฤษฎี ก ารเชื่ อ มต่ อ ( X =4.40, SD=0.89) ก าหนด สภาพแวดล้อมจริง ( X =4.20, SD=0.84) และข้อตกลงในการ ทากิจกรรมการเรียนรู้ ( X =4.20, SD=0.45)

ตารางที่ 1: ผลการประเมินรูปแบบการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ ด้านองค์ประกอบของรูปแบบ รำยละเอียดกำรออกแบบ 1. หลั กการและแนวคิดที่ ใช้เป็ น พื้นฐานในการพัฒนารูปแบบ 2. วัตถุประสงค์ของรูปแบบ 3. รู ป แบบการจั ด กิ จ กรรมการ เรียนรู้ 4. การวัดและประเมินผล ภำพรวมของผลกำรประเมิน

X

S.D.

ความเหมาะสม

4.40

0.55

มาก

4.40

0.89

มาก

4.20

0.84

มาก

4.00 4.25

0.71 0.15

มาก มำก

ตารางที่ 3: ผลการประเมินขัน้ ตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นการเลือกใช้เครื่องมือแบบเคลือ่ นที่ รำยละเอียดกำรออกแบบ 1. เลือกเครื่องมือที่จะใช้ 2. อธิบายขั้นตอนวิธีการใช้งาน เครื่องมือที่จะใช้ผ่านระบบ m-Learning ภำพรวมของผลกำรประเมิน

S.D.

ความเหมาะสม

4.80

0.45

มากที่สุด

4.40

0.89

มาก

4.20

0.84

มาก

4. ข้อตกลงในการทากิจกรรมการ เรียนรู้

4.20

0.45

มาก

ภำพรวมของผลกำรประเมิน

4.40

0.24

มำก

0.55

ความเหมาะสม มากทีส่ ุด

4.20

0.84

มาก

4.40

0.20

มำก

ตารางที่ 4: ผลการประเมินขัน้ ตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นหาความรู้จากสภาพแวดล้อมจริง รำยละเอียดกำรออกแบบ 1. หาความรู้ที่ได้จากสภาพแวด ล้อมจริง 2. นาความรู้ที่ได้ส่งเข้าสู่ระบบ m-Learning ภำพรวมของผลกำรประเมิน

ตารางที่ 2: ผลการประเมินขัน้ ตอนการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ ขัน้ กาหนดกิจกรรมการเรียนรู้จากสภาพแวดล้อม จริง X

S.D.

4.60

จากตารางที่ 3 พบว่า ขั้นการเลือกใช้เครื่องมือแบบเคลื่อนที่ ผู้ ท รงคุ ณ วุ ฒิ เ ห็ น ว่ า มี ค วามเหมาะสมอยู่ ใ นระดั บ มาก ( X =4.40, SD=0.20) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า เลือก เครื่ อ งมื อ ที่ ใ ช้ มี ค วามเหมาะสมอยู่ ใ นระดั บ มากที่ สุ ด ( X =4.60, SD=0.55) รองลงมาได้ แ ก่ อธิ บ ายขั้ น ตอน วิ ธี ก ารใช้ ง านเครื่ อ งมื อ ที่ จ ะใช้ ผ่ า นระบบ m-Learning ( X =4.20, SD=0.84)

จากตารางที่ 1 พบว่า องค์ประกอบในการออกแบบการ จั ด กิ จ กรรมการเรี ย นรู้ ฯ ผู้ ท รงคุ ณ วุ ฒิ เ ห็ น ว่ า มี ค วาม เหมาะสมอยู่ในระดับมาก ( X =4.25, SD=0.15) เมื่อ พิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า หลักการและแนวคิดที่ใ ช้ เป็นพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบ มีความเหมาะสมอยู่ ในระดั บ มาก ( X =4.40, SD=0.55) รองลงมาได้ แ ก่ วัตถุประสงค์ของรูปแบบ ( X =4.40, SD=0.89) รูปแบบ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้( X =4.20, SD=0.84) และการ วัดผลประเมินผล ( X =4.00, SD=0.71)

รำยละเอียดของขั้นตอน 1. พัฒนา Application และเตรียม ระบบ m-Learning 2. การออกแบบกิ จ กรรมการ เ รี ย น รู้ ต า ม แ น ว ท ฤ ษ ฎี ก า ร เชื่อมต่อ 3. กาหนดสภาพแวดล้อมจริง

X

X

S.D.

ความเหมาะสม

4.60

0.55

มากที่สุด

4.60

0.55

มากที่สุด

4.60

0

มำกที่สุด

จากตารางที่ 4 พบว่า ขั้นหาความรู้จากสภาพแวดล้อมจริง ผู้ทรงคุณวุฒิเห็นว่ามีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด ( X =4.60, SD=0) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า หาความรู้ ที่ได้จากสภาพแวด ล้อมจริง อยู่ในระดับมากที่สุด ( X =4.60, SD=0.55) เท่ากับนาความรู้ที่ได้ส่งเข้าสู่ระบบ m-Learning ( X =4.60, SD=0.55)

จากตารางที่ 2 พบว่ า ขั้ น การจั ดกิจ กรรมการเรี ย นรู้ ผู้ ท รงคุ ณวุ ฒิ เ ห็ น ว่ ามี ค วามเหมาะสมอยู่ ใ นระดั บ มาก ( X =4.40, SD=0.24) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ขั้น 107

ตารางที่ 5: ผลการประเมินขัน้ ตอนการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ ขัน้ สรุปความรู้ที่ได้จากการปริทศั น์ รำยละเอียดกำรออกแบบ 1 . น า ค ว า ม รู้ ที่ อ ยู่ ใ น ร ะ บ บ m-Learning มาทาการวิเ คราะห์ สั ง เคราะห์ ทบทวนพร้ อ มทั้ ง เชื่ อมต่อ ข้ อมู ลความรู้ที่ ขาดหาย เข้าด้วยกัน 2. สรุปเป็นความรู้ที่ตอบกิจกรรม การเรียนรู้อีกครั้งหนึ่ง 3. นาข้อสรุปที่ได้ส่งเข้าสู่ระบบ m-Learning ภำพรวมของผลกำรประเมิน

X

S.D.

ความเหมาะสม

4.80

0.45

มากที่สุด

4.60

0.89

มากที่สุด

4.80

0.45

มากที่สุด

4.73

0.26

มำกที่สุด

( X =4.13, SD=0.20) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่ารูปแบบ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านเอ็มเลิร์นนิงตามแนวทฤษฎี การเชื่อมต่อด้วยวิธีการปริทัศน์ความรู้จาสภาพแวดล้อมจริง อยู่ ใ นระดั บ มาก ( X =4.2, SD=0.84) รองลงมาได้ แ ก่ ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านเอ็มเลิร์นนิงตามแนว ทฤษฎี ก ารเชื่ อ มต่ อ ด้ ว ยวิ ธี ก าร ปริ ทั ศ น์ ค วามรู้ จ า ก สภาพแวดล้อมจริง ( X =4.2, SD=0.45) และรูปแบบการจัด กิ จ กรรมการเรี ย นรู้ ผ่ า นเอ็ ม เลิ ร์ น นิ ง ตามแนวทฤษฎี ก าร เชื่อมต่อด้วยวิธีการปริทัศน์ความรู้จากสภาพแวด ล้อมจริง ( X =4.00, SD=0.71)

จากตารางที่ 5 พบว่า ขั้นสรุปความรู้ที่ได้จากการปริทัศน์ ผู้ทรงคุณวุฒิเห็นว่ามีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากทีส่ ดุ ( X =4.73, SD=0.26) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า นา ความรู้มาวิเคราะห์ สังเคราะห์ ทบทวนพร้อมทั้ง เชื่อมต่อ ข้อมูลความรู้ที่ขาดหายเข้าด้วยกัน อยู่ในระด���บมากที่สุด ( X =4.80, SD=0.45) เท่ากับ นาข้อสรุปส่งเข้าสู่ระบบ m-Learning ( X =4.80, SD=0.45) รองลงมาได้แก่ สรุป เป็ น ความรู้ ที่ ต อบกิ จ กรรมการเรี ย นรู้ อี ก ครั้ ง หนึ่ ง ( X =4.60, SD=0.89)

6) อภิปรำยผล จากผลการวิจัยมีประเด็นในการอภิปรายดังนี้ 6.1) การประเมินรับรองรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ผ่ า นเอ็ ม เลิ ร์ น นิ ง ตามแนวทฤษฎี ก ารเชื่ อ มต่ อ ด้ ว ยวิ ธี ก าร ปริ ทั ศ น์ ค วามรู้ จ ากสภาพแวดล้ อ มจริ ง โดยผู้ ท รงคุ ณ วุ ฒิ พบว่า ผลการประเมินอยู่ในระดับมาก สอดคล้องกับจอยซ์ และเวล (Joyce and weil, 2000) ที่กล่าวถึงการพัฒนาการ เรียนการสอน ควรเริ่มจากการวิเคราะห์ ข้อมูลพื้นฐานต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องที่ต้องการนามาพัฒนาเป็นรูปแบบการเรียนการ สอน นาเสนอแนวคิดสาคัญของข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ มากาหนดหลักการและรายละเอียดขององค์ประกอบ 6.2) จากผลการประเมินของผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่าขั้นตอนการ จั ด กิจ กรรมการเรี ย นรู้ ผ่ านเอ็ ม เลิ ร์ นิ ง ตามแนวทฤษฏี การ เชื่อมต่อด้วยวิธีการปริทัศน์ความรู้จากสภาพแวดล้อมจริง อยู่ ในระดับมาก ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ (Shawnz Neo and Jun Megata, 2012) ที่กล่าวว่า การเรียนรู้ด้วยวิธีการ mlearning แบบ Trail Shuttle สามารถสนับสนุนการเรียนรู้ ภายนอกห้ อ งเรี ย น ซึ่ ง ผู้ เ รี ย นมี ส่วนร่ วมในการเรี ยนรู้ เ มื่ อ เทียบกับการเรียนในชั้นเรียน ผู้เรียนสามารถตอบสนองแบบ RealTime จากสถานที่ จริ งที่ ได้ ออกไปเรี ยนรู้ ครู ผู้สอนก็ สามารถทราบข้อมูลที่ผู้เรียนนั้นส่งกลับมาแบบ RealTime

ตารางที่ 6: ผลการประเมินรูปแบบกับการนาไปใช้จริง รำยละเอียดกำรออกแบบ 1. รู ป แบบการจั ด กิ จ กรรมการ เรี ยนรู้ ผ่า นเอ็ ม เลิ ร์น นิ งตามแนว ทฤษฎี ก ารเชื่ อ มต่ อ ด้ ว ยวิ ธี ก าร ปริ ทั ศ น์ ค วามรู้ จ ากสภาพ แวด ล้อมจริง มีความเหมาะสมอยู่ใน ระดับใด 2. ขั้ น ตอนการจั ด กิ จ กรรมการ เรี ยนรู้ ผ่า นเอ็ ม เลิ ร์น นิ งตามแนว ทฤษฎี ก ารเชื่ อ มต่ อ ด้ ว ยวิ ธี ก าร ปริทัศน์ความรู้จาสภาพแวดล้อม จริ ง มี ความ เหมาะสมอยู่ ใน ระดับใด 3. รู ป แบบการจั ด กิ จกรรมการ เรี ยนรู้ ผ่า นเอ็ ม เลิ ร์น นิ งตามแนว ทฤษฎีการเชื่อมต่อด้วยวิธีการ ปริทัศน์ความรู้จาสภาพแวดล้อม จริ ง มี ค วาม เป็ น ไปได้ ใ นการ นาไปใช้จริงในระดับใด ภำพรวมของผลกำรประเมิน

X

S.D.

ความเหมาะสม

4.00

0.71

มาก

4.2

0.45

มาก

4.2

0.84

มาก

7) ข้อเสนอแนะ 4.13

0.20

7.1) ข้อเสนอแนะสำหรับกำรนำผลกำรวิจัยไปใช้ สถาบันการศึกษาที่นารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการ สอนนี้ไปใช้ควรมีการจัดเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน เตรียม

มำก

จากตารางที่ 6 พบว่ า รู ป แบบกั บ การน าไปใช้ จ ริ ง ผู้ท รงคุณวุ ฒิ เห็ น ว่ามีค วามเหมาะสมอยู่ ในระดั บมาก 108

ผู้สอน และเตรียมผู้เรียน เพื่อให้สามารถจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ผ่านเอ็มเลิร์นนิงตามแนวทฤษฏีการเชื่อมต่อ ด้วย วิธีการปริทัศน์ความรู้จากสภาพแวดล้อมจริง ได้ 7.2) ข้อเสนอแนะสำหรับกำรวิจัยครั้งต่อไป ควรมีการนารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านเอ็ม เลิร์นนิงตามแนวทฤษฏีการเชื่อมต่อ ด้วยวิธีการปริทัศน์ ความรู้จากสภาพแวดล้อมจริงไปทดลองใช้เพื่อศึกษาผล ที่ เ กิ ด ขึ้ น จากการจั ด กิ จ กรรมการเรี ย นรู้ ผ่ า นเอ็ ม เลิร์นนิงตามแนวทฤษฏีการเชื่อมต่อ ด้วยวิธีการปริทัศน์ ความรู้จากสภาพแวดล้อมจริง เช่น แอพพลิเคชั่นที่จะใช้ บนอุ ป กรณ์ แ บบเคลื่ อ นที่ โครงสร้ างพื้ น ฐานของการ จัดระบบเอ็มเลิร์นนิง และการจัดกิจกรรมตามแนวทฤษฏี การเชื่อมต่อด้วยวิธีการปริทัศน์ความรู้จากสภาพแวดล้อม จริงที่เหมาะสมกับผู้เรียน สถานที่ ที่เกิ ดขึ้นจริง รูปแบบ การประเมิลผลที่เหมาะสมกับการจัดกิจกรรม

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ. มนต์ ชั ย เที ย นทอง. (2547,พฤษภาคม-สิ ง หาคม). MLearning: แนวทางใหม่ของ e-learning. วารสาร เทคโนโลยีและการสื่อสารการศึกษา. 1(1): 3-11. Joyce, B.R., and Weil, M. 2000. Models of Teaching. 6th ed. Massachusetts: Allyn & Bacon. Neo, S., & Magata, J. (2012). Location Based mobile learning in Singapore Schools. International e-Learning Conference 2012(IEC2012), 49-53. Siemens, G. (2005/1). Connectivism: A learning theory for the digital age. International Journal of Instructional Technology and Distance Learning, 2(1): 3-10.

8) กิตติกรรมประกำศ ผู้วิจัยขอขอบพระคุณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปรัชญนันท์ นิ ล สุ ข ผู้ ช่ วยศาสตราจารย์ ดร.วิ ว รรธน์ จั น ทร์ เ ทพย์ อาจารย์ ดร.อภิชาติ อนุกูลเวช อาจารย์บุรินทร์ นรินทร์ อาจารย์กวิทธิ์ ศรีสัมฤทธิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิสาหรับความ อนุเคราะห์ในการประเมินรับรองและให้ข้อเสนอแนะที่ เป็ น ประโยชน์ เ พื่ อ พั ฒ นารู ป แบบการจั ด กิจ กรรมการ เรียนรู้ผ่านเอ็มเลิร์นนิงตามแนวทฤษฏีการเชื่อมต่อ ด้วย วิธีการปริทัศน์ความรู้จากสภาพแวดล้อมจริง

9) เอกสำรอ้ำงอิง ปณิตา วรรณพิรุณ. (2554). สื่อการเรียนการสอนบน เครือข่ายคอมพิวเตอร์. กรุงเทพฯ: ศูนย์ผลิตตารา เรียนมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระ นครเหนือ. ประคอง กรรณสู ต . (2542). สถิ ติ เ พื่ อ การวิ จั ย ทาง พฤติ กรรมศาสตร์ . พิ ม พ์ ค รั้ ง ที่ 3. กรุ ง เทพฯ: สานักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ปรัชญนันท์ นิลสุข. (2554). เทคโนโลยีสารสนเทศทาง การศึ ก ษา. กรุ ง เทพฯ: ศู น ย์ ผ ลิ ต ต าราเรี ย น

109

นวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนระบบอีเลิรน์ นิงแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ One Stop e-Learning Management Innovation

พิชิต ตรีวิทยรัตน์1, วรรณา ตรีวิทยรัตน์2 1

ภาควิชารังสีเทคนิค คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล pichit.tri@mahidol.ac.th, pichit2496@gmail.com

2

ภาควิชารังสีเทคนิค คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล wanna.tri@mahidol.ac.th, wanna_kae@hotmail.com

ABSTRACT e-Learning system consists of e-teacher, e-courseware designer and e-project manager. For solving the dependency of administrator and courseware designer, the one stop e-Learning management innovation was created at RT e-Learning center, Department of Radiological Technology, Faculty of Medical Technology, Mahidol University. The process of this innovation included 1.For understanding the holistic e-Learning management, the teacher will be promoted to an eLearning professional by studying in the field of eteacher, e-courseware designer and e-project manager. 2.The teacher will be trained to (2.1) collaborate the server administrator for students registration system. (2.2) collaborate the maintenance staff, electric staff and classroom managing staff for classroom activity. (2.3) install the learning management system (Moodle) into the server. 3.The courseware, formative and summative evaluation were constructed by the teacher. 4.The teaching assistant will be trained for management in the classroom problems. 5.The necessary learning equipments will be managed by the teacher prior the beginning of classroom. The learners will be informed to prepare the private computer, learn the computer using and install the required instructional program. Keywords: one stop e-Learning management, innovation, holistic e-Learning management

ศูนย์การเรียนรู้อเี ลิร์นนิงสาหรับรังสีเทคนิค ภาควิชารังสีเทคนิค คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้สร้างนวัตกรรมการ จัดการเรียนการสอนระบบอีเลิร์นนิงแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จขึ้น ประกอบ ด้วย 1.เตรียมผู้สอน ให้เป็นผูเ้ ชี่ยวชาญอีเลิร์นนิง โดยศึกษาในหลัก สูตรผู้สอนอีเลิร์นนิง ผู้ออกแบบสื่อการสอนอีเลิร์นนิง และ ผู้บริหารอีเลิร์นนิง เพื่อให้เข้าใจการจัดการเรียนการสอนระบบอี เลิร์นนิงแบบองค์รวม 2.เตรียมผู้สอนให้สามารถติดต่อประสานงานกับผู้บริหาร เซิร์ฟเวอร์ อินทราเน็ต เครือข่ายไร้สายเพื่อลงทะเบียนผูเ้ รียน ติดต่อประสานงานกับหน่วยซ่อมบารุง ผู้ดูแลระบบไฟฟ้า ผู้ดูแล การใช้ห้องเรียน เพื่อเตรียมความพร้อมในการใช้ห้อง และผู้สอน ต้องสามารถลงโปรแกรมและแขวนสื่อการสอนลงใน Moodle 3.ผู้สอนออกแบบสื่อการสอน สร้างแบบทดสอบ แบบประเมิน สื่อการสอน แบบประเมินผู้เรียน และกระบวนการจัดการเรียน การสอน 4.ผู้สอนจัดเตรียมและฝึกผู้ช่วยสอน เพื่อช่วยดูแลปัญหาการใช้ เครื่องคอมพิวเตอร์และโปรแกรมที่เกี่ยวข้องในห้องเรียน 5.เตรียมผูเ้ รียนเข้าสู่บทเรียน โดยให้ผเู้ รียนจัดหาเครื่อง คอมพิวเตอร์ส่วนตัว ศึกษาวิธีการใช้เครื่องคอมพิวเตอร์และลง โปรแกรมทีจ่ าเป็นต้องใช้

บทคัดย่อ การเรียนการสอนระบบอีเลิร์นนิง ประกอบด้วยผู้สอนอีเลิรน์ นิง ผู้ออกแบบสื่อการสอนอีเลิร์นนิง และผูบ้ ริหารอีเลิร์นนิง เพื่อลดหรือบรรเทาปัญหาที่เกิดจากการพึ่งพาผู้ออกแบบสื่อ การสอนอีเลิร์นนิง และผูบ้ ริหารอีเลิร์นนิง ฯลฯ 110

คาสาคัญ: นวัตกรรม, การจัดการเรียนการสอนระบบอีเลิร์น นิงแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ

ผู้ทาการวิจัยได้จดั การเรียนการสอนระบบอีเลิร์นนิงมาเป็นเวลา 2 ปี และได้พบปัญหาต่าง ๆ ดังนี้ 1. ปัญหาของครูผู้สอน คือ - ครูผู้สอนอีเลิรน์ นิงยังไม่เข้าใจในระบบการ เรียนการสอนอีเลิร์นนิง ไม่สามารถแยกแยะว่า สิ่งใดเป็นการเรียนการสอนระบบอีเลิร์นนิง สิ่ง ใดเป็นการสอนแบบใช้ CAI - มีภาระงานมาก - ขาดความรู้และทักษะด้านเทคโนโลยี สารสนเทศ - ขาดแคลนเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่ใช้ ในการทาสื่อการสอน - เกิดความระแวงว่าหากจัดระบบการเรียนการ สอนให้สาเร็จ สถานศึกษาจะไม่จ้างทาการสอน ต่อ 2. ปัญหาความพร้อมของบุคลากรทีจ่ ะทาการสอน และบุคลากรสนับสนุน เช่นผู้ดูแลระบบ (Admin) ผู้ดูแลการเชื่อมโยงเครือข่าย ฯลฯ 3. ผู้บริหารสถานศึกษา - ไม่สนใจและไม่ทราบองค์ประกอบของการ จัดการเรียนการสอนระบบอีเลิร์นนิง - ไม่ให้การสนับสนุนทั้งบุคลากรและงบประมาณ สาหรับห้องปฏิบัติการ เครื่องคอมพิวเตอร์ รวม ทั้งระบบและโปรแกรมสนับสนุน 4. ขาดทีป่ รึกษาการจัดการเรียนการสอนระบบอี เลิร์นนิง 5. ผู้เรียนไม่ใฝ่รู้ ไม่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม จากปัญหาที่พบ ทาให้ทราบองค์ประกอบของความล้มเหลว จึง เกิดแนวคิดว่า การพัฒนาบุคลากรคือผู้สอน ให้สามารถทาสื่อการ สอนและนาขึ้นแขวนในระบบจัดการเรียนการสอนได้ด้วยตนเอง ก็จะก้าวข้ามอุปสรรคสาคัญในการจัดการเรียนการสอนระบบอี เลิร์นนิงได้ จึงได้ดาเนินการจัดการเรียนการสอนระบบอีเลิร์นนิง วิชากายวิภาคศาสตร์และรังสีกายวิภาคศาสตร์ตามแนวคิดดัง กล่าว จนประสบความสาเร็จเป็นแห่งแรกด้วยการจัดการเรียนการ สอนระบบอีเลิร์นนิงแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ

1) บทนา อีเลิร์นนิงเป็นกลยุทธ์ใหม่ในการส่งต่อความรู้ในโลกดิจิทัล(1) การจัดการเรียนการสอนระบบอีเลิร์นนิงที่มปี ระสิทธิภาพ ประกอบด้วย 3 ตัวแปรหลักคือ เทคโนโลยี คุณลักษณะของ ผู้เรียน และผู้สอน(2) เป็นการนาเทคโนโลยีสารสนเทศมา ประยุกต์ใช้กับการจัดการศึกษาในห้องเรียน ช่วยให้การเรียน การสอนมีความแปลกใหม่ น่าสนใจ ผูเ้ รียนสามารถทวนซ้า บทเรียนได้ตามต้องการ มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนและ ผู้เรียน แต่ทงั้ นี้ผู้สอนจะต้องทุ่มเท สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ กระตุ้นให้ผู้เรียนสนใจด้วยบทเรียนพร้อมมัลติมีเดียที่น่า สนใจ มีการติดต่อสื่อสาร เช่นตอบข้อซักถาม สั่งงาน นัด หมาย โดยใช้กระดานสนทนา ดังนั้นการออกแบบบทเรียนอี เลิร์นนิงให้น่าสนใจ ก็สามารถดึงดูดความสนใจของผู้เรียนได้ (3) จะเห็นได้ว่าผู้สอนเป็นกุญแจสาคัญของการจัดการเรียนการ สอนระบบอีเลิร์นนิง ศูนย์การเรียนรู้อเี ลิร์นนิงสาหรับรังสีเทคนิค ภาควิชารังสี เทคนิค คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้คิดค้น นวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนระบบอีเลิร์นนิงที่มีชื่อว่า นวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนระบบอีเลิร์นนิงแบบจุด เดียวเบ็ดเสร็จ ในเบื้องต้นได้จดั การเรียนการสอนระบบ อีเลิร์นนิงสาหรับรังสีเทคนิคแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ (One stop RT e-Learning Management) เป็นต้นแบบทีป่ ระสบ ความสาเร็จ เพื่อให้ผู้สอนอีเลิรน์ นิงสามารถพึ่งตนเองในการ จัดการเรียนการสอน เพื่อลดหรือบรรเทาปัญหาที่เกิดจากการ พึ่งพาบุคลากรด้านต่าง ๆ เช่น ผูอ้ อกแบบสื่อการสอนอีเลิร์น นิง ผู้บริหารอีเลิร์นนิง ผูจ้ ัดการระบบอิเลิร์นนิง ฯลฯ

2) ที่มาและความสาคัญของการวิจัย ปัจจุบนั การเรียนการสอนระบบอีเลิร์นนิงได้มีการแพร่หลาย ไปอย่างกว้างขวาง แต่ยังขาดแคลนบุคลากรที่มคี วามพร้อม สาหรับจัดการเรียนการสอนระบบอีเลิร์นนิงในสถาบันการ ศึกษาทั่วประเทศ เช่น ผู้สอนอีเลิร์นนิง ผู้ออกแบบสื่อการ สอนอีเลิร์นนิง ผู้บริหารอีเลิรน์ นิง ผู้จดั การระบบอิเลิรน์ นิง และด้านอื่น ๆ จึงทาให้การเรียนการสอนระบบอีเลิร์นนิงไม่ พัฒนาไปเท่าที่ควรจะเป็น 111

ผู้สอน ให้มคี รบทุกองค์ประกอบในการจัดการเรียนการสอน ระบบอีเลิร์นนิง จึงได้รปู แบบนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอน ระบบอีเลิร์นนิงแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จที่สามารถปฎิบัติการได้จริง โดยผู้สอนจะต้องปฏิบัติตามขัน้ ตอนดังนี้ 1. ศึกษาระบบ Learning management system และ Content management system แล้วเลือกโปรแกรมที่เหมาะสมทีจ่ ะ นาไปใช้เพียงหนึ่งโปรแกรม ยกตัวอย่างเช่น - ถ้าเลือกโปรแกรม Learning management system ก็เลือก MOODLE หรือ LEARN SQUARE - แต่ถ้าเลือกโปรแกรม Content management system ก็เลือก DRUPAL หรือ JOOMLA หรือ - อาจเลือกใช้ GOOGLE SITE เพื่อให้สามารถ ติดตั้งโปรแกรมในเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือสามารถติดต่อประสานงานกับผู้บริหารเซิร์ฟเวอร์ของคณะ หรือมหาวิทยาลัย ในกรณีทเี่ ลือกใช้ MOODLE สาหรับ - การลงทะเบียนชื่อผู้เรียนในแต่ละรายวิชา กาหนด user name และ password ให้กับผูเ้ รียนแต่ละคน - การลงกระดานเตรียมความพร้อมของผูเ้ รียนใน การเรียนระบบอีเลิรน์ นิง - การลงกระดานข่าว - การลงกระดานแนะนาตัว - การลงแบบทดสอบก่อนเรียน และหลังเรียน - การลงสื่อการสอนสาหรับรายวิชาใหม่ในแต่ละ ภาค - การลงกิจกรรมเดี่ยว - การลงกิจกรรมกลุ่ม - การลงกระดานส่งงาน ส่วนในกรณีที่ใช้ LEARN SQUARE , DRUPAL , JOOMLA หรือ GOOGLE SITE ครูผู้สอนจะต้องเรียนรู้วิธีการติดตั้งและใช้ งานในเซิร์ฟเวอร์เล็ก ๆ ในเครื่องคอมพิวเตอร์ด้วยตนเอง สาหรับรูปแบบการจัดการเรียนการสอน ในช่วงเริ่มต้น ผู้ทาการวิจัยขอแนะนาให้ใช้ GOOGLE SITE เป็นอันดับแรก เพราะมีปัญหาน้อยและขัน้ ตอนไม่ซับซ้อน หลังจากนั้นก็เข้าสู่ ระบบ LEARNING MANAGEMENT SYSTEM โดยเลือกใช้ LEARN SQUARE ก่อน แล้วค่อยตามด้วย MOODLE

3) วัตถุประสงค์ สร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนระบบอีเลิร์นนิงแบบ จุดเดียวเบ็ดเสร็จ เพื่อให้ผู้สอนอีเลิร์นนิงสามารถจัดการเรียน การสอนระบบอีเลิรน์ นิงได้ด้วยตนเอง

4) ขั้นตอนการศึกษา 1. ศึกษาปัญหาการจัดการเรียนการสอนระบบอีเลิร์น นิง 2. ศึกษาความล้มเหลวในการจัดการเรียนการสอน ระบบอีเลิร์นนิง จากการพบปัญหาการจัดการเรียนการสอนระบบอี เลิร์นนิง ทาให้ทราบสาเหตุของความล้มเหลวใน การการจัดการเรียนการสอนระบบอีเลิร์นนิงดังที่ได้ กล่าวไปแล้ว 3. ศึกษาความสาเร็จและแนวทางในการจัดการเรียน การสอนระบบอีเลิรน์ นิง ผู้ทาการวิจัยได้ลงทะเบียนเรียนหลักสูตรผู้เชี่ยวชาญ อีเลิร์นนิงที่เปิดทาการสอนโดยมหาวิทยาลัยไซ เบอร์ไทย ( Thai Cyber University ) ทั้ง 3 สาขา คือ ผู้สอนอีเลิรน์ นิง ผู้ออกแบบการสอนอีเลิร์นนิง และผู้บริหารอีเลิร์นนิงเป็นเวลา 3 ปีเพื่อให้เข้าใจ การจัดการเรียนการสอนระบบอีเลิร์นนิงแบบองค์ รวม 4. สร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนระบบอี เลิร์นนิงแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ จากแนวคิดเสริม ศักยภาพผู้สอน เพื่อลดการพึ่งพาบุคลากรด้านต่าง ๆ เช่น ผู้ออกแบบสื่อการสอนอีเลิรน์ นิง ผูบ้ ริหารอี เลิร์นนิงผู้จดั การระบบอิเลิร์นนิง และด้านอื่น ๆ

5) ผลการศึกษา จากองค์ประกอบของความสาเร็จในการจัดการเรียนการสอน ระบบอีเลิร์นนิง แสดงว่าหากต้องการจัดการเรียนการสอน ระบบอีเลิร์นนิงแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ จะต้องเสริมศักยภาพ 112

2. ตรวจสอบระบบอินทราเน็ต หรือ เครือข่ายไร้สาย กับผู้ดูแล ระบบของคณะหรือมหาวิทยาลัย เพื่อให้พร้อมใช้งานกรณี เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ใช้งานพร้อมกันจานวนมาก หรือให้ ผู้เรียนใช้เครือข่ายเอกชนที่มใี ห้บริการอยู่ 3. ติดต่อประสานงานกับผู้ดูแลการใช้ห้องเรียน เพื่อเตรียม ความพร้อมในการใช้ห้อง เตรียมโต๊ะและเก้าอี้ให้เพียงพอ สาหรับผู้เรียนในวันและเวลาที่จะทาการสอน 4. หน่วยซ่อมบารุง ผู้ดูแลระบบไฟฟ้า เพื่อตรวจสอบจานวน ปลั๊กไฟให้เพียงพอกับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่จะใช้งาน 5. ออกแบบสื่อการสอนด้วยตนเอง โดยใช้สื่อประสม เช่น ข้อความและรูปภาพทีท่ าขึ้นเองพร้อมกับบันทึกเสียงลงใน เพาเวอร์พ๊อย ก็จะได้สื่อการสอนที่มีการบันทึกเสียงแบบง่าย หรือจะนาไป Convert ลงในโปรแกรม AUTHROPOINT LITE ซึ่งเป็นฟรีแวร์ ให้มมี าตรฐานมากขึ้น หรือใช้โปรแกรม ลิขสิทธิ์ เช่น โปรแกรม ADOBE PRESENTER 7 ที่มีการ ออกข้อสอบได้หลายแบบและมีมาตรฐาน SCROM 6. ออกแบบทดสอบก่อนเรียนเพื่อประเมินความรู้ของผู้เรียน ก่อนเริ่มเรียน 7. สร้างแบบประเมินสื่อการสอน เพื่อประเมินความพึงพอใจ ในการใช้สื่อการสอนของผู้เรียน 8. จัดเตรียมและฝึกผู้ช่วยสอน เพื่อช่วยดูแลปัญหาการใช้ เครื่องคอมพิวเตอร์และโปรแกรมที่เกี่ยวข้องในห้องเรียน 9. ในกรณีที่เป็นการเริ่มเรียนครัง้ แรก ในห้องปฏิบัติการ คอมพิวเตอร์ที่ไม่มเี ครื่องคอมพิวเตอร์ ผู้สอนต้องประสานกับ ผู้เรียนเพื่อจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัว ศึกษาการใช้ เครื่องและติดตัง้ โปรแกรมที่จาเป็นต้องใช้

จัดการเรียนการสอนระบบอีเลิร์นนิงแบบจุดเดียวเบ็ด เสร็จ เพื่อลดการพึ่งพาบุคลากรด้านอื่น ๆ การจัดการเรียนการ สอนระบบอีเลิร์นนิงเป็นสิ่งทีเ่ พิ่มขึ้นจากภาระงานปกติ ฉะนั้น ผู้สอนจะต้องมีกาลังใจอันแรงกล้าที่จะอุทศิ ตนเพื่อ พัฒนาความรู้และขบวนการเรียนรู้ และมุ่งมั่นว่า สิ่งที่ทาอยู่ เป็นประโยชน์ต่อผู้เรียน การจัดการเรียนการสอนระบบอีเลิร์ นนิงจึงจะประสบความสาเร็จและน่าจะเป็นทางเลือกใหม่ ของการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์

7) เอกสารอ้างอิง 1. Rosenberg ,MJ. (2001) E-learning: Strategies for deliver knowledge in the digital age. United State: McGraw-Hill. 2. Dillon, CL., Guawardena, CN. (1995) A framework for the evaluation of telecommunication-based distance education. Paper presented at the 17th congress of the international council for distance education, Open University, Milton Keynes. 3. ถนอมพร เลาหะจรัสแสง. (2545) Designing e-Learning: หลักการออกแบบและการสร้างเว็บเพื่อการเรียนการสอน. กรุงเทพฯ: อรุณการพิมพ์

6) สรุปและวิจารณ์ผลการศึกษา จากการนาขั้นตอนต่าง ๆ ในการเพิ่มศักยภาพของผู้สอน ให้มีองค์ประกอบครบตามความสาเร็จในการจัดการเรียน การสอนระบบอีเลิรน์ นิง มาสร้างเป็นนวัตกรรมจัดการ เรียนการสอนระบบอีเลิรน์ นิงแบบจุดเดียวเบ็ดเสร็จ โดย ใช้การเรียนการสอนวิชากายวิภาคศาสตร์และรังสีกาย วิภาคศาสตร์สาหรับนักศึกษาสาขารังสีเทคนิค เป็น ต้นแบบทีป่ ระสบความสาเร็จ และยังคงดาเนินการอย่าง ต่อเนื่อง ให้ผู้สอนอีเลิร์นนิงสามารถพึ่งตนเองในการ 113

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้บูรณาการกับการจัดการความรู้บนฐานเทคโนโลยีก้อนเมฆ เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ด้านการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ The Learning Activities Integration with Knowledge Management through the Cloud Computing to Encourage Analytic Thinking in Computer Programming ดวงกมล โพธิ์นาค1, ธนยศ สิริโชดก2 1 ภาควิชาคอมพิวเตอร์ศึกษา คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (tantawan_ple@hotmail.com) 2

สาขาวิชานวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา (t_siri@hotmail.com)

นาเสนอรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้บูรณาการกับ การจัดการความรู้บนฐานเทคโนโลยีก้อนเมฆเพื่อส่งเสริม ทักษะการคิดวิเคราะห์ด้านการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่งจากการศึกษารูปแบบการจัดกิจกรรมดังกล่าวมีขั้นตอน ในการศึกษาดังนี้ 1) ศึกษาหลักการและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง 2) ศึกษาหลักเทคโนโลยีก้อนเมฆ 3) ศึกษาหลักการจัดการ ความรู้ 4) สังเคราะห์รูปแบบ 5) นาเสนอรูปแบบ โดย การศึกษาและนาเสนอรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรี ยนรู้ บูรณาการกับการจัดการความรู้บนฐานเทคโนโลยีก้อนเมฆ นี้ มี ก ารตอบสนองการจั ด การเรี ย นรู้ ต่ อ เทคโนโลยี ที่ ทันสมัยและนาไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนต่อไป

ABSTRACT The current learning and teaching in the 21st century, the Infrastructure development and information technology and communications have to face several challenges. The most important is the differences between the Member States themselves digitally. The ASEAN member countries have the obligation to improve the competitiveness of each country's technology and communications. This article aims to present a model of the Learning Activities Integration with Knowledge Management through the Cloud Computing to Encourage Analytic Thinking in Computer Programming. The study has the following steps : 1) Principles and theories, 2) Concept of Cloud Computing, 3) Theories of Knowledge management , 4) Synthesis of model, and 5) Present a model. Further, the model of learning activity is a response to learning the technology and use in teaching. Keywords: Learning Activities, Management, Analytic Thinking

คาสาคัญ: การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ , การจัดการความรู้, เทคโนโลยีก้อนเมฆ, ทักษะการคิดวิเคราะห์

Knowledge

บทคัดย่อ

1) บทนา

ปัจจุบันการจัดการเรียนการสอนในทศวรรษที่ 21 ต้อ ง ค านึ ง ถึ ง การพั ฒ นาโครงสร้ า งพื้ น ฐานด้ า นเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อ สารที่ ต้ อ งเผชิ ญ กับ ความท้ าทาย หลายประการความท้ า ทายที่ ส าคั ญ ที่ สุ ด มาจากความ แตกต่างทางระบบดิจิทัลระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน ด้วยกันเองการขจัดความแตกต่างด้านดิจิทัลจาเป็นต้องมี พั น ธกรณี จ ากประเทศสมาชิ กอาเซี ย นที่ จ ะปรั บ ปรุ ง ขี ด ความสามารถในการแข่งขันของภาคเทคโนโลยีและการ สื่อสารของแต่ละประเทศซึ่งบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ

ปัจจุบันการจัดการศึกษาในอาเซียนเป็นรากฐานสาคัญใน การสร้ า งความเข้ ม แข็ ง และความเจริ ญ รุ่ ง เรื อ งทาง เศรษฐกิจของอาเซียนและเศรษฐกิจโลกก่อให้เกิดความ ร่วมมือทางวิชาการระหว่างสถาบันอุดมศึกษาในอาเซียน และประชาคมยุโรปโดยมีข้อตกลงที่ทาร่วมกันในระดับ สถาบันต่อสถาบัน ทั้งในส่วนของมหาวิทยาลัยของรัฐและ มหาวิทยาลัยของภาคเอกชนในด้านการพัฒนาหลักสูตร การพั ฒ นาสถาบั น และสถาบั น การศึ ก ษาร่ ว มกั น ใน ขณะเดียวกันการจัดตั้งเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียนได้ 114

ช่ ว ยส่ ง เสริ ม ความร่ ว มมื อ ในการพั ฒ นาคณาจารย์ นักวิชาการ และนักศึกษาในระดับอุดมศึกษา รวมทั้งการ แลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารทั้งระหว่างประเทศสมาชิกด้วย กันเองและความร่วมมื อกับประเทศคู่เจราจาในอาเซีย น จุ ด มุ่ ง หมายหลั ก ของแผนพั ฒ นาเศรษฐกิ จ และสั ง คม แห่งชาติฉบับที่ 11 พ.ศ. 2555-2559 ในประเทศไทยมีความ ต้องการให้ผู้เรียนมี ความสามารถในกระบวนการคิดจาก การได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงฝึกการปฏิบัติให้ทาได้ คิดเป็นทาเป็น ซึ่งสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติ และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 มาตรา 22ได้ ก ล่ า วถึ ง ห ลั ก การจั ดกระบ วนการเ รี ย น รู้ ใ ห้ สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกีย่ วข้องดาเนินการ จัดเนื้อหา สาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความ ถนัดของผู้เรียน โดยคานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ฝึ ก ทั ก ษะ กระบวนการคิ ด การจั ด การ การเผชิ ญ สถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและ แก้ ไ ขปั ญ หา โดยจั ด กิ จ กรรมให้ ผู้ เ รี ย นได้ เ รี ย นรู้ จ าก ประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้ทาได้ รักการอ่านและ เกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ ดีงามและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ส่งเสริมสนับสนุน ให้ผู้ สอนสามารถจัด บรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อ การ เรียนและอานวยความสะด���กเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ รอบรู้ และจัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกที่ทุกเวลามีการ ประสานความร่วมมือจากทุกฝ่ายเพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียน ตามศักยภาพ

ค่าใช้จ่ายที่ต่าเหมาะสาหรับผู้ใช้ โดยจะส่งผลให้การเรียน การสอนมีค วามน่าเชื่อ ถือ และเพิ่มประสิทธิ ภาพในการ เรีย นการสอนเป็ นสื่อ กลางในการนาเสนอและถ่ายทอด ค ว าม รู้ ต่ า ง ๆ ช่ วย ใ ห้ ผู้ เ รี ย น แ ล ะ ผู้ ส อ น ส า มา ร ถ ติดต่อสื่อสารระหว่างกันได้ทั้งผู้เรียน และผู้สอน ไม่จาเป็น จะต้องอยู่สถานที่เดียวกันและในเวลาเดียวกันเสมอไป สภาพปั ญหาการเรี ยนการสอน วิ ชาการเขีย นโปรแกรม คอมพิ วเตอร์ ส่วนใหญ่ รายวิชาดั งกล่าว มีทั้ งภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ ต้องใช้เวลาในการทาความใจหลักการมาก ประกอบกั บ ผู้ เ รี ย นส่ ว นใหญ่ ข าดทั ก ษะด้ า นการเขี ย น โปรแกรมและความเข้ า ใจทางการเรี ย น ผู้ เ รี ย นมี ค วาม จาเป็นต้อ งมีความรู้ความเข้ าใจหลักการเขียนโปรแกรม การใช้ภาษาคอมพิวเตอร์ที่ใช้สาหรับเขียนโปรแกรม การ คิ ด วิ เ คราะห์ การเขี ย นโปรแกรมคอมพิ วเตอร์ ต่ างๆ จน พัฒนาให้เกิดทักษะด้านเขียนโปรแกรม โดยมีการส่งเสริม ให้ เ กิด การคิ ด วิ เ คราะห์ ผู้ เ รี ย นด้ ว ยการให้ ค าปรึ กษากั บ ผู้ ส อนและผู้ รู้ มี ค วามเชี่ ย วชาญ ตั ว อย่ า งโปรแกรม คอมพิ ว เตอร์ การแลกเปลี่ ย นความคิ ด เห็ น และมี ก าร อภิปรายร่วมกันในชั้นเรียน เพื่อหาแนวทางในการเขียน โปรแกรมร่วมกัน จากที่กล่าวมาข้างต้นผู้วิจัยมีแนวคิดที่จะศึกษาหลักการจัด กิจกรรมการเรียนรู้บูรณาการกับการจัดการความรู้บนฐาน เทคโนโลยีก้อนเมฆเพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ด้าน การเขียนโปรแกรมคอมพิ วเตอร์เพื่อเป็นแนวทางสาหรับ การจัดการเรียนการสอนต่อไป

การจัดการความรู้เป็ นหลั กการรวบรวมความรู้ ที่กระจั ด กระจายไม่มีความเป็นหมวดหมู่ มารวมไว้อย่างเป็นระบบ ในที่ เ ดี ย วกั น มี ก ารจั ด เก็ บ และสามารถค้ น คื น เพื่ อ ให้ สามารถนามาใช้ได้อย่างสะดวก การจัดการความรู้สามารถ ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อให้ผู้เรียนสามารถ แลกเปลี่ย นเรี ยนรู้ แสวงหาความรู้ใ หม่ ก่อให้ เกิด สังคม แห่งการเรียนรู้และสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต

2) วัตถุประสงค์ เพื่อนาเสนอรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้บูรณาการ กั บ การจั ด การความรู้ บ นฐานเทคโนโลยี ก้ อ นเมฆเพื่ อ ส่ง เสริม ทั กษะการคิ ด วิ เคราะห์ด้ านการเขีย นโปรแกรม คอมพิวเตอร์

เทคโนโลยีก้อนเมฆเป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่ นามาใช้สาหรับ จัดการเรียนการสอนสามารถเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์จานวน มากๆ ให้สามารถทางานร่วมกันได้ไม่ว่าจะเป็นการนาเอา ฮาร์ ด แวร์ ซอฟต์ แ วร์ การแบ่ ง ปัน ทรั พ ยากรข้ อ มู ล และ 115

ใช้เทคโนโลยีของ Oracle ในระบบ “Cloud” ทั้ง แบบส่วนตัวหรือระบบสาธารณะ (กลุ่มเมฆของ องค์ การหรื อกลุ่ม เมฆที่ใ ช้งานร่ วมกับองค์ การ อื่นๆ)  PaaS (Platform as a Service) คือ Platform สาหรับการพัฒนาและปรับใช้ Application ที่ นาเสนอในรูปแบบของบริการให้แก่ผู้พัฒนาที่ใช้ Platform ดังกล่าวเพื่อสร้างปรับใช้ และจัดการ Application ของ SaaS โดยทั่วไปแล้ว Platform ดังกล่าวจะประกอบด้วยฐานข้อมูล Middleware และเครื่อ งมือ สาหรับ การพั ฒนาโดยทั้ ง หมดนี้ ได้รับการนาเสนอในรูปแบบของบริการผ่านทาง Internet สถาปัตยกรรม Grid Computing แบบ Virtualized และแบบ Cluster ซึ่งมักจะเป็น พื้นฐานสาหรับ Software โครงสร้างพื้นฐานนี้ เช่น Oracle ไม่ได้เป็นผู้ให้บริการ PaaS โดยตรง แต่จัดหาเทคโนโลยีที่จะช่วยให้ผู้ให้บริการ PaaS และ SaaS สามารถสร้างบริการของตนเองได้ Oracle เรี ย กเทคโนโลยี ดั ง กล่ าวว่ า Oracle Platform for SaaS  SaaS (Software as a Service) เป็นรูปแบบการ ให้บ ริการ Software หรื อ Application บน เครือข่าย Internet ทาให้ผู้ใช้ที่ On-line บน เครือข่าย Internet ใช้บริการ Software เหล่านี้ได้ โดยไม่จาเป็นต้องติดตั้ง Software ไว้ที่หน่วยงาน หรือ Computer ของผู้ใช้โดย SaaS เป็นหลักการ ที่ตรงกันข้ามกับ On-premise software อันเป็น การติดตั้ง Software ไว้ที่ทางานหรือ Computer ของผู้ใช้

3) กรอบแนวคิดในการวิจัย เทคโนโลยีก้อนเมฆ

การจัดการความรู้

รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้บูรณาการกับการจัดการ ความรู้บนฐานเทคโนโลยีก้อนเมฆเพื่อส่งเสริมทักษะการคิด วิเคราะห์ด้านการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์

รูปที่ 1 กรอบแนวคิดรูปแบบการจัดกิจกรรม

3.1) เทคโนโลยีก้อนเมฆ 3.1.1 ความหมายของเทคโนโลยีก้อนเมฆ เทคโนโลยีก้อนเมฆ (Cloud Computing) โดย JavaBoom Collection ได้ให้ความหมายไว้ว่า การประมวลผลที่อิงกับ ความต้องการของผู้ใช้ โดยผู้ใช้สามารถระบุค วามต้องการ ไปยัง ซอฟต์ แวร์ข องระบบเทคโนโลยี ก้อ นเมฆ จากนั้ น ซอฟต์ แ วร์ จ ะร้ อ งขอให้ ระบบ จั ด สรรทรั พ ยากรและ บริการให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ โดยระบบสามารถ เพิ่มหรือลดจานวนทรัพยากรให้พอเหมาะกับความต้องการ ของผู้ใช้โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องทราบการทางานเบื้องหลังว่าเป็น อย่างไร วิชญ์ศุทธ์ (2553)ได้กล่าวไว้ว่า รูปแบบการให้บริการของ เทคโนโลยีก้อนเมฆโดยยึดตามแนวคิดหลัก 3 ประการดังนี้  IaaS (Infrastructure as a Service) คือ Hardware สาหรับเครื่องแม่ข่ายอุปกรณ์จัดเก็บ หรื อ พื้ น ที่ จั ด เก็ บ ข้ อ มู ล และระบบเครื อ ข่ า ยที่ น าเสนอในรู ป แบบของบริ การโดยทั่ วไปแล้ ว Hardware โครงสร้างพื้นฐานถูกทาให้เป็นแบบ Virtualized โดยใช้ ส ถาปั ต ยกรรม Grid Computing ดังนั้น Software สาหรับ Virtualized ระบบ Cluster และการจัดสรรทรัพยากรแบบ Dynamic จึงถูกรวมไว้ใน IaaS ด้วยเช่นกัน ตัวอย่างเช่น Oracle ไม่ได้เป็นผู้ให้บริการ IaaS แต่จะทาหน้าที่ประสานงานร่วมกับผู้ให้บริการ IaaS เช่น Amazon Web Services เพื่อเพิ่มความ ยืดหยุ่นให้แก่องค์การต่างๆในการเลือกที่จะปรับ

3.1.2 ส่วนประกอบของเทคโนโลยีก้อนเมฆ

รูปที่ 2 ส่วนประกอบของเทคโนโลยีก้อนเมฆ (Wikipedia, 2011) 116

 แอพพลิ เ คชั่ น ของเทคโนโลยี ก้ อ นเมฆ จะมี สถาปัตยกรรมซอฟต์แวร์ไม่ต้องการติดตั้งและ รันแอพพลิเคชั่นบนเครื่องคอมพิวเตอร์ของลูกค้า เพื่อแบ่งเบาการดูแลรักษาซอฟต์แวร์ การจัดการ และฝ่ายสนับสนุนตัวอย่างเช่น Peer-to-peer และ volunteer computing (เช่น โปรแกรม Bittorrent, BOINC Projects, Skype), เว็บแอพพลิเคชั่น (เช่น Facebook), การบริการซอฟต์แวร์ (เช่น Google Apps, SAP และ Salesforce), Software plus services (เช่น Microsoft Online Services)  แพล็ตฟอร์มในส่วนของ เทคโนโลยีก้อนเมฆ เช่น แพล็ ต ฟอร์ ม การให้ บ ริ ก ารการส่ ง ของแพล็ ต ฟอร์ ม คอมพิ ว เตอร์ บ ริ การของโซลู ชั่ น ท าให้ สะดวกกับผู้ใช้บริการ ไม่ต้องไปกังวลเรื่องราคา การซั บซ้อ นในการจัดซื้ อและการจัด การความ เข้ า ใจทางด้ า นเลเยอร์ ข องฮาร์ ด แวร์ แ ละ ซอฟต์ แวร์ ตัวอย่างเช่นเว็บแอพพลิ เคชั่น เฟรม เวิร์ก (Python Django (Google App Engine), Ruby on Rails (Heroku), .NET (Azure Services Platform), Web hosting (Mosso), Proprietary (Force.com)  แหล่ง จัด เก็ บข้ อ มูล จะส่ งข้ อมู ล ไปจัด เก็บผ่ าน ทางบริการ ทั้งการบริการทางด้านฐานข้อมูลไม่ ว่ า จะเป็ น ฐานข้ อ มู ล (Amazon SimpleDB, Google App Engine’s BigTable Datastore) เน็ต เวิร์กเชื่อมต่อกับแหล่งจัดเก็บ (MobileMe iDisk, Nirvanix CloudNAS) การซิงก์โครไนต์ (Live Mesh Live Desktop component, MobileMe push functions) เว็บเซอร์วิส (Amazon Simple Storage Services, Nirvanix SDN) การแบ็กอัพ (Backup Direct, Iron Mountain Inc services)  พื้นฐานของโครงสร้าง เทคโนโลยีก้อนเมฆ เช่น พื้นฐานของโครงสร้างการบริการการส่งไปยั ง โครงสร้างคอมพิวเตอร์สภาพแวดล้อมทั่วไปจะมี รู ป แบบเป็ น เวอร์ ช วลไลเซชั่ น ตั ว อย่ า งเช่ น บริ ก ารเต็ ม รู ป แบบเวอร์ ช วลไลเซชั่ น (เช่ น GoGrid, Skytap) Grid computing (เช่น Sun Grid) Management (เช่น RightScale) Compute

จากรูปที่ 2 วารสาร KSC Internet & Blz Solutions ฉบับที่ 32 (2009) ได้กล่าวไว้ว่า ส่วนประกอบของเทคโนโลยีก้อน ���มฆ ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบดังนี้  ไคลเอนต์ Cloud ไคลเอนต์ ข องคอมพิ ว เตอร์ ฮาร์ดแวร์และคอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์ Relies บน เทคโนโลยีก้อนเมฆ สาหรับแอพพลิเคชั่นที่ส่ง ให้ ห รื อ ก าหนดการออกแบบส าหรั บ การรั บ บริการ Cloud ตัวอย่างได้แก่มือถือ เช่น Android, iPhone Windows Mobile, Thin client เช่น CheeryPal, Zonbu, ระบบ gOS, Thick client หรือ Web browser เช่น Microsoft Internet Explorer, Google Chrome, Mozilla Firefox  เซอร์วิสการบริการของ Cloud ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์การบริการ และโซลูชั่นที่ส่งผ่านการ ใช้งานในแบบเรียลไทม์โดยผ่านทางอินเทอร์เน็ต ตัวอย่างเช่น Web Service ที่ออกแบบมาเพื่อให้ สนับสนุนการทางานโต้ตอบระหว่างเครื่องกับ เครื่องผ่านทางเน็ ตเวิร์ก ตัวอย่างของบริการเช่น Identity (OAuth, OpenID), Integration (Amazon Simple Queue Service), Payments (Amazon Flexible Payments Service, Google Checkout, Paypal), Mapping (Google Maps, Yahoo! Maps), Search (Alexa, Google Custom Search, Yahoo! BOSS), Others (Amazon Mechanical Turk)

รูปที่ 3 รูปแบบของบริการเทคโนโลยีก้อนเมฆ (Wikipedia, 2011)

117

(เช่น Amazon Elastic Compute Cloud) แพล็ต ฟอร์ม (เช่น Force.com) 3.1.3 รูปแบบของเทคโนโลยีก้อนเมฆ

ความรู้ ห รื อ นวั ต กรรมและจั ด เก็ บ ในลั ก ษณะของ แหล่งข้อมูลที่บุ คคลสามารถเข้าถึงได้โดยอาศัยช่องทาง ต่ า งๆ ที่ อ งค์ ก รจั ด เตรี ย มไว้ เ พื่ อ น าความรู้ ที่ มี อ ยู่ ไ ป ประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานซึ่งก่อให้เกิดการแบ่งปันและ ถ่ายโอนความรู้และในที่สุดความรู้ที่มีอยู่จะแพร่กระจาย และไหลเวี ย นทั่ ว ทั้ ง องค์ ก รอย่ า งสมดุ ล เป็ น การเพิ่ ม ความสามารถในการพัฒนาผลผลิตขององค์กร การจัดการ ความรู้ถือเป็นระบบงานแบบหนึ่งที่มีความสาคัญอย่างยิ่ง ของทุ กองค์ ก ร ทั้ ง นี้ เ พื่ อ ส่ ง เสริ ม ให้ อ งค์ ก รนั้ น เกิ ด เป็ น องค์กรแห่งการเรียนรู้ กล่าวคือมีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ตลอดชีวิต (lifelong learning) และสามารถนาความรู้ที่ได้ ไปต่อยอดให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ (innovation) อันจะเพิ่ม มูลค่าและคุณค่า (value added) ในกิจการขององค์กรทั้งนี้ เพื่อให้สอดรับกับกระแสระบบเศรษฐกิจในยุคปัจจุบันซึ่ง เป็นยุคเศรษฐกิจบนฐานความรู้

รูปที่ 4 รูปแบบของเทคโนโลยีก้อนเมฆ (Wikipedia, 2011) . จากรูปที่ 4 วารสาร KSC Internet & Blz Solutions ฉบับที่ 33 (2009) ได้กล่าวไว้ว่า รูปแบบของเทคโนโลยีก้อนเมฆ ประกอบด้วย 3 รูปแบบ ดังนี้  Public cloudหรือ External Cloud จะอธิบายถึง เทคโนโลยี ก้ อ นเมฆ ว่ า จะใช้ ท รั พ ยากรที่ ไ ด้ จัดเตรียมเอาไว้ให้ใช้บริการผ่านทางอินเทอร์เน็ต เว็บแอพพลิเคชั่น หรือเว็บเซอร์วิสให้บริการการ แชร์ทรัพยากรและยูทีลิตี้ขั้นพื้นฐาน  Hybrid cloud ในรูปแบบของ Hybrid cloud จะ ประกอบไปด้ ว ยสภาพแวดล้ อ มที่ เ กิ ด จากผู้ ให้บริการหลายๆแหล่งทั้งภายในและภายนอก โดยส่วนใหญ่จะเน้นไปทางระบบเอ็นเตอร์ไพรส์ หรือเน้นทางด้านกิจกรรมต่างๆ  Private cloud และ Internal cloud เป็นการ จาลอง เทคโนโลยีก้อนเมฆ ขึ้นมาเพื่อใช้งาน บนเน็ตเวิร์กส่วนตัวโดยทางานบนความสามารถ ที่มีระบบป้องกันความปลอดภัยของข้อมูลซึ่งจะ มีการสร้างและจัดการด้วยตนเอง

การจัดการความรู้ให้ประสบผลสาเร็จได้นั้นจาเป็นต้องมี กรอบหรือแนวปฏิบัติที่กาหนดขึ้นมาซึ่งได้มีผู้คิดกรอบการ ปฏิบัติไว้หลายๆ แนวทางผู้ใช้จะต้องการทาความเข้าใจ และเลือกนาไปใช้ให้เ หมาะสมกับบริบทและสถานการณ์ จากการวิเคราะห์และสังเคราะห์กรอบหรือแนวปฏิบัติใน การจั ดการความรู้ที่ น่าจะสอดคล้อ งกับการสอนบนเว็ บ สรุปได้เป็น 5 ขั้นตอนคือ  การนิยามความรู้ (Knowledge Defining) คือการ กาหนดนิยามสิ่งที่ต้องการเรียนรู้หรือการกาหนด เป้าหมายการเรียนรู้ให้ชัดเจน  การแสวงหาความรู้ (Knowledge Acquisition) คือการแสวงหาการจัดหาการดาเนินการเพื่อให้ ได้มาซึ่งความรู้ตามที่ได้กาหนดหรือนิยามไว้  การแบ่งปันความรู้ (Knowledge Sharing) เป็น กระบวนการแบ่งปันแลกเปลี่ยนกระจายถ่ายโอน ค ว า ม รู้ โ ด ย เ ฉ พ า ะ ค ว า ม รู้ โ ด ย นั ย (Tacit Knowledge) จะสามารถถ่ายโอนและปรับเปลี่ยน ด้วยกระบวนการนี้  การ จั ด เ ก็ บ แ ละ ค้ น คื น ค วา มรู้ (Knowledge Storage & Retrieval) คือการนาความรู้ที่หามา ได้ ม าจั ด ประเภทแล้ ว ท าการจั ด เก็ บ เพื่ อ ให้ สามารถนามาใช้ได้โดยง่าย

3.2) การจัดการความรู้ จากการศึ ก ษาแนวคิ ด เกี่ ย วกั บ การจั ด การความรู้ ข อง รั ฐ กรณ์ (2551) ได้ ก ล่ า วไว้ ว่ า การจั ด การความรู้ (Knowledge Management) หมายถึงกระบวนการของ ระบบเกี่ยวกับการประมวลข้อมูลสารสนเทศ ทางความคิด การกระท าตลอดจนประสบการณ์ ข องบุ ค คลเพื่ อ สร้ า ง 118

 ก า ร ใ ช้ ป ร ะ โ ย ช น์ จ า ก ค ว า ม รู้ (Knowledge Utilization) เป็นการนาเอาความรู้ที่ได้ไปใช้ใน การท างานการแก้ ไ ขปั ญ หาหรื อ การตั ด สิ น ใจ ต่างๆ เป็นต้น การนาแนวคิดการจัดการความรู้มาใช้แก้ปัญหาการจัดการ เรียนการสอนบนเว็บนั้นนอกจากต้องมีกรอบแนวปฏิบัติที่ ชัดเจนเป็นขั้นตอนแล้วยังจาเป็นต้องมีกลยุทธ์เพื่อใช้เป็น แนวทางหรือวิธีการปฏิบัติที่จะช่วยให้การสอนบนเว็บก้าว ไปสู่วัตถุประสงค์ที่กาหนดไว้ซึ่งกลยุทธ์ที่สาคัญมี 3 กล ยุทธ์ดังนี้

4) วิธีดาเนินการวิจัย ในการศึกษารูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ บูรณาการ กั บ การจั ด การความรู้ บ นฐานเทคโนโลยี ก้ อ นเมฆเพื่ อ ส่ง เสริม ทั กษะการคิ ด วิ เคราะห์ด้ านการเขีย นโปรแกรม คอมพิวเตอร์มีรายละเอียดขั้นตอนดังนี้ 4.1) ศึกษาหลักการและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องโดยศึกษาการ จัดการเรียนการสอนการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่ง เป็นพื้นฐานที่จาเป็นแก่ผู้เรียนที่นาความรู้ความเข้าใจไปใช้ ในการเรียนรายวิชาอื่นๆ ในสาขาด้านคอมพิวเตอร์ ซึ่งเห็น ได้ ว่ า ความถนั ด หรื อ ทั ก ษะการเขี ย นโปรแกรม คอมพิวเตอร์จ ะเกิดขึ้นได้นั้น ผู้เรียนต้องมีความรู้ความ เข้าใจ และการคิดวิเคราะห์การเขียนโปรแกรมได้ โดยอาจ ใช้ แ ผนภู มิ ร ะบบ (Flowchart) หรือ แผนภู มิ การไหลของ ข้อมูล (Data Flow Diagram) เข้ามาช่วยในการคิดวิเคราะห์ เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรือเกิดจากการศึกษาตัวอย่าง โปรแกรมที่มีลักษณะคล้ายกัน เป็นต้น และจากนั้นต้องมี การฝึกคิดวิเคราะห์ในหลากหลายโปรแกรม และการวัดผล ประเมินผลป้อนกลับเพื่อตรวจสอบผลการฝึกคิดวิเคราะห์ แก่ผู้เรียน 4.2) ศึกษาหลักการเทคโนโลยีก้อนเมฆ มีรายละเอียดดังนี้ 4.2.1*องค์ ป ระกอบส าคั ญ ของเทคโนโลยี ก้ อ นเมฆ ประกอบด้วย 6 ส่วน ได้แก่ 1) Clients 2) Services 3) Application 4) Platform 5) Storage และ 6) Infrastructure 4.2.2*รู ป แบบของเทคโนโลยี ก้อ นเมฆ ประกอบด้ วย 3 รูปแบบได้แก่ 1) Public cloud 2) Hybrid cloud และ 3) Private cloud ซึ่งในการศึกษานามาใช้ในการจัดกิจกรรม การเรียนการสอนอาจจะใช้รูปแบบของ Hybrid cloud ทา ให้เข้าถึงแหล่งทรัพยากรข้อมูลหลากหลายรูปแบบได้มาก ขึ้นสาหรับการเรียนรู้ของผู้เรียน แสดงดังรูปที่ 5

กลยุ ท ธ์ แ รก คื อ การจั ด ให้ เ ป็ น ระบบและบุ ค คลสู่ บุ ค คล (codified & personalized strategies) หมายถึงการนาความรู้ ต่างๆมาเก็บรวบรวมไว้ในฐานข้อมูลผู้เรียนสามารถเข้าถึง ได้ผ่านทางเว็บ (Codified) และการใช้เว็บช่วยให้ผู้เรียน สามา ร ถติ ด ต่ อ สื่ อ สาร เ พื่ อ แ บ่ ง ปั น ค วามรู้ แ ก่ กั น (personalized) กลยุ ท ธ์ ที่ สอง คื อ การปรั บ เปลี่ ย นความรู้ แ ละการสร้ า ง เกลียวความรู้ (conversion & spiral strategies) หมายถึงกล ยุทธ์ที่ส่งเสริมให้ความรู้ทั้งแบบที่เป็นนัยและแบบชัดแจ้งมี การแปรเปลี่ ย นถ่ า ยทอดไปตามกลไกต่ า งๆเช่ น การ แลกเปลี่ยนเรียนรู้การถ่ายถอดความรู้การผสานความรู้และ การซึมซับความรู้โดยใช้ตัวแบบของเซคกิ (SECI Model) กลยุทธ์สุดท้าย คือการใช้เทคโนโลยีและเทคนิคการจัดการ ความรู้ (technology & KM techniques strategies) หมายถึง การน าเทคโนโลยี ต่ า งๆที่ มี อ ยู่ บ นเว็ บ มาช่ ว ยในการ รวบรวมและแพร่กระจายความรู้เช่นระบบบริหารจัดการ วิ ช า (Course Management Systems) จดหมาย อิเล็กทรอนิคส์กระดานสนทนาการสนทนาออนไลน์ blogs เป็นต้นส่วนเทคนิคของการจัดการความรู้ที่นามาใช้ได้แก่ การจัดการด้านกระบวนการ (process management) เช่น เทคนิคการเล่าเรื่องการสนทนาแลกเปลี่ยนและการจัดการ ด้ านสถานที่ (space management) เพื่ อ ช่ วยให้ เ กิ ด สภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้ที่ง่ายขึ้น

119

Internet

Web server

Web server - Blogs -

Database server

Management node for cloud

Management node for other cloud

Management node for other cloud

Internet

Web server

Storage

Database server

Management node for cloud

Management node for other cloud

Storage

Other Resources

KM Base

Other Resources

Storage

รูปที่ 6 แนวคิดการประยุกต์การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ บูรณาการกับการจัดการความรู้บนฐานเทคโนโลยีก้อนเมฆ

Management node for other cloud

Storage

จากรูปที่ 6 แสดงแนวคิดการประยุกต์การจัดกิจกรรมการ เรียนรู้บูรณาการกับการจัดการความรู้บนฐานเทคโนโลยี ก้อนเมฆมาใช้ทางด้านการเรียนการสอนโดยนากลยุทธ์การ ใช้ เ ทคโนโลยี แ ละเทคนิ ค การจั ด การความรู้ จนเกิ ด ฐานข้อมูลองค์ความรู้ และมีระบบ Web server โดยมีโมดูล ที่ เ กี่ ย วข้ อ งได้ แ ก่ ระบบบริ ห ารจั ด การวิ ช า จดหมาย อิเ ล็ กทรอนิค ส์ กระดานสนทนา การสนทนาออนไลน์ Blogs ระบบจั ด เก็ บ องค์ ค วามรู้ คลั ง ความรู้ แหล่ ง การ เรียนรู้ นอกจากนั้นมีระบบ Management node for cloud ใช้ในการจัดการฐานข้อมูล และฐานข้อมูลองค์ความรู้เพื่อ สนับสนุนการเรียนรู้

รูปที่ 5 แนวคิดการประยุกต์เทคโนโลยีก้อนเมฆสาหรับการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ทางการเรียนการสอน จากรูปที่ 5 แสดงแนวคิดการประยุกต์ ใช้เทคโนโลยีก้อน เมฆสาหรับ การจั ด กิจ กรรมการเรี ย นรู้ท างการเรี ยนการ สอน โดยมีการเข้าใช้งานระบบการจัดการเรียนการสอน (Web Server ) ผ่านอินเทอร์เน็ต เข้าใช้งานด้วยการกาหนด สิทธิ์ผู้เข้าใช้ และสามารถใช้งานในก้อนเฆมเดียวกันหรือ ก้อนเฆมอื่นๆ ได้ ในรูปแบบของHybrid cloud 4.3) ศึกษาหลักการจัดการความรู้ โดยนากลยุทธ์การใช้ เทคโนโลยีและเทคนิคการจัดการความรู้ (technology & KM techniques strategies) ซึ่งนาเทคโนโลยีต่างๆที่มีอยู่บน เว็ บ มาช่ วยในการรวบรวมและแพร่ กระจายความรู้ แ ละ หลักการจัดการความรู้ 5 ขั้นตอนคือ 1) การนิยามความรู้ (Knowledge Defining) 2) การแสวงหาความรู้ (Knowledge Acquisition) 3) การแบ่งปันความรู้ (Knowledge Sharing) 4) การจัดเก็บและค้นคืนความรู้ (Knowledge Storage & Retrieval) 5) การใช้ประโยชน์จากความรู้ (Knowledge Utilization)ซึ่งทาให้ความรู้ได้เผยแพร่ได้อย่างทั่วถึงและ รวดเร็ว ตรวจสอบได้ง่าย และสะดวกกับการนาความรู้ไป ใช้งานต่อจนสร้างองค์ความรู้ใหม่นากลับเข้าสู่ระบบได้ โดยเฉพาะการเขียนโปรแกรมเดียวกันอาจมีทางเลือกใน การเขียนได้หลายหลายวิธี หรือตัวอย่างการเขียนโปรแกรม เพื่ อ ประโยชน์ ใ นการเกิ ด แนวคิ ด วิ เ คราะห์ ก ารเขี ย น โปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้อย่างรวดเร็ว

4.4) สังเคราะห์รูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้บูรณาการ กับ การจั ด การความรู้ บ นฐานเทคโนโลยี ก้อ นเมฆ เพื่ อ ส่ง เสริม ทั กษะการคิ ด วิ เคราะห์ด้ านการเขีย นโปรแกรม คอมพิวเตอร์ ซึ่งได้จากการศึกษาหลักการและงานวิจัยที่ เกี่ยวข้องประกอบด้วย 1) ระบบการจัดการกิจกรรมการ เรียนที่สาคัญของผู้สอนและผู้เรียน (Web server) 2) การใช้ เทคโนโลยีและเทคนิคการจัดการความรู้ จนเกิดฐานข้อมูล องค์ ค วามรู้ และมี ร ะบบ Web server โดยมี โ มดู ล ที่ เกี่ ย วข้ อ งได้ แ ก่ ระบบบริ ห ารจั ด การวิ ช า จดหมาย อิเ ล็ กทรอนิค ส์ กระดานสนทนา การสนทนาออนไลน์ Blogs ระบบจั ด เก็ บ องค์ ค วามรู้ คลั ง ความรู้ แหล่ ง การ เรียนรู้ นอกจากนั้นมีระบบ Management node for cloud ใช้ในการจัดการฐานข้อมูล และฐานข้อมูลองค์ความรู้เพื่อ สนับสนุนการเรียนรู้และ 3) ระบบ Management node for other cloud ในการเข้าถึงองค์ความรู้อื่นๆ ภายนอก

120

4.5) นาเสนอรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้บูรณาการ กับ การจั ด การความรู้ บ นฐานเทคโนโลยี ก้อ นเมฆ เพื่ อ ส่ง เสริม ทั กษะการคิ ด วิ เคราะห์ด้ านการเขีย นโปรแกรม คอมพิวเตอร์รูปที่ 7 ดังนี้

Web server - Blogs Web server

Internet

-

Database server

Management node for cloud

Storage

KM Base

Management node for other cloud

Management node for other cloud

Other Resources

Storage

รูปที่ 7 การจัดกิจกรรมการเรียนรูบ้ ูรณาการกับการจัดการความรู้บนฐานเทคโนโลยีก้อนเมฆ เพื่อส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ ด้านการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์

4) สรุปผล

5) เอกสารอ้างอิง

จากการศึกษาหลักการและทฤษฎีดังกล่าวมาข้างต้น ทาให้ ได้ รู ป แบบการจั ด กิจ กรรมการเรี ย นรู้ บู ร ณาการกับ การ จั ด การความรู้ บ นฐานเทคโนโลยี ก้ อ นเมฆ ผู้ วิ จั ย ได้ ดาเนิ น การตามขั้น ตอนและกระบวนการพั ฒ นา โดยน า ข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์และสังเคราะห์ทาให้ได้รูปแบบการ เรี ยนการสอน เพื่อ เป็น แนวทางส่ง เสริ มทั กษะการคิ ด วิเคราะห์ด้านการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ทาให้เกิด วิธีการเรียนการสอนที่หลากหลายเหมาะสมกับการเรียน การสอนในยุคปัจจุบัน

กระทรวงศึกษาธิการ. (2546). พระราชบัญญัติการศึกษา แห่งชาติ พุทธศักราช 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545. โรงพิมพ์อักษรไทย. คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สานักงาน). แผนพัฒนาพัฒนาการเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555-2559) [online]. Avaliable from: http://www.nesdb.go.th/Default.aspx?tabid=395 จับตามอง Virtualization Technology & Cloud Computing (ตอนที่ 2). วารสาร KSC Internet & Blz Solutions. ฉบับที่ 32 เดือนพฤศจิกายน 2009. หน้า 10.

121

จับตามอง Virtualization Technology & Cloud Computing (ตอนจบ). วารสาร KSC Internet & Blz Solutions. ฉบับที่ 33 เดือนธันวาคม 2009. หน้า 10. รัฐกรณ์ คิดการ. (2551). การพัฒนารูปแบบการสอนบนเว็บ โดยใช้กลยุทธ์การจัดการความรู้ รายวิชา เทคโนโลยีการศึกษา ในระดับอุดมศึกษา. ปริญญา นิพนธ์ กศ.ด. (เทคโนโลยีการศึกษา) กรุงเทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทร์วิโรฒ.

วิชญ์ศุทธ์ เมาระพงษ์. (2553). “Cloud computing บริการ IT Outsourcing บนกลุ่มเมฆ”. วารสาร TPA News. ปีที่ 14 ฉบับที่ 166 เดือนตุลาคม 2553. Wikipedia. (2011). Cloud computing. [cited 2011 January 10,2011

122

รูปแบบการเรียนการสอนแบบร่วมมือด้วยระบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ Model of Collaborative Learning Using Learning Activity Management System ณมน จีรังสุวรรณ, Ph.D.1, ธนยศ สิริโชดก2 1 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (namon9@hotmail.com) 2

อาจารย์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา (t_siri@hotmail.com)

student satisfaction with the model of collaborative learning using the Learning Activity Management System, (13) assessing the learning behaviors with the model, (14) assessing the learning activities with the model, and (15) providing the feedback for improvement. The research result (II) found that the opinion of five experts toward the model was appropriate and the model would be use for learning and teaching.

Abstract The purpose of the research study was to develop a model of collaborative learning using the Learning Activity Management System. The research methods were (1) studied documents, theories and related research studies, (2) analyzed all the documents and synthesized to make a conceptual model of collaborative learning using the Learning Activity Management System, (3) reviewed and revised the model, (4) sent the model to the experts for validation, and (5) revised the model followed the comments of the experts . The sample group consisted of five experts. The research results revealed that: (I) the model composed 15 components. All fifteen components were (1) identifying the teaching and learning goals, (2) preparing the learning and teaching environment, (3) identifying the role of the instructor, (4) identifying the role of the learners, (5) designing the lessons, (6) identifying the learning activities, (7) step of learning preparation, (8) step of collaborative learning, (9) step of learning evaluation, (10) checking and controlling of learning timing over the Internet, (11) testing the results of the learning both theory and practice sections, (12) evaluating the

Keywords: e-Learning, collaborative learning, learning activity, instructional model, Learning Activity Management System บทคัดย่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างรู ปแบบการเรียนการ สอนแบบร่วมมือด้วยระบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ วิธีการ ดาเนินการวิจัย (1) ศึกษาเอกสาร แนวคิด ทฤษฎีและงานวิจัยที่ เกี่ยวข้อง (2) วิเคราะห์เอกสารและสังเคราะห์เป็น รูปแบบการ เรียนการสอนแบบร่วมมือด้วยระบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ (3) ปรับปรุงแก้ไขรูปแบบที่สร้างขึ้น (4) ส่งร่างรูปแบบการ เรี ย นการสอนให้ ผู้ เ ชี่ ย วชาญประเมิ น (5) ปรั บ ปร��� ง แก้ไ ข รูปแบบการเรียนการสอนตามคาแนะนาของผู้เชี่ยวชาญ กลุ่ม ตัวอย่างที่ใช้สาหรับประเมินความเหมาะสมของรูปแบบการ เรียนการสอน ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญ จานวน 5 ท่าน ผลการวิจัย 123

พบว่า (ก) รูปแบบการเรียนการสอน มีองค์ป ระกอบของ รูปแบบ 15 องค์ประกอบ คือ (1) การกาหนดเป้าหมายในการ เรียนการสอน (2) การเตรียมความพร้อมด้านสภาพแวดล้อม ทางการเรียนการสอน (3) การกาหนดบทบาทผู้สอน (4) การ กาหนดบทบาทผู้เรียน (5) การออกแบบเนื้อหาบทเรียน (6) การกาหนดกิจ กรรมการเรี ย นการสอน (7) ขั้ น เตรี ย มความ พร้ อ ม (8) ขั้ น การเรี ย นการสอนแบบร่ ว มมื อ (9) ขั้ น ประเมินผลการเรียน (10) การตรวจสอบและควบคุมช่วงเวลา ในการเรี ย นการสอนบนเครื อ ข่ า ยอิ น เทอร์ เ น็ ต (11) การ ทดสอบผลการเรี ย นภาคทฤษฎี แ ละภาคปฏิ บั ติ (12) การ ประเมินผลความคิดเห็นของผู้เรียนที่มีต่อรูปแบบการเรียนการ สอนแบบร่วมมือด้วยระบบการจัดการกิจกรรมการเรียนรู้ (13) การประเมิน พฤติกรรมการเรี ยนรู้ด้ วยรู ป แบบการเรี ยนการ สอนแบบร่วมมือด้วยระบบการจัดการกิจกรรมการเรียนรู้ (14) การประเมินการทากิจกรรมด้วยรูปแบบการเรียนการสอนแบบ ร่ วมมื อ ด้ ว ยระบบการจั ด การกิ จ กรรมการเรี ย นรู้ และ (15) ข้อมูลป้อนกลับเพื่อปรับปรุง ส่วนผลการวิจัย (ข) ผลของการ ประเมินรูปแบบการเรียนการรู ปแบบการเรียนการสอนแบบ ร่วมมือด้วยระบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ พบว่า ผู้เชี่ยวชาญ ทั้ง 5 ท่าน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับรูปแบบการเรียนการสอน ว่า มีความเหมาะสมและสอดคล้องสามารถนามาใช้ในการเรียน การสอน

การปฏิรูปทางการศึกษา จุดมุ่งหมายเพื่อการปฏิรูปการเรียนรู้ ของคนไทย จัดกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญไว้ ในหมวด 4 มาตรา 24 การจัดกระบวนการเรียนรู้ ให้ผู้เรียน คิดเป็น ทาเป็น รักการอ่ านและเกิด การเรีย นรู้อ ย่างต่อเนื่อ ง และ การ ส่ ง เ สริ มสนั บ สนุ น ใ ห้ ผู้ สอ น จั ด บ ร ร ยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการสอน และอานวยความสะดวกเพื่อให้ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้ จากกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2552 ระดับปริญญาตรี สาขาคอมพิวเตอร์ ได้ระบุ คุณลักษณะของ บัณฑิตที่พึงประสงค์ไว้ว่า ผู้เรียนต้องคิดเป็นทาเป็นและเลือก วิ ธี ก ารแก้ ปั ญ หาได้ อ ย่ างเป็ น ระบบและเหมาะสม ในด้ า น ความรู้ ผู้ เ รี ย นต้ อ งมี ค วามรู้ ค วามสามารถในการวิ เ คราะห์ ปัญหา เข้าใจและอธิบายความต้องการทางคอมพิวเตอร์ รวมทั้ง ประยุกต์ความรู้ ทักษะ และการใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับการ แก้ปั ญ หา เนื่ อ งจากสาขาคอมพิ วเตอร์ เ ป็ น ศาสตร์ ที่ มี ค วาม หลากหลายและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ครอบคลุมทั้ง ด้านทฤษฎี แ ละปฏิ บั ติ ตั้ งแต่ ฮาร์ด แวร์ ซอฟต์ แวร์ เครื อ ข่ าย ข้อมูล และบุคลากรด้านคอมพิวเตอร์ ซึ่งต้องประสมประสาน ศาสตร์ต่าง ๆ เพื่อให้มีหลักการและกรอบปฏิบัติในการพัฒนา คอมพิ วเตอร์ที่ เป็ นเครื่ องมือ สาคัญ ในการพั ฒนาด้ านต่าง ๆ ซึ่งจากการสัมภาษณ์อาจารย์ผู้สอนในระดับปริญญาตรีจานวน 5 ท่าน ที่มีประสบการณ์ทางด้านการสอนในรายวิชา หลักการ เขี ยน โป ร แกรมคอ มพิ ว เต อร์ พบ ว่ า ผู้ เ รี ย นมี ร ะ ดั บ ความสามารถที่แตกต่างกัน ผู้เรียนบางคนมีความเข้าใจได้เร็ว ในขณะที่ ผู้ เ รี ย นส่ ว นใหญ่ ข าดทั ก ษะในการคิ ด วิ เ คราะห์ แก้ปัญหา และขาดความเข้าใจในการเรียนการสอน รวมไปถึง ความสามารถในการวิเคราะห์โจทย์โปรแกรม

คาสาคัญ: การเรียนการสอนบนเว็บ การเรียนการสอนแบบ ร่วมมือ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รูปแบบการเรียนการสอน ระบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน

1) บทนา

การเรียนการสอนแบบร่วมมือ (Collaborative Learning) เป็น การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่แบ่งผู้เรียนออกเป็นกลุ่มย่อย ๆ เพื่อ สนั บ สนุ น ส่ ง เสริ ม และเปิ ด โอกาสให้ ผู้ เ รี ย นในกลุ่ ม ท า กิ จ กรรมการเรี ย นรู้ ร่ ว มกั น ซึ่ งภายในแ ต่ ล ะกลุ่ ม จ ะ ประกอบด้วยสมาชิกที่มีความสามารถแตกต่างกัน โดยจะมี การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มีการช่วยเหลือพึ่งพากัน มีความ รับผิดชอบร่วมกัน ทั้งในส่วนของตนเองและส่วนรวม เพื่อให้ ทั้งตนเองและสมาชิกทุกคนภายในกลุ่มประสบความสาเร็จ ตามเป้าหมายที่กาหนดไว้ ซึ่งมีลักษณะตรงข้ามกับการเรียนรู้ที่

จากนโยบายการปฏิรูปการศึกษาของประเทศไทยตามแผนการ ศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2545 – 2549 ได้มุ่งเน้นให้มีการปฏิรูปการ เรี ย นรู้ เ พื่ อปรั บเปลี่ ยนกระบวนการเรี ย นรู้ที่ ยื ดหยุ่ น โดยให้ ผู้เรียนมีโอกาสได้เลือกเรียนในสิ่งที่สอดคล้องกับความสนใจ ความถนัด สามารถแสวงหาความรู้ และฝึกการปฏิบัติในสภาพ ที่ เ ป็ น จริ ง รู้ จั ก คิ ด วิ เ คราะห์ แ ละแก้ ปั ญ หาด้ ว ยตนเอง ซึ่งสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 มีการกาหนดสาระของ 124

เรียนโดยลาพัง หรือการเรียนรู้ที่ เน้นการแข่งขัน (Thousand, 2002) ซึ่งจากแนวคิดของการเรียนรู้ร่วมกันนั้นยังช่วยส่งเสริม ให้ผู้เรียนทางานร่วมกัน ทาให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ภายใน กลุ่มสมาชิก มีการสร้างความคิดใหม่ๆ มีกลยุทธ์ และวิธีการ แก้ปัญหากว่าการทางานเป็นรายบุคคล มีการนาเอาเทคโนโลยี สารสนเทศที่ทันสมัย มาออกแบบให้เหมาะสมกับวิธีการเรียน การสอนแบบร่ ว มมื อ กั น แบบดั้ ง เดิ ม โดยต้ อ งค านึ ง ถึ ง สภาพแวดล้ อ มการเรี ย นรู้ ร่ วมกั น บนเว็ บ ที่ เ น้ น ผู้ เ รี ย นเป็ น ศูนย์กลาง เพื่อส่งเสริมให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ดีขึ้น และ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการสื่อสารระหว่างบุคคลและความร่วมมือ กันภายในกลุ่ม (Xinhua & Wenfa, 2008)

แนวคิดการเรียนรู้ร่วมกัน แนวคิดเกี่ยวกับรูปแบบการ เรียนการสอนเพื่อพัฒนา ทักษะการปฏิบัติ แนวคิด ระบบการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้

รูปแบบการเรียนการสอนแบบร่วมมือ ด้วยระบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

3) กรอบแนวคิดในการวิจัย

รูปที่ 1 กรอบแนวคิดของรูปแบบ CLLAMS

LAMS (Learning Activity Management System) หรือระบบ การจั ด กิ จ กรรมการเรี ย นรู้ บ นเครื อ ข่ า ยอิ น เทอร์ เ น็ ต เป็ น เครื่องมือที่สนับสนุน การออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอน โดยเฉพาะผู้สอนสามารถออกแบบลาดับการเรียนรู้ในรูปแบบ ของกิจกรรมได้อย่างหลากหลายและเป็นอิสระทาให้ผู้เรียน สามารถเข้ ามามี ส่วนร่ วมในกิจ กรรมที่ผู้ สอนกาหนดไว้ ไ ด้ อย่างต่อเนื่อง

จากรูปที่ 1 กรอบแนวคิดของรูปแบบ Model of Collaborative Learning using Learning Activity Management System ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลัก ดังนี้ 3.1) แนวคิดการเรียนแบบร่วมมือ การเรียนแบบร่วมมือ (Collaborative Learning) เป็นการทางาน ร่วมกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการทากิจกรรมร่วมกัน ซึ่งใน ระหว่ างการท ากิจ กรรมร่ วมกัน นั้ น แต่ ล ะคนจะแสวงหา ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและสมาชิกคนอื่นๆ ในกลุ่ม การเรียนรู้ร่วมกัน จึงเป็นการเรี ยนรู้ อีกหนึ่งวิ ธีที่ถู กนามาใช้ อย่างกว้างขวาง ซึ่งจากแนวคิดของ Johnson & Johnson (1994) ได้กล่าวถึงหลักการของการเรียนแบบร่วมมือ ดังนี้

จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ผู้วิจัยมีแนวคิดที่จะสร้างรูปแบบ การเรียนการสอนแบบร่วมมือ ด้วยระบบการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต สาหรับการเรียนในรายวิชา หลักการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อให้เหมาะกับผู้เรียน ส่งเสริมให้ผู้เรียนร่วมมือกันเรียนรู้เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพใน การเรียนรู้ ส่งผลให้ผู้เรียนได้พัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน และทักษะกระบวนการกลุ่มโดยคานึงถึงเทคนิค และวิธีการที่ เหมาะสมสอดคล้องกับ ความ สามารถของผู้เรียนโดยผู้เรียน จะต้องร่วมมือกัน มีปฏิสัมพันธ์ในกลุ่มผู้เรียน ช่วยกระตุ้นให้ ผู้ เ รี ย นเกิ ด การเรี ย นรู้ ด้ ว ยตนเองมี ก ารแลกเปลี่ ย นข้ อ มู ล ติดต่อสื่อสารและส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันภายในกลุ่ม

3.1.1 มี การพึ่ ง พาอาศั ย ซึ่ ง กัน และกัน ทางบวก (Positive Interdependence) ลักษณะของความสัมพันธ์ทางบวกจะเกิดขึ้น จากการรับรู้ว่าตนเองต้องทางานร่วมกับสมาชิกในกลุ่มทุกคน มีหน้าที่และบทบาทสาคัญเท่ากันทุกคน ผู้เรียนแต่ละคนถือว่า ความส าเร็ จ ของแต่ ล ะคน ขึ้ น อยู่ กั บ ความส าเร็ จ ของกลุ่ ม งานกลุ่มจะประสบผลสาเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับสมาชิกทุกคนใน กลุ่มที่ช่วยเหลือพึ่งพาอาศัยกัน เป็นการพึ่งพาอาศัยกันทางบวก ผู้เรียนต้องมีความรับผิดชอบ ต่องานที่ได้รับมอบหมาย เพื่อให้ บรรลุเป้าหมายของกลุ่มที่ตั้งไว้ ผู้สอนเป็นผู้วางรูปแบบการ เรียนเพื่อให้เกิดการพึ่งพาอาศัยกันทางบวก โดยดาเนินการดังนี้ 1) วางเป้าหมายการทางานร่วมกัน 2) ให้รางวัลร่วมกัน

2) วัตถุประสงค์ของงานวิจัย เพื่อสร้างรูปแบบการเรียนการสอนแบบร่วมมือ ด้วยระบบการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้

125

3) มีการแลกเปลี่ยนทรัพยากรการเรียนรู้ร่วมกัน และ4) กาหนด บทบาทของสมาชิกในกลุ่ม

สอนสิ่งที่เรียนรู้มากับผู้เรียนคนอื่นหรือให้ผู้เรียนอธิบายสิ่งที่ เรียนรู้กับกลุ่มเพื่อน

3.1.2 สมาชิกในกลุ่มมีปฏิสัมพันธ์ ใกล้ชิด (Face to Face Promotive Interaction) โดยการจัดกลุ่มผู้เรียนส่วนใหญ่จะจัด กลุ่มคละความสามารถ หรือกลุ่มสมาชิกที่มีความสามารถ แตกต่างกันเช่น เพศ อายุ ความสามารถ ความสนใจ ผู้เรียนแต่ ละคนจะส่ ง เสริ ม การเรี ย นรู้ ข องกัน และกัน มี การช่ วยเหลื อ สนับสนุน การกระตุ้น การยกย่องในความสาเร็จของแต่ละคน การแลกเปลี่ยนข้อมูล สมาชิกทุกคนได้แสดงความคิดเห็นของ ตนต่อหน้าเพื่อนร่วมกลุ่ม ผลของการมีปฏิสัมพันธ์ในกลุ่ม คือ 1) มี กิจกรรมทางปัญ ญาและความสัม พั นธ์ ระหว่างบุค คล เกิดขึ้นระหว่างผู้เรียนทากิจกรรม เช่น มีการอธิบายว่าจะ แก้ปัญหากันอย่างไร มีการนาเสนอความรู้กับสมาชิกคนอื่นๆ การอธิ บ ายความเชื่ อ มโยงของสิ่ ง ที่ เ รี ย นกั บ ความรู้ เ ดิ ม 2) อิทธิพลและรูปแบบทางสังคมมีโอกาสเกิดขึ้นได้จากการ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ได้ฝึกความรับผิดชอบของผู้เรียนกับ กลุ่มเพื่อน ฝึกเป็น คนที่ มีเหตุผล สามารถสรุ ปข้อ มูลที่ มี ความสัมพันธ์ต่อกันมีการสนับสนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน 3) มีการตอบสนองด้วยคาพูดและไม่ ใช้คาพูดและมีข้อมู ล ย้อนกลับ 4) เสริมแรงให้กับสมาชิกที่ขาดแรงจูงในการทางาน ให้ประสบผลสาเร็จ และ 5) การมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกันทาให้ งานสาเร็จและสมาชิกได้รับความรู้

3.1.4 ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและทักษะการทางานกลุ่ม (Interpersonal and Small-group Skills) ทักษะที่ผู้เรียนได้รับ การฝึก เช่น การทาความรู้จักและไว้ใจผู้อื่น การสื่อสารการ ยอมรับและช่วยเหลือกันแก้ปัญหาความขัดแย้ง การวิจารณ์ ความคิดเห็นโดยไม่วิจารณ์เจ้าของความคิด 3.1.5 กระบวนการกลุ่ม (Group Process) ผลงานของกลุ่มเป็น ผลงานที่ รั บ อิ ท ธิ พ ลมาจากการแสดงความคิ ด เห็ น เกี่ย วกั บ กระบวนการทางานของสมาชิกในกลุ่ม กระบวนการกลุ่มจะ เกิดขึ้นเมื่อสมาชิกในกลุ่มมีการอภิปรายถึงความสาเร็จของการ ทางานจนบรรลุวัตถุประสงค์ และยังคงความสัมพันธ์การ ทางานร่ วมกัน อย่ างมีป ระสิ ท ธิ ภาพ กระบวนการกลุ่ ม จะ สะท้อนให้เห็นการทางานของกลุ่ม ทาให้ผู้เรียนแน่ใจความคิด ของตนเองและช่วยเสริมแรงให้เกิดพฤติกรรมอันพึงประสงค์ ของสมาชิกแต่ละคน 3.2) แนวคิ ดเกี่ ยวกั บรูป แบบการเรียนการสอนเพื่อ พัฒนา ทักษะการปฏิบัติ รูปแบบการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะปฏิบัติ เป็นรูปแบบ ที่มุ่งช่วยพัฒนาความสามารถของผู้เรียนในด้านทักษะปฏิบัติ การกระทา หรือการแสดงออกต่าง ๆ ซึ่งจากแนวคิดของ Simpson (1972) ได้กล่าวไว้ว่า ทักษะปฏิบัตินี้สามารถพัฒนา ได้ด้วยการฝึกฝนซึ่งหากได้รับการฝึกฝนที่ดีแล้ว จะเกิดความ ถูกต้อง ความคล่องแคล่ว ความเชี่ยวชาญชานาญการและความ คงทน ผลของพฤติกรรมหรือการกระทาสามารถสังเกตได้จาก ความรวดเร็ว ความแม่นยา ความแรงหรือความราบรื่นในการ จัดการ ซึ่งกระบวนการเรียนการสอนของรูปแบบมีทั้งหมด 7 ขั้น คือ 1) ขั้นการรับรู้ (Perception) เป็นขั้นการให้ผู้เรียนรับรู้ ในสิ่งที่จะทา โดยการให้ผู้เรียนสังเกตการณ์ทางานนั้นอย่าง ตั้งใจ 2) ขั้นการเตรียมความพร้อม (Readiness) เป็นขั้นการ ปรับตัวให้พร้อมเพื่อการทางานหรือแสดงพฤติกรรมนั้น ทั้ง ทางด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ โดยการปรับตัวให้พร้อมที่ จะทาการเคลื่อนไหวหรือแสดงทักษะนั้น ๆ และมีจิตใจและ สภาวะอารมณ์ที่ดีต่อการที่จะทาหรือแสดงทักษะนั้นๆ 3) ขั้น

3.1.3 ความรั บ ผิ ด ชอบของสมาชิ กแต่ ล ะคน (Individual Accountability) ความรับผิดชอบของสมาชิกแต่ละคนถือว่า เป็นองค์ประกอบที่สาคัญของการเรียนแบบร่วมมือ ซึ่งการ ทางานกลุ่ มจะมี การประเมิ นผลการท างาน เพราะผลการ ประเมินจะเป็นข้อมูลย้อนกลับให้กับ กลุ่มผู้เรียน ความสาเร็จ ของสมาชิกทุกคนถือว่าเป็นความสาเร็จของกลุ่ม สมาชิกแต่ละ คนต้องรับผิดชอบงานที่ได้รับ มอบหมาย ผู้สอนประเมินว่ า สมาชิ ก ในกลุ่ ม มี ก ารช่ วยเหลื อ กัน มากน้ อ ยเพี ย งใดและให้ ข้อมูลย้อนกลับ ไม่ให้แต่ละกลุ่มทางานซ้าซ้อนกัน และสมาชิก ทุกกลุ่ม มี ความรับ ผิ ดชอบต่อ งานที่ ไ ด้รั บ มอบหมายเพื่ อ ให้ บรรลุถึงผลงานของกลุ่ม การแสดงความรับผิดชอบของผู้เรียน แต่ละคนอาจดูได้จากการทดสอบผู้เรียนแต่ละคนหรือสุ่มเลือก ผลงานของผู้เรียนเป็นตัวแทนของผลงานกลุ่มหรือให้ผู้เรียน 126

การสนองตอบภายใต้การแนะนา (Guided Response) เป็นขั้นที่ ให้โอกาสแก่ผู้เรีย นในการตอบสนองต่อสิ่งที่รับรู้ ซึ่งอาจใช้ วิธีการให้ผู้เรียนเลียนแบบการกระทา หรือการแสดงทักษะนั้น หรืออาจใช้วิธีการให้ผู้เรียนลองผิดลองถูก (Trial and Error) จนกระทั่งสามารถตอบสนองได้อย่างถูกต้อง 4) ขั้นการให้ลง มื อ กระท าจนกลายเป็ น กลไกที่ ส ามารถกระท าได้ เ อง (Mechanism) เป็นขั้นที่ช่วยให้ผู้เรียนประสบผลสาเร็จในการ ปฏิบัติ และเกิดความเชื่อมั่นในการทาสิ่งนั้นๆ 5) ขั้นการ กระทาอย่างชานาญ (Complex Overt Response) เป็นขั้นที่ช่วย ให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนการกระทานั้น ๆ จนผู้เรียนสามารถทาได้ อย่างคล่องแคล่ว ชานาญเป็นไปโดยอัตโนมัติและด้วยความ เชื่ อ มั่ น ในตนเอง 6) ขั้ น การปรั บ ปรุ ง และประยุ กต์ ใ ช้ (Adaptation) เป็นขั้นที่ช่วยให้ผู้เรียนปรับปรุงทักษะหรือการ ปฏิบัติของตนให้ดียิ่งขึ้น และประยุกต์ใช้ทักษะที่ตนได้รับการ พั ฒ นาในสถานการณ์ ต่ า งๆ และ 7) ขั้ น การคิ ด ริ เ ริ่ ม (Origination) เมื่อผู้เรียนสามารถปฏิบัติหรือกระทาสิ่งใดสิ่ง หนึ่งอย่างชานาญ และสามารถประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ที่ หลากหลายแล้ว ผู้ปฏิบัติจะเริ่มเกิดความคิดใหม่ ๆ ในการ กระทาหรือปรับการกระทานั้นให้เป็นไปตามที่ตนต้องการ

ลากและปล่ อ ย กิ จ กรรมที่ ต้ อ งการให้ ผู้ เ รี ย นลงมื อ ท าและ กาหนดคุณสมบัติของกิจกรรมที่ต้องการให้ผู้เรียนทาเพิ่มเติม กิจกรรมที่ต้องการให้ทาตามลาดับ ตัวอย่างของกิจกรรม เช่��� การตอบคาถาม และ การโหวต เป็นต้น ส่วนที่สอง เป็นส่วนที่ อนุ ญ าตให้ ผู้ เ รี ย นเข้ า ไปร่ ว มด าเนิ น กิ จ กรรมที่ ผู้ ส อนได้ ออกแบบไว้โดยจะปรากฏกิจกรรมที่มอบหมายไว้แก่ผู้เรียน อย่างชัดเจนในส่วนเดียวกัน ทั้งนี้ สามารถช่วยให้ผู้เรียนมุ่งเน้น อยู่ที่กิจกรรมที่ได้รับมอบหมาย รวมถึง การมีเวลาและโอกาส ในการฝึกฝนการสะท้อนความคิดได้มากขึ้น และส่วนที่สาม ซึ่งเป็นส่วนสุดท้าย จะเป็นส่วนตรวจสอบการเข้าร่วมกิจกรรม ของผู้เรียน เป็นส่วนที่ผู้สอนใช้สาหรับการตรวจสอบการเข้า ร่วมกิจกรรมตามลาดับของกิจกรรมที่กาหนดไว้ โดยผู้สอน สามารถที่จะทราบข้อมูลและสถานภาพของผู้เรียนแต่ละคนได้ โดยสามารถเข้าไปดูรายละเอียดของการดาเนินกิจกรรมของ ผู้เรียนแต่ละคนได้ 3.4) รูปแบบการเรียนการสอน รูปแบบการเรียนการสอนตามแนวคิดของ Kemp (1985) ได้ เสนอองค์ประกอบของระบบการจัดการเรียนการสอน 10 องค์ประกอบ ดังนี้ 1) วิเคราะห์ความต้องการทางการเรียน (Learning Needs) กาหนดเป้าหมายการเรียนจัดลาดับความ ต้องการและความจาเป็น 2) กาหนดหัวข้อเรื่องหรือภารกิจ (Topics or Job Tasks) และจุดมุ่งหมายทั่วไป (General Purposes) 3) ศึ ก ษาลั ก ษณะของผู้ เ รี ย น (Learner Characteristics) 4) วิเคราะห์เนื้อหาวิชาและภารกิจ (Subject Content Task Analysis) 5) กาหนดจุดประสงค์การเรียน (Learning Objective) 6) กาหนดกิจกรรมการเรียนการสอน (Teaching/Learning Activities) 7) กาหนดแหล่งทรัพยากรการ เรียนการสอน (Instructional Resources) 8) จัดบริการสิ่ง สนับสนุน (Support Services) 9) ประเมินผลการเรียน/ ประเมินผลโปรแกรมการเรียน (Learning Evaluation) และ 10) ทดสอบก่อนเรียน (Pretesting)

3.3) แนวคิดระบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ LAMS (Learning Activity Management System) เป็นระบบ หนึ่ง ที่เ น้น การจั ดสภาพแวดล้อ มการเรี ยนรู้แ บบมีส่วนร่วม และมีการโต้ตอบผ่านการสนับสนุนแบบซิงโครนัส และอะ ซิงโครนัส มีเครื่องมือที่สนับสนุนการโต้ตอบแบบเรียลไทม์ รวมไปถึ ง การจั ด กลุ่ ม สนทนา เป็ น ต้ น นอกจากนี้ ยั ง เป็ น เครื่ อ งมื อ ที่ ถู ก ออกแบบมาส าหรั บ การสอนบนเครื อ ข่ า ย อินเตอร์เน็ต สาหรับผู้สอน ซึ่ง ถนอมพร (2549) ได้กล่าวไว้ว่า ระบบ LAMS เป็นระบบที่ช่วยให้ผู้สอนสามารถออกแบบ ลาดับการเรียนรู้ในรูปของกิจกรรมต่างๆ นอกจากนี้ ยังอาจ พิจารณาว่าเป็นเครื่องมือส่วนหนึ่งของระบบบริหารการจัดการ เรียนรู้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้ในลักษณะ ของ e-Learning ซึ่งระบบ LAMS สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่หนึ่ง เป็นส่วนของการจัดลาดับกิจกรรมการ เรียนรู้ เป็นส่วนที่ผู้สอนใช้สาหรับกาหนดกิจกรรมในบทเรียน และลาดับของกิจกรรมที่จะให้ผู้เรียนเข้ามามีส่วนร่วมในการ เรียนรู้ที่ได้ออกแบบไว้แล้วโดยผู้สอน ผู้สอนสามารถใช้วิธี

ขั้นตอนในการพัฒนารูปแบบการสอน ในการพัฒนารูปแบบ การสอนมีผู้เสนอแนวทางขั้นตอนไว้อย่างหลากหลาย แต่จาก การศึกษารูปแบบการสอนของ Joyce & Wiel (1986) สามารถ สรุปขั้นตอนการพัฒนารูปแบบการสอน ออกเป็น 4 ขั้นตอน 127

ดังนี้ 1) ศึกษาแนวคิดและองค์ประกอบสาคัญที่เกี่ยวข้องกับ การสอนสิ่งที่ต้องการเป็นการศึกษาวิเคราะห์ ประเด็นสาคัญ สาหรับนามาใช้ในการกาหนดองค์ประกอบของรูปแบบการ สอนที่จะพัฒนา 2) กาหนดองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของ องค์ประกอบของรูปแบบการสอน เช่น จุดมุ่งหมาย เนื้อหา กระบวนการสอน ขั้นตอนและกิจกรรมการสอน การวัดและ ประเมินผล เป็นต้น และเป็นการกาหนดความสัมพันธ์แต่ละ องค์ประกอบให้สอดคล้องกันตามแนวคิดและหลักการพื้นฐาน ที่ใช้ 3) ตรวจสอบประสิทธิภาพของรูปแบบการสอน เป็นการ หาข้อมูลเชิงประจักษ์เพื่อยืนยันว่า แผนการจัดองค์ประกอบ ต่ า งๆ ที่ ไ ด้ พั ฒ นาขึ้ น อย่ างเป็ น ระบบนี้ มี คุ ณภาพ และ ประสิทธิภาพจริง กล่าวคือ สามารถนาไปใช้ปฏิบัติได้และ เกิดผลต่อผู้เรียนตามที่ต้องการหรือที่ได้กาหนดจุดมุ่งหมายไว้ การหาข้ อ มู ล เชิ ง ประจั ก ษ์ ท าได้ โ ดยการน าแผนการจั ด องค์ประกอบไปทดลองใช้ในห้องเรียนตามระเบียบวิธีวิจัยที่ เป็ น วิ ธีก ารทางวิ ท ยาศาสตร์ ที่ ย อมรั บ กัน โดยทั่ วไป และ สามารถยื นยันได้ด้วยตัวเลข นอกจากนี้ยัง สามารถใช้การ ตรวจสอบ เชิงประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้องได้ ในทางปฏิบัติการตรวจสอบประสิทธิภาพของรูปแบบการสอน จะเริ่มจากการตรวจสอบเชิงประเมินของผู้ทรงคุณวุฒิ นาผล การประเมินมาปรับปรุง แก้ไข แผนการจัดองค์ประกอบให้ เหมาะสมมากขึ้น ก่อนที่จะนาไปทดลองใช้ในห้องเรียน และ 4) การปรับปรุงรูปแบบการสอน เป็นการปรับแก้รูปแบบการ สอนที่ได้พัฒนาให้ดียิ่งขึ้นมีข้อบกพร่องน้อยลง โดยการนาสิ่ง ที่ได้จากการทดลองใช้รูปแบบการสอนมาปรับปรุงแก้ไขสิ่งที่ ปรับปรุงนี้อาจเป็นองค์ประกอบ ลักษณะความสัมพันธ์ของ องค์ประกอบตลอดจนแนวการใช้รูปแบบการสอน

กระบวนการดาเนินงาน 4) กลไกควบคุม (Control) คือ กลไก หรือวิธีการที่ใช้ในการควบคุมหรือตรวจสอบกระบวนการให้ เป็ น ไปอย่ า งมี ป ระสิ ท ธิ ภ าพ และ5) ข้ อ มู ล ป้ อ นกลั บ (Feedback) คือ ข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ ระหว่างผลผลิตกับจุดมุ่งหมายซึ่งจะเป็นข้อมูลป้อนกลับไปสู่ การปรับปรุงกระบวนการ และตัวป้อนซึ่งสัมพันธ์กับผลผลิต และ เป้าหมายนั้น

4) วิธีดาเนินการวิจัย การสร้างรูปแบบการเรียนการสอนแบบร่วมมือ ด้วยระบบการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ ประกอบด้วยขั้นตอนดังนี้ 4.1) ศึกษาเอกสาร แนวคิ ด ทฤษฎีและงานวิจัย ที่เกี่ย วข้อ ง วิเคราะห์ สังเคราะห์ให้ได้มาซึ่ งขั้นตอนการจัดทารูปแบบการ เรียนการสอน 4.2) นาข้อมูลที่ได้จากการศึกษาข้อมูลในข้อที่ 1 มาทาการ สร้างร่างรูปแบบการเรียนการสอนแบบร่วมมือ ด้วยระบบการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ 4.3) นาร่างรูปแบบที่สร้างขึ้น ตรวจสอบ และปรับปรุงแก้ไข 4.4) จัดส่งร่างรูปแบบการเรียนการสอนแบบร่วมมือด้วยระบบ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ให้ ผู้เชี่ยวชาญที่จบการศึกษาระดับ ปริญญาโทขึ้นไป และมีความเชี่ยวชาญทางด้านคอมพิวเตอร์ จ านวน 5 ท่ าน ท าการตรวจสอบความสอดคล้ อ งของ องค์ประกอบด้านปัจจัยนาเข้า ด้านกระบวนการ ด้านควบคุม ด้านผลผลิต และด้านข้อมูลป้อนกลับ ซึ่งจากแนวทางสามารถ นากระบวนการมาวิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ประกอบของ รูปแบบการเรียนการสอนทาให้ได้ 15 องค์ประกอบย่อย คือ 1) กาหนดเป้าหมายในการเรียนการสอน 2) การเตรียมความ พร้อมด้านสภาพแวดล้อมทางการเรียนการสอน 3) กาหนด บทบาทผู้สอน 4) กาหนดบทบาทผู้เรียน 5) การออกแบบ เนื้อหาบทเรียน 6) กาหนดกิจกรรมการเรียนการสอน 7) ขั้น เตรียมความพร้อม 8) ขั้นการเรียนการสอนแบบร่วมมือ 9) ขั้น ประเมินผลการเรียน 10) ตรวจสอบและควบคุมช่วงเวลาใน

องค์ประกอบของระบบ (System) คือ การรวบรวมสิ่งต่างๆ ทั้งหลายที่มนุษย์ได้ออกแบบ และคิดสร้างสรรค์ขึ้นมา เพื่อจัด ดาเนินการให้บรรลุผลตามเป้าหมายที่วางไว้ (Banathy, 1968) นอกจากนี้ ทิศนา (2547) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของระบบที่ จะทางานได้อย่างสมบูรณ์จะประกอบด้วยส่วนสาคัญ 5 ส่วน คือ 1) ตัวป้อน (Input) คือ องค์ประกอบต่าง ๆ ของระบบนั้น หรืออีกนัยหนึ่งก็คือสิ่งต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบนั้น 2) กระบวนการ (Process) คื อ การจั ด ความสั ม พั น ธ์ ข อง องค์ประกอบต่างๆ ของระบบให้มีลักษณะที่เอื้ออานวยต่อการ บรรลุเป้าหมาย 3) ผลผลิต (Product) คือ ผลที่เกิดขึ้นจาก 128

การเรียนการสอนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต 11) การทดสอบผ��� การเรียน ภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ 12) การประเมินผลความ พึ ง พอใจของผู้ เ รี ย นที่ มี ต่ อ รู ป แบบการเรี ย นการสอนแบบ ร่วมมื อ ด้วยระบบการจัด การกิจ กรรมการเรีย นรู้ 13) การ ประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการเรียนการสอน แบบร่วมมือด้วยระบบการจัดการกิจกรรมการเรียนรู้ 14) การ ประเมิ นการท ากิจกรรมด้วยรู ปแบบการเรี ยนการสอนแบบ ร่ ว มมื อ ด้ ว ยระบบการจั ด การกิ จ กรรมการเรี ย นรู้ และ 15) ข้อมูลป้อนกลับเพื่อปรับปรุง

ต่อไป

5) สรุปผลการวิจัย ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบประเมินร่างรูปแบบการเรียน การสอน ซึ่ ง ได้ แ ก่ อ งค์ ป ระกอบ ด้ า นปั จ จั ย น าเข้ า ด้ า น กระบวนการ ด้ านการควบคุ ม ด้ านผลผลิ ต และด้ านข้ อ มู ล ป้อนกลับ พบว่าผู้เชี่ยวชาญทั้ง 5 ท่านมีความคิดเห็นเกี่ยวกับ ร่างรูปแบบการเรีย นการสอนแบบร่วมมือด้วยระบบการจั ด กิจกรรมการเรียนรู้ว่ามีความเหมาะสมและสอดคล้องกัน

4.5) ปรับปรุงแก้ไขรูปแบบการเรียนการสอนแบบร่วมมือ ด้วย ระบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ตาม ข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญแต่ละด้านเพื่อนาไปใช้ในขั้นตอน

ด้านการควบคุม (Control) ตรวจสอบกิจกรรมและควบคุมช่วงเวลาในการเรียน การสอนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

การดาเนินกิจกรรมการเรียนการสอน บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

กาหนดบทบาทผู้สอน กาหนดบทบาทผู้เรียน การออกแบบเนื้อหา บทเรียน

1. ขั้นเตรียมความพร้อม 1.1 การเตรียมความพร้อมสาหรับผู้เรียน 1.2 การเตรียมความพร้อมเนื้อหา 2. ขั้นการเรียนการสอนแบบร่วมมือ 2.1 การจัดกลุ่ม 2.2 การศึกษาเนื้อหา 2.3 การทากิจกรรมการเรียน 2.4 การให้ข้อมูลย้อนกลับจากผู้สอน 3. ขั้นประเมินผลการเรียน 3.1 การทดสอบทักษะการเขียน โปรแกรม ในภาคปฏิบัติ 3.2 การทดสอบหลังเรียน ในภาคทฤษฎี

การทดสอบผลการเรียน ภาคปฏิบัติ

ด้านผลผลิต (Output)

การเตรียมความพร้อม ด้านสภาพแวดล้อม

ด้านกระบวนการ (Process)

ด้านปัจจัยนาเข้า (Input)

กาหนดเป้าหมายใน การเรียนการสอน

ความพึงพอใจของผู้เรียน

พฤติกรรมการเรียนรู้

การทากิจกรรม

ด้านข้อมูลป้อนกลับ (Feedback)

รูปที่ 2 รูปแบบการเรียนการสอนแบบร่วมมือด้วยระบบการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

129

ภาคทฤษฎี

management system. วารสารเทคโนโลยีและสื่อสาร การศึกษา ปีที่ 3, ฉบับที่ 1, หน้า 23 – 36. 2549. ทิศนา แขมมณี. (2547). ศาสตร์การสอนองค์ความรู้เพื่อการจัด กระบวนการเรียนรูท้ ี่มีประสิทธิภาพ. พิมพ์ครั้งที่ 3. กรุงเทพฯ: ด่านสุทธาการพิมพ์. สานักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ . (2545). แผนการ ศึกษาแห่งชาติ (พ.ศ. 2545 - 2549). กรุงเทพมหานคร : พริกหวานกราฟฟิก. ส านั ก งานคณะกรรมการการศึ ก ษาแห่ ง ชาติ . (2542). พระราชบั ญ ญั ติ ก ารศึ ก ษาแห่ ง ชาติ พ .ศ. 2542. กรุงเทพฯ : คุรุสภา ลาดพร้าว. ส านั ก งานคณะกรรมการการอุ ด มศึ ก ษา. (2552). กรอบ มาตรฐานคุ ณ วุ ฒิ ร ะดั บ อุ ด มศึ ก ษาแห่ ง ชาติ ระดั บ ปริญญาตรีสาขาคอมพิวเตอร์. สานักงานคณะกรรมการ การอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ. Banathy, B. (1968). Instructional Systems. Palo Alto, California : Fearon Publishers. Johnson, R.T. & Johnson, D.W. (1994). An overview of cooperative learning, In J.S. Thousand, R.A. Villa & A.I. Nevin (Ed.). Creativity and collaborative learning. 31-34. Baltimore, Maryland: Paul H. Brookes Publishing. Joyce, B.; & Wiel, M. (1986). Models of Teaching. Englewood Cliffs. NJ: Prentice–Hall. Kemp, J. E. (1985). The instructional design process. New York: Harper & Row. Simpson, D. (1972). Teaching Physical Educations: A System Approach. Boston: Houghton Mufflin Co. Thousand, S.J., and others. (2002). Creative Collaborative Learning, 2nd Ed, Paul Brookes, Baltimore, pp.3-16. Xinhua He, Wenfa HuAn. (2008). Innovative Web-Based Collaborative Learning Model and Application Structure Computer Science and Software Engineering, International Conference, Vol. 5, 12-14 Dec. 2008, 56 – 59.

6) อภิปรายผล จากการศึ กษาวิ จั ย การสร้ างรู ป แบบการเรี ย นการสอนแบบ ร่ ว มมื อ ด้ ว ยระบบการจั ด กิ จ กรรมการเรี ย นรู้ ผู้ วิ จั ย ได้ ดาเนินการตามขั้นตอนและกระบวนการพัฒนาด้วยการศึกษา ข้อมูลพื้นฐานจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง นาข้อมูลที่ ได้ ม าวิ เ คราะห์ แ ละสั ง เคราะห์ พ ร้ อ มทั้ ง ประเมิ น ผลจาก ผู้เชี่ยวชาญทางด้านคอมพิวเตอร์ ทาให้ได้รูปแบบการเรียนการ สอนที่ มี ก ารน าเสนอความรู้ ค วบคู่ ไ ปกั บ การพั ฒ นาทั ก ษะ ปฏิบัติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ข้อบกพร่องในกระบวนการ เรี ย นการสอน ที่ มี การฝึ ก ทั ก ษะปฏิ บั ติ การเขี ย นโปรแกรม คอมพิวเตอร์ เพื่อทาให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างเป็นระบบ และเหมาะสมกับความรู้ความสามารถของผู้เรียน และเป็นไป ตามจุดมุ่งหมายที่กาหนดไว้ นอกจากนี้ทาให้ผู้สอนมีทักษะ และวิธีการสอนที่หลากหลายเหมาะสมกับการเรียนการสอน ในปัจจุบัน ผู้วิจัยใช้แนวคิดของวิธีการเชิงระบบ (Systems Approach) ซึ่ง ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลักได้แก่ 1) ปัจจัยนาเข้า (Input) 2) กระบวนการเรียนการสอนฝึกปฏิบัติทางเทคนิคบนเครือข่าย อินเทอร์เน็ต (Process) 3) การควบคุม (Control) 4) ผลผลิต (Output) 5) ข้อมูลป้อนกลับ (Feedback) มาเป็นพื้นฐานในการ ออกแบบการเรียนการสอน การวิ จัย ในครั้ งต่ อไปคื อการน ารู ปแบบนี้ไ ปใช้ใ นเรีย นการ สอนวิ ช า หลั ก การเขี ย นโปรแกรมคอมพิ ว เตอร์ ส าหรั บ นักศึกษาระดับอุดมศึกษา เพื่อทาการส่งเสริมผู้เรียนให้มีการ พัฒนาตนเองในด้านอื่น ๆ รวมไปถึงการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน ความพึงพอใจทางการเรียน พฤติกรรมทางการเรียน และ การทากิจกรรมด้วยรูปแบบการเรียนแบบร่วมมือกันของผู้เรียน เป็นต้น

7) เอกสารอ้างอิง ถนอมพร เลาหจรัสแสง. (2549). ระบบบริหารจัดการการ เรียนรู้แห่งอนาคต = Next generation learning 130

การออกแบบเว็บไซต์และบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ที่เหมาะสมสาหรับ อีเลิร์นนิงในอาเซียน: กรอบวัฒนธรรมที่ควรคานึงถึง Proper Design of Website and Electronic Courseware for e-Learning in ASEAN : Cultural framework for Consideration จินตวีร์ คล้ายสังข์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย jintavee.m@chula.ac.th ABSTRACT As the 10 ASEAN member countries to become ASEAN community in the year 2015 with the aim to enhance understanding and accelerating economic growth, social progress, and cultural development in the region through joint endeavors in the spirit of equality and partnership of the ASEAN community nations. However, when considering cultural framework affecting to the education, inequality found in various magnitudes, especially in the areas of social progress and cultural development, namely, religions, languages, and cultural differences. Thus for, to create common understanding and respectful recognition of such differences, as well as to preserve the value of cultural wisdom of the ASEAN community nations, are considered to be necessity. This article entitled “Proper Design of Website and Electronic Courseware for e-Learning in ASEAN : Cultural framework for Consideration” discusses about the cultural framework from the documents, researches, and examples in related to on cultural factors of the proper design of website and electronic courseware for e-Learning in ASEAN during 19912011, emphasizing higher educational institutes. Such review of the related literatures will soon be in consideration as part of the data in order to develop the prototype of website and electronic courseware for e-Learning in ASEAN emphasizing on cultural effects. The cultural framework to be discussed includes 10 aspects namely (1) Gender (2) Religion (3) Language (4) History (5) Art (6) Aesthetics (7) Law (8) Politics (9) Ethnography and Local, and (10) Wisdom. Keywords : E-Learning, ASEAN community, Website Design, Courseware Design, Cultural Framework

บทคัดย่อ การรวมตัวกันเป็นประชาคมอาเซียนของประเทศสมาชิกทั้ง 10 ประเทศในปี พ.ศ. 2558 จะเป็นการสร้างสังคมภูมิภาคให้ 131

พลเมืองของประเทศสมาชิกอยู่ร่วมกัน โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่ อ ส่ ง เสริ ม ความเข้ าใจอั น ดี ต่ อ กัน ระหว่ างประเทศใน ภูมิภาค สร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าทางด้านเศรษฐกิจ การพั ฒ นาสั ง คม และวั ฒ นธรรม บนพื้ น ฐานของความ เสมอภาค และผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศสมาชิกทั้ง 10 ประเทศ หากเมื่อพิ จารณาในด้ านกรอบวัฒ นธรรมที่ ส่งผลต่อการศึกษาแล้วนั้น ยังพบว่ากลุ่มประเทศอาเซียนมี ความเหลื่อมล้้ากันในหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้าน สังคมและวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นความหลากหลายของ ศาสนา ภาษา รวมถึงความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรม จึงมี ความจ้าเป็นที่ต้องเสริมสร้างความเข้าใจ การเคารพและ ยอมรั บ ในวั ฒ นธรรมที่ แ ตกต่ า งกั น รวมถึ ง การปกป้ อ ง รักษามรดกทางวัฒนธรรมของภูมิภาคต่างๆ นี้ บทความเรื่ อ ง การออกแบบเว็ บ ไซต์ แ ละบท เรี ย น อิเล็กทรอนิกส์ ที่เหมาะสมส้ าหรับอีเลิร์นนิ งในอาเซียน: กรอบวัฒนธรรมที่ควรค้านึงถึง จะกล่าวถึงขอบข่ายด้าน วัฒนธรรมจากศึกษาเอกสาร งานวิจัย และตัวอย่างต่างๆที่ เกี่ ย วข้ อ ง กั บ การ อ อ กแ บ บเ ว็ บ ไซต์ และ บ ทเ รี ยน อิเล็กทรอนิกส์ที่สอดคล้องกับองค์ประกอบด้านวัฒนธรรม อาเซี ย นตั้ ง แต่ ปี พศ. 2534-2554 โดยเน้ น บริ บ ทของ อุดมศึกษา เพื่อเป็นกรอบในการวิเคราะห์และสังเคราะห์ งานด้านวัฒนธรรม เพื่อน้ามาเป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลใน การพั ฒ นาร่ า งต้ น แบบของเว็ บ ไซต์ แ ละบทเรี ย น อิเล็กทรอนิกส์ที่เหมาะสมส้าหรับอีเลิร์นนิงในอาเซียนที่ ตอบโจทย์ในเรื่องของความแตกต่างทางวัฒนธรรมนี้ต่อไป โดยกรอบวั ฒ นธรรมสามารถจ้ า แนกออกเป็ น 10 ด้ า น

ได้แก่ (1) เพศ (2) ศาสนา (3) ภาษา (4) ประวัติศาสตร์ (5) ศิลปะ (6) สุนทรียภาพ (7) กฏหมาย (8) การเมือง (9) ชาติ พันธุ์ และ (10) ภูมิปัญญา

บทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ที่เหมาะสมส้าหรับ การเรียนการ สอนทางไกลแบบอีเลิร์นนิงในอาเซียนต่อไป

2) ความหมายและองค์ประกอบของวัฒนธรรมใน มุมมองของประเทศในกลุ่มอาเซียน

คาสาคัญ : อีเลิร์นนิง, ประชาคมอาเซียน. การออกแบบอี เลิร์นนิงเว็บไซต์, การออกแบบอีเลิร์นนิงคอร์สแวร์ , กรอบ วัฒนธรรม

2.1) ความหมายของวัฒนธรรม วัฒนธรรมหมายถึง วิถีชีวิตหรือแบบแผนในการคิดและ การกระท้าของมนุษย์ในสังคม ซึ่งแสดงออกถึงชีวิตมนุษย์ ในสั ง คมของกลุ่ ม ใดกลุ่ ม หนึ่ ง หรื อ สั ง คมใดสั ง คมหนึ่ ง (Davey, 2012; สุพัตรา สุภาพ, 2543; รัตนา โตสกุล; 2549; สมชัย ใจดี; ยรรยง ศรีวิริยาภรณ์, 2545) โดยเป้าหมายหลัก ของอาเซียนนั้นคือความเป็นหนึ่งเดียวบนความหลากหลาย ทางวั ฒ นธรรมของประเทศในกลุ่ม อาเซีย น (Unity in Diversity through the ASEAN Way of Life) และความ แตกต่างสู่ความแข็งแกร่งของประชาคมอาเซียน (Diversity towards Strengthening) จึงมีความส้าคัญและเป็นสิ่งที่ท้า ทายต่อไป

1) บทนา กลุ่มประเทศอาเซียนมีความเหลื่อมล้้ากันในหลายด้านส่งผล ให้ประชาคมด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านสังคม และวัฒนธรรมอาเซียนมีความแตกต่างกัน การรวมตัวของ กลุ่ ม ประเทศอาเซี ย นยั ง มี ค วามเหลื่ อ มล้้ า กั น หลายด้ า น โดยเฉพาะการพัฒนาประเทศที่แตกต่างกัน มีทั้งประเทศที่ พัฒนาแล้วอย่างสิงคโปร์ ประเทศก้าลังพัฒนาอย่างมาเลเซีย ไทยและอินโดนีเซีย ในขณะที่กลุ่มประเทศนิวอาเซียนอย่าง อาณาจักรกัมพูชา สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สหภาพพม่ า และสาธารณรั ฐ สั ง คมนิ ย มเวี ย ดนามเป็ น ประเทศก้าลังพัฒนา และด้วยความหลากหลายของประเทศ อาเซี ย นมี อ ยู่ ม ากมายไม่ ว่ า จะเป็ น ความหลากหลายของ ประชากร ศาสนา ภาษาที่ใช้ รวมถึงความแตกต่างทางด้าน วัฒนธรรมจึงมีความจ้าเป็นที่ต้องเสริมสร้างความเข้าใจซึ่ง กั น และกั น และการเคารพในวั ฒ นธรรม ยอมรั บ ใน วัฒนธรรมที่แตกต่างกัน รวมถึงการปกป้องรักษามรดกทาง วั ฒ นธรรมของภู มิ ภาคต่ า งๆ (ส้ า นั กเลขาธิ ก ารอาเซี ย น, 2009) ดังนั้น บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยเรื่อง “การวิ เ คราะห์ อ งค์ ป ระกอบด้ า นวั ฒ นธรรมที่ ส่ ง ผลต่ อ รู ป แบบเว็ บ ไซต์ แ ละบทเรี ย นอิ เล็ ก ทรอนิ ก ส์ ที่ เหมาะสม สาหรับการเรียนการสอนทางไกลแบบอีเลิร์นนิงในอาเซียน” (ได้ รับ ทุ นอุ ด หนุ น การวิจั ย จากโครงการมหาวิ ทยาลัย ไซ เบอร์ ไ ทย ส้ า นั ก งานคณะกรรมการการอุ ด มศึ ก ษา กระทรวงศึกษาธิการ) จะน้าเสนอข้อมูลจากการด้าเนินงาน ในขั้ น ตอนแรกของงานวิ จั ย คื อ การศึ ก ษาเอกสารและ งานวิ จั ย ที่ เ กี่ ย วข้ อ งกั บ วั ฒ นธรรมเพื่ อ เป็ น กรอบในการ วิ เ คราะห์ แ ละสั ง เคราะห์ ง านด้ า นวั ฒ นธรรม เพื่ อ เป็ น แนวทางในการออกแบบและพัฒนารูปแบบเว็บไซต์และ

2.2) องค์ประกอบของวัฒนธรรม จากกรอบประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน ทุกภาค ส่วนรวมถึงเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียนต่างๆ จึงได้จัดท้า หลักสูตร ASEAN STUDY และโครงการต่างๆ ที่เน้นการ สร้างความรู้ความเข้าใจทางด้านสังคมละวัฒนธรรมขึ้นมา เพื่อรองรับและการเตรียมความพร้ อมประเทศในการเข้าสู่ ประชาคมอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นการจัดท้าค่ายวัฒนธรรม เยาวชนอาเซียน (ASEAN University Network, 2012) หรือ การจั ด การเรี ย นการสอนโดยสอดแทรกสั ง คมและ วัฒนธรรมเข้าไปในหลักสูตร เช่น มหาวิทยาลัยบรูไนดารุส ซาลามมี การจั ด การเรี ย นการสอนในหลั กสู ต ร ASEAN STUDY เพื่อผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพพร้อมอย่างเหมาะสม ในแง่ของความรู้ทักษะทัศนคติค่านิยมทางศีลธรรมและจิต วิญญาณเพื่อรองรับความต้องการการพัฒนาของประเทศ และสอดคล้ อ งกั บ ปรั ช ญาของชาติ (http://www.aunsec.org) อีกทั้งหลักสูตรในมหาวิทยาลัยเครือข่ายอาเซียน มี โครงสร้างหลักสูตรที่มีเนื้อหาครอบคลุมด้านวัฒนธรรม จากการวิ เ คราะห์ สั ง เคราะห์ ข้ อ มู ล ดั ง กล่ า ว จึ ง ขอสรุ ป 132

ขอบข่ ายด้ านวัฒ นธรรม จ้ าแนกออกเป็ น 6 ด้ านหลั ก 10 ด้านย่อย ดังนี้ (1) เพศ (Gender) (2) ศาสนา (Religion) (3) ภาษา (Language) (4) ประวั ติ ศ าสตร์ ศิ ล ปะ และ สุนทรียภาพ (History, Art and Aesthetics) (แบ่งเป็น 3 ด้าน ย่อย) (5) กฏหมายและการเมือง (Law and Politics) (แบ่งเป็น 2 ด้านย่อย) และ (6) ชาติพันธุ์และภูมิปัญญา (Ethnography and Local) Wisdom) (แบ่งเป็น 2 ด้านย่อย)

เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาการเรียนการสอนทางไกล แบบอี เ ลิ ร์ น นิ ง ในอาเซี ย น ผู้ วิ จั ย ได้ ศึ ก ษาเอกสารและ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบเว็บไซต์และบทเรียน อิเล็กทรอนิกส์ที่สอดคล้องกับองค์ประกอบด้านวัฒนธรรม อาเซียน ตั้งแต่ปี 1991 - 2011 พบว่า งานวิจัยและเอกสาร รวมทั้งสิ้น 50 เรื่อง โดยแบ่งเป็น (1) องค์ประกอบด้าน ขอบข่ายด้านวัฒนธรรม จ้าแนกออกเป็น 10 ด้าน แบ่งเป็น เพศ (Gender) ศาสนา (Religion) ภาษา (Language) ประวั ติ ศ าสตร์ (History) ศิ ล ปะ (Art) สุ น ทรี ย ภาพ (Aesthetics) กฎหมาย (Law) การเมือง (Politics) ชาติพันธุ์ (Ethnography and Local) และภูมิปัญญา (Wisdom) (2) องค์ ป ระกอบด้ า นการออกแบบเว็ บ ไซต์ แ ละบทเรี ย น อิเล็กทรอนิกส์ ประกอบด้วย องค์ประกอบด้านมัลติมีเดีย (ภาพประกอบ เสี ย ง ตั ว อั ก ษร และการจั ด รู ป แบบ ) องค์ประกอบด้านการออกแบบหน้าจอ (ส่วนต่อประสาน ระบบน้าทาง การเข้าถึงข้อมูล และการทดสอบการใช้งาน) องค์ประกอบด้านการออกแบบเนื้อหา องค์ประกอบด้าน คุณลักษณะของสื่ อใหม่ อัน ได้ แก่ โมบายเลิ ร์น นิง อี บุ๊ ค ตลอดจนการใช้แท็บเล็ตในการเรียนการสอน

2.3) ความสาคัญของอีเลิร์นนิงกับการเผยแพร่วัฒนธรรม ของประเทศกลุ่มอาเซียน การศึ ก ษาวั ฒ นธรรมของกลุ่ ม ประเทศอาเซี ย นมี ค วาม หลากหลายและแตกต่ า งกั น ไป ดั ง นั้ น จึ ง จ้ า เป็ น ต้ อ งมี เครื่องมือที่เ ผยแพร่ และสร้างความรู้ความเข้ าใจเกี่ยวกับ วั ฒ นธรรมของประเทศในประชาคมอาเซี ย น การใช้ โครงสร้างพื้นฐานสิ่งอ้านวยความสะดวกและเทคโนโลยี การสื่อสาร ตลอดจนการบริหารจัดการทางการศึกษาจึงถือ เป็นตัวเลือกหนึ่ง ดังที่ Nada et al. (1999) ได้ท้าการส้ารวจ ผลกระทบของเทคโนโลยีสารสนเทศส้าหรับธุรกิจองค์กร แรงงานและวัฒนธรรม พบว่า เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่ง กระตุ้นการเปลี่ย นแปลงต่ างๆ ในเศรษฐกิจโลก การขาด ความตระหนั ก ในการใช้ เ ทคโนโลยี ส ารส นเทศส่ ง ผลกระทบต่อวัฒนธรรม ดังนั้นจึงควรมีการส่งเสริมการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศในทางที่ถูกต้อง สะท้อนความส้าคัญ และสนองตอบต่ อ ความแตกต่ า งของวั ฒ นธรรมที่ หลากหลาย ทางด้านความเชื่อ ค่านิยม รวมถึงโครงสร้าง ทางวัฒนธรรม ซึ่งสอดคล้องกับ Thompson and Thianthai (2008) ที่ศึกษาความคิดเห็นจากนักศึกษา 8 ใน 10 ประเทศ อาเซียนเกี่ยวกับทัศนคติของนักศึกษาด้านความรู้ความเข้าใจ ที่มีต่ออาเซี���น เกี่ยวกับภูมิภาค ข้อมูลต่างๆ ของอาเซียน ความตกลงร่ ว มมื อ ต่ า งๆ แหล่ ง ข้ อ มู ล ข่ า วสาร พบว่ า นักศึกษาส่วนใหญ่ต้องการมีความรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมของ ประเทศในอาเซี ย นโดยควรเป็ น ความรู้ ที่ ห าได้ ง่ า ย ไม่ ซับซ้อน ซึ่งสามารถศึกษาได้จากเอกสารที่เกี่ยวข้อง และมี สื่ อ กลางในสามารถแลกเปลี่ ย นความรู้ ซึ่ ง กั น และกั น นอกจากนี้ควรมีศูนย์กลางส้าหรับการค้นหาข้อมูลต่างๆ ซึ่ง รวบรวมประวั ติ ศ าสตร์ ข องแต่ ล ะประเทศไว้ สามารถ แลกเปลี่ยนข้อมู ลโดยใช้สารสนเทศเข้ามาช่วยให้สะดวก มากยิ่งขึ้น

3) กรอบวัฒนธรรมที่ควรคานึงถึงในการออกแบบ เว็บไซต์ จากการศึ ก ษาเอกสารและงานวิ จั ย ที่ เ กี่ ย วกั บ รู ป แบบ เว็ บ ไซต์ ใ นอาเซี ย น จ้ า นวน 25 เรื่ อ ง จ้ า แนกออกเป็ น ประเทศไทย 7 เรื่อง ประเทศฟิลิปปินส์ 4 เรื่อง ประเทศ ญี่ปุ่น 4 เรื่อง ประเทศมาเลเซีย 4 เรื่อง ประเทศสิงคโปร์ 3 เรื่ อ ง ประเทศเกาหลี 2 เรื่ อ ง และประเทศจี น 1 เรื่ อ ง (ประเทศญี่ปุ่น จีน และสาธารณรัฐเกาหลี น้ามารวมโดยยึด กรอบความร่วมมืออาเซียน+3) สรุปได้ว่า 3.1) กรอบวัฒนธรรม : เพศ กรอบการออกแบบเว็บไซต์ : การออกแบบหน้าจอ Stern (2004) เสนอความนิยมเว็บไซต์ในกลุ่มวัยรุ่นเพศ หญิงและเพศชาย ต้องการความเป็นเอกภาพในเรื่องที่สนใจ ไม่แตกต่างกัน ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับแฟชั่น ส่วนหน้า แรกของเว็ บ ไซต์ จ ะต้ อ งท้ าให้ โ ดดเด่ น สะดุ ด ตา ดึ ง ดู ด 133

ความสนใจ โดยใช้ภาพเคลื่อนไหวและเสียงที่น่าสนใจ และ มีช่องทางส้าหรับการสื่อสาร ส่วนที่แตกต่างกันก็คือ เนื้อหา สาระในหน้าเว็บไซต์

หรื อ สั ญ ลั กษณ์ ที่เ ป็ น ข้ อ ความต่างๆ เพื่ อ ความเข้ าใจมาก ยิ่งขึ้น การออกแบบเว็บไซต์โดยใช้ภาพกราฟิกและป๊อปอัพ จะช่วยดึงดูดความสนใจแก่ผู้อ่าน การออกแบบเว็บ ไซต์เ กี่ยวกับภาพและการสื่อ ความหมาย ระหว่ า งวั ฒ นธรรมตะวั น ตกและวั ฒ นธรรมจี น นั้ น การ ออกแบบหน้าจอจะต้องออกแบบจากด้านบนซ้ายของหน้าจอ ซึ่งเป็นจุดที่นักเรียนเริ่มอ่าน ไม่ควรใช้สีมากเกินไปเพราะจะ ท้าให้สับสนในการสื่อสาร ตัวอย่างเช่น วัฒนธรรมเกี่ยวกับ ภาพของจี น ส่ วนใหญ่ ภาพจะเน้ น สี ข าวและสี ด้ า และเมื่ อ พิจารณาเนื้อหาเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับวัฒนธรรมนั้น การคัดลอก หรือท้าซ้้าโดยไม่ได้รับอนุญาตจะต้องค้านึงถึงลิขสิทธิ์ และ การอ้างอิงจะต้องมีการตรวจสอบข้อความโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กฎหมายจีน กฎหมายด้านการเงิน กฎหมายการค้า ซึ่งเป็น การป้องกันทรัพย์สินทางปัญญา

3.2) กรอบวัฒนธรรม : เพศ กรอบการออกแบบเว็บไซต์ : เนื้อหา Stuart (2001) ศึ กษาความแตกต่ างทางเพศในการเรี ย น หลักสูตรออนไลน์ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี พบว่า เพศ มีส่วนส้าคัญต่อการใช้โปรแกรมออนไลน์และทักษะการ สื่อ สารของนั กศึกษา หลั กสูต รออนไลน์ใ ห้ อิสระในการ เลือกวิธีศึกษาแก่นักศึกษา เป็นกลยุทธ์ที่ส้าคัญในการสร้ าง แรงจูงใจและการเรียนรู้ โดยในหลักสูตรออนไลน์นั้น เพศ หญิงจะชอบเรียนรู้มากกว่าเพศชาย และมีวินัยและระเบียบ ในการเรียนมากกว่า ในทางตรงกันข้ามเพศชายที่มีอายุน้อย จะสนใจหลักสูตรออนไลน์มากกว่าเพศหญิง และหากเป็น หลักสูตรที่มีความท้าทายต้องศึกษาด้วยตนเอง เพศชายจะ ประสบความส้าเร็จมากกว่าเพศหญิง

3.5) กรอบวัฒนธรรม : ศาสนา กรอบการออกแบบ เว็บไซต์ : เนื้อหา Shamaileh และคณะ (2011) ศึ ก ษาคุ ณ ภาพเว็ บ ไซต์ ที่ เผยแพร่อัตลักษณ์ทางศาสนาอิสลามและศาสนาคริสต์ โดย สอบถามผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลาม พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามมีทัศนคติทางบวกเกี่ยวกับเว็บไซต์ โดย มีความเชื่อเกี่ยวกับศาสนาที่ตนเองนับถือมากขึ้น เนื้อหาใน เว็บไซต์เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับความเชื่อในศาสนาที่ผู้นับถือ สามารถเข้าไปศึกษาข้อมูลได้ ท้าให้เกิดความแข็งแกร่งและ สื่อ กลางในการรวมตั วของผู้ที่ นั บ ถื อ ศาสนาอิ สลาม ใน เว็บไซต์ไม่ควรมีการโฆษณาสินค้าอื่น แอบแฝง ควรจะเป็น ตราสั ญ ลั ก ษณ์ ท างศาสนาหรื อ เรื่ อ งที่ เ กี่ ย วข้ อ งควรเน้ น เรื่องราวเกี่ยวกับศาสนพิธี พิธีกรรม วันส้าคัญต่างๆ เพื่อเป็น การเผยแพร่ศาสนาอีกช่องทางหนึ่ง

3.3) กรอบวัฒนธรรม : เพศ กรอบการออกแบบเว็บไซต์ : มัลติมีเดีย Wolf (2000) วิเคราะห์การใช้ไอคอนแสดงอารมณ์ (emotion icon) ในกลุ่มข่าวออนไลน์เพื่อเสริมสร้างทัศนคติของเพศ หญิ ง และเพศชาย โดยการน้ า ไอคอนแสดงอารมณ์ ที่ เหมื อ นกั บ เพศจนถึ ง การใช้ ไ อคอนแสดงอารมณ์ แ บบ ผสมผสาน พบว่า เพศชายชอบใช้ไอคอนแสดงอารมณ์ ที่ เป็นมาตรฐานแสดงอารมณ์ต่างๆมากกว่าเพศหญิง ส่วนเพศ หญิ ง ชอบใช้ ไ อคอนที่ แ สดงอารมณ์ เ งี ย บหรื อ ปิ ด เสี ย ง ขอบคุณ และใช้ไอคอนแสดงความรู้สึกทางบวก 3.4) กรอบวั ฒ นธรรม : ภาษา ประวั ติ ศ าสตร์ ศิ ล ปะ กฎหมาย กรอบการออกแบบเว็บ ไซต์ :มั ล ติ มี เ ดี ย การ ออกแบบหน้าจอ เนื้อหา Friesner and Hart (2004) กล่าวว่าประเทศจีนเป็นประเทศที่มี ความหลากหลายด้านวัฒนธรรมและภาษาถิ่นหลากหลาย ท้า ให้เกิดปัญหาความเข้าใจซึ่งกันและกัน ดังนั้นจึงควรมีการน้า ภาษาประจ้ าชาติ หรือ ภาษาที่เป็น ทางการ (ภาษาจีนกลาง) ก้ากับไว้เพื่ อการสื่ อสารที่ ตรงกัน แต่ ส้าหรับ การท้าเป็ น เว็บไซต์ควรมีการแปลภาษาจีนเป็นภาษาอังกฤษ อาจใช้ภาพ 134

3.6) กรอบวัฒนธรรม : ภาษา กรอบการออกแบบ เว็บไซต์ : มัลติมีเดีย Shawback and Terhune (2002) ศึกษาการเรียนภาษาอังกฤษ เป็นภาษาที่สองจากนักเรียนที่สนใจภาพยนตร์เกี่ยวกับภาษา และวัฒนธรรม พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ที่ชมภาพยนตร์ ผ่ า นอิ น เทอร์ เ น็ ต มี ค วามสนใจภาษาและวั ฒ นธรรมใน ภาพยนตร์ ท้าให้ผู้เรียนมีประสบการณ์ทางภาษาและเรียนรู้ วั ฒ นธรรม มี ค วามสามารถทางภาษาที่ ดี ขึ้ น ผ่ า นการชม

ภาพยนตร์เป็นล้าดับ เนื่องจากภาพยนตร์เพื่อการศึกษาภาษา และวัฒนธรรมมีเทคโนโลยีที่สมัยอย่างอินเทอร์เน็ตที่ช่วยให้ นักเรียนมีบทบาทเชิงรุกในการเรียนรู้ อีกทั้งยังมีทักษะใน การฟัง การอ่านและการน้าเสนอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมี subtitle ภาษาถิ่นในเนื้อหาส้าหรับการนักเรียนที่เรียนรู้ด้วย ภาษาอังกฤษ และมี subtitle ภาษาอังกฤษส้าหรับนักเรียนที่มี ความรู้ภาษาอังกฤษระดับปานกลาง 3.7) กรอบวัฒนธรรม : ประวัติศาสตร์ ภูมิปัญญา กรอบการ ออกแบบเว็บไซต์ : เนื้อหา McLoughlin (1999) ศึกษาการออกแบบการเรียนการสอนที่ เหมาะกั บ ความต้ อ งการของกลุ่ ม วั ฒนธรรมโดยใช้ เทคโนโลยี ส ารสนเทศระดั บ อุ ด มศึ ก ษา จะต้ อ งมี ก าร ตระหนักถึงความต้องการในการเรียนรู้ รูปแบบการเรียนรู้ ของแต่ละกลุ่มโดยจะต้องผสมผสานให้เป็นเนื้อเดียวกัน ใน การออกแบบการเรี ย นการสอนเพื่ อ ให้ ผู้ เ รี ย นเข้ า ถึ ง วัฒนธรรมที่หลากหลาย จะต้องมีการสื่อสารที่หลากหลาย ภาษา เพื่อให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์การเรียนรู้และอัต ลักษณ์ของวัฒนธรรมและการปฏิบัติของชุมชน โดยในการ ออกแบบจะต้องพิจารณาความสัมพันธ์กับเนื้อหาวัฒนธรรม ที่หลากหลาย การออกแบบโครงสร้างในบทเรียนให้ผู้เรียน มี ส่ ว นร่ ว ม มี ก ารปฐมนิ เ ทศ ก้ า หนดวั ต ถุ ป ระสงค์ แ ละ เป้าหมายในการเรียน 3.8) กรอบวัฒนธรรม : ศิลปะ กรอบการออกแบบเว็บไซต์ : เนื้อหา Christopher (1998) ตรวจสอบความเหมาะสมในการใช้ เทคโนโลยี เ พื่ อ เพิ่ ม ความยื ด หยุ่ น ในการเรี ย นรู้ ด้ า น วั ฒ นธรรมการเมื อ งระดั บ อุ ด มศึ ก ษาในประเทศเอเชี ย ตะวันออกเฉียงใต้ พบว่าเทคโ���โลยีแบบโต้ตอบเหมาะสม กับการศึกษาด้านวัฒนธรรมการเมืองที่เน้นการเรียนรู้ด้วย ตนเองและเป็ น อิ ส ระในการเรี ย น แต่ ไ ม่ เ หมาะสมกั บ ประเทศทางใต้ของเอเชียตะวันออกเนื่องจากเน้นการศึกษา แบบดั้ ง เดิ ม (ครู ส อนโดยตรง) แต่ จ ากการศึ ก ษาพบว่ า แนวโน้ ม การเทคโนโลยี เ ป็ นสิ่ ง ส้ าคั ญในการเรี ย นรู้ ด้ าน วั ฒ นธรรมท้ อ งถิ่ น ขนบธรรมเนี ย ม ตลอดจนการ เปลี่ยนแปลงทางสังคมในท้องถิ่น 135

3.9) กรอบวัฒนธรรม : การเมือง กรอบการออกแบบ เว็บไซต์ : เนื้อหา Kluver (2004) กล่าวว่าเทคโนโลยีมีบทบาทส้าคัญในการ ขยายอ้ านาจทางการเมื อ งและเผยแพร่ เ รื่ อ งราวต่ างๆ ที่ เกี่ย วข้อ งกับ ประชาชน โดยน้ าเสนอกรณีศึ ก ษาประเทศ สิ ง คโปร์ ซึ่ ง เป็ น ประเทศที่ มี วั ฒ นธรรมทางการเมื อ งที่ แตกต่ างจากชาติ ตะวัน ตก โดยเมื่ อศึ กษาเกี่ย วกับการใช้ เทคโนโลยีและการควบคุมการใช้อินเทอร์เน็ตทางการเมือง ในการเลือกตั้งทั่วไปช่วงปี 2001 พบว่าการใช้อินเทอร์เน็ต เพื่ อเผยแพร่ข่ าวสารทางการเมือ งมีป ริม าณใกล้เ คี ยงกับ ประเทศทางตะวันตก สื่อมีผลกระทบส้าคัญต่อวัฒนธรรม ทางการเมืองรวมถึงกฎระเบียบ การปฏิบัติทางการเมืองที่ สามารถเผยแพร่ได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงการเผยแพร่การ อภิ ป รายทางการเมื อ งและกฎระเบี ย บส้ า คั ญ ต่ า งๆ ที่ ประชาชนควรรู้

ภาพที่ 1 ร่างรูปแบบเว็บไซต์ทเี่ หมาะสมส้าหรับ อีเลิร์นนิงในอาเซียน (ผลสรุปจากงานวิจัยระยะที่ 1 การ ทบทวนวรรณกรรม และระยะที่ 2 การวิเคราะห์องค์ ประกอบด้วยวิธี Exploratory Factor Analysis)

บทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ที่สอนภาษาต่างประเทศควรมี การ ออกแบบการกิจกรรมการเรียนการสอนโดยน้าคลิปวีดิโอที่ เกี่ ย วข้ อ งกั บ วั ฒ นธรรมในท้ อ งถิ่ น นั้ น ๆ ไปใช้ เพื่ อ ให้ ผู้เรียนสร้างความสามารถทางภาษาในการได้ยิน ได้ฟังและ มองเห็ น ภาพประกอบ อี กทั้ ง เป็ น การเรี ย นรู้ วัฒ นธรรม ต่างๆ จากวัฒนธรรมจริงๆ ที่มีอยู่

4) กรอบวัฒนธรรมที่ควรคานึงถึงในการออกแบบ บทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ จากการศึ ก ษาเอกสารและงานวิ จั ย ที่ เ กี่ ย วกั บ บทเรี ย น อิเล็กทรอนิกส์ในอาเซียน จ้านวน 25 เรื่อง จ้าแนกออกเป็น ประเทศไทย 10 เรื่อง ประเทศฟิลิปปินส์ 2 เรื่อง ประเทศ มาเลเซีย 6 เรื่อง ประเทศสิงคโปร์ 2 เรื่อง ประเทศเวียตนาม 1 เรื่ อ ง และประเทศจี น 4 เรื่ อ ง (ประเทศญี่ ปุ่ น จี น และ สาธารณรั ฐ เกาหลี น้ า มารวมโดยยึ ด กรอบความร่ วมมื อ อาเซียน+3) ขอยกตัวอย่างวรรณกรรมที่น่าสนใจดังนี้ 4.1) กรอบวัฒนธรรม : เพศ กรอบการออกแบบบทเรียน อิเล็กทรอนิกส์ : เนื้อหา Ring (1991) ศึกษาปฏิกิริยาของนักเรียนที่มีเพศแตกต่างกัน ที่ใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ โดย ศึ ก ษาการลงมื อ ปฏิ บั ติ ใ ช้ เ ครื่ อ งมื อ และมี คู่ มื อ เอกสาร ประกอบ พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่มีความกระตือรือร้นใน การใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ใน ชั้นเรียน มีทัศนคติในการเรียนรู้เชิงบวก แต่สิ่งที่แตกต่างกัน คือนักเรียนชายมีความมั่นใจในการใช้คอมพิวเตอร์โดยลง มือปฏิบัติในการเรียนรู้มากกว่าเพศหญิง แต่นักเรียนหญิงจะ ค่อยๆ ฝึกจากคู่มือเอกสารประกอบบทเรียนเพื่อสร้างความ มั่นใจในการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ 4.2) กรอบวัฒนธรรม : ศาสนา กรอบการออกแบบบทเรียน อิเล็กทรอนิกส์ : การออกแบบหน้าจอ Friesner and Hart (2004) ศึกษาการเข้าถึงข้อมูลทางศาสนา ในแต่ละศาสนาของจีน ไม่ว่าจะเป็น เต๋า ขงจื้อ และศาสนา พุทธ พบว่าควรมีการเชื่อมโยงข้อมูลไปยัง เหตุการณ์ทาง ศาสนาที่ส้าคัญ วันส้าคัญทางศาสนาเพื่อเป็นประโยชน์ ต่อผู้ นั บ ถื อ ศาสนาต่ างๆ ในประเทศจี น เพื่ อ ให้ ผู้ เ รี ย นได้ รั บ ความรู้เพิ่มเติม และน่าสนใจมากยิ่งขึ้น 4.3) กรอบวัฒนธรรม : ภาษา กรอบการออกแบบบทเรียน อิเล็กทรอนิกส์ : มัลติมีเดีย Ying (2007) กล่ า วว่ า การเรี ย นภาษาต่ า งประเทศที่ มี ประสิทธิภาพจะต้องให้ผู้เรียนเรียนรู้ถึงวัฒนธรรมดั้งเดิม ของภาษานั้ น ๆ ด้ ว ย ดั ง นั้ น การเรี ย นการสอนโดยใช้ 136

4.4) กรอบวัฒนธรรม : ประวัติศาสตร์ กรอบการออกแบบ บทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ : มัลติมีเดีย การออกแบบหน้าจอ และเนื้อหา Nguyen (2008) ศึกษาการออกแบบบทเรียนมัลติมีเดียโดย น้ าเสนอวรรณคดี แ ละการสะท้ อ นวั ฒ นธรรมท้ อ งถิ่ น ให้ สอดคล้องกับการเรียนภาษาต่างประเทศมหาวิทยาลัยดานัง ประเทศเวี ย ดนาม โดยศึ ก ษา 3 ส่ ว น ได้ แ ก่ การส้ า รวจ ศักยภาพของผู้เรียน กลยุทธ์ในการเลือกเนื้อหา และเกณฑ์ การออกแบบมั ลติ มีเ ดีย โดยในส่วนแรก การออกแบบ บทเรียนจะต้องวิเคราะห์ลักษณะผู้เรียน ทั้งทางด้านความรู้ อายุ เพศ การศึ ก ษา วั ฒ นธรรมหรื อ ชาติ พั น ธุ์ พื้ น ฐาน แรงจูงใจ บุคลิกภาพ และประสบการณ์การใช้คอมพิวเตอร์ จากนั้นจึงเลือกเนื้อหาในการออกแบบให้ตอบสนองความ ต้องการโดยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการออกแบบ ส่วนที่ 2 การเลือกเนื้อหา นอกจากความถูกต้องของภาษาใน เนื้อหาที่ใช้แล้ว ยังต้องค้านึงถึงความยากของภาษา การมี ส่วนร่วมของผู้เรียน ความน่าสนใจของเนื้ อหา หลักสูตร เนื้ อ หาควรจั ด เป็ น รายการ/เมนู ที่ เ ป็น รู ป ธรรม หลี กเลี่ ย ง รูปแบบนามธรรม และส่วนที่ 3 การออกแบบบทเรียน ควร เลื อ กรู ป แบบที่ คุ้ น เคยกั บ ผู้ เ รี ย น ผู้ เ รี ย นมี ส่ ว นร่ ว มใน บทเรียน มีเครื่องมือช่วยสืบค้นและจัดระเบียบข้อมูลและ การสนั บ สนุ น การเรี ย นผ่ านบทเรี ย น ควรมี ก ารน้ าเสนอ ข้อ ความ กราฟิก เสีย งและภาพยนตร์ป ระกอบตามความ เหมาะสมกับเนื้อหา การน้าเสนอควรเลือกใช้สีที่อ่านง่าย สบายตา ใน 1 หน้าจอไม่ควรเกิน 3 สี ประเภทและขนาด ของแบบตัวอักษะเหมาะสม การเน้นข้อความด้วยสีและการ กระพริบจะช่วยเพิ่มจุดสนใจได้เป็นอย่างดี แต่ไม่ควรใช้การ กระพริบมากเกินไปจะท้าให้เสียสมาธิและอ่านยาก

4.5) กรอบวัฒนธรรม : ประวัติศาสตร์ กรอบการออกแบบ บทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ : การออกแบบหน้าจอ Specht and Oppermann (1998) เสนอแนวคิดการพัฒนา คอร์สแวร์เ พื่อ ผสมผสานการน้ าเสนอความรู้ ส้าหรั บการ เรียนรู้พิพิธฑภัณฑ์และวัฒนธรรมว่า การออกแบบการเรียน การสอนและการประยุกต์ใช้สื่อ มีส่วนประกอบที่ผู้เรีย น ศึกษาด้ วยตนเอง (HTML, Java, รู ป ภาพ) จะต้ อ งมี การ เชื่ อ มโยงกระบวนการเรี ย นรู้ ไ ปสู่ ห ลั ก สู ต ร โดยการ ออกแบบไฮเฟอร์ มี เ ดี ย จะต้ อ งเชื่ อ มโยงให้ ผู้ เ รี ย นเลื อ ก สามารถเลื อ กเนื้ อ หาที่ ต้ อ งการศึ กษา สามารถเลื อ กสื่ อ ที่ เหมาะสมกับผู้เรียนตามความสนใจ โดยการออกแบบสื่อ แบบผสมผสานหลายๆ สื่อเข้าด้วยกัน และมีกลยุทธ์ในการ ถ่ า ยทอดเนื้ อ หาที่ มี ลั ก ษณะเฉพาะให้ น่ า สนใจ มี ก าร เชื่อมโยงเนื้อหาและแนะน้าวิธีการเรียนรู้ 4.6) กรอบวั ฒนธรรม : ชาติพั น ธุ์ กรอบการออกแบบ บทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ : มัลติมีเดีย He (2010) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการใช้คอมพิวเตอร์ช่วย สอนในโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายในเขตกลุ่มชาติพันธุ์ ของสาธารณรั ฐประชาชนจี น ในเขตของกลุ่มชนปูยีและ แม้วในเขตปกครองตนเองเฉียนชีหนาน พบว่า รูปภาพ เสียง และการ์ ตู น จากการน้ า เสนอในโปรแกรม PowerPoint สามารถดึงดูดความสนใจของนักเรียนได้ดีกว่าบทเรียนที่มี แต่ ข้ อ ความเพี ย งอย่ า งเดี ย ว และรู ป แบบพฤติ กรรมของ นักเรียนในชั้นเรียนที่ใช้คอมพิวเตอร์ช่วยสอนมีพฤติกรรม การเรียนรู้แตกต่างไปจากในชั้นเรียนปกติ

ภาพที่ 2 ร่างรูปแบบบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์ฯ ส้าหรับอีเลิรน์ นิง ในอาเซียน (ผลสรุปจากงานวิจัยระยะที่ 1 การทบทวน วรรณกรรม และระยะที่ 2 การวิเคราะห์องค์ประกอบ) 137

5) บทสรุป เมื่อพิจารณากรอบวัฒนธรรมที่ควรค้านึงถึงทั้ง 10 ด้าน สู่ การออกแบบร่างต้นแบบดังที่น้าเสนอไปแล้วนั้น ผู้เขียนได้ มีโอกาสสัมภาษณ์ผู้บริหารระดับ ASEAN+3 จ้านวน 3 ท่าน ได้ข้อเสนอแนะที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ ในการพัฒนา รูปแบบเว็บไซต์และบทเรีย นอิเล็กทรอนิ กส์ที่เหมาะสม ส้าหรับอีเลิร์นนิงในอาเซียนนั้น ขอให้เน้นในเรื่องความ อิสระของผู้ ใช้ในการเลือกเนื้ อหาต่างๆ ที่สะท้อนกรอบ วัฒนธรรม ตามความเหมาะสมของบริบทเนื้อหาและการ จัดการเรียนการสอน อีกทั้งยังควรให้ความส้าคัญกับความ เป็นชุมชนของ ASEAN Community ตลอดจนการสร้าง แรงจูงใจ เพื่อให้เกิดการเข้าร่วมในสังคมแห่งการเรียนรู้นี้ อย่างยั่งยืน ผ่านกิจกรรมต่างๆ จากข้อเสนอแนะดังกล่าว ผู้เ ขี ย นจะน้ ามาเป็น แนวทางในการพั ฒ นารู ปแบบฯ ให้ สมบูรณ์ยิ่งขึ้นผ่านกระบวนการวิจัยในขั้นต่อๆ ไป โดย สามารถติดตามบทความที่น้าเสนอรายงานการวิจัย นี้ได้ที่ Khlaisang, J. (2012). Analysis of the Cultural Factors Affecting the Proper Design of Website and Electronic Courseware for e-Learning in ASEAN. Proceeding of the 26th Annual Conference of Asian Association of Open Universities (AAOU2012). Chiba, Japan. October 16-18, 2012. (อยู่ในระหว่างรอเผยแพร่)

6) เอกสารอ้างอิง จิ น ตวี ร์ คล้ า ยสั ง ข์ . (2555). รายงานความก้ า วหน้ า โครงการวิ จั ย ระยะที่ 1 โครงการวิ จั ย การ วิเคราะห์องค์ประกอบด้านวัฒนธรรมที่ ส่งผลต่อ รูป แบบเว็ บ ไซต์แ ละบทเรี ย นอิ เล็ กทรอนิกส์ ที่ เหมาะสมสาหรับการเรียนการสอนทางไกลแบบ อีเลิร์นนิงในอาเซียน. ส้านักงานคณะกรรมการ การอุดมศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ. (ด้าเนินการ ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๕๕) รัตนา โตสกุล. (2549). ว่าด้วยวัฒนธรรม. ส้าหรับการ ฝึ ก อ บ ร ม ผู้ ท้ า ง า น ด้ า น วั ฒ น ธ ร ร ม ภ า ค ตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือจากกระทรวง วัฒนธรรม ปี พ.ศ. 2549

สมชัย ใจดี และ ยรรยง ศรีวิริยาภรณ์ . (2545). ประเพณีและ วัฒนธรรมไทย. เว็บไซต์ : เข้าถึงใน http://www. school.net.th/library/create-web/10000/ socio logy/10000-7380.html สุพัตรา สุภาพ. (2543). สังคมและวัฒ นธรรมไทย ค่านิย ม ครอบครั ว ศาสนา ประเพณี . พิ ม พ์ ค รั้ ง ที่ 11. กรุงเทพฯ : ส้านักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช. ส้านักเลขาธิการอาเซียน. (2009). Culture and Information เว็ บ ไซต์ : เข้ า ถึ ง ใน http://www.aseansec.org/ 10373.htm ASEAN University Network. (2012). เว็บไซต์: เข้าถึงใน http://www.aun-sec.org Christopher Ziguras. 1998. Educational technology in transnational higher education in South East Asia: the cultural politics of flexible learning. http://citeseerx.ist.psu.edu/viewdoc/summary?doi =10.1.1.199.3796 Davey, A. K. (2012). The Meaning of Culture. Across Cultures. เว็บไซต์: เข้าถึงใน http://acrossculture s.info/ meaning-of-culture.html Friesner, T. and Hart, M. (2004). A Cultural Analysis of eLearning for China. Electronic Journal on eLearning. Volume 2 Issue 1 (February 2004) : 81-88 pp. He, B. (2010). Factors affecting normalization of call in senior high schools in the ethnic areas of the people’s republic of china. Master of Arts in English Language Studies. Suranaree University of Technology. Kluver, R. (2004). Political Culture and Information Technology in the 2001 Singapore General Election. Political Communication. Volume 21 Issue 4, 2004: pages 435-458. McLoughlin, C. (1999). Culturally responsive technology use: developing an on-line community of learners . British Journal of Educational Technology. Volume 30, Issue 3, July 1999: 231–243 pp. 138

Nada Korac-Kakabadse, Alexander Kouzmin. (1999). Designing for cultural diversity in an IT and globalizing milieu: Some real leadership dilemmas for the new millennium. Journal of Management Development. Vol. 18 Iss 3 : 291 319 pp. Nguyen, L.V. (2008). The Triangular Issues in Multimedia Language Courseware Design in the Vietnamese Efl Environment. Asian Social. Science. Vol 4 No 6 (June, 2008) : 65 – 68 pp. Ring, G. (1991). Student reactions to courseware: gender differences. British Journal of Educational Technology. Volume 22, Issue 3, September 1991: 210–215 pp. Shamaileh, O. A.; Sutcliffe, A.; and Angeli, A.D. (2011). The Effect of Religious Identity on User Judgment of Website Quality. HumanComputer Interaction – INTERACT 2011. Lecture Notes in Computer Science, 2011, Volume 6949/2011: 620-623 pp. Shawback, M. J., & Terhune, N. M. (2002). Online interactive courseware: using movies to promote cultural understanding in a CALL environment. Computer Science and Convergence. Volume 104, Issue 1, 2002: 85-95 pp. Specht, M. and Oppermann, R. (1998). Special Issue: Adaptivity and User Modelling in Hypermedia Systems; Hypermedia for Museums and Cultural Heritage . ACE - adaptive courseware environment. Vol. 4, Issue 1, 1998: 141-161 pp. Stern, S. R. 2004. Expressions of Identity Online: Prominent Features and Gender Differences in Adolescents' World Wide Web Home Pages. Journal of Broadcasting & Electronic Media. Volume 48, Issue 2, 2004: 218-243 pp. Stuart Y. (2001). Confident Men - Successful Women: Gender Differences in Online Learning.

General Election. Political Communication. Volume 17 Issue 3, 2001: pages 405-418. Thompson, E.C. and Thianthai, C. (2008). Attitudes and Awareness toward ASEAN: Summary of Findings from a Ten Nation Survey (Summary Report), Jakarta: The ASEAN Foundation. Wolf, A. (2000). Emotional Expression Online: Gender Differences in Emoticon Use. Cyber Psychology & Behavior. October 2000, 3(5): 827-833 pp. Ying, F. (2007). Remarks on How to Learn Chinese and English Cultures through Courseware Making. Sichuan University of Arts and Science Journal. Vol 06.

139

การพัฒนาสื่อฝึกอบรมออนไลน์ เรื่อง เครือข่ายสังคมออนไลน์เพื่อการเรียนการสอน สาหรับโครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย Development of Web-based Training on Social Network for Learning and Teaching of Thailand Cyber University Project ชนากานต์ ปิ่นวิเศษ1, อ.ดร. ปณิตา วรรณพิรุณ2, ผศ.ดร.ณมน จีรงั สุวรรณ3 1 สาขาวิชาเทคโนโลยีเทคนิคศึกษา คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (chanakan@thaicyberu.go.th) 2,3

คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ 2 3 (panita.w@hotmail.com) (namon9@hotmail.com)

บทคัดย่อ

ABSTRACT The purposes of the research study were to 1) develop Web-based Training on Social Network for learning and teaching of Thailand Cyber University Project, 2) compare training outcomes before and after introduction of Web-based Training, and 3) evaluate the satisfaction of the trainees with respect Web-based Training. The sample group in this research was 30 registered members of the Thailand Cyber University Project selected by purposive sampling Technique. In addition, the selected numbers were specified only ones who signed up for e-Training on Social Network for learning and teaching. The research tools used were 1) e-Training on Social Network for learning and teaching, 2) Web-based Training evaluation form in related to content and technique, 3) training test, and 4) trainee satisfaction evaluation form. Moreover, the statistical methods used in the research were arithmetic mean, Standard Deviation, and t-test (Dependent). The results of the research were summarized as: 1) the Web-based Training developed in the research composed of four lessons: 1.1) Facebook with learning and teaching, 1.2) Starting with Facebook, 1.3) Facebook Application for Knowledge Sharing, and 1.4) Communication channels and the useful tools, 2) qualitative of evaluation results of Web-based Training were defined as: the content quality was very satisfactory and the technical quality was very satisfactory, 3) after-training outcomes were above before-training ones in the significant level of .05, and 4) satisfaction level of trainees was at the “highest” level.

การวิ จั ย ครั้ ง นี้ มี วั ต ถุ ป ระสงค์ เ พื่ อ 1) พั ฒ นาสื่ อ ฝึ ก อบรม ออนไลน์ เรื่อง เครือข่ายสังคมออนไลน์เพื่อการเรียนการสอน สาหรับโครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย 2) เปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการฝึกอบรมระหว่างก่อนฝึกอบรมกับหลัง ฝึ กอบรม และ 3) ศึ กษาความพึ งพอใจของผู้ เข้ ารั บการฝึ ก อบรมที่ มี ต่ อ สื่ อ ฝึ กอบรมออนไลน์ กลุ่ ม ตั วอย่ า งที่ ใ ช้ ใ น การวิจัย คือ สมาชิกผู้ลงทะเบียนผ่านระบบในเว็บไซต์ของ โครงการมหาวิ ท ยาลั ย ไซเบอร์ ไ ทย จ านวน 30 คน โดย การคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เฉพาะผู้ที่สมัครเข้าร่วม เป็ นผู้ เ ข้ ารั บ การฝึ กอบรมออนไลน์ เรื่ อง เครื อ ข่ ายสั ง คม ออนไลน์เพื่อการเรียนการสอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) สื่อฝึกอบรมออนไลน์ เรื่อง เครือข่ายสังคมออนไลน์เพื่อ การเรียนการสอน 2) แบบประเมินคุณภาพของสื่อฝึกอบรม ออนไลน์ ด้ านเนื้ อหาและด้ านเทคนิ ค 3) แบบทดสอบวั ดผล สัมฤทธิ์ทางการฝึกอบรม และ 4) แบบประเมินความพึงพอใจ ของผู้เข้ารับการฝึกอบรม สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าเฉลี่ย เลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test แบบ Dependent ผลการวิ จั ย ครั้ ง นี้ พบว่ า 1) สื่ อ ฝึ ก อบรมออนไลน์ เรื่ อ ง เครือข่ายสังคมออนไลน์เพื่อการเรียนการสอน ได้พัฒนาขึ้น ประกอบด้วยบทเรีย น 4 บทเรียน คือ 1.1) Facebook กับ การเรียนการสอน 1.2) เริ่มต้นใช้งาน Facebook 1.3) การใช้ งาน Facebook สาหรับแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และ 1.4) ช่องทาง ติ ด ต่ อ สื่ อ สารและการใช้ ง านเครื่ อ งมื อ ที่ น่ า สนใจ 2) ผล การประเมิน คุ ณภาพของสื่ อฝึ กอบรมออนไลน์ มี คุ ณภาพ

Keywords: Web-based Training, e-Training, Social Network, Thailand Cyber University Project

140

ด้านเนื้อหาอยู่ในระดับดีมาก และมีคุณภาพด้านเทคนิค อยู่ในระดับดีมาก 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการฝึกอบรมหลัง ฝึกอบรมสูงกว่าก่อนฝึกอบรมอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ ระดั บ .05 และ 4) ความพึ ง พอใจของผู้ เ ข้ า รั บ การ ฝึกอบรมอยู่ในระดับมากที่สุด

อย่างมาก และสามารถนามาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการ สอนได้ ดังนั้นหากบุคลากรทางการศึกษามีการนา Facebook มา ใช้ในการติดต่อสื่อสารกับผู้เรียน และนาทรัพยากรเครื่องมือ ต่าง ๆ ใน Facebook มาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน นั บ ว่ า เป็ น การขยายวงกว้ า งทางการศึ ก ษาและช่ ว ยเพิ่ ม ประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอนอีกด้วย แผนแม่ บ ทเทคโนโลยี ส ารสนเทศและการสื่ อ สาร เพื่ อ การศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2554 – 2556 ได้กาหนด หนึ่งในพันธกิจ คือ ส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาทรัพยากร บุคคล โดยเพิ่มสมรรถนะให้มีวัฒนธรรม การใช้ ICT อย่างมี คุ ณ ธรรม จริ ย ธรรม วิ จ ารณญาณ และรู้ เ ท่ า ทั น โดยมี ยุทธศาสตร์ที่หนึ่ ง คื อ สร้ างกาลังคนให้ มีศักยภาพในการใช้ เทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่ อสารอย่ างสร้ างสรรค์ มี ธรรมาภิ บาล คุ ณธรรม จริ ยธรรม วิจารณญาณ และรู้เท่ าทั น รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย (ศู น ย์ เ ทคโนโลยี ส ารสนเทศและการสื่ อ สาร ส านั ก งาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, 2554) โครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทยได้ริเริ่มโครงการ TCU Academy เพื่อดาเนินการตามมาตรการหลักในแผนแม่บ ท เทคโนโลยี ส ารสนเทศและการสื่ อ สาร เพื่ อ การศึ ก ษา กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2554 - 2556 โดยได้จัดทาบทเรียน ที่ แ นะน าด้ า นการผลิ ต สื่ อ บทเรี ย นอิ เ ล็ ก ทรอนิ ก ส์ และ สนับสนุน การจัด การเรีย นการสอนออนไลน์ ในส่วนของ โครงการได้มีการนา Facebook เข้ามาร่วมในการเชื่อมต่อถึง ผู้เข้ารับการฝึกอบรม เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการจัดการเรียน การสอน ผู้วิจัยได้ เล็ งเห็นความสาคั ญของการนา Facebook เข้ ามาเป็ น ส่วนหนึ่งในการติดต่ อสื่อสาร และการประยุกต์ใช้กับการจัด การเรียนการสอน ซึ่งหากสามารถใช้งาน Facebook ได้อย่าง มีประสิทธิภาพในการจั ดการเรียนการสอนย่อ มทาให้เกิด ผลดีต่อการศึกษาสืบต่อไป ด้วยเหตุผลดังกล่าวทาให้ผู้วิจัย สนใจที่ จ ะศึ ก ษาและพั ฒ นาสื่ อ ฝึ ก อบรมออนไลน์ เรื่ อ ง เครือข่ายสังคมออนไลน์เพื่อการเรียนการสอน เพื่อสนองต่อ หนึ่งในยุทธศาสตร์จากแผนแม่บทดังกล่าวข้างต้น โดยใช้ระบบ การจัดการเรียนการสอนของโครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย นาไปจั ด ฝึกอบรมออนไลน์ เพื่ อ ให้ เ กิด ความรู้ค วามเข้าใจ และสามารถนาไปประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน ออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

คาสาคัญ: สื่อฝึกอบรมออนไลน์, การฝึกอบรมบนเว็บ , เครือข่ายสังคมออนไลน์, โครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย

1) บทนา ปัจ จุบั น การศึกษาของประเทศไทยได้ มีการพั ฒ นาขึ้ น อย่างมาก โดยเฉพาะการนาเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเข้ามา ช่วยเพิ่มประสิ ทธิภาพในการจัด การศึกษา โดยใช้เป็ น ตัวกลางในการนาส่งเนื้อหาในการเรียนการสอนทางไกล หรือระบบการเรียนการสอนผ่านสื่อบทเรียนออนไลน์ (e-Learning) ส านั ก งานคณะกรรมการการอุ ด มศึ ก ษา กระทรวงศึกษาธิการ ได้จัด ตั้ง โครงการมหาวิท ยาลัย ไซเบอร์ไ ทย (Thailand Cyber University ProjectTCU) โดยมีห นึ ่ง ในยุ ท ธศาสตร์ ส าคั ญ คื อ การจั ด การศึกษาทางไกลผ่านระบบเครือ ข่ายสารสนเทศเพื่อ พัฒนาการศึกษา โดยมีรายวิชาในหลักสูตรการเรียนตาม อั ธ ยาศั ย และหลั ก สู ต รฝึ ก อบรมออนไลน์ เ พื่ อ รั บ ประกาศนียบัตร เผยแพร่และให้บริการผ่านเว็บไซต์ของ โครงการที่ http://www.thaicyberu.go.th (โครงการ มหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย, 2548) รูปแบบหนึ่งในการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ผ่าน ระบบเครื อ ข่ า ยสารสนเทศเพื่ อ พั ฒ นาการศึ ก ษา คื อ การจัดการฝึ กอบรมออนไลน์ e-Training ซึ่งทางโครงการ มหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย มีจัดการฝึกอบรมในลักษณะนี้ ให้กับบุคลากรทางการศึกษา เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษา และส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ นอกจากการจัดฝึกอบรมในลักษณะ e-Training เป็นที่ แพร่หลายแล้ว พฤติกรรมการใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์ ยังเป็นที่นิยมในทุกเพศ ทุกวัย รวมทั้งกลุ่มบุคลากรทาง การศึกษา โดยมีการใช้บริการเครือข่ายสังคมออนไลน์ มา ช่ ว ยในการติ ด ต่ อ สื่ อ สารในชี วิ ต ประจ าวั น Facebook นับเป็นหนึ่งในเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่ได้รับความนิยม 141

เรี ย นการสอน โดยลงทะเบี ย นในรายวิ ช า TCU-Facebook “Facebook สาหรับการเรียนการสอน” 4.2) ตัวแปรในการวิจัย ตัวแปรต้น คือ สื่อฝึกอบรมออนไลน์ เรื่อง เครือข่ายสังคม ออนไลน์เพื่อการเรียนการสอน ตัวแปรตาม คือ ผลการประเมินคุณภาพสื่อฝึกอบรมออนไลน์ ผลสัมฤทธิ์ทางการฝึกอบรม และความพึงพอใจของผู้เข้ารับ การฝึกอบรม 4.3) เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย สื่อ ฝึ กอบรมออนไลน์ เรื่ อ ง เครื อ ข่ ายสั ง คมออนไลน์ เ พื่ อ การเรีย นการสอน รายวิ ชา “Facebook สาหรับ การเรี ย น การสอน” ประกอบด้วยบทเรียน 4 บทเรียน ดังนี้ บทที่ 1 Facebook กับการเรียนการสอน บทที่ 2 เริ่มต้นใช้งาน Facebook บทที่ 3 การใช้งาน Facebook สาหรับแลกเปลี่ยนเรียนรู้ บทที่ 4 ช่องทางติดต่อสื่อสารและการใช้งานเครื่องมือที่น่าสนใจ

2) วัตถุประสงค์การวิจัย 2.1) เพื่อพัฒนาสื่อฝึกอบรมออนไลน์ เรื่อง เครือข่ายสังคม ออนไลน์เพื่อการเรียนการสอน 2.2) เพื่อเปรี ยบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการฝึกอบรมของ ผู้เข้ารับการฝึกอบรม ระหว่างก่อนฝึกอบรมกับหลังฝึก อบรมโดยใช้สื่อฝึกอบรมออนไลน์ เรื่อง เครือข่ายสังคม ออนไลน์เพื่อการเรียนการสอน 2.3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เข้ารับการฝึกอบรมทีม่ ี ต่อสื่อฝึกอบรมออนไลน์ เรื่อง เครือข่ายสังคมออนไลน์ เพื่อการเรียนการสอน

3) สมมติฐานการวิจัย 3.1) ผลการพัฒนาสื่อฝึกอบรมออนไลน์ เรื่อง เครื อข่าย สังคมออนไลน์เพื่อการเรียนการสอน ที่ผ่านการประเมิน คุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับดี 3.2) ผู้ เ ข้ ารั บ การฝึ ก อบรมด้ ว ยสื่ อ ฝึ ก อบรมออนไลน์ เรื่อง เครือข่ายสังคมออนไลน์เพื่อการเรียนการสอน มี ผลสัมฤทธิ์ทางการฝึ กอบรมหลัง ฝึกอบรมสูงกว่าก่อ น ฝึกอบรม อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติ 3.3) ความพึ ง พอใจของผู้ เ ข้ า รั บ การฝึ ก อบรมที่ มี ต่ อ สื่อฝึกอบรมออนไลน์ เรื่อง เครือข่ายสังคมออนไลน์เพื่อ การเรียนการสอน มีระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก

5) วิธีดาเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) ซึ่งได้กาหนดแบบแผนการทดลองโดยใช้รูปแบบ One-Group Pretest-Posttest Design โดยมีวิธีดาเนินการวิจัย ดังนี้ ระยะที่ 1 การพัฒนาสื่อฝึกอบรมออนไลน์ เรื่อง Facebook สาหรับการเรียนการสอน 1) พั ฒนากรอบแนวคิด ในการวิ จัย โดยศึกษาเอกสารและ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาสื่อฝึกอบรมออนไลน์ เรื่อง Facebook สาหรับการเรียนการสอน รวมทั้งศึกษาเนื้อหาที่จะ ใช้ในการพัฒนาสื่อฝึกอบรมออนไลน์

4) ขอบเขตการวิจัย

2) พั ฒนาสื่ อ ฝึกอบรมออนไลน์ เรื่ อ ง Facebook สาหรั บ การเรี ย นการสอน โดยมี ขั้ น ตอนการพั ฒ นาสื่ อ ฝึ ก อบรม ออนไลน์ตามรูปแบบการสอนของ ADDIE Model 5 ขั้นตอน ดังนี้

4.1) ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร คื อ สมาชิ กผู้ ล งทะเบี ย นผ่ านระบบในหน้ า เว็บไซต์ของโครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย กลุ่มตัวอย่าง คือ สมาชิกผู้ลงทะเบียนผ่านระบบในหน้า เว็บไซต์ของโครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย จานวน 30 คน โดยการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เฉพาะผู้ ที่ ส มั ค รเข้ า ร่ ว มเป็ น ผู้ เ ข้ า รั บ การ ฝึกอบรมออนไลน์ เรื่อง เครือข่ายสังคมออนไลน์เพื่อการ

2.1) ขั้นการวิเคราะห์ (Analysis) กาหนดหัวเรื่อง วิเคราะห์เนื้อหาและวัตถุประสงค์ พิจารณา เลือกหัวเรื่องที่จะนามาสร้างเป็นสื่อฝึกอบรมออนไลน์ โดย เลือก Facebook มาเป็นเครือข่ายสังคมออนไลน์ที่จะนาเสนอ เนื้อหาแก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรม จากนั้น สร้างแผนภูมิระดม 142

โดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบ One Group Pretest Posttest Design (Kirk, Roger E., 1968)

O1 X O2 สมอง (Brainstorm Chart) และสร้างแผนภูมิโครงข่าย เนื้อหา (Content Network) 2.2) ขัน้ การออกแบบ (Design) 2.2.1) ออกแบบผังการเข้าใช้งาน แสดงความสัมพันธ์ของ บทด าเนิ นเรื่ อง โดยเป็น การน าเสนอล าดับ การเข้า ฝึกอบรมออนไลน์ 2.2.2) ออกแบบบทดาเนินเรื่อง (Storyboard) ซึ่งมีรูปแบบ หน้าที่นาเสนอเนื้อหา การจัดวาง (Layout) การเชื่อมโยง (Link) เนื้ อหาในแต่ ละบท เครื่ อ งช่ ว ยน าทาง (Design navigator) และระบบการควบคุมบทเรียน (Design System Control) 2.3) ขัน้ การพัฒนา (Development) พัฒนาสื่อฝึกอบรมออนไลน์ โดยกาหนดรูปแบบหน้าจอ สร้าง Template และ Mascot Animation ประกอบบทเรียน และจัดทาเนื้อหาตามบทดาเนินเรื่อง แล้วนาสื่อฝึกอบรม ออนไลน์ ขึ้ นระบบการจั ด การเรีย นการสอนออนไลน์ โครงการมหาวิ ทยาลั ยไซเบอร์ ไ ทย (TCU_LMS) โดย เพิ่มเป็นรายวิชาใหม่ และสร้างแบบทดสอบไว้ในระบบ ผ่านเว็บไซต์ของโครงการที่ http://www.thaicyberu.go.th 2.4) การตรวจสอบและนาไปใช้ (Implementation) นาสื่อฝึกอบรมออนไลน์ ไปทดลองใช้แบบหนึ่งต่อหนึ่ง (One to One Testing) กับผู้เข้ารับการฝึกอบรม 3 คน ที่ ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง โดยเลือกผู้ที่มีระดับความรู้ 3 ระดับ คื อ เก่ ง ปานกลาง และอ่ อน ระดั บละ 1 คน เพื่ อส ารวจ ความเหมาะสมในการเข้าใช้งาน โดยสอบถามความคิดเห็น เกี่ ย วกั บ การใช้ ง านสื่ อ ฝึ ก อบรมออนไลน์ และน า ข้อเสนอแนะมาปรับปรุงแก้ไข 2.5) การประเมิน (Evaluation) นาสื่อฝึกอบรมออนไลน์ให้ผเู้ ชี่ยวชาญด้านเนื้อหาจานวน 3 ท่าน และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคจานวน 3 ท่าน ประเมิน คุณภาพสื่อฝึกอบรมออนไลน์

มีขั้นตอนการดาเนินการดังนี้ 1) การเตรียมการก่อนการทดลอง ประชาสัมพันธ์เปิดรับสมัครผู้เข้ารับการฝึกอบรมออนไลน์ จากโครงการมหาวิทยาลัยไซเบอร์ไทย ภายใต้โครงการ TCU Academy และนาเสนอชี้แจงจุดประสงค์ของการเปิดรับ เข้า ฝึกอบรม และชี้แจงข้อจากัดในฐานะกลุ่มทดลอง 30 คน 2) ดาเนินการทดลอง กาหนดให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมเข้ารับการอบรมออนไลน์ ผ่านสื่อฝึกอบรมออนไลน์ เรื่องFacebook สาหรับการเรียน การสอน เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ ผ่านเว็บไซต์ของโครงการ ที่ http://www.thaicyberu.go.th โดยวัดผลสัมฤทธิ์ทางการฝึก อบรมก่อนฝึกอบรม แล้วดาเนินการฝึกอบรม เมื่อจบการฝึก อบรมแล้ววัดผลสัมฤทธิ์ทางการฝึกอบรมหลังการฝึกอบรม และการดาเนินการประเมินความพึงพอใจของผู้เข้ารับการฝึก อบรม 3) หลังดาเนินการทดลอง 3.1) เก็บรวบรวมข้อมูล ผลคะแนนแบบทดสอบก่อนและ หลั ง การฝึ ก อบรม แล้ ว น าผลคะแนนที่ ไ ด้ ม าวิ เ คราะห์ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการฝึกอบรมของผู้เข้ารับการฝึก อบรม ก่ อ นฝึ ก อบรมกั บ หลั ง ฝึ ก อบรมด้ ว ยสื่ อ ฝึ ก อบรม ออนไลน์ โดยน าระดั บ ค่าคะแนนที่ ไ ด้ มาเปรี ย บเที ยบใช้ สูตร t-test แบบ Dependent เพื่อทาการทดสอบสมมติฐาน 3.2) เก็บรวบรวมข้อมูล ผลการประเมินความพึงพอใจของ ผู้ เ ข้ า รั บ การฝึ ก อบรมที่ มี ต่ อ สื่ อ ฝึ ก อบรมออนไลน์ แล้ ว วิเคราะห์ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้เข้ารับการฝึก อบรม โดยนาระดับค่าคะแนนความคิดเห็น มาวิเคราะห์ผล หาค่ าทางสถิติ โดยใช้ ค่าเฉลี่ ยเลขคณิต และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน

6) สรุปการวิจัย

ระยะที่ 2 การศึกษาผลของการใช้สื่อฝึกอบรมออนไลน์ เรื่อง Facebook สาหรับการเรียนการสอน

6.1) การพัฒนาสื่อฝึกอบรมออนไลน์ เรื่อง เครือข่ายสังคม ออนไลน์ เ พื่ อ การเรี ย นการสอน ผู้ วิจั ย ได้ ท าการวิ เคราะห์ ออกแบบและพัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 4 บทเรียน ซึ่งผู้เข้ารับ

การศึกษาผลของการใช้สื่อฝึกอบรมออนไลน์ โดยนา สื่อฝึกอบรมออนไลน์ทดลองกับกลุ่มตัวอย่างที่กาหนด 143

การฝึ กอบรมสามารถเรี ยนรู้ เ นื้ อ หาได้ ด้ วยตนเองตาม ความต้องการได้ทุกที่ ทุกเวลา

จากตารางที่ 1 พบว่า ผลการประเมินคุณภาพด้านเนื้อหาของ สื่อฝึกอบรมออนไลน์ เรื่อง เครือข่ายสังคมออนไลน์เพื่อการ เรียนการสอน ในภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก ตารางที่ 2 ผลการประเมิ น คุ ณภาพด้ านเทคนิ ค ของสื่ อ ฝึ ก อบรมออนไลน์ ระดับ เรื่องทีป่ ระเมิน ค่าเฉลี่ย S.D. คุณภาพ 1. เนื้อหาและการดาเนินเรื่อง 4.73 0.46 ดีมาก 2. ภาพ ภาษา เสียง และวีดิทัศน์ 4.93 0.26 ดีมาก 3. ตัวอักษร และสี 4.67 0.49 ดีมาก 4. การจัดการบทเรียน 4.61 0.50 ดีมาก รวม 4.73 0.45 ดีมาก จากตารางที่ 2 พบว่า ผลการประเมินคุณภาพด้านเทคนิคของ สื่อ ฝึ กอบรมออนไลน์ เรื่ อ ง เครื อ ข่ ายสั ง คมออนไลน์ เ พื่ อ การเรียนการสอน ในภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก 6.3) ผลการวิเคราะห์การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการฝึก อบรมระหว่างก่อนฝึกอบรมกับหลังฝึกอบรมของผู้เข้ารับ การฝึกอบรมจานวน 30 คน โดยใช้สื่อฝึกอบรมออนไลน์ เรื่อง เครือข่ายสังคมออนไลน์เพื่อการเรียนการสอน แสดงใน ตารางที่ 3

รูปที่ 1 : ตัวอย่างหน้าจอบทเรียนสื่อฝึกอบรมออนไลน์ เรื่อง เครือข่ายสังคมออนไลน์เพื่อการเรียนการสอน

ตารางที่ 3 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการฝึกอบรมระหว่าง ก่อนฝึกอบรมกับหลังฝึกอบรม ผลสัมฤทธิ์ทาง คะแนน S.D. t-test Sig. การฝึกอบรม เต็ม ก่อนฝึกอบรม 30 16.30 4.31 14.44* .00* หลังฝึกอบรม 30 26.20 3.02 * p < .05 , df = 29

6.2) การประเมิ น คุ ณ ภาพของสื่ อ ฝึ ก อบรมออนไลน์ เรื่อง เครือข่ายสังคมออนไลน์เพื่อการเรียนการสอน ผล การประเมิ น คุ ณ ภาพสื่ อ ฝึ ก อบรมออนไลน์ โ ด ย ผู้เ ชี่ย วชาญด้านเนื้ อหาจานวน 3 ท่าน และผู้ เชี่ ย วชาญ ด้านเทคนิคจานวน 3 ท่าน ดังแสดงในตารางที่ 1 และ 2 ตารางที่ 1 ผลการประเมินคุณภาพด้านเนื้อหาของสื่อฝึก อบรมออนไลน์ เรื่องทีป่ ระเมิน 1. เนื้อหาและการดาเนินเรื่อง 2. ภาษา เสียง และภาพ รวม

6.4) ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้เข้ารับการฝึก อบรม ที่มีต่อสื่อฝึกอบรมออนไลน์ เรื่อง เครือข่ายสังคมออนไลน์ เพื่อการเรียนการสอน ดังแสดงในตารางที่ 4

ระดับ คุณภาพ 0.60 ดีมาก 0.50 ดีมาก 0.57 ดีมาก

ค่าเฉลี่ย S.D. 4.57 4.67 4.62

ตารางที่ 4 ผลการประเมิ น ความพึ ง พอใจของผู้ เ ข้ า รั บ การฝึกอบรมที่มีต่อสื่อฝึกอบรมออนไลน์ รายการ ค่าเฉลี่ย S.D. ความหมาย 1. คาแนะนาการใช้งานบทเรียน 4.58 0.53 มากที่สุด 2. การนาเสนอเนือ้ หาบทเรียน 4.59 0.54 มากที่สุด 3. การออกแบบบทเรียน 4.64 0.57 มากที่สุด 144

4. ประโยชน์จากการฝึกอบรม 4.63 0.59 มากที่สุด ด้วยสือ่ ฝึกอบรมออนไลน์ รวม 4.62 0.56 มากที่สุด จากตารางที่ 4 พบว่า ผลการประเมินความพึงพอใจของ ผู้ เ ข้ ารั บการฝึ กอบรมที่ มี ต่ อ สื่ อฝึ กอบรมออนไลน์ ใน ภาพรวมผู้ เ ข้ า รั บ การฝึ ก อบรมมี ค วามพึ ง พอใจอยู่ ใ น ระดับมากที่สุด

3 ท่าน ประเมินความสอดคล้องของแบบทดสอบระหว่างข้อ คาถามกับเนื้อหาโดยวัดจากวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม เพื่อ คัด เลือ กเฉพาะข้ อสอบที่ มี ค่า IOC=1.00 โดยคั ด เลื อ กและ นาไปใช้ เป็ นแบบทดสอบวัด ผลสั มฤทธิ์ท างการฝึกอบรม ทั้ ง ห ม ด 3 0 ข้ อ จ า ก ผ ล ก า ร วิ จั ย ส รุ ป ไ ด้ ว่ า สื่ อฝึ กอบรมออนไลน์ เรื่ อง เครื อข่ ายสั งคมออนไลน์ เ พื่ อ การเรียนการสอน มีคุณภาพเหมาะสมที่จะนาไปใช้ฝึกอบรม ได้จริง ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ คณิต (2552) ที่ได้สร้าง และหาคุณภาพบทเรีย นออนไลน์ เรื่ อ ง เทคโนโลยี ระบบ เครือ ข่ายภายในองค์กร สาหรับ ผู้เ ข้ารับ การฝึ กอบรมของ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน ภาค 11 สุราษฎร์ธานี โดยใช้ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้เข้ารับการฝึกหลักสูตรเตรียมเข้าทางาน สาขาคอมพิวเตอร์ รุ่นที่ 2 ปีการศึกษา 2552 จานวน 20 คน ผลการวิจัยพบว่า คะแนนการทดสอบหลังเรียนมีคะแนนสูง กว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 7.3) ด้านผลการประเมินความพึงพอใจของผู้เข้ารับการฝึก อบรมที่ มี ต่ อ สื่ อ ฝึ ก อบรมออนไลน์ เรื่ อ ง เครื อ ข่ า ยสั ง คม ออนไลน์เพื่อการเรียนการสอน มีผลการประเมินความพึงพอใจ อยู่ในระดับมากที่สุด ���ล่าวคือ ความพึงพอใจของผู้เข้ ารับ การฝึกอบรมจานวน 30 คนที่มีต่อ สื่อฝึกอบรมออนไลน์ที่ พัฒนาขึ้น มีผลการประเมินความพึงพอใจอยู่ที่ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.62 อยู่ในระดับมากที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับผลการวิจัยของ ไพโรจน์ (2550) ที่ มี ก ารวิ เ คราะห์ ข้ อ มู ล หาค่ า ระดั บ ความพึงพอใจของผู้เข้ารับการฝึกอบรมที่มีต่อบทเรียนชุดฝึก อบรมบนเว็บ (WBT) เรื่อง เทคโนโลยีการสร้างระบบเครือข่าย ภายในองค์ ก รส าหรั บ พนั ก งานธนาคาร สายปฏิ บั ติ ก าร ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ พบว่า ระดับความพึงพอใจของ ผู้เข้ารับการฝึกอบรมมีค่าเฉลี่ยที่ระดับ 4.04 ซึ่งอยู่ในระดับ ความพึงพอใจมาก ทั้งนี้อาจเนื่อ งจากการจัดการฝึกอบรม ออนไลน์ ส ามารถศึ ก ษาเนื้ อ หาได้ อ ย่ า งอิ ส ระ ท าให้ การฝึกอบรมเป็นไปตามมาตรฐาน เพราะผู้เข้ารับการฝึก อบรมจะได้รับการฝึก อบรมที่เหมือนกัน แตกต่างกันเพียง เวลาในการเรียนรู้ของแต่ละบุคคล สามารถฝึกทักษะใน ลักษณะที่สมจริงให้กับผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้ ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาแล้วข้างต้น สามารถสรุปได้ว่าสื่อฝึก อบรมออนไลน์ เรื่ อ ง เครื อ ข่ า ยสั ง คมออนไลน์ เ พื่ อ การเรี ย นการสอน มี คุ ณ ภาพสู ง กว่ า เกณฑ์ ก าหนดไว้ ผลสั ม ฤทธิ์ ท างการฝึ ก อบรมหลั ง ฝึ ก อบรมสู ง กว่ า ก่ อ น

7) อภิปรายผล ผลจากการพัฒนาสื่อฝึกอบรมออนไลน์ สามารถนามา อภิปรายผลการวิจัยได้ดังต่อไปนี้ 7.1) ด้านการประเมินคุณภาพของสื่อฝึกอบรมออนไลน์ เรื่อง เครือข่ายสังคมออนไลน์เพื่อการเรียนการสอน ผล จากการประเมินมีคุณภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ กล่าวคือ คุ ณภาพของสื่ อ ฝึ กอบรมออนไลน์ ทั้ ง ด้ านเนื้ อ หาและ ด้านเทคนิคอยู่ในระดับดีมาก เนื่องมาจากการออกแบบ และพัฒนาโดยนาขั้นตอน ADDIE Model ทั้ง 5 ขั้นตอน คื อ ขั้ น การวิ เ คราะห์ ขั้ น การออกแบบ ขั้ น การพั ฒ นา ขั้นการตรวจสอบและนาไปใช้ และขั้นการประเมิน ซึ่ง ในแต่ ล ะขั้ น ตอนนั้ น ผู้ วิ จั ย ได้ ว างแผนและด าเนิ น การ อย่างสมบูรณ์ จึ งได้ สื่อฝึ กอบรมออนไลน์ ที่ มีคุณภาพ และตรงตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัย ของ สุ จิ น ต์ (2552) ที่ ไ ด้ ส ร้ า งและหาคุ ณ ภาพสื่ อ ฝึ ก อบรมผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เรื่อง การสร้างบทเรียน ออนไลน์ ด้วยโปรแกรม Moodle ซึ่งใช้การออกแบบสื่อ ตามขั้นตอน ADDIE Model โดยผลการวิจัยพบว่า สื่อฝึก อบรมที่สร้างขึ้นมีคุณภาพด้านเนื้อหาค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.10 อยู่ในระดับดี มีคุณภาพด้านสื่อเทคโนโลยีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.89 อยู่ ใ นระดั บ ดี ผู้ เ ข้ า รั บ การอบรมผ่ า นเครื อ ข่ า ย อินเทอร์เน็ต มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้หลังฝึกอบรมสูง กว่าก่อนฝึกอบรมอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 7.2) ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการฝึกอบรมของผู้เข้ารับการฝึก อบรมหลั ง ฝึ ก อบรมสู ง กว่ า ก่ อ นฝึ ก อบรม อย่ า งมี นัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เป็นไปตามสมมติฐานที่ ตั้ ง ไว้ เนื่ อ งจากการสร้ างแบบทดสอบที่ สอดคล้ องกั บ เนื้ อหาและวั ตถุ ประสงค์ เ ชิ ง พฤติกรรม และมี การออก ข้อสอบทั้งหมด 40 ข้อ แล้วให้ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาทั้ง 145

ฝึกอบรมอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และผู้เข้า รับ การฝึ ก อบรมมีค วามพึง พอใจอยู่ใ นระดับ มากที่ สุด สามารถนาไปใช้ในการฝึกอบรมได้ตามความเหมาะสม

บั ณ ฑิ ต วิ ท ย าลั ย มห า วิ ท ยา ลั ยเ ท ค โ น โ ล ยี พระจอมเกล้าธนบุรี . Kirk, Roger E ( 1 9 6 8 ) . Experimental Design: Procedures for the Behavioral Sciences. Ohio : Wadsworth .

เอกสารอ้างอิง คณิต ทองวิลัย (2552). การสร้างบทเรียนออนไลน์ เรื่อง เทคโนโลยีระบบเครือข่ายภายในองค์กร สาหรับ ผู้ เ ข้ ารั บ การฝึ กอบรมของสถาบั น พั ฒนาฝี มื อ แรงงาน ภาค 11 สุ ร าษฎร์ ธ านี . วิ ท ยานิ พ นธ์ ครุศาสตร์อุตสาหกรรมมหาบัณฑิต สาขาวิชา ครุศาสตร์เทคโนโลยี ภาควิชาเทคโนโลยีและ กา ร สื่ อ สา ร กา ร ศึ ก ษ า บั ณ ฑิ ต วิ ท ยา ลั ย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี. โครงการมหาวิ ท ยาลั ย ไซเบอร์ ไ ทย (2548). ประวั ติ ความเป็นมาของ TCU. [ออนไลน์]. [สืบค้น วันที่ 20 ธ.ค. 2554]. จากhttp://lms.thaicyberu. go.th/OfficialTCU/main/main2.asp ไพโรจน์ เพชรแอง (2550). การสร้ า งและหา ประสิทธิภาพชุดฝึกอบรมบนเว็บ (WBT) เรื่อง เทคโนโลยี ก ารสร้ า งระบบเครื อ ข่ า ยภายใน องค์กรสาหรับพนักงานธนาคารสายปฏิบัติการ ด้ า นเทคโนโลยี ส ารสนเทศ. วิ ท ยานิ พ นธ์ ครุ ศ าสตร์ อุ ต สาหกรรมหาบั ณ ฑิ ต สาขาวิ ช า ไฟฟ้า ภาควิชาครุศาสตร์ไฟฟ้า บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ. ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สานักงาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (2554) . แผนแม่บท เทคโนโลยี ส ารสนเทศและการสื่ อ สารเพื่ อ การศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2554-2556 . [ออนไลน์]. [สืบค้นวันที่ 12 ม.ค. 2555]. จาก http://www.bict.moe.go.th สุจินต์ ภิญญานิล (2552). การฝึกอบรมผ่านเครือข่าย อินเทอร์เน็ต เรื่อง การสร้างบทเรียนออนไลน์ ด้ วยโปรแกรม Moodle สาหรั บ ครู โ รงเรี ย น คุระบุรีชัยพัฒนาพิทยาคม อาเภอคุระบุรี จังหวัด พั ง งา. วิ ท ยานิ พ นธ์ ค รุ ศ าสตร์ อุ ต สาหกรรม มหาบั ณ ฑิ ต สาขาวิ ช าครุ ศ าสตร์ เ ทคโนโลยี ภาควิ ชาเทคโนโลยี แ ละการสื่ อ สารการศึ กษา 146

การพัฒนารูปแบบการนิเทศทางไกลสาหรับนิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพ The development of long distance supervision for undergraduate students in professional training experience ธีรวดี ถังคบุตร ภาควิชาเทคโนโลยีและสื่อสารการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย theeravadee@gmail.com

This objective the study was to develop the distance supervision for undergraduate students in professional training experience. The study was divided into two stages: 1) Scope the professional experiences and long-distance communication. To analyze the content (content analysis) for concept and variables. 2) develop the long-distance supervision for professional training experience with the correlation coefficient matrix. The research findings were as follows: 1. The supervision of a professional training experience for students consists of four components: 1) LMS (Learning Management System) 2) forms of professional training, experience, 3) computer and electronic devices 4) electronic media. 2. The professional experiences of three phases: 1) the preparation of professional training experience2) the training of professional training experience and 3) the conclusion of professional training experience.

analysis) เพื่อให้ได้กรอบแนวคิดและตัวแปร 2. การพัฒนา รูปแบบการนิเทศทางไกลสาหรับนิสิตฝึกประสบการณ์ วิชาชีพ ด้วยวิเคราะห์เมทริกซ์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของ ตัวแปร เครือ่ งมือทีใ่ ช้ในการวิจัย คือ แบบสังเคราะห์เอกสาร เกี่ยวกับการนิเทศทางไกล และแบบสังเคราะห์เอกสาร เกี่ยวกับนิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพ วิเคราะห์ข้อมูลโดย การสังเคราะห์เอกสาร (content analysis) ผลการวิจัยพบว่า การฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นเตรียมการก่อนฝึกประสบการณ์วิชาชีพ 2) ขั้นฝึก ประสบการณ์วิชาชีพครู และ 3) ขั้นสรุปการฝึกปฏิบัติการ สอน การนิเทศทางไกลสาหรับนิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ 1) ระบบจัดการเรียนรู้ (Learning Management System) 2) รูปแบบการฝึก ประสบการณ์วิชาชีพ 3) โสตทัศนูปกรณ์ และ 4) สื่อ อิเล็กทรอนิกส์

Key words: ESupervision, professional training experience, LMS (Learning Management System), Computer and electronic devices , electronic media.

คาสาคัญ : การนิเทศทางไกล, การฝึกประสบการณ์วิชาชีพ , ระบบจัดการเรียนรู,้ โสตทัศนูปกรณ์ , สื่ออิเล็กทรอนิกส์

บทคัดย่อ

1) บทนา

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการนิเทศ ทางไกลสาหรับนิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพ วิธีดาเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน คือ วิธีดาเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน ได้แก่ 1. การ กาหนดขอบข่ายรูปแบบการฝึกประสบการณ์วิชาชีพและ การนิเทศทางไกล ด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (content

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รวมถึงการพัฒนาของวิทยาการสมัยใหม่ เป็นปัจจัยอย่างหนึง่ ในการผลักดันประเทศให้เข้าสู่สังคมยุคใหม่ ซึ่งอาศัยการ ผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีต่างๆ กับการเข้าถึงข้อมูล ข่าวสารและความรู้ได้อย่างกว้างขวาง และรวดเร็ว อย่างไรก็

ABSTRACT

147

ดีประเทศไทยยังคงมีการพัฒนาวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีอยู่ในระดับไม่สูงมากนัก แม้ว่าองค์กรภาครัฐ จะได้มีการวางแผนเทคโนโลยีสารสนเทศและการ สื่อสาร รวมถึงการปรับปรุงระบบการบริหารจัดการ และ การเตรียมความพร้อมด้านต่างๆ แต่ก็ยังไม่มีผลสัมฤทธิ์ที่ เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมมากเท่าที่ควร จึงมีความจาเป็น ที่จะต้องทบทวนและปรับปรุงกลไกการบริหารงานของ ภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว มีความคิดริเริ่ม ความ ทันสมัยสอดคล้องกับสังคมยุคใหม่ เพื่อให้ระบบราชการ มีความเข้มแข็ง (แผนพัฒนายุทธศาสตร์การพัฒนาระบบ ราชการไทย พ.ศ. 2551 - 2555) คุณภาพของสถาบันการศึกษาจึงกลายเป็น ประเด็นที่สาคัญมากของสถาบันการศึกษาทั่วโลก โฉม หน้าใหม่ของสถาบันการศึกษาในทุกระดับจะมีความเป็น อิสระในการบริหารงานมากขึ้น และสามารถตอบสนอง ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายซึ่งเป็นผู้มาใช้บริการได้ดี ยิ่งขึ้น สถาบันการศึกษาจาเป็นที่จะต้องสร้างองค์ความรู้ และเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาประเทศและสามารถแข่งขัน กับนานาประเทศทั้งในด้านการผลิตผู้เรียน การวิจัย และ การบริการทางวิชาการ ทั้งนี้ผลจากการประชุมรอบ อุรุกวัยได้นาไปสู่การที่องค์กรการค้าโลก (World Trade Organization: WTO) ประกาศให้อุตสาหกรรมการ บริการ (Service Industry) ต้องเปิดเสรีในปี พ.ศ. 2545 ประเทศไทยซึ่งเป็นสมาชิกองค์กรการค้าโลกจึง จาเป็นต้องเปิดเสรีอุตสาหกรรมการบริการตามประกาศ ดังกล่าว ซึ่งหมายความว่าประเทศไทยจะต้องเปิดเสรี ทางการศึกษา เพราะการศึกษาเป็นอุตสาหกรรมการ บริการชนิดหนึง่ จึงคาดหมายกันว่าการแข่งขันทัง้ จาก ภายในและภายนอกประเทศจะเป็นไปอย่างกว้างขวาง และเข้มข้นมากยิ่งขึน้ การพัฒนาคุณภาพของ สถาบันการศึกษาจึงมีความจาเป็นอย่างยิ่ง (Cheng, 1997; Waldo, 2002 และ Buytendijk, 2006) ดังนั้นประเด็น สาคัญที่จะต้องนามาพิจารณาคือ การปรับปรุงการ ให้บริการทางวิชาการและเทคโนโลยีสารสนเทศและการ สื่อสาร การให้บริการทางวิชาการหรืองานวิชาการเป็น หัวใจสาคัญของสถาบันการศึกษา เพราะหน้าทีข่ อง สถาบัน คือ การให้ความรู้ทางวิชาการแก่ผู้เรียน

จุดมุ่งหมายของงานวิชาการอยู่ที่การสร้างผู้เรียนให้มคี ุณภาพ มีความรู้ มีจริยธรรม และคุณสมบัติที่ต้องการ ขอบข่ายงาน วิชาการของสถาบันการศึกษา นักวิชาการและหน่วยงานส่วน ใหญ่ ได้จาแนกงานวิชาการสอดคล้องกันเป็น 5 ด้าน ได้แก่ 1) งานด้านหลักสูตร 2) การจัดการเรียนการสอน 3) การจัด สื่อ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีเพือ่ การเรียนการสอน 4) การ นิเทศการศึกษา และ 5) การวัดและประเมินผลการเรียนการ สอน (Lovell, 1995 และ Cheng, 2003) เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ได้เป็น ปัจจัยผลักดันที่สาคัญทาให้โลกอยู่ในภาวะไร้พรมแดน ตลาดของโลกกว้างขึ้น มีการเคลื่อนย้ายปัจจัยการผลิต และ การลงทุนข้ามชาติทั่วโลก ประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์ หลากหลายที่มากไปกว่าโทรศัพท์และคอมพิวเตอร์ เช่น แฟกซ์ อินเทอร์เน็ต อีเมล์ ทาให้สารสนเทศเผยแพร่หรือ กระจายออกไปในที่ต่าง ๆ ได้สะดวก สิ่งเหล่านี้เป็นบริการ สาคัญของการสื่อสารโทรคมนาคมที่ทาให้มีการใช้ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมากยิ่งขึ้น (Turban, 1999) การให้บริการทางวิชาการที่มีคุณภาพและได้ มาตรฐาน เป็นภารกิจที่สาคัญยิง่ สาหรับการพัฒนาประเทศ ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ดังนั้นการนิเทศทางไกลซึ่งเป็น ส่วนหนึ่งของงานวิชาการ และด้วยการผนวกเทคโนโลยี สารสนเทศและการศึกษา จึงเป็นแนวทางในการพัฒนาและ เพิ่มขีดความสามารถที่จะนาพาสถาบันการศึกษาก้าวไปสู่ ความเป็นเลิศ ที่สามารถเข่งขันอยู่ได้ในทุกสภาวะการณ์ และ การตอบรับของประเทศสู่การเป็นประชาคมอาเซียน

2) วัตถุประสงค์ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการนิเทศ ทางไกลสาหรับนิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพ

3) วิธีดาเนินการวิจัย วิธีดาเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ขั้นตอน ได้แก่ 1. การกาหนดขอบข่ายรูปแบบการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ และการนิเทศทางไกล ด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) เพื่อให้ได้กรอบแนวคิดและตัวแปร 2. การพัฒนา รูปแบบการนิเทศทางไกลสาหรับนิสิตฝึกประสบการณ์

148

วิชาชีพ ด้วยวิเคราะห์เมทริกซ์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ของตัวแปร กลุ่มตัวอย่าง สาหรับการวิจัยครัง้ นี้คือ บุคลากรทางการ ศึกษา โดยกาหนดเกณฑ์ขนาดกลุ่มตัวอย่าง คือ การใช้ ขนาดกลุ่มตัวอย่าง 10 – 20 ตัวอย่าง ต่อ 1 ตัวแปร ซึ่ง จานวนตัวแปรหรือพารามิเตอร์ทตี่ ้องการประมาณค่า ทั้งหมด 12 ตัวแปร ดังนัน้ ในงานวิจัยนี้ได้กาหนดกลุ่ม ตัวอย่าง จานวน 200 คน 4) ผลการวิจัย 1. การกาหนดขอบข่ายรูปแบบการฝึกประสบการณ์ วิชาชีพและการนิเทศทางไกล ด้วยการใช้วิธีการวิเคราะห์ เนื้อหา (content analysis) สาหรับการสัมภาษณ์เชิงลึก โดยใช้หลักการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ (ดังปรากฏใน ตารางที่ 1) ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 1.1 จาแนกประเภท ข้อมูล (typological analysis) เป็นสังเคราะห์รูปแบบและ กรอบแนวคิดการฝึกประสบการณ์วิชาชีพและการนิเทศ ทางไกล จากเอกสาร งานวิจัย และบทความต่างๆ ซึ่งมี หลากหลายมิติแล้วจาแนกเป็นองค์ประกอบทีเ่ กี่ยวข้อง แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นเตรียมการก่อนฝึก ประสบการณ์วิชาชีพ 2) ขั้นฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู และ 3) ขั้นสรุปการฝึกปฏิบัติการสอน 1.2 จาแนกข้อมูล ในระดับจุลภาค (domain analysis) เป็นการจาแนกข้อมูล ในระดับคาและประโยคที่มคี วามสัมพันธ์กับประเภท ของข้อมูลในข้อ 1.1 ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ คือ 1) ระบบจัดการเรียนรู้ (Learning Management System) 2) รูปแบบการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ 3) โสตทัศนูปกรณ์ และ 4) สื่ออิเล็กทรอนิกส์ 2. การพัฒนารูปแบบการนิเทศทางไกลสาหรับนิสิตฝึก ประสบการณ์วิชาชีพ ด้วยวิเคราะห์เมทริกซ์สัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์ของตัวแปรสังเกตได้ สัญลักษณ์แทนชื่อตัว แปรสังเกตได้ ประกอบด้วย PLMS หมายถึง ตัวแปรสังเกตได้ขั้นเตรียมการ ก่อนฝึกประสบการณ์วิชาชีพด้านระบบจัดการเรียนรู้ PPTX หมายถึง ตัวแปรสังเกตได้ขั้นเตรียมการ ก่อนฝึกประสบการณ์วิชาชีพด้านรูปแบบการฝึก ประสบการณ์วิชาชีพ PCED หมายถึง ตัวแปรสังเกตได้ขั้นเตรียมการ ก่อนฝึกประสบการณ์วิชาชีพด้านโสตทัศนูปกรณ์

PEME หมายถึง ตัวแปรสังเกตได้ขั้นเตรียมการก่อน ฝึกประสบการณ์วิชาชีพด้านสื่อคอมพิวเตอร์ TLMS หมายถึง ตัวแปรสังเกตได้ขั้นฝึก ประสบการณ์วิชาชีพครูด้านระบบจัดการเรียนรู้ TPTX หมายถึง ตัวแปรสังเกตได้ขั้นฝึก ประสบการณ์วิชาชีพครูด้านรูปแบบการฝึกประสบการณ์ วิชาชีพ TCED หมายถึง ตัวแปรสังเกตได้ขั้นฝึก ประสบการณ์วิชาชีพครูด้านโสตทัศนูปกรณ์ TEME หมายถึง ตัวแปรสังเกตได้ขั้นฝึก ประสบการณ์วิชาชีพครูด้านสื่อคอมพิวเตอร์ CLMS หมายถึง ตัวแปรสังเกตได้ขั้นสรุปการฝึก ปฏิบตั ิการสอนด้านระบบจัดการเรียนรู้ CPTX หมายถึง ตัวแปรสังเกตได้ขั้นสรุปการฝึก ปฏิบตั ิการสอนด้านรูปแบบการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ CCED หมายถึง ตัวแปรสังเกตได้ขั้นสรุปการฝึก ปฏิบตั ิการสอนด้านโสตทัศนูปกรณ์ CEME หมายถึง ตัวแปรสังเกตได้ขั้นสรุปการฝึก ปฏิบตั ิการสอนด้านสื่อคอมพิวเตอร์ ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นของตัวแปรสังเกตได���ที่ใช้ใน การวิจัยทั้ง 12 ตัวแปร ได้ใช้สถิติเบื้องต้นดังนี้ ค่าเฉลี่ย (mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และเมทริกซ์ สหสัมพันธ์ ดังปรากฏรายละเอียดในตารางที่ 2 ผลการวิเคราะห์เมทริกซ์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของตัวแปร สังเกตได้ทั้ง 12 ตัว พบว่า ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของตัว แปรสังเกตได้ในโมเดล มีความแตกต่างจากศูนย์อย่างมี นัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทุกคู่ ค่าสัมประสิทธิ์ สหสัมพันธ์ต่าที่สุดมีค่าเท่ากับ .206 เป็นความสัมพันธ์ ระหว่างตัวแปรสังเกตได้ขนั้ เตรียมการก่อนฝึกประสบการณ์ วิชาชีพด้านโสตทัศนูปกรณ์ (PCED) กับตัวแปรสังเกตได้ขนั้ สรุปการฝึกปฏิบตั ิการสอนด้านสื่อคอมพิวเตอร์ (CEME) และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์สูงสุดมีค่าเท่ากับ .739 เป็น ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรสังเกตได้ขั้นฝึกประสบการณ์ วิชาชีพครูด้านสื่อคอมพิวเตอร์ (TEME) กับตัวแปรสังเกตได้ ขั้นสรุปการฝึกปฏิบตั ิการสอนด้านรูปแบบการฝึก ประสบการณ์วิชาชีพ (CPTX) 149

ตารางที่ 1 การจาแนกข้อมูล กลุ่มคา 1) ขั้นเตรียมการก่อนฝึกประสบการณ์วิชาชีพ

ความสัมพันธ์ 1) ระบบจัดการเรียนรู้ (Learning Management System) 2) รูปแบบการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ 3) โสตทัศนูปกรณ์ 4) สื่อคอมพิวเตอร์ 1) ระบบจัดการเรียนรู้ (Learning Management System) 2) รูปแบบการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ 3) โสตทัศนูปกรณ์ 4) สื่อคอมพิวเตอร์ 1) ระบบจัดการเรียนรู้ (Learning Management System) 2) รูปแบบการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ 3) โสตทัศนูปกรณ์ 4) สื่อคอมพิวเตอร์

2) ขั้นฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู

3) ขั้นสรุปการฝึกปฏิบัติการสอน

ตารางที่ 2 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ของตัวแปรสังเกตได้ (n = 200) ตัวแปร PLM PPT PCE PEM TLM TPT TCE TEM CLM CPT CCE PLMS PPTX PCED PEME TLMS TPTX TCED TEME CLMS CPTX CCED CEM E Mean S.D.

S 1.00 .768** .390** .393** .305** .498** .641** .465** .399** .462** .453** .303**

X

D

E

S

X

D

E

S

X

D

CEM E

1.00 .305** .453** .463** .552** .652** .503** .406** .512** .528** .417**

1.00 .285** .474** .229** .279** .325** .286** .290** .287** .206**

1.00 .636** .564** .567** .588** .486** .598** .556** .591**

1.00 .569** .569** .488** .434** .474** .558** .602**

1.00 .639** .534** .507** .557** .630** .519**